อภัยทาน

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 31 October 2008 เวลา 0:17 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 3151

จากหนังสือ การบริหารจิตสำหรับผู้ใหญ่ พระนิพนธ์ของ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปริณายก

อภัยทาน ก็คือการยกโทษให้ คือการไม่ถือความผิดหรือการล่วงเกินกระทบกระทั่งว่าเป็นโทษ

อภัยทานนี้เป็นคุณแก่ผู้ให้ ยิ่งกว่าแก่ผู้รับ เช่นเดียวกับทานทั้งหลายเหมือนกัน คืออภัยทานหรือการให้อภัยนี้ เมื่อเกิดขึ้นในใจผู้ใด จะยังจิตใจของผู้นั้นให้ผ่องใสพ้นจากการกลุ้มรุมบดบังของโทสะ

อันใจที่แจ่มใส กับใจที่มืดมัว ไม่อธิบายก็น่าจะทราบกันอยู่ทุกคนว่าใจแบบไหนที่ยังความสุขให้เกิดขึ้นแก่ เจ้าของ ใจแบบไหนที่ยังความทุกข์ให้เกิดขึ้น และใจแบบไหนที่เป็นที่ต้องการ ใจแบบไหนที่ไม่เป็นที่ต้องการเลย

ความจริงนั้น ทุกคนที่สนใจบริหารจิต จะต้องสนใจอบรมจิตให้รู้จักอภัยในความผิดทั้งปวง ไม่ว่าผู้ใดจะทำแก่ตน แม้การให้อภัยจะเป็นการทำได้ไม่ง่ายนัก สำหรับบางคนที่ไม่เคยอบรมมาก่อน แต่ก็สามารถจะทำได้ด้วยการอบรมไปทีละเล็กละน้อย เริ่มแต่ที่ไม่ต้องฝืนใจมากนักไปก่อนในระยะแรก

ตัวอย่างเช่น เวลาขึ้นรถประจำทางที่มีผู้โดยสารคอยขึ้รถอยู่เป็นจำนวนมาก หากจะมีผู้เบียดแย่งขึ้นหน้า ทั้งๆ ที่ยืนอยู่ข้างหลัง ถ้าเกิดโกรธขึ้นมาไม่ว่าน้อยหรือมาก ก็ให้ถือเป็นโอกาสอบรมจิตใจให้รู้จักอภัยให้เขาเสีย เพราะเรื่องเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องที่ควรถือโกรธกันหนักหนา เป็นเรื่องเล็กน้อยเหลือเกินควรจะอภัยให้กันได้ แต่บางที่ไม่ตั้งใจคิดเอาไว้ก็จะไม่ทันให้อภัยจะเป็นเพียงโกรธแล้วจะหายโกรธไปเอง

โกรธแล้วหายโกรธเอง กับโกรธแล้วหายโกรธเพราะให้อภัย ไม่เหมือนกัน โกรธแล้วหายโกรธเองเป็นเรื่องธรรมดา ทุกสิ่งเมื่อเกิดแล้วต้องดับ ไม่เป็นการบริหารจิตแต่อย่างใด แต่โกรธแล้วหายโกรธเพราะคิดให้อภัย เป็นการบริหารจิตโดยตรง จะเป็นการยกระดับของจิตให้สูงขึ้น ดีขึ้น มีค่าขึ้น

อ่านต่อ »


อภัย

9 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 30 October 2008 เวลา 0:44 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 2628

บทความนี้ มีการอ้างถึงบ่อย ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ขอนำมาฝากคนที่โทรมาปรึกษาเมื่อวานนี้ รู้ว่าจะมาอ่านแน่ครับ

ผมแก้ตัวสะกดในสำนวนภาษาอังกฤษ และภาษาไทยให้ถูกต้อง (เข้าใจว่าพิมพ์คัดลอกมาผิด)

