Megalopolis

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 4 กรกฏาคม 2009 เวลา 0:07 ในหมวดหมู่ เกษตรกรรม อุตสาหกรรม พาณิชยกรรม #
อ่าน: 10

คำว่า Megalopolis (บางทีเรียก Megapolis) มีรากศัพท์มาจากภาษากรีก แปลตรงๆ ว่าเมืองขนาดยักษ์ที่เชื่อมต่อกันเป็นแนวยาว

คำนี้ เป็นที่รู้จักกันเมื่อนักภูมิศาสตร์ชื่อ Jean Gottmann (1915-1994) ชาวฝรั่งเศส ทำการศึกษาเมืองในสหรัฐในช่วงทศวรรศที่ 1950s และได้เรียกเขตเมืองซึ่งติดกันไปเป็นพืดเป็นระยะ 500 ไมล์ ตั้งแต่บอสตันทางเหนือไปจรดวอชิงตัน ดีซี ทางใต้

ในอีกมุมหนึ่ง Megalopolis มีความสมบูรณ์ในตัวเองในแบบของคลัสเตอร์ ในแง่ที่จะเอาอะไรในห่วงโซ่คุณค่า Megalopolis ก็มีทั้งหมดอยู่ใกล้ๆ ทำให้ต้นทุนโลจิสติกส์ต่ำลงมาก ยิ่งกว่านั้น การที่อุตสาหกรรมเดียวกัน ตั้งอยู่ใกล้ๆ กัน ทำให้คนงานแม้จะตกงานจากที่หนึ่ง ก็มีโอกาสหางานได้ไม่ยากนัก และทำให้อุตสาหกรรมต่างต้องรักษาพนักงานที่มีค่าของตนไว้ ไม่ให้เสียไปให้กับคู่แข่งซึ่งตั้งอยู่ใกล้ๆ ก็จะช่วยให้คุณภาพของการจ้างงานดีขึ้นบ้าง

ทีนี้มาดูเมืองไทยบ้าง ถามว่ามีโอกาสไหม ก็ตอบว่ามีครับ แต่ว่ามันไม่เคยมีการวางแผน หรือการจัดการใดๆ

อ่านต่อ »


1 votes, average: 5 out of 51 votes, average: 5 out of 51 votes, average: 5 out of 51 votes, average: 5 out of 51 votes, average: 5 out of 5 (1 votes, average: 5 out of 5)
Loading ... Loading ...

ควานดาเอ็ฟเฟ็ค — แรงยกมหัศจรรย์

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 3 กรกฏาคม 2009 เวลา 0:15 ในหมวดหมู่ วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยี #
อ่าน: 150

ควานดาเอ็ฟเฟ็ค (Coandă effect อ่านว่า /ˈkwɑːndə/) มาจากชื่อของนักวิทยาศาสตร์โรมาเนีย ชื่อ Henri Coandă ซึ่งสังเกตว่าของเหลวหรือของไหล จะไหลไปตามผิวโค้งที่เรียบ แล้วสร้างแรงดูดให้เกิดขึ้น

หลักการนี้ เป็นหลักการสำคัญของการอัดอากาศในเครื่องยนต์เจ็ต ซึ่งเขาก็สร้างเครื่องบินเจ็ตเครื่องแรกของโลก ตั้งชื่อว่า Coandă-1910 ออกแสดงในกรุงปารีสเมื่อปี ค.ศ. 1910 ซึ่งก็บินขึ้นซะด้วยแม้ร้อยปีที่แล้ว จะไม่มีเครื่องยนต์รอบจัด/กำลังสูงอย่างในปัจจุบัน

อ่านต่อ »


3 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 5 (3 votes, average: 4.67 out of 5)
Loading ... Loading ...

เศษ[เดียร]ถีย์

1 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 2 กรกฏาคม 2009 เวลา 0:06 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา, สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 164

ไม่ได้เขียนผิดหรอกนะครับ แต่เขียนอย่างนี้แล้วให้ความรู้สึก ว่ามีเศรษฐีอยู่มากมาย ที่ไม่เข้าใจคุณค่าและหน้าที่ ของความมั่งมีที่เกินพอ ยังเอาเปรียบ ขูดรีด กอบโกย ไม่รู้จักพอ โดยไม่ได้ตระหนักว่าทรัพยากรที่มีอยู่ในโลกนี้ มีอยู่อย่างจำกัด เมื่อคนหนึ่งมีมากเกินไป จะมีอีกหลายๆ คนที่ขาดแคลน ในเมื่อคนส่วนใหญ่ขาดแคลนจนอยู่ไม่ได้ คนที่มีพอก็จะอยู่ไม่ได้เช่นกัน

วันนี้ ตัดตอนเอาบทความของอาจารย์อัจฉรา โยมสินธุ์ มหาวิทยาลัยกรุงเทพ จากกรุงเทพธุรกิจมาให้อ่านครับ บทความเต็มอ่านได้จากลิงก์ที่ให้ไว้

สังคมไทยของเราจะยิ่งด้อยคุณภาพลงไปอีกหากเศรษฐีในบ้านเราเป็นเศรษฐีอนาถา ซึ่งผู้เขียนขอแบ่งออกเป็น 5 ประเภท ดังนี้

1. เศรษฐีขี้โกง คือ คนที่ร่ำรวยมาจากการคดโกง ประกอบอาชีพที่ไม่สุจริต หาทรัพย์สินเงินทองมาได้โดยไม่ชอบธรรม ไม่ว่าจะเป็นการค้ายาเสพติด ค้าอาวุธ ทุจริตคอร์รัปชัน โกงกินงบประมาณแผ่นดิน กินนมโรงเรียน กินถนนหนทาง กินตั๋วรถเมล์ กินรถไฟฟ้า ใช้เงินปิดหูปิดตาเจ้าหน้าที่เพื่อให้ได้งาน ได้สัมปทาน หรือทำธุรกิจที่เอารัดเอาเปรียบสังคม ผลิตสินค้าไม่มีคุณภาพ ค้ากำไรเกินควร เอาเปรียบพนักงาน ปล่อยน้ำเสียลงในแม่น้ำลำคลอง

คงต้องยอมรับว่าเรื่องราวการคดโกงสารพัดรูปแบบ ยังมีให้เห็นมากมายในสังคม คนที่ร่ำรวยขึ้นมาได้โดยเส้นทางเหล่านี้ แม้จะมีสิ่งอำนวยความสะดวกมากมายในชีวิต แต่คงหาความสุข ความสงบ ความสบายใจได้ยากในแต่ละวัน เพราะรู้อยู่เต็มอกว่าตัวเองทำอะไรไว้บ้าง ความทุกข์ใจจากความหวาดระแวงจะรุมเร้าอยู่ตลอดเวลา

2. เศรษฐีไร้ฝีมือ คือ คนที่ร่ำรวยจากมรดกตกทอดที่พ่อแม่หรือบรรพบุรุษสั่งสมไว้ให้ซึ่งเมื่อได้มา แล้วกลับไม่รู้จักใช้ให้เกิดประโยชน์ทั้งแก่ตัวเองและสังคม แต่กลับผลาญทรัพย์สินเงินทองไปอย่างไร้ค่า ใช้เที่ยวเตร่ เถลไถล ซื้อหาข้าวของราคาแพง ใช้จ่ายสุรุ่ยสุร่าย แถมการงานก็ไม่ทำให้เป็นชิ้นเป็นอัน ไม่มีผลงาน ไม่ตั้งใจเรียน ไม่เห็นคุณค่าของการทำงาน ไม่มีการพัฒนาตนเอง เพราะเห็นว่าตัวเองมีทุกอย่างตามที่ต้องการแล้ว ไม่เห็นจะต้องทำอะไรให้ลำบาก เศรษฐีอนาถาประเภทนี้ ในที่สุดแล้วก็จะพบว่าตนเองไม่มีคุณค่า ไม่มีความภาคภูมิใจในตนเอง และมักจะไม่มีมิตรแท้ มีแต่มิตรที่คิดจะปอกลอก หลอกลวงเอาทรัพย์สินเงินทอง

3. เศรษฐีปีศาจ คือ คนที่ร่ำรวยแต่กลับใช้เงินใช้ทองที่มีมากมายไปทำร้ายเบียดเบียนส่วนรวมเพื่อ ประโยชน์ส่วนตัว เช่น สร้างบ้านพักตากอากาศรุกล้ำพื้นที่ป่าสงวน สร้างรีสอร์ทบนชายหาดสาธารณะ หลบเลี่ยงภาษีสารพัดรูปแบบ กระทั่งใช้เงินซื้อเก้าอี้ ซื้อที่นั่งในโรงเรียน ในที่ทำงาน หรือในสภาเพื่อให้ลูกหลานหรือตัวเองได้เข้าไปเรียน เข้าไปทำงานในที่ที่ต้องการ ทั้งที่ไม่มีความรู้ ความสามารถ ไม่มีอุดมการณ์เพียงพอ ทำให้คนที่เหมาะสมกว่า มีความรู้ ความสามารถมากกว่าหมดโอกาสในการเรียน การทำงานหรือการพัฒนาประเทศ เพราะไม่มีเงินถุง เงินถังมาจ่ายค่าแป๊ะเจี๊ย เศรษฐีกลุ่มนี้มักหลงเข้าใจผิด คิดว่ามีคนให้ความเคารพนับถือในตำแหน่งหน้าที่การงานที่ดูดี และแม้หน้าตาจะยิ้มแย้มแจ่มใส แต่ลึกๆ แล้วมักมีความกังวลใจในความรู้ ความสามารถของตนเองอยู่ตลอดเวลา

4. เศรษฐีโง่ คือ คนรวยที่ไม่รู้จักพอแม้จะมีทรัพย์สมบัติมากมายแต่ก็ไม่เคยพอใจ ต้องการจะมีให้มากขึ้นไปอีก เศรษฐีอนาถากลุ่มนี้จะตั้งหน้าตั้งตาหาแต่เงิน ทำงานหามรุ่งหามค่ำ จนไม่มีเวลาดูแลตัวเอง ไม่มีเวลาให้ครอบครัว พักผ่อนไม่เพียงพอ ไม่ได้ออกกำลังกาย ไม่มีเวลาใช้ชีวิตตามธรรมชาติ เพราะมัวแต่ WORK HARD แบบไม่ SMART สักเท่าไร เศรษฐีประเภทนี้อาจจะรู้ตัวเมื่อเส้นเลือดในสมองแตกเพราะความเครียด หรือเป็นเบาหวาน เป็นมะเร็ง เป็นอัมพฤกษ์ อัมพาตไปเพราะไม่เคยดูแลตัวเอง หรือครอบครัวแตกแยก ซึ่งในที่สุดแล้วเงินทองที่ตั้งหน้าตั้งตาหามาได้มากมาย ก็ไม่ได้สร้างความสุขอย่างแท้จริงในชีวิตได้เลย เพราะรู้อะไรก็ไม่สู้ รู้จักพอ!!

5. เศรษฐีเห็นแก่ตัว คือ เศรษฐีที่ไม่รู้จักแบ่งปัน คิดแต่จะสะสมทุกอย่างไว้เป็นของตัวเอง ไว้ให้ลูกหลานตัวเอง ไม่ยอมแบ่งให้แก่สังคม ความเห็นแก่ตัวเหล่านี้ มักก่อให้เกิดการเอารัดเอาเปรียบ เบียดเบียนสังคมอยู่เสมอๆ ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่จากคนที่มีโอกาสมากกว่าจึงไม่ถูกแบ่งปันไปให้กับคน ที่ด้อยโอกาสกว่า ช่องว่างและความไม่เป็นธรรมในสังคมจึงเพิ่มมากขึ้นทุกวัน

เพราะความสุขในชีวิตไม่ได้วัดกันที่จำนวนทรัพย์ สินเงินทอง เศรษฐีอนาถาหรือผู้มีส่วนเกินมากจนเกินพอดีหากอยากลิ้มรสความสุข ความสงบอย่างแท้จริงจึงต้องลดส่วนเกินลงบ้างเพื่อรักษาระดับความพอดีไว้ให้ ไม่ขาดไม่เกิน ง่ายๆ เพียงรู้จัก “พอเพียง” และ “แบ่งปัน”


2 votes, average: 5 out of 52 votes, average: 5 out of 52 votes, average: 5 out of 52 votes, average: 5 out of 52 votes, average: 5 out of 5 (2 votes, average: 5 out of 5)
Loading ... Loading ...

เช็ควาล์ว

อ่าน: 178

เช็ควาล์วคือวาล์วที่ปล่อยให้น้ำไหลทางเดียว เป็นส่วนประกอบสำคัญของปัมป์น้ำแบบสูบมือ (Hand Pump) และแบบตะบันน้ำ (Hydraulic Ram)

หลักการของปัมป์ทั้งสองแบบ คือสร้างการเคลื่อนไหว ให้เกิดแรงดันของน้ำ; น้ำจะไหลผ่านเช็ควาล์ว จากที่ที่มีความดันสูง ไปสู่ที่ที่มีแรงดันต่ำ — เมื่อเกิดการเคลื่อนไหวกลับทาง เช็ควาล์วจะปิด ทำให้น้ำไม่ไหลย้อนกลับ และเราส่งน้ำขึ้นไปได้เรื่อยๆ

หลักการนี้ มีให้เห็นตามขวดน้ำยาล้างมือ โลชั่น สบู่เหลวที่มีหัวปัมป์กดที่หัว เสปรย์น้ำหอมแบบกดที่หัวขวด

เมื่อกดหัวลง ลูกบอลลูกใหญ่ด้านล่าง ตกลงไปข้างล่าง ปิดทางไม่ให้ของเหลวไหลย้อนกลับลงขวดไป เมื่อปล่อยหัวให้คลายออก ช่องว่างตรงสปริงมีความดันต่ำ จึงสูบของเหลวจากในขวดขึ้นมาผ่านลูกบอลลูกใหญ่ด้านล่าง ทีนี้พอกดลงไปอีกที ลูกบอลลูกใหญ่ก็ลงไปปิด ทำให้ของเหลวในขวดค้างอยู่ตรงช่องสปริง แล้วเรื่องจากช่องนี้มีความดันสูงขึ้น จึงผลักลูกบอลลูกเล็กทางด้านบนให้ลอยขึ้น ถ่ายของเหลวที่สูบขึ้นมา ออกไปทางหัว

กล่าวคือ ด้วยเช็ควาล์วสองตัว เราสามารถสูบของเหลวจากที่ต่ำขึ้นมาสู่ที่สูงได้ ด้วยการกดและปล่อย

ปัมป์น้ำแบบใช้แรงคน มีความเหมาะสมในหลายอย่าง เช่นสูบน้ำเข้านาเข้าสวนในกรณีที่แหล่งน้ำอยู่ต่ำกว่าระดับท้องร่อง สูบน้ำออกจากตู้ปลา ยิ่งกว่านั้น ในอัฟริกา และอินเดีย ใช้สูบน้ำจากบ่อลึก 50-100 เมตร (ใช้แรงคนจริงๆ)

วิดีโอชุดข้างล่างนี้ เป็นตัวอย่างของปัมป์แรงคน ที่เคลมว่าสูบน้ำได้ 5 แกลลอนใน 6 วินาที ดังนั้นจะสูบเต็มถัง 200 ลิตร ภายใน 70 วินาทีเท่านั้น สร้างด้วยท่อ PVC ขนาด 4 นิ้ว ชาวบ้านสร้างและบำรุงรักษาได้เอง

อ่านต่อ »


3 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 53 votes, average: 4.67 out of 5 (3 votes, average: 4.67 out of 5)
Loading ... Loading ...

การให้

3 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 30 มิถุนายน 2009 เวลา 0:03 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 235

ในที่นี้ การให้หมายถึงให้เลย ไม่ใช่ให้ยืม ให้แล้วเอาคืน; เหมือนให้ความคิด/ให้หลักคิด ให้แล้วเอาคืนไม่ได้ จะไปลบออกจากสมองของผู้ฟังไม่ได้

สิ่งใดเมื่อให้ไปแล้ว ก็ไม่ใช่ของเราอีกแล้ว จึงไม่ควรจะต้องไปลำเลิกว่าอันนี้เป็นของฉันให้เธอไปนะ ถ้ายังคิดอย่างนั้น บางทีอาจไม่เคยให้เขาเลยตั้งแต่ต้น — ความสำนึก/ขอบคุณที่เกิดในตัวผู้รับเป็นเรื่องความกตัญญู ซึ่งก็เป็นเรื่องมโนคติของผู้รับ ไม่ใช่เรื่องที่ผู้ให้ที่เป็นผู้ให้จริงๆ จะต้องไปเตือน โกรธแค้น หรือคาดหวังการตอบแทน

ก่อนให้ ควรพิจารณาก่อนว่าผู้รับสมควรได้รับหรือไม่ สิ่งที่ให้เป็นของบริสุทธิ์ หามาได้โดยบริสุทธิ์ และให้ไปแล้วเกิดประโยชน์ต่อผู้รับหรือไม่ ถ้าให้ไปแล้วกลับเป็นภาระแก่ผู้รับ การให้ก็เป็นการเบียดเบียน เมื่อคิดได้ดังนี้ การให้ก็จะทำให้ใจเบิกบาน เพราะไม่ใช่การเบียดเบียนตัวเอง ให้แล้วไม่เดือดร้อน ไม่ทุกข์ใจ ไม่ต้องกู้หนี้ยืมสินมาให้ ให้แล้วผู้คนไม่สรรเสริญก็ไม่เป็นไร เพราะไม่ได้คาดหวังตั้งแต่แรกอยู่แล้ว


5 votes, average: 5 out of 55 votes, average: 5 out of 55 votes, average: 5 out of 55 votes, average: 5 out of 55 votes, average: 5 out of 5 (5 votes, average: 5 out of 5)
Loading ... Loading ...

แรงบันดาลใจ และโอกาส

6 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 29 มิถุนายน 2009 เวลา 0:19 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 250

อ่านบันทึกนี้ เห็นรูปหนังสือ Popular Electronics เดือน January 1975 ทำให้ระลึกถึงแรงบันดาลใจอันแรก ที่ทำให้เริ่มศึกษาเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์เมื่อครั้งกระโน้นได้ครับ

ผมอ่าน Popular Electronics เดือน January และ February ปี 1975 ของพ่อ หนังสือทั้งสองเล่มน่าจะยังเก็บอยู่ที่ไหนสักที่ในบ้าน ในสมัยนั้นคอมพิวเตอร์เป็นเรื่องเกินฝัน (IBM PC ตัวแรกออกสู่ตลาดปี 1981 เข้าเมืองไทยปีถัดมา ราคาเครื่องละเกือบแสนโดยมีแต่ฟลอบปี้ดิสก์ขนาด 5¼”) ในตอนนั้นผมเรียนมัธยม เริ่มหัดเขียนโปรแกรมด้วยเครื่องคิดเลขโปรแกรมได้ TI-59 ซื้อหนังสือ Fortran IV (อ.เดือน เล่มสีเขียว) จากศูนย์หนังสือจุฬามาเรียนเอง มั่นใจว่าเขียน Fortran เป็นโดยไม่มีคอมพิวเตอร์ไว้ลองเล่น ต่อมาเมื่อเข้าเรียนมหาวิทยาลัย จึงได้ลอง และก็เล่นได้ไม่ติดขัด

นี่ผ่านมา 34 ปี ทำให้หวนระลึกได้ว่าตัวเองมีโอกาสดีที่พบแรงบันดาลใจอันยิ่งใหญ่ตั้งแต่เด็ก จนทำให้เป็นคนที่มีชั่วโมงบินสูงในเรื่องนี้ และเรื่องที่เกี่ยวข้อง เช่น electronics, discrete logic, computer architecture, software engineering ฯลฯ

มีเรื่องประหลาดอีกอย่างหนึ่งคือผมเรียนภาษา C จากการอ่าน source code ของ Ron Cain’s Small-C Compiler ที่ตีพิมพ์ใน Dr. Dobb’s Journal (DDJ) หลังจากเรียนปริญญาตรีจบไม่นาน ประมาณปี 1980 ในเวลานั้น วารสาร DDJ ไม่มีขายในเมืองไทย ต้องสมัครเอาโดยตรง

แรงบันดาลใจทั้งสองตัวอย่าง จะไม่เกิดผลอะไรเลยหายไม่ได้รับโอกาส เรื่องการหัดเขียนโปรแกรมเกิดขึ้นได้เพราะพ่อซื้อ TI-59 ซึ่งแพงมากให้ได้เล่น; ส่วนเรื่องภาษา C และ compiler construction ก็จะไม่ไปไหนถ้าบริษัทที่ทำงานอยู่ด้วยในตอนนั้น ไม่ไว้ใจวิศวกรจบใหม่ถึงขนาดว่าได้ใช้ development system กึ่งส่วนตัวในขณะที่มหาวิทยาลัยยังสอนเรื่อง single board computer ใช้ Z-80

แรงบันดาลใจต้องหาเองครับ ส่วนโอกาสต้องอาศัยผู้อื่นหยิบยื่นให้ ถ้ามีไม่ครบทั้งสองอย่าง สิ่งยิ่งใหญ่ก็อาจจะไม่เกิดขึ้น

อาคีมีดิส (คนที่ร้องยูเรก้า) พบความถ่วงจำเพาะเนื่องจากเจ้าเมืองให้เขาพิสูจน์ให้ได้ ว่าช่างทองที่ทำมงกุฎมาให้ โกงทองหรือไม่

ถ้าไม่มีโอกาส ก็ไม่มียูเรก้าครับ

ดังนั้น จึงต้องถามใจพ่อแม่ ผู้ปกครอง ครูบาอาจารย์ พี่เลี้ยง หัวหน้างาน ฯลฯ ว่าคิดอย่างไรเกี่ยวกับเรื่องของการให้โอกาส ซึ่งไม่เหมือนกับการถีบลงน้ำกลางทะเล แล้วให้ว่ายน้ำเข้าฝั่งเอง


6 votes, average: 4.17 out of 56 votes, average: 4.17 out of 56 votes, average: 4.17 out of 56 votes, average: 4.17 out of 56 votes, average: 4.17 out of 5 (6 votes, average: 4.17 out of 5)
Loading ... Loading ...

วิชาเหมือนสินค้า

อ่าน: 255

ไม่แน่ใจเหมือนกัน ว่าการจัดการศึกษาแบบให้ทุกคนเหมือนกันหมดตามมาตรฐาน กับให้แสวงหาเอาตามความต้องการ (และอยากเรียน) แบบไหนจะดีกว่ากันนะครับ

วิชาเหมือนสินค้า อันมีค่าอยู่เมืองไกล
ต้องยากลำบากไป จึงจะได้สินค้ามา

จงตั้งเอากายเจ้า เป็นสำเภาอันโสภา
ความเพียรเป็นโยธา แขนซ้ายขวาเป็นเสาใบ

นิ้วเป็นสายระนาง สองเท้าต่างสมอใหญ่
ปากเป็นนายงานไป อัชฌาสัยเป็นเสบียง

สติเป็นหางเสือ ถือท้ายเรือไว้ให้เที่ยง
ถือไว้อย่าให้เอียง ตัดแล่นเลี่ยงข้ามคงคา

ปัญญาเป็นกล้องแก้ว ส่องดูแถวแนวหินผา
เจ้าจงเอาหูตา เป็นล้าต้าฟังดูลม

ขึ้เกียจคือปลาร้าย จะทำลายให้เรือจม
เอาใจเป็นปืนคม ยิงระดมให้จมไป

จึงจะได้สินค้ามา คือวิชาอันพิสมัย
จงหมั่นมั่นหมายใจ อย่าได้คร้านการวิชา

เจษฎาจารย์ ฟ.ฮีแลร์


16 votes, average: 3.81 out of 516 votes, average: 3.81 out of 516 votes, average: 3.81 out of 516 votes, average: 3.81 out of 516 votes, average: 3.81 out of 5 (16 votes, average: 3.81 out of 5)
Loading ... Loading ...

สรุปทริป SCG Paper

อ่าน: 182

มาสวนป่าหลายครั้งแล้ว ดีทุกครั้ง แต่ครั้งนี้ดีพร้อมกับสนุกครับ

มีเที่ยวละไม มีแอ็คชั่นบู้ล้างผลาญ มีหัวเราะ มีการเรียนรู้ มีการประยุกต์ มีการสนทนาที่ประเทืองปัญญา มีใบสั่งสองใบให้ดูแลคุณหนู(ผม) ได้ทำในสิ่งที่ตั้งใจมาทำไม่ใช่แค่เดินไปเดินมา อาหารอร่อยทุกมื๊อ และมีอิสระมากมาย นึกจะไปตลาดก็ไป นึกจะเอารถไปบดถนนก็ไป จะไปกินไอติม-ซื้อกาแฟเย็น-ไปเช็คยอดโอนเงินค่าหนังสือก็ไป ฯลฯ

สนุกที่ SCG Paper มีความพร้อมสูง ไม่เป็นภาระใดๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องความคิด (ซึ่งมักจะเป็นเรื่องที่น่ากังวลที่สุด)

อากาศค่อนข้างร้อนแต่ไม่ร้อนมาก อาบน้ำวันละหลายครั้ง แต่เสื้อผ้าที่หอบมาก็ยังใช้ไม่หมด อย่าว่าแต่เสื้อผ้าที่หอบมาเกินเลยครับ ยาประจำตัวก็มีเกิน แต่ลืมหมวกไว้ในรถ ซ่อนไว้มิดชิดเกินไป ตัวดำเลย ฮือๆ

ก่อนมา ใครๆ ก็กังวลว่าจะเหนื่อยเพราะเพิ่งกลับจากวัดพระบาทห้วยต้ม ซึ่งเป็นทริปที่ขับรถไกลและยาวนาน แต่ลืมนึกไปว่า last call อยู่กับผม ถ้าผมไม่ไหว ก็ไม่มาหรอกครับ — รู้สึกดีใจที่ไม่เหนื่อยจากลำพูน และมาสวนป่าในครั้งนี้

พรุ่งนี้กลับบ้าน พักสักวันแล้วจะไปขึ้น panel วันที่ 30 นี้ ยังไม่ได้เตรียมอะไรเลย เพิ่งมีโทรศัพท์ติดต่อมาเมื่อคืน แต่พูดใน panel ไม่ยากครับ เตรียมเดี๋ยวเดียวก็เสร็จ


5 votes, average: 4.2 out of 55 votes, average: 4.2 out of 55 votes, average: 4.2 out of 55 votes, average: 4.2 out of 55 votes, average: 4.2 out of 5 (5 votes, average: 4.2 out of 5)
Loading ... Loading ...

SCG Paper ลงพื้นที่

อ่าน: 267

หัวค่ำเมื่อวาน ได้นั่งฟัง Fa ของ SCG Paper สะท้อนสิ่งที่ได้ไปพบเห็นมาในการลงพื้นที่ในเวลาสั้นๆ

แต่ละกลุ่มต่างก็มีเรื่องน่าสนใจมานำเสนอเป็นที่สนุกสนาน เมื่อจบทั้งสี่กลุ่มแล้ว อ.ศักดิ์พงศ์ มาเล่าเรื่อง insight เกี่ยวกับนักสู้ชีวิตทั้งสี่ที่แบ่งให้แต่ละกลุ่มไปสัมภาษณ์มา ผมได้แต่หวังว่า Fa ฝึกหัดจะเข้าใจว่าต่อให้เป็นเรื่องที่เห็นประจักษ์อยู่ต่อหน้า ก็ยังมีเบื้องหลังอยู่เสมอ การหาคำตอบใดๆ ในงาน จะมองแค่เรื่องเฉพาะหน้า ตามเป้าหมาย ตาม KPI อาจจะเป็นการด่วนสรุปเกินไป (ความเห็นของเราก็อาจผิดได้)

นักสู้ชีวิตทั้งสี่นี้ เคยมาเรียนที่สวนป่าแล้วทั้งนั้น

กลุ่ม 4 เป็นกลุ่มเดียวที่แจ้งว่ามีครูน้อยเป็นพี่เลี้ยง กลุ่มนี้ไปพบพ่ออุทัย อ.สตึก เป็นกลุ่มเดียวที่มี intro ที่ฟังรู้เรื่อง อันนี้ไม่ใช่ข้อติติงกลุ่มอื่น แต่เป็นข้อสังเกตว่ากลุ่มอื่นใช้ assumption (assume ว่าคนอื่นรู้แล้ว) มากกว่ากลุ่มนี้

อ่านต่อ »


6 votes, average: 5 out of 56 votes, average: 5 out of 56 votes, average: 5 out of 56 votes, average: 5 out of 56 votes, average: 5 out of 5 (6 votes, average: 5 out of 5)
Loading ... Loading ...

มองบ้านพ่อไล

อ่าน: 187

วันพฤหัสที่ 25 ตามกลุ่ม 1 ของ SCG Paper ไปดูบ้านพ่อไล ที่บ้านสนามชัย ใกล้สวนป่า (ห่าง 1.7 กม) เนื่องจากเป็นผู้สังเกตการณ์ที่ไม่ต้องทำการบ้าน ผมจึงเดินชมนกชมไม้ไปเรื่อย มาพบมุมสงบหน้าที่ของพ่อไล ที่มีอุณหภูมิเย็นกว่าในร่ม และเย็นกว่าในบ้านสามสี่องศา

ที่ตรงนั้น เย็นได้เพราะลมครับ


ไม่ใช่พ่อไลถูกหวยหรอกนะครับ ภาพรถส่งหนังสือเจ้าเป็นไผ ๑ อิอิ

ลมเกิดขึ้นเพราะสภาพพื้นที่ มีบึงใหญ่อยู่อันหนึ่ง รอบๆ บึง ก็เป็นไร่นาของชาวบ้านที่ปลูกต้นไม้ใหญ่; หน้าที่ของพ่อไล ปลูกต้นไม้ใหญ่เป็นแนว ซึ่งอยู่ติดกับบึงพอดี ดังนั้นหน้าบ้านของพ่อไล จึงมีสภาพเป็นช่องลมธรรมชาติ ลมที่พัดมา ควรจะเป็นลมร้อน แต่เนื่องจากพัดกรอกมาตามแนวต้นไม้ซึ่งมีร่มเงา จึงเป็นสายลมที่มีความเย็น

อ่านต่อ »


6 votes, average: 4.83 out of 56 votes, average: 4.83 out of 56 votes, average: 4.83 out of 56 votes, average: 4.83 out of 56 votes, average: 4.83 out of 5 (6 votes, average: 4.83 out of 5)
Loading ... Loading ...

Main: 0.332323074341 sec
Sidebar: 0.220067977905 sec