คุณเป็นมนุษย์มือสอง

6 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 20 สิงหาคม 2010 เวลา 23:55 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 283

บ่ายนี้ฝนตกอีกแล้ว แทนที่จะนั่งรอฝนหยุดเพื่อไปเลี้ยงหมา ผมออกไปเดินดูหนังสือ เจอหนังสือของมูลนิธิอันวีกษณาอยู่สองเล่ม เป็นหนังสือแปลของท่าน J. Krishnamurti

ล่มแรกไม่ได้หยิบมา แต่ว่าชื่อหนังสือโดนก้านคอเลยครับ

สัจจะเกิดขึ้นเมื่อไม่มี “คุณ”
Truth Is Where You Are Not

จ. กฤษณมูรติ

คนเรามีความเห็นแก่ตัวเป็นธรรมดา แม้บางคนจะ(คิดว่า)กระทำเพื่อผู้อื่น แต่ก็มักจะมีเบื้องหลัง คือสิ่งที่ตนต้องการ ยังต้องการการยอมรับยกย่องจากผู้อื่น ต้องการชื่อเสียง ต้องการประโยชน์โดยอ้อม ฯลฯ

ผมว่าเป็นเรื่องธรรมดานะครับ ดังนั้นหากใครทำอย่างนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องผิดเลยถ้าจะทำเพื่อผู้อื่นบ้างโดยไม่เบียดเบียน ไม่ละเมิดกติกาของสังคม

ส่วนพวกที่ชี้นิ้ว ป่าวประกาศว่าต้องอย่างนี้ ต้องอย่างนั้น ก็เป็นเพียงแต่อาการสายตาสั้น มองเห็นแคบแค่ที่ตัวมองเห็นได้เท่านั้น จึงคิด(ไปเอง)ว่ามีทางออกเพียงทางเดียว จะเป็นจะตายให้ได้ ซึ่งก็ไม่ตายหรอก ถ้าตายไปแล้วจะไม่โวยวาย

ผมตีความชื่อหนังสือเล่มนี้ไปถึง การลดละวางอัตตา เสียสละเพื่อผู้อื่น ใครเห็น-ใครไม่เห็น ก็ยังทำต่อไปแม้ไม่มีชื่อเสียง ไม่ได้รับการยกย่อง ไม่ได้รับประโยชน์ไม่ว่าโดยตรงหรือโดยอ้อม ฯลฯ เป็นการทำเพื่อธรรม ไม่ต้องการอะไรตอบแทน

แล้วทำไมต้องทำเพื่อผู้อื่นด้วยล่ะ​? ก็เพราะว่าคนทุกคน ไม่สามารถจะมีชีวิตอยู่ด้วยคุณภาพชีวิตที่ดีหากไม่พึ่งพากัน หาก “คนอื่น” อยู่ไม่ได้ “ตัวเรา” ก็อยู่แบบนี้ไม่ได้เช่นกัน ยิ่งกว่านั้น ทุกคนมีเวลาว่างเสมอไม่ว่าจะ(บอกตัวเองว่า)ยุ่งขนาดไหน ใช้เวลานั้นให้เป็นประโยชน์ ดีกว่าปล่อยผ่านอย่างเปล่าประโยชน์

อ่านต่อ »


มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ดูยาก — บุคคลสี่จำพวก

4 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 16 สิงหาคม 2010 เวลา 0:13 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 261

เอามั่งหิ! สืบเนื่องจากการที่มีคนเมาแล้วขับแบบวิปลาส ทำให้ผู้คนเดือดร้อนกันมากมาย

เขาชนเสาหลักถนนแล้วเร่งเครื่องหนีเลยชนรถคันหนึ่ง จากนั้นก็จะขับรถชนคนที่ออกมาบอกให้เขาจอด แล้วเร่งเครื่องจะหนีแต่คงหลงทิศเลยหันรีหันขวางกลางถนนแล้วพุ่งมากวาดรถฝั่งตรงข้าม จากนั้นจะเปิดรถหนี แต่ถนนหน้าบ้านแคบและชาวบ้านออกมากันแล้ว จะปีนรั้วบ้านข้างๆเลยถูกสะกัดไว้ค่ะ… ใบขับขี่ก็ไม่มี เมามาก จะหนี เจตนาชนคน