ให้อภัย

จากหนังสือ ธรรมลีลา ปีที่ 4
ฉบับที่ 46 กันยายน 2547

โดย วศิน อินทสระ


มนุษย์ที่มีใจสูงย่อมรู้จักให้อภัยไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย

อย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่ ทางที่ถูกควรทำเรื่องใหญ่ให้เป็นเรื่องเล็ก ถ้าเป็นเรื่องเล็กอยู่แล้วก็ไม่ควรเอาเรื่องเสียเลย ปล่อยไปเสีย ทำไม่รู้ไม่เห็นเสียบ้าง ไม่บอดทำเป็นเหมือนบอด ไม่ใบ้ทำเหมือนใบ้ ไม่หนวกทำเหมือนหนวกเสียบ้าง จิตใจของเราจะสบายขึ้น

มีเรื่องแปลกประหลาดอยู่อย่างหนึ่งในหมู่มนุษย์ คือ คนส่วนมากเผชิญกับเหตุการณ์ใหญ่ ๆ อย่างกล้าหาญได้ แต่กลับขาดความอดทนต่อสิ่งเล็ก ๆ น้อย ๆ

ตัวอย่างเช่น ใครมาพูดเสียดสี กระทบกระเทียบเปรียบเปรย เขาทนไม่ได้ แต่กลับทนอยู่ในคุกตารางได้เป็น 20-30 ปี และยินดีรับความทุกข์เหล่านั้นไปตลอดเวลาที่ทางราชการกำหนด แม้จะไม่ยินดี ก็เหมือนยินดี เพราะไม่มีทางหลีกเลี่ยงได้ ถ้าเขายินดีรับความทุกข์เพียงเล็กน้อยเสียก่อน คืออดทนต่อคำด่าว่าเสียดสี หรืออาการทำนองที่เขาคิดว่าเป็นการดูถูกดูแคลนเพียงเล็กน้อยเสียก่อน ไหนเลยเขาจะต้องมาทนทุกข์ทรมานอันมากมายยาวนานถึงเพียงนั้น

การให้อภัยเป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในมนุษย์

คนส่วนมากเมื่อจะทำทานก็มักนึกถึงวัตถุทานคือการให้วัตถุสิ่งของ ให้ได้มาก เตรียมการมาก ยุ่งมาก เขายินดีทำ แต่ใครมาล่วงเกินอะไรไม่ได้ ไม่มีการให้อภัยในความผิดพลาดของผู้อื่น ความจริงเขาควรหัดให้อภัยทานบ้าง แล้วจะเห็นว่า จิตใจสบาย ขึ้นประณีตขึ้น สูงขึ้น เป็นเทวดา ดังสุภาษิตอังกฤษบทหนึ่งว่า “To err is human, to forgive divine” แปลว่า การทำผิดเป็นเรื่องของมนุษย์ ส่วนการให้อภัยเป็นเรื่องของเทวดา ถือเอาความว่ามนุษย์ธรรมดาย่อมมีการทำผิดพลาดบ้าง

ส่วนมนุษย์ที่มีใจสูงย่อมรู้จักให้อภัย ไม่เอาเรื่องกับสิ่งเล็กน้อย

หรือแม้ในสายตาของคนอื่นจะเห็นเป็นเรื่องใหญ่ แต่สำหรับท่านผู้มีใจกรุณา ย่อมเห็นเป็นเรื่องเล็กน้อย

อ่านต่อ »


ทิ้งเมือง

14 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 29 October 2008 เวลา 0:14 ในหมวดหมู่ สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 3986

ไม่ใช่เรื่องลับอะไรที่จะบอกว่า ในเวลาที่ผมไม่ได้ทำงานประจำแล้ว ไม่อยากอยู่กรุงเทพหรอกครับ คงไม่เกิน 10 ปี แต่ไม่ใช่ช่วงที่ยังมีงานสำคัญอยู่นี้

การทิ้งเมืองไม่ได้เป็นการถอยหลังเข้าคลอง หรือว่าต่อต้านสิ่งที่เป็นอยู่ เพียงแต่ความเป็นเมืองไม่ได้ให้คำตอบที่น่าพอใจเมื่ออยู่ไปยาวๆ ครับ — เมืองเป็นผลของการที่คนมาอยู่รวมกัน เมืองให้โอกาสแก่คนที่เข้าใจโอกาส ให้การศึกษาวิธีการเรียนรู้กับผู้แสวงหา ให้การดูแลในยามที่เจ็บป่วย แต่ชีวิตในเมืองสับสนวุ่นวาย

อาจจะเหมือนลัทธิคลั่งศาสนาอะไรสักอย่าง หรือคนพิเรนที่ฝันไม่จบ หรือว่าจะเป็นนิยายที่แต่งไม่จบ พาลทำให้อารมณ์ค้างก็ไม่รู้ — อยากบอกว่าความคิดไม่เห็นต้องสมบูรณ์แบบ ไม่ต้องมีเหตุผล ไม่เห็นจะเป็นต้องเป็นไปได้ทุกเรื่องเลย ไม่อย่างนั้นจะเรียกว่าความคิดหรือครับ

ผมเห็นว่ารัฐพยายามทำอะไรเยอะแยะแต่ประสิทธิผลต่ำ รัฐบาลยิ่งแย่ใหญ่ มี agenda ส่วนตัวตลอดเวลา ส่วนหนึ่งเป็นเพราะนักการเมือง ส่วนหนึ่งคือจัดการไม่ดีเนื่องจากข้อจำกัดของขนาด (ใหญ่เกินไปจนจัดการไม่ได้) อีกส่วนหนึ่งเป็นปัญหาเรื่องการศึกษาที่สร้างคนลักษณะฉาบฉวย+ผิวเผินออกมาเป็นจำนวนมากจนเละไปหมด

ที่อยู่ในอุดมคติ (แบบของผม)

  • เป็นส่วนของราชอาณาจักรไทย อยู่ใต้กฏหมายไทย เป็นส่วนของสังคมไทย และเสียภาษีตามประมวลรัษฎากร
  • มีศาสนสถานที่ประกอบศาสนกิจตรงๆ ไม่กระทำเรื่องแอบแฝง
  • เป็นพื้นที่ของเอกชน
  • มีน้ำ — น้ำไหลดีกว่าน้ำนิ่ง เพราะน้ำไหลปั่นเป็นพลังงานได้ดีกว่าน้ำนิ่ง ซึ่งต้องใช้ความสูง
  • net energy เป็นบวก หมายความว่าสร้างพลังงานขึ้นมาเกินการใช้งานภายในชุมชน เมื่อเหลือใช้ก็ขาย (ไฟฟ้า) ออกสู่ระบบ นำกำไรมาพัฒนาท้องถิ่น
  • ทำกินแทนซื้อกิน จะซื้อก็ไม่ห้ามหรอกครับ ซื้อมากๆ ไม่เบื่อบ้างหรือไง
  • มีการบริการสุขภาพที่ดี ถ้าจะสร้างศูนย์การแพทย์ที่มีความชำนาญเฉพาะทาง ควรเป็นเรื่องโรคผู้สูงอายุ และทันตกรรม
  • ระบบการศึกษาแห่งการเรียนรู้ (ที่ไม่ใช่รับรู้เพื่อสอบ) + จริยธรรมของโรงเรียนวิถีพุทธ
  • มีการเชื่อมต่อสู่เครือข่ายอินเทอร์เน็ตที่ดี ทำงานผ่านเน็ตได้ ไม่ตัดขาดจากโลก

อ่านต่อ »


ความรู้อาจเรียนทันกันหมด

อ่าน: 5096

ประมาณปี 2526 ผมเป็นหัวหน้าเด็กอยู่ในบริษัทดาวรุ่งแห่งหนึ่ง เป็นกิจการที่ทำเรื่องที่มีความก้าวหน้าทางเทคโนโลยี แต่ทัศนคติของสังคมในขณะนั้น ไม่เชื่อถือฝีมือคนไทย งานที่ทำจึงมีแต่บริษัทฝรั่งบางแห่งที่ให้โอกาส ต่อมาเมื่อบริษัทไม่ประสบความสำเร็จในทางธุรกิจ ก็ถูกซื้อไปโดยกลุ่มการค้า ในวิสาหกิจขนาดยักษ์ของไทย ซึ่งในปัจจุบันไม่มีกลุ่มนี้ีแล้ว

เมื่อถูก take over บริษัทยักษ์ก็ส่งคนเข้ามาจัดการ โดยส่งคนเก่งๆเข้ามาดูหลายคน รวมทั้งเด็กปั้นผู้หนึ่ง ซึ่งจบเกียรตินิยมอันดับหนึ่งเหรียญทองด้วย — เผอิญเรียนรุ่นเดียวกันแต่คนละมหาวิทยาลัย จึงเป็นคนร่วมสมัย อายุเท่ากัน เรียนเร็วเหมือนกัน เลยคุยกันได้ถูกคอ และเป็นโอกาสดีอันหนึ่งในชีวิตของผม

เป็นที่น่าสังเกตว่าบริษัทที่ยิ่งใหญ่อย่างบริษัทยักษ์รายนี้ มีการ identify คนที่มีศักยภาพไว้เป็นรุ่นๆ ให้โอกาส ให้ประสบการณ์ อบรม-สั่งสอน-ถ่ายทอดกันมาอย่างเป็นระบบ และทำเรื่องนี้อย่างจริงจัง

เพื่อนได้รับคำชี้แนะจากผู้ใหญ่ระดับสูงให้พิจารณาดูกระบวนการเรียนรู้ตามระบบ เช่นเรียนวิศวะ อ่านหนังสือวิชาพื้นฐานประมาณ 50 เล่ม(ในสี่ปี) เรียนโทอาจจะประมาณ 20-30 เล่มในวงที่แคบลง พอปริญญาเอกอาจจะเป็น 20-30 เล่มในเรื่องเฉพาะที่สนใจ — ถึงตัวเลขคลาดเคลื่อนไปก็ไม่แปลก แนวคิดยังเป็นเช่นเดิม

เมื่อเริ่มทำงาน หากอ่านหนังสือ-ด้วยอัตราที่ช้ามาก-เดือนละ 1 เล่ม แต่อ่านจนเข้าใจ ไม่ฉาบฉวย-ไม่อ่านผ่านๆไป รู้จักเลือกหนังสือ เพิ่มพูนความรู้ให้กว้างขวางในหลายๆด้าน หัดคุยกับคนที่มีความเชี่ยวชาญในหลายๆแขนงจนแตกฉาน กว่าจะเกษียณอายุ ก็อาจจะอ่านไปแล้วพอๆกับจำนวนหนังสือสำหรับการเรียน ตรี-โท-เอก กว่าห้ารอบ; จริงอยู่ที่ว่าคงไม่เหมือนกับการเรียนจริงๆ ห้ารอบ แต่ท่านผู้อ่านคงได้ไอเดียว่าผมพยายามจะชี้ประเด็นอะไร

อ่านต่อ »


ทักษะชีวิต: อยู่ให้รอด

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 28 October 2008 เวลา 0:21 ในหมวดหมู่ สังคม ชุมชน ครอบครัว, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2159

สไลด์ชุดนี้ พูดเรื่องการเมืองในองค์กร แต่ผมคิดว่าประเด็นที่เขาพูด สามารถประยุกต์ใช้ได้ในสังคมทั่วไปนะครับ

สำหรับพนักงานบริษัทที่ตามมาอ่าน และอาจจะยังฟุ้งซ่านสงสัย ผมยืนยันอีกทีว่าเหมือนกับตอนที่ชี้แจงให้ฟัง ว่าลาออกเพราะมีงานสำคัญที่จะต้องทำ ซึ่งไม่แฟร์ที่จะทำงานนี้ด้วยการเบียดบังเวลางานของบริษัทครับ จึงลาออกจากตำแหน่งที่ต้องทำงานเต็มเวลา ไม่ได้ลาออกเพราะการเมืองในองค์กร ซึ่งผมไม่เล่นการเมืองทุกรูปแบบนะครับ คงรู้กันดีอยู่แล้ว


เตือน หรือไม่เตือน

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 27 October 2008 เวลา 12:08 ในหมวดหมู่ สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 2208

๑๓๙ เมื่อเห็นความพิบัติจะตกแก่ผู้ใด, ถึงเขาจะไม่ขอร้อง, ก็ควรกุลบุตรจะอนุกูลบอกเล่าให้รู้ตัว; นั่นเอง เป็นธรรมสมบัติของผู้ดีทั้งหลาย, มิฉะนั้น ก็เป็น[จรรยา]ของคนชั่ว.

อนึ่งโสด ท่านย่อมว่า-

๑๔๐ ผู้ใด ป้องกันให้พ้นภัย, ผู้นั้นมีความกรุณา, อันนั้นเป็นกรรม [ของเพื่อน] ที่ปราศจากตำหนิ; นางใด อนุวรรตน์หามฉนทะของสามี, นางนั้น เป็นสตรี (ผู้ภริยา) แท้; ผู้ใด อันนักปราชญ์ยกย่อง, ผู้นั้นเป็นบัณฑิต; ธรรมชาติใด ไม่ให้เกิดความมัวเมา, ธรรมชาตินั้นเป็นศรีสมบัติ ผู้ใดพ้นความกระสัน ทะเยอทะยาน, ผู้นั้นเป็นคนมีสุข; ผู้ใดไม่มีความคดค้อม, ผู้นั้นเป็นมิตรแท้; ผู้ใดไม่ถูกอินทรีย์ของตนปั่นให้เสีย (คือรู้ว่าไม่ดี ยังขืนประพฤติโดยเข้ากับตัว), ผู้นั้นท่านสรรเสริญว่า เป็นชายชาติ.

หิโตปเทศ สุหฤทเภท การแตกมิตร

เข้าลักษณะของมิตรแท้ และ กัลยาณมิตรธรรม+สัปปุริสธรรม


หมาเลี้ยงนอกบ้าน

17 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 27 October 2008 เวลา 0:40 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 3789

น้องสาวผมเลี้ยงหมานอกบ้านไว้ฝูงใหญ่ หมดไปหลายรุ่นแล้ว มาจนรุ่นปัจจุบัน มีตัวนี้อาวุโสและคุ้นเคยกับน้องและหลานมากที่สุด หลานตั้งชื่อว่าโสรยา

ไม่รู้เหมือนกันว่าถ่ายรูปเค้ามาทำไม — แล้วทำไมจะต้องมีเหตุผลอธิบายทุกอย่างด้วย


Apple: Think Different

อ่าน: 2392

ชอบโฆษณานี้มากครับ ออกมาในปี 2540 (1997)

Here’s to the crazy ones. The misfits. The rebels. The troublemakers. The round pegs in the square hole. The ones who see things differently. They’re not fond of rules. And they have no respect for the status quo. You can quote them, disagree with them, glorify or vilify them. About the only thing you can’t do is ignore them. Because they change things. They push the human race forward. And while some may see them as the crazy ones, we see genius. Because the people who are crazy enough to think they can change the world, are the ones who do.

