หลุมไฟดาโกต้า

6 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 31 July 2009 เวลา 2:10 ในหมวดหมู่ เทคโนโลยีชาวบ้าน #
อ่าน: 6419

หลุมไฟดาโกต้าเป็นเตาไฟที่สร้างได้ในทุกพื้นที่ครับ

วิธีการก็ง่ายคือขุดหลุมสองหลุม แล้วเชื่อมสองหลุมนี้เข้าด้วยกันใต้ดิน หลุมหนึ่งจะเป็นที่ก่อกองไฟ อีกหลุมหนึ่งจะทำหน้าที่เป็นปล่องให้อากาศเข้า ซึ่งตราบใดที่ยังมีเชื้อไฟ และมีอากาศ (ออกซิเจน) ไฟก็ติดอยู่

หลุมไฟดาโกต้า ให้ไฟที่ร้อนกว่า ประหยัดเชื้อเพลิงมากกว่า ควันน้อยกว่า และดับไฟง่าย


โรงเรียนเปลี่ยนนิสัย

อ่าน: 9226

ความจริงไม่อยากเขียนบันทึกนี้ในตอนนี้เลยครับ เกรงว่าจะไปกระทบกระเทือนใจใคร ฮี่ฮี่ แต่ดูสารคดีแล้วผมโทรไปคุยกับพี่ครูอึ่ง เลยโดนขอให้เขียนเล่าหน่อย ก็ไม่รู้จะทำยังไงนะเออ เชื่อเถอะครับ ผมไม่อ้อมไปอ้อมมาหรอก อิอิ

เมื่อวานดูสารคดีช่อง Discovery Channel เจออยู่เรื่องหนึ่งชื่อ Brat Academy (โรงเรียนเด็กเกเร) เห็นเป็นวิธีการแก้ไขนิสัยเกเร — ไม่รู้จะมีฉายซ้ำหรือเปล่านะครับ เมื่อวานฉายไปสองรอบแล้ว อย่างไรก็ตาม ผมค้นวิดีโอภาษาอังกฤษมาให้ดู (คลิก) ถึงฟังไม่ทัน ดูภาพก็เห็นเยอะแล้วครับ เว็บของ Discovery Asia บรรยายว่า “As more and more children spin out of control in fast-developing China, desperate parents turn to a new breed of private schools for help.”

นโยบายการมีลูกคนเดียวของจีน ประกอบกับการเติบโตทางเศรษฐกิจที่รวดเร็ว ได้สร้างปัญหาที่ไม่ได้คาดการณ์ไว้ก่อน คือพ่อแม่มีลูกคนเดียว เป็นความหวังเมื่อยามแก่เฒ่า เป็นทุกสิ่งทุกอย่าง จึงสรรหาทุกสิ่งที่จะหาได้มาปรนเปรอ เลี้ยงลูกเป็นเทวดา ทำให้เด็กเอาแต่ใจตัว ก้าวร้าว ไม่สนใจใครโดยเฉพาะอย่างยิ่งพ่อแม่ ประมาณว่าเด็ก 20% เป็นเด็กเหลือขอ

อ่านต่อ »


The Wave That Shook the World

อ่าน: 2389

สารคดีที่แม้จะเก่าก็ยังน่าดูครับ


ไม่ตกม้าตายตอนสัมภาษณ์

2 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 28 July 2009 เวลา 0:20 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2685

คนทำงานเปลี่ยนงานด้วยหลายเหตุผล เมื่อจะทำงานที่ใหม่ จะต้องเจอกระบวนการสัมภาษณ์แน่นอน

การสัมภาษณ์เป็นเรื่องยากอย่างจริงจัง อย่าไปคิดเลยว่าตัวเราเจ๋ง เพราะว่าในการพูดคุยกัน 15 นาทีนั้น กรรมการสัมภาษณ์จะมารู้อะไรมากมายเกี่ยวกับตัวท่าน ครอบครัวของท่านรู้จักท่านมายาวนาน ก็ยังไม่รู้จักตัวท่านเลย นับประสาอะไรกับกรรมการสัมภาษณ์ซึ่งมีคนอื่นให้เลือกอีก ต่อให้ท่านเป็นคนเก่งทำงานยิ่งใหญ่มา ก็อาจจะไม่เหมาะสมกับงานที่เปิดรับก็ได้ ยิ่งกว่านั้น ต่อให้กรรมการสัมภาษณ์ “เลือกผิด” ก็ไม่ต้องรับผิดชอบอะไร

ดังนั้น เมื่อจะไปให้กรรมการสัมภาษณ์ซักถาม ก็กรุณาเตรียมตัวให้พร้อมเอาไว้ด้วย มีคำแนะนำสั้นๆ ง่ายๆ ดังนี้ครับ

  1. แต่งตัวให้เหมาะกับงาน — เรื่องนี้ดูเหมือนไม่เกี่ยว แต่การแต่งตัวอย่างเหมาะสม คือการแสดงความเคารพต่องาน ถ้าอยากทำตามสบาย อยู่กับบ้านดีแล้วครับ
  2. หุบปาก — กรรมการสัมภาษณ์ไม่ได้ต้องการฟังนิยายชีวิต หรือเรื่องราวว่าท่านยิ่งใหญ่มาจากไหน เค้ากำลังเลือกคนที่เหมาะสมกับงานที่เปิดรับต่างหาก
  3. ฟังคำถามให้ดี แล้วตอบให้ตรงคำถาม — แยกให้ออกระหว่างความจริงกับความเห็น เมื่อท่านให้ความเห็น ท่านมีโอกาส “ผิด” ครึ่งหนึ่ง
  4. ถามคำถามที่ฉลาด — การไปสัมภาษณ์ ไม่ได้แปลว่าท่านเป็นผู้ตอบแต่ฝ่ายเดียว ท่านถามคำถามได้ เมื่อท่านถามคำถามแสดงว่าท่านสนใจ บางทีคำถามที่ฉลาด จะช่วยท่านได้เหมือนกัน ในทางตรงกันข้าม คำถามโง่ๆ การงอแง ก็ทำให้การสัมภาษณ์จบลงอย่างรวดเร็วเช่นกัน
  5. แสดงความเป็นมนุษย์บ้าง — กรรมการสัมภาษณ์จะรับท่านเข้าทำงาน ไปร่วมทีมกับพนักงานอื่นๆ ท่านจะต้องทำงานร่วมกับคนอื่น ถ้าท่านไม่ได้แสดงเลยว่าท่านทำงานกับคนอื่นเป็น พูดคุย แสดงความกระตือรือล้น เรียนรู้ แต่ท่านนิ่งเป็นหุ่นยนต์ ถามคำตอบคำ อย่างนี้ท่านคิดว่าจะได้งานหรือ
  6. ค้นคว้า/ทำการบ้านไปก่อน — ค้นข้อมูลเกี่ยวกับงานที่จะไปทำ เตรียมเรื่องเหล่านี้ไว้เพื่อให้กรรมการเห็นว่า ท่านไม่ใช่หลงเข้ามาของานอย่างเฟอะฟะไม่รู้เรื่องเลย แต่อย่าไปอวดรู้ กรรมการสัมภาษณ์รู้จักบริษัทของเขาดีกว่าท่านซึ่งเป็นคนนอกแน่นอน
  7. ตอบคำถามที่ท่านอยากให้กรรมถามไปเลย — อย่ารอคำถาม มีช่องให้แทรกคำตอบเหล่านี้เสมอ แต่ก็ขึ้นกับทักษะในการพูดคุยด้วย
  8. อย่าแสดงความน่าสมเพชเด็ดขาด — กรรมการสัมภาษณ์จะรับท่านไปทำงาน เขาจะดูว่าท่านทำงานได้โดยไม่เป็นภาระแก่เขาหรือไม่
  9. มั่นใจในตัวเอง แต่ไม่ใช่จองหอง — มีสัมมาคารวะ (คารวะผู้ที่ “ควร” คารวะ)


18 นาทีกับการจัดการงานในแต่ละวัน

4 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 27 July 2009 เวลา 0:19 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2547

Peter Bregman เขียนบล็อกของเขาที่ Harvard Business Publishing เรื่อง An 18-Minute Plan for Managing Your Day แนะนำวิธีจัดการกับเป้าหมาย เวลา และการงาน อย่างง่ายๆไว้ดังนี้

  1. เมื่อเริ่มต้นวัน ก่อนทำอะไรทั้งหมด (รวมทั้งไม่ต้องเปิดคอมพิวเตอร์ด้วย) ใช้เวลา 5 นาที วางแผนว่าวันนั้นจะทำอะไร ให้เขียนลงในกระดาษ คิดดูให้ดีว่าวันนั้นจะทำอะไรให้เป็นวันที่รู้สึกประสบความสำเร็จ หมายความว่าได้งานที่มีประโยชน์จริง; คนทำงานมักมีข้ออ้างเสมอว่างานยุ่ง เต็มไปด้วยคำขอร้อง คำสั่ง โทรศัพท์ อีเมล การแก้ไขความบกพร่อง การติดต่อ การออกไปข้างนอก สิ่งต่างๆ เหล่านี้ เป็นการ “ขัดจังหวะ” interruptions ซึ่งผู้ที่ขอมาจากอีกฝั่งนั้น ไม่เข้าใจและไม่ได้พยายามเข้าใจว่างานแต่ละอย่างมีข้อจำกัด — บรรดา “การขัดจังหวะ” (บางทีก็เป็นพวกงานด่วน) เหล่านี้ แสดงถึงการเตรียมตัวไม่ดีทั้งของท่านและของคนอื่น ทำให้งานไม่่ต่อเนื่อง และใช้เวลามากกว่าที่ควรจะเป็น; เอาปฏิทินและตารางงานมาดู เลือกรายการที่สำคัญที่สุดมาทำก่อนอันอื่น ถ้าเวลาไม่พอ จัดลำดับความสำคัญเสียใหม่ ตัดสินใจซะว่าจะทำอะไร ที่ไหน เมื่อไหร่ อย่ายอมให้ใครมาตัดสินใจเรื่องนี้ให้
  2. ทุกชั่วโมง ใช้เวลา 1 นาที ไล่ดูว่างานคืบหน้าไปอย่างที่ตั้งใจหรือไม่ ตั้งเวลาเอาไว้เลย ถือโอกาสพักด้วย ลองมองย้อนดูว่าใช้เวลาไปในหนึ่งชั่วโมงที่แล้วมีประสิทธิภาพแค่ไหน เป็นไปตามแผนที่วางไว้หรือไม่ หนึ่งชั่วโมงข้างหน้าจะทำอะไร
  3. ก่อนเลิกงาน ใช้เวลาอีก 5 นาที ย้อนทบทวนดูว่างานที่ทำมาในวันนี้ทั้งวันเป็นอย่างไร อะไรใช้ได้ โฟกัสอยู่กับอะไร อะไรที่มารบกวนการทำงาน มันจะไม่ออกมาเป๊ะตามที่วางแผนไว้หรอกครับ เพราะแผนงานปรับเปลี่ยนได้ตามสถานการณ์ แต่เป้าหมายไม่ควรเปลี่ยนไปเปลี่ยนมา กรุณาอย่าจำสลับกันเพราะนั่นคือระบบราชการที่ล้มเหลว; การทบทวนนี้ จะช่วยให้วางแผนสำหรับวันพรุ่งนี้ดีขึ้นได้

เรื่องเหล่านี้ คนไม่มีระบบ คนไม่มีแก่นสาร คนไม่วางแผน หรือคนที่มองแต่เรื่องของตัวเอง จะไม่เข้าใจเลยว่าจะช่วยให้งานเดินได้อย่างไร เพราะเขาไม่เคยเข้าใจคนอื่น แต่ในชีวิตจริง จะหลีกหนีจากคนเหล่านี้ได้อย่างไร

งานที่ไม่มีระบบ จะไม่ช่วยให้งานที่ทำเบาลงเลย


แนะนำ

1 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 26 July 2009 เวลา 0:11 ในหมวดหมู่ การบริหารจัดการ #
อ่าน: 1947

ผู้มีความรู้และประสบการณ์ สามารถช่วยให้ผู้อื่นเรียนรู้ขึ้นมาได้ด้วยคำแนะนำ คำแนะนำเป็นการสร้างคน ส่วนคำสั่งเป็นการจิกเอาผลลัพท์จากคนอื่นเดี๋ยวนั้น โดยที่ตัวเองไม่ทำ

แนะนำ แบ่งเป็นสองส่วน คือ แนะ และ นำ

แนะ คือชี้แนวทางหรือวิธีการให้รู้โดยตรงหรือโดยอ้อม การแนะจะประสบผลหรือไม่ ขึ้นกับพื้นฐานความพร้อมของผู้รับ และยังขึ้นกับปัญหาของการสื่อสาร ซึ่งทั้งเครื่องส่งและเครื่องรับต้องดีทั้งคู่ หากพื้นฐานของผู้รับไม่ดีพอ หากผู้รับไม่พร้อมจะรับการแนะ เขาอาจไม่เหมาะกับงานนั้นมาตั้งแต่ต้น ในด้านประสิทธิภาพของการสื่อสารนั้นอาจดูได้ง่ายกว่า คือถ้าสื่อสารไปแล้วไม่มีใครรู้เรื่องหรือเข้าใจเลย เป็นปัญหาของผู้แนะ แต่ถ้ามีผู้รับเข้าใจบ้าง น่าจะแสดงว่าผู้รับที่ไม่เข้าใจมีปัญหา

นำ คือทำให้ดู การนำจะประสบผลสำเร็จหรือไม่ มีองค์ประกอบทั้งผู้นำและผู้ตาม ผู้นำที่ไม่มีศรัทธาเป็นทุนเดิม เดินไปไหนก็ไม่มีคนตาม ผู้ตามที่ไม่รู้จักสังเกตเรียนรู้ ก็จะไม่ไปไหนเช่นกัน นอกจากนั้น การนำพาองค์กร ยังต้องมีการสื่อสารถึงทิศทางจนทุกคนเข้าใจ พร้อมที่จะเดินไปในทางเดียวกัน

แม้จะไม่มีอะไรรับประกันว่าการแนะนำ จะสร้างผลลัพท์ที่ดีให้องค์กรทันอกทันใจ ก็ควรมองว่าเป็นการลงทุนกับคน ซึ่งเป็นวัตถุประสงค์ขององค์กรทุกชนิดเสมอ — ถ้าจะเอาแต่ผลลัพท์โดยไม่เชื่อใจในศักยภาพของใครในองค์กร องค์กรนั้นไม่มีสภาพที่จะร่วมใจสร้างผลลัพท์อะไรตั้งแต่แรกอยู่แล้ว

ทั้งการแนะนำหรือคำสั่ง ไม่ได้เหมาะกับทุกสถานการณ์ ผู้นำความจะเลือกใช้ให้เหมาะสม แต่ก่อนจะเลือกได้ดี ก็ต้องเข้าใจก่อนว่ากำลังจะเลือกอะไร เพื่ออะไร และเหมาะสมหรือไม่


ดัชนีบิ๊กแม็ค

อ่าน: 3689

เป็นที่ทราบกันทั่วไปว่าแฮมเบอร์เกอร์ McDonald’s แพร่หลายไปทั่วโลกนั้น มีองค์ประกอบเหมือนกันตามสูตรการผลิต กล่าวคือมี 540 กิโลแคลอรี่ มีผัก เนย และเครื่องปรุงรสแบบเดียวกัน จึงอาจกล่าวได้ว่าเป็นผลิตภัณฑ์เดียวกันทั่วโลก ในเมื่อเป็นอย่างนั้น บิ๊กแม็ค ควรจะมีคุณค่าเท่ากันในทุกตลาด ไม่ว่าจะขายในสกุลเงินอะไร

แต่การณ์กลับไม่เป็นอย่างนั้น กำลังซื้อในแต่ละตลาด (PPP) ไม่เท่ากัน ดังนั้นราคาของบิ๊กแม็คในแต่ละประเทศ เมื่อเปรียบเทียบกันแล้ว จึงถูก-แพง (ในความรู้สึกของผู้ซื้อ) ไม่เท่ากันแม้จะปรับด้วยอัตราแลกเปลี่ยนปัจจุบันและกำลังซื้อแล้ว

The Economist’s Big Mac index, a lighthearted guide to valuing currencies, provides some clues. It is based on the theory of purchasing-power parity (PPP), which says that exchange rates should equalise the price of a basket of goods in each country. In place of a range of products we use just one item, a Big Mac hamburger, which is sold worldwide. The exchange rate that leaves a Big Mac costing the same in dollars everywhere is our fair-value benchmark.

The dollar buys the most burger in Asia. A Big Mac costs 12.5 yuan in China, which is $1.83 at today’s exchange rate, around half its price in America. Other Asian currencies, such as the Malaysian ringgit and Thai baht, look similarly undervalued. Businesses based in continental Europe have most to be cheesed off about. The Swiss franc remains one of the world’s dearest currencies. The euro is almost 30% overvalued on the burger gauge. Denmark and Sweden look even less competitive.

อ่านต่อ »


ผลไม้ราคาตกต่ำ (ลำไย)

อ่าน: 4247

จากข้อความในบันทึกของครูบาว่า

…เมื่อเช้านี้ฟังทีวีรายการข่าวเรื่องลำไย

ลำไยเกรดA ราคา 9 บาท

ลำไยเกรดB ราคา 6 บาท

ลำไยเกรดC ราคา 2-3 บาท…

อย่างนี้ตายหยังเขียดครับ กิโลละไม่ถึงสิบบาท จะไม่เจ๊งชัยได้อย่างไร

ในขณะเดียวกัน ผมก็ไม่คิดว่าการเรียกร้องให้รับจำนำหรือประกันราคา จะเป็นการแก้ไขปัญหาอะไร (การแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้แก้อะไรเลย แต่เลื่อนปัญหาไปไว้ในอนาคตเท่านั้น)

การแก้ไขปัญหาราคาผลไม้ตกต่ำในกรณีของลำไยนี้ งานวิจัยของมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ น่าสนใจที่สุดครับ คือทำไมจะต้องขายลำไยในรูปผลิตภัณฑ์ลำไยด้วย

ข้อเสนอนี้ ให้บดลำไยเกรดต่ำ(ไม่ต้องปอกเปลือก)จนละเอียด กลายเป็นน้ำ กรองเอาน้ำหวานๆ ออกมา ผสมกับน้ำปูนใส หรือ Calcium Hydroxide Ca(OH)2 {ซึ่งคือการเอาปูนแดงหรือปูนขาวมาละลายน้ำ}

เมื่อผสมน้ำหวานกับน้ำปูนใส ทิ้งไว้สามชั่วโมงให้ตกตะกอน แยกตะกอนออกไป นำเอาน้ำเชื่อมเข้มข้นสีใสๆ มาปรับความเป็นกรดด่าง แล้วอุ่นให้น้ำเชื่อมเข้มข้นให้น้ำระเหยออกไปที่อุณหภูมิ 60°C (ซึ่งอุณหภูมิขนาดนี้ ไม่ต้องตั้งเตาไฟ แต่สามารถใช้แสงอาทิตย์อุ่นได้) น้ำตาลในน้ำเชื่อมก็จะตกผลึกเป็นก้อนนำมาบริโภคได้ ขายเป็นน้ำตาลสุขภาพได้ ประมาณดูต้นทุนคร่าวๆ น่าจะมีราคาดีกว่าขายเป็นลำไยครับ น้ำเชื่อมที่ไม่ตกตะกอน คือกากน้ำตาล (โมลาส) เอาไปทำอะไรอีกมากมาย — (1)

น้ำเชื่อมที่เอามาตกตะกอน เป็นน้ำตาลสุขภาพเพราะ น้ำเชื่อมนั้น มีน้ำตาลสามชนิดคือ กลูโคส : ซูโครส : ฟรุกโตส ในอัตราส่วน 1 : 4 : 1

น้ำตาลกลูโคส (C6H12O6) และน้ำตาลฟรุกโตส (C6H12O6 เช่นกันแต่โครงสร้างโมเลกุลต่างกัน) เป็นน้ำตาลเชิงเดี่ยว ร่างกายดูดซึมเอาไปใช้ได้เลย ส่วนน้ำตาลที่ขายกันอยู่ทั่วไปในตลาดนั้น เป็นน้ำตาลเชิงซ้อน คือน้ำตาลซูโครส (C12H22O11)

ในน้ำเชื่อมเข้มข้นนั้น มีกลูโคสกับฟรุกโตสอยู่ครึ่งหนึ่ง ตรงนี้ใส่ยีสต์ลงไปหมัก ก็จะได้เอทานอล น้ำตาลอีกครึ่งหนึ่ง ยีสต์หมักไม่ได้ ถ้าจะแปลงซูโครสเป็นกลูโคสและฟรุกโตส ทำได้ด้วยกระบวนการเคมี ซึ่งมีสิทธิบัตรที่จดทะเบียนในของสหรัฐรองรับอยู่ (หมดอายุวันที่ 4 มิ.ย. 2021) กระบวนการนี้ ต้องอาศัยนักเคมีช่วย แต่ก็เป็นวิธีเพิ่มมูลค่าลำไยแปรรูปที่มีมูลค่าเพิ่มสูงขึ้น — (2)

ส่วนกระบวนการใน (1) เป็นสิ่งที่ชาวบ้านทำได้เอง ไม่ต้องใช้ความรู้อะไรมาก แต่ต้องระวังเรื่องความสะอาดในกระบวนการผลิตครับ

เอ๊ะ ถ้าจะลองทำดู ก็ไม่เห็นเป็นไรเลย จะได้รู้เรื่องกันไปว่าเวิร์คหรือไม่


แบบจำลองทางคณิตศาสตร์ยืนยัน การเอาชนะกองกำลังติดอาวุธ ทำได้ยากมาก

1 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 23 July 2009 เวลา 0:18 ในหมวดหมู่ สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 2568

งานวิจัยจาก Institute for Operations Research and the Management Sciences (INFORMS®) แสดงให้เห็นว่าการเอาชนะการก่อการร้ายด้วยกองกำลังติดอาวุธนั้น ทำได้ยากมาก

งานวิจัยอันนี้ น่าสนใจในแง่ที่ใช้กองทัพสหรัฐ กับกลุ่มติดอาวุธตาลีบัน (ซึ่งเป็นคนละขั้ว และดูว่าจะไม่มีทางเจรจาเรื่องอะไรกันได้เลย) เป็นกรณีศึกษา

  • กองกำลังติดอาวุธอย่างกลุ่มตาลีบัน ‘พบ’ ได้ด้วยการข่าวที่ดี แม่นยำ และทันต่อเหตุการณ์เท่านั้น และแม้จะมีการข่าวที่แม่นยำและทันต่อเหตุการณ์ ‘รัฐบาล’ ก็ทำได้เพียงแต่จำกัดขอบเขตของความเสียหาย ไม่สามารถเอาชนะโดยการปราบปรามลงได้ทั้งหมด
  • การไม่มีการข่าวที่ดี ทำให้กองกำลังติดอาวุธโจมตีและหลบหนีไปได้อย่างลอยนวล แล้วกลับมาโจมตีใหม่ซ้ำแล้วซ้ำอีก ทำให้เกิดความรู้สึกในหมู่ประชาชนผู้สูญเสีย ว่ารัฐปกป้องความปลอดภัยของตนและครอบครัวไม่ได้ จึงหันไปสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ และในที่สุดก็ทำให้กลุ่มก่อการร้ายกล้าแข็งขึ้น ทั้งในด้านการสนับสนุน การข่าว และกำลังพล
  • การโจมตีฐานที่มั่นของตาลีบันโดยเครื่องร่อนไร้นักบินของสหรัฐ ทำให้ผู้บริสุทธิ์เสียชีวิต ซึ่งทำให้ญาติผู้ตายหันไปสนับสนุนกองกำลังติดอาวุธ เช่นเดียวกับสถานการณ์ในอิสราเอล และโคลัมเบีย
  • นักวิจัยทั้งสองเห็นว่า รัฐบาลไม่สามารถขจัดกองกำลังติดอาวุธด้วยกำลัง “อย่างดีที่สุด” เมื่อมองในมุมของฝ่ายรัฐบาล คือการควบคุมสถานการณ์ไม่ให้ลุกลามไปกว่าที่เป็น ซึ่งหากสถานการณ์มีระดับความรุนแรงต่ำ ก็เป็นไปได้ที่กองกำลังติดอาวุธจะตระหนัก ว่าไม่สามารถใช้กำลังเอาชนะได้ ก็จะหันมาเจรจา หรือแตกสลายไปเมื่อทุนหมด
  • ในแบบจำลองคณิตศาสตร์ที่เป็น best case scenario นั้น “กรณีอย่างดีที่สุด” เกิดขึ้นเมื่อมีสามเงื่อนไขพร้อมกันคือ
    • กำลังของรัฐมีไม่จำกัด มีการเสริมกำลังตลอดเวลา
    • รัฐบาลมีความอดทน อดกลั้นสูง ไม่ยอมแพ้ทุกกรณี (ที่จริงยอมแพ้เฉพาะกรณีกำลังจะถูกบดขยี้ it surrenders to the insurgents only when it is totally annihilated)
    • กำลังเสริมของกองกำลังติดอาวุธ ได้มาจากญาติผู้บริสุทธิ์ซึ่งเสียชีวิตในการปราบปราม (collateral casualties)

อ่านต่อ »


ทิศเหนืออยู่ไหน?

5 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 22 July 2009 เวลา 0:16 ในหมวดหมู่ การบริหารจัดการ, สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 40440

ทิศเหนือสำคัญอย่างไร? แน่ล่ะครับทิศเหนือหรือทิศไหนๆ ก็เป็นสิ่งที่ใช้อ้างอิงว่าเราจะเดินทางไปในทิศไหน

อย่างไรก็ตาม เมื่อเรากำลังจะเดินไปจะเดินทางไปสู่เป้าหมาย แต่ดันไม่รู้ว่าตัวเราอยู่ตรงไหน จะกำหนดทิศทางอย่างไรก็เปล่าประโยชน์ เหมือนเดินส่งเดชไปเรื่อย

การหาทิศเหนือนั้น มีวิธีง่ายๆ คือปักเสาหรือกิ่งไว้เอาไว้บนพื้น(เรียบ) กำหนดจุดปลายเงาของยอดเสา เอาหินก้อนเล็กวางไว้ รอสักสิบ/สิบห้านาที เงาก็จะเลื่อนไป วางหินอีกก้อนหนึ่ง

เล้นที่ลากระหว่างหินทั้งสองก้อน คือแนวตะวันออก-ตะวันตก หินก้อนแรกอยู่ทิศตะวันตก หินก้อนหลังอยู่ทิศตะวันออก ถ้าเรายืนอยู่ทางหินก้อนแรก มองไปยังหินก้อนที่สอง ซ้ายมือคือทิศเหนือ (true north) ขวามือคือทิศใต้ (true south) ทิศเหนือ-ใต้ในกรณีนี้เป็นแกนหมุนของโลก ซึ่งจะแตกต่างกับทิศเหนือแม่เหล็กอยู่เล็กน้อย

การบริหารงานแบบทำไปเรื่อยๆ เปรียบได้กับการไม่สนใจทิศทาง เหมือนหลงป่าแล้ว ก็ยังตรงไปเรื่อยๆ หวังว่าจะหลุดออกมาจากป่าได้ — ที่จริงก็อาจจะหลุดพ้นไปได้นะครับ เพียงแต่มีกำลังพอหรือไม่ มีอาหารพอหรือไม่นั้น เป็นอีกเรื่องหนึ่ง การบริหารงานแบบนี้ อาจเรียกได้ว่าไร้ทิศทาง อันเป็นเรื่องที่ผู้มีส่วนได้เสียทั้งหมด (stakeholder) ซวยร่วมกัน การไร้ทิศทางนั้น สังเกตได้ง่ายคือให้ถามเป้าหมาย จะไม่มีคำตอบที่ชัดเจน

จะมีใครกล้าถามนายกหรือคนที่อยากจะเป็นนายกไหม ว่าจะนำประเทศไทยไปไหน ฮี่ๆๆๆ ล้อเล่นครับ แต่ความหมายเป็นอย่างนั้นจริงๆ ทั้งนี้ก็เพราะสังคมไทยมีมากกว่าการบริหารราชการแผ่นดิน โดยอาศัยข้าราชการและนักการเมือง ยังมีกำลังของประชาชนซึ่งใหญ่โตกว่าระบบราชการมาก หากมุ่งไปในทางเดียวกัน ก็จะเป็นกำลังกล้าแข็ง แต่จะให้มุ่งไปในทางเดียวกันได้อย่างไรหากไม่รู้ว่าจะไปไหน

อีกอย่างหนึ่งซึ่งเป็นเรื่องต้องห้าม คือการไม่รู้ว่าตัวเองอยู่ตรงไหน เพราะว่าในเมื่อไม่รู้ว่าตัวเราอยู่ตรงไหนแล้ว ต่อให้เป้าหมายชัดเจน (คือออกจากป่า) ก็ยังไม่รู้ว่าจะไปทางไหนอยู่ดี

ผู้จัดการมีถมเถไป แต่ผู้นำนั้นหายากยิ่งนะครับ คนเป็นผู้นำประกาศว่าตนเป็นผู้นำได้แต่อาจไม่ได้เป็น คนที่จะเป็นผู้นำได้จริงคนอื่นเค้ายกย่องเอง



Main: 0.055665016174316 sec
Sidebar: 0.14732098579407 sec