ไม่รู้เป็นยังไง เรื่องคนที่ชอบก่อความเดือดร้อนนี้ รู้สึกคลับคล้ายคลับคลาว่าเคยอ่าน จึงไปค้นดู ก็เจอในกันทรกสูตร จะอ่านโดยละเอียดก็เชิญที่ลิงก์ที่ให้ไว้นะครับ

ส่วนเรื่องบุคคลสี่จำพวก โผล่มาระหว่างที่นายเปสสะ กับนักพรตกันทรกะเข้าเฝ้าพระพุทธเจ้า นายเปสสะตั้งข้อสังเกต (ตามหนังสือพระไตรปิฎก ฉบับที่ทำให้ง่ายแล้ว ของ อ.วศิน อินทสระ) ว่า

มนุษย์เป็นสัตว์โลกที่ดูยาก เข้าใจได้ยาก มนุษย์ที่ดีมีน้อย ส่วนมากเป็นกากเดนมนุษย์ ชอบโอ้อวด (และมีมายา) ส่วนสัตว์เดียรัจฉานตื้น คือดูง่าย เข้าใจได้ง่าย เปิดเผย มีความรู้สึกอย่างไรแสดงตนอย่างนั้น ส่วนมนุษย์คิดอย่างหนึ่ง พูดและกระทำอย่างหนึ่ง กาย วาจา ใจ ไม่ตรงกัน การที่พระพุทธองค์ทรงฝึกมนุษย์ได้นั้น จัดว่าเป็นสิ่งที่อัศจรรย์อย่างยิ่ง เพราะมนุษย์เป็นสัตว์โลกที่รกชัฏดูยาก

อ่านต่อ »


การพลัดพราก

2 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 22 กรกฏาคม 2010 เวลา 0:04 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 268

เมื่อวันก่อน คุณพ่อของเพื่อนเสีย นึกถึงใจเขาใจเรา คงวางได้ยากเหมือนกัน เขาได้ทำหน้าที่ของลูกอย่างดีแล้ว เมื่อมีเกิดก็มีพลัดพราก ไม่มีใครหนีพ้น แต่ชีวิตต้องดำเนินต่อไป ยังมีคุณแม่ต้องดูแลอีก ความโศกเศร้าที่เกิดขึ้น แม้จะเป็นเพราะความรักความผูกพัน แต่ก็เป็นบททดสอบ ซึ่งในที่สุดก็จะพบความจริงและผ่านไปได้

เรื่องนี้เป็นมรณานุสติ ผมจึงค้นเน็ตหาหลักธรรม ไปเจอพระนิพนธ์ของสมเด็จพระสังฆราชตั้งแต่สมัยที่ยังเป็นพระสาสนโสภณ และพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้พิมพ์เป็นหนังสือทรงคุณค่า พระราชทานเป็นหนังสือที่ระลึกในงานวิสาขบูชาปี 2511 และ 2512 และพระราชทานในพระราชพิธีฉลองพระชนมายุสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี ครบ ๗๒ พรรษาและ ๘๐ พรรษา ในปี 2515 และ 2523

ด้วยหนังสือนี้มีอายุนานแล้ว คงมีการปรับแก้มาหลายครั้ง เข้าใจว่าพิมพ์ล่าสุดเป็นหนังสือ พุทโธโลยี เรื่อง การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ + บทสวดมนต์ + รูป (ซีเอ็ด) หรือไม่ก็ การบริหารทางจิตสำหรับผู้ใหญ่ (มูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์)

สารบัญ

อ่านต่อ »


ความเครียดที่ไม่ต้องจัดการ

4 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 24 มิถุนายน 2010 เวลา 3:38 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา, ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 366

คุยกับใคร ก็เครียดกันทั้งนั้น… หรือว่าเป็นเพราะผมหว่า

ตัวผมเองเคยเป็นคนที่มีความเครียดสูง มีตำแหน่งหน้าที่ และมีคนฝากความหวังไว้มากมาย ผมทำงานต่อเนื่องไม่ยอมพักผ่อน สั่งงานทิ้งไว้ตอนช่วงดึก พอเช้ามาผู้คนมาทำงาน ก็เริ่มทำไปได้ก่อน เมื่อผมเข้าไปในช่วงบ่าย ก็สามารถตามงานได้ทันที อย่างนี้บริษัทก็ดำเนินกิจการได้วันละ 20 ชั่วโมง ฝ่าช่วงวิกฤติเศรษฐกิจปี 2540 มาได้อย่างราบรื่น