นี่คือการยกย่องสดุดีแก่พวกคนบ้า พวกที่เข้ากับใครไม่ได้ พวกกบฏ พวกชอบก่อปัญหา พวกแปลกประหลาดทำตัวไม่เหมือนคนอื่น พวกที่มองอะไรแตกต่างออกไป คนพวกนี้ไม่ชอบเดินตามกฎเกณฑ์ และไม่ยอมอยู่เฉย ท่านสามารถกล่าวอ้างพวกเขา โต้แย้งไม่เห็นด้วยกับพวกเขา จะสรรเสริญ หรือดูหมิ่นคนพวกนี้ก็ได้ แต่สิ่งหนึ่งที่ท่านไม่สามารถจะกระทำได้คือการละเลยไม่สนใจคนพวกนี้ เพราะพวกเขาเปลี่ยนแปลงสิ่งต่างๆ พวกเขาผลักดันมนุษยชาติให้ก้าวหน้าขึ้น แม้ว่าบางคนอาจเห็นว่าคนเหล่านี้เป็นคนบ้า แต่เรากำลังมองอัจฉริยะ ก็เพราะว่าพวกที่บ้าพอจะคิดว่าตัวเองเปลี่ยนแปลงโลกได้นี่แหละ ที่เป็นคนที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง


การท่องเที่ยวในบัญชีรายได้ประชาชาติ

อ่าน: 3676

ติดใจบันทึกของพี่ศศินันท์เรื่องการท่องเที่ยวของญี่ปุ่น ทำให้ผมถามตนเองว่าแล้วการท่องเที่ยวของไทยนี่ สำคัญขนาดไหน ได้ยินว่าทำรายได้ประมาณปีละสี่แสนล้านบาท แต่ไม่รู้ว่าจริงแค่ไหน

วันนี้ได้โอกาส ก็เปิดเว็บของ สศช.​ (สภาพัฒน์ฯ) ซึ่งผมใช้เป็นแหล่งอ้างอิงข้อมูลเศรษฐกิจมานาน พบข้อมูลที่ต้องการได้เสมอ ในเวลาที่ต้องการ — อันนี้ต่างกับเว็บของส่วนราชการบางแห่งซึ่งปิดเว็บนอกเวลาราชการ กรณีอย่างนี้น่าจะถอด CIO (รองอธิบดี) ออกจากตำแหน่งเพราะว่าไม่เข้าใจเรื่องไอทีเลยครับ

ปรากฏว่าตัวเลขในขณะที่เขียนนี้ ปรับปรุงถึงประมาณการปี 2549 (2006) ซึ่งมีรายได้ประชาชาติ (GDP) 7.8 ล้านล้านบาท มีบัญชีรายได้จากโรงแรม 81,905 ล้านบาท บวกกับรายได้ในร้านอาหารอีก 304,477 ล้านบาท — ผมทนใช้หน่วย “81 พันล้าน หรือ 304 พันล้าน” ไม่ได้ ถ้าอยากใช้ ทำไมไม่ใช้ภาษาอังกฤษไปเลยนะครับ

ในบัญชีรายได้ประชาชาติ สองช่องนี้จัดไว้รวมกัน ได้ค่า 386,382 ล้านบาท แต่จะพูดให้เป็นธรรม ไม่ใช่ว่าทั้งหมดมาจากการท่องเที่ยว

แต่ถ้าเหมารวมกันไป รายได้จากหมวดนี้ คิดเป็น 4.93% ของ GDP แต่เสียงดังพราะดูดีมีสกุล ไฮโซมาก ในขณะที่รายได้จากหมวดเกษตรกรรม คิดเป็น 10.74% แต่เงียบเป็นเป่าสาก

รายได้ทุกบัญชีช่วยพยุงเศรษฐกิจไทยไว้ จึงสมควรจะได้รับความเอาใจใส่ด้วยกันทั้งนั้น การตัดสินใจว่าจะทำอะไรหรือไม่ทำอะไร ไม่ควรขึ้นอยู่กับว่าสิ่งที่จะทำให้นั้น เป็นแหล่งทุนทางการเมืองหรือไม่


การทอดกฐินที่วัดป่าเขากะไดม้า อ.ชาติตระการ พิษณุโลก 9 พ.ย. 2551

1 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 25 October 2008 เวลา 3:38 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 5979

ในวันที่ 9 พ.ย. 2551 นี้ กัลยาณมิตรในบริษัท จะไปทอดกฐินกันที่วัดป่าเขากะไดม้า (ทางวัดเขียนชื่ออย่างนี้) และได้เขียนบันทึกเกี่ยวกับการสำรวจวัดไปแล้วนั้น ขอแจ้งแผนการทอดกฐินดังนี้

  • คณะบางส่วน จะเดินทางไปปฏิบัติธรรมที่วัดก่อนล่วงหน้าหนึ่งวัน มีอุบาสิกาในพื้นที่ชวนไปตั้งเต้นท์นอนกันที่วัด ส่วนท่านใดไม่มีเต้นท์ ก็นอนกันที่ศาลา หรือหน้ากุฏิ
  • ทีมงาน ยังไม่ได้แจ้งหมายเลขบัญชีธนาคารเพื่อร่วมบริจาคปัจจัย และออกอนุโมทนาบัตร
  • ผมจะแวะไปค้างที่ อ.เมืองพิษณุโลก ในคืนวันเสาร์ที่ 8 พ.ย. เพื่อรับบริวารกฐินที่ราณีได้ปวารณาไว้ และจะเดินทางไปวัดในตอนเช้าตรู่วันที่ 9 โดยรถเก๋งซึ่งยังมีที่ว่างด้านหลังนั่งได้สองหรือสามท่าน และจะกลับมาส่งที่พิษณุโลกในบ่ายวันนั้นหากจะมีใครไปด้วย
  • ระยะทางจากพิษณุโลกไปวัด ประมาณ 70 กม.ขึ้นเขา ถ้าออกจากเมืองเวลาหกโมงเช้า และแวะกินข้าวเช้า (ในเมืองหรือที่ อ.ชาติตระการ) ก็น่าจะไปถึงวัดได้ระหว่าง 8-9น.
  • พิธีการควรจะเสร็จสิ้นไม่เกิน 10 น.
  • วัดอยู่เลยจาก อ.ชาติตระการไปทางน้ำตกชาติตระการ บนทางหลวงหมายเลข 1237 ทางเข้าเป็นถนนเล็กๆ มีป้ายทางเข้าโรงเรียนบ้านนาเปาะ และเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าภูเมียง+ภูทอง เป็นหมุดสีเหลืองในแผนที่
  • ขับเข้าไปสักสอง กม. จอดที่รถเชิงเขา หมุดตัว P จากนั้นเดินข้ามสะพานไปอีกประมาณห้าร้อยเมตรไปยังเชิงเขา แล้วก็โทรตามอีแต๋นวีไอพีลงมารับ หากแบกของขึ้นเขา เกรงจะขึ้นไม่ถึงวัดทันเวลาพิธีการ
  • ที่เชิงเขา มีวัดป่าเจริญธรรมราชศรัทธา ขึ้นป้ายไว้อีกวัดหนึ่ง แต่วัดกำลังก่อสร้างอยู่
  • ที่วัดเขากะไดม้าบนยอดเขา โทรศัพท์ของ AIS ใช้ได้ แต่ของ Dtac ไม่ค่อยมีสัญญาณ
  • อนึ่ง วันที่ 8 พ.ย. เป็นวันดวลเพลงบรรเลงดนตรี


View Larger Map


ถ้าเลี้ยวก่อนป้ายนี้ แปลว่าเลี้ยวเร็วไป
แต่ถ้าเลี้ยวเลยป้ายนี้ ก็เลยแล้ว



Main: 0.055145025253296 sec
Sidebar: 0.15355205535889 sec