แต่การทำอย่างนี้มีผลเสียมหาศาล เพราะว่าผม “หลงเพลินอยู่กับความสำเร็จ” สนุกกับทำงานหนักโดยไม่ได้ลาพักร้อนห้าปี ในที่สุดร่างกายก็ทนไม่ไหว ปี 2544 พอลาพักร้อนครั้งแรก ก็ป่วยหนักจนคิดว่าจะทำงานไม่ได้เสียแล้ว เล่นเอาคนที่ฝากความหวังไว้ ปั่นป่วนกันไปพอสมควร

ประสบการณ์เฉียดตาย ให้บทเรียนสำคัญแก่ชีวิต

อ่านต่อ »


คนดี มาจากไหน ?

อ่าน: 253

คืนนี้อ่านหนังสือเก่าจากหอสมุดสาขาวังท่าพระ สำนักหอสมุดกลาง มหาวิทยาลัยศิลปากร เจอหนังสือที่พระราชเวที วัดมกุฏกษัตริยาราม ตีพิมพ์แจกในปี 2480 ชื่อ “คติของนักพูด และคนดี มาจากไหน ?” เป็นหนังสือที่สแกนมา อ่านได้แต่ไม่อยู่ในรูปแบบข้อความดิจิตอล ผมคิดจะพิมพ์ แต่พิมพ์ทั้งหมดก็ไม่ไหว เลยเลือกเอาครึ่งหลัง คือเรื่องคนดี มาจากไหน ? ก็แล้วกันครับ ตัวสะกดโบราณ การแบ่งย่อหน้า เครื่องหมายวรรคตอน (อันอาจเกิดจากข้อจำกัดของการเรียงพิมพ์เมื่อ 73 ปีก่อน) คงไว้ตามที่ปรากฏในหนังสือ

อ่านต่อ »


ชี้นิ้วโดยนัย

อ่าน: 266

วันนี้ค้นคำว่า”ชี้นิ้ว” ก็ได้ความหมายที่ตรงกันทั้งนั้นครับ

  • ไทย-อังกฤษ สอ เศรษฐบุตร: to tell other people to work
  • ไทย-อังกฤษ NECTEC’s Lexitron Dictionary: [v.] order [syn.] ออกคำสั่ง,บัญชา,บงการ,สั่ง
  • พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน: ได้แต่สั่งการให้ผู้อื่นทํา ไม่ลงมือทําเอง
  • พจนานุกรม ไทย-ไทย อ.เปลื้อง ณ นคร: ได้แต่สั่งการให้ผู้อื่นทำ ตนเองไม่ทำ

แม้ในเอกสารอื่นๆ ที่ค้นเจอ ต่างก็มีความหมายในลักษณะเดียวกัน และออกไปในด้านลบมากกว่าบวก

อย่างไรก็ตาม ถ้าอยู่ในฐานะที่ออกคำสั่งได้และจำเป็นต้องใช้คำสั่ง ก็ขอให้พิจารณาข้อคิดของคำสั่งด้วย ถ้าไม่จำเป็นต้องใช้คำสั่ง การให้คำแนะนำจะดีกว่าไหมครับ

อ่านต่อ »


เปิดใจ

อ่าน: 357

เปิดใจรับฟัง เป็นบุคลิกซึ่งพร้อมที่จะรับฟังข้อเท็จจริงใหม่ๆ มากกว่าที่จะเป็นอารมณ์ของจิตที่เดี๋ยวมีเดี๋ยวไม่มี — จะเห็นว่าการเรียกร้องให้คนอื่นกลับมารับฟังนั้น ไม่ค่อยประสบความสำเร็จ เพราะว่าคนที่เปิดใจรับฟังนั้น ไม่ต้องเรียกร้อง ส่วนคนที่ไม่รับฟัง อาจฟังได้ประเดี๋ยวประด๋าว (บางทีอาจแค่ได้ยินโดยไม่ได้ฟังด้วยซ้ำไป)

ผู้ที่เปิดใจรับฟัง มักจะมีความเป็นมนุษย์สูง มี self-esteem สูง สามารถตระหนักได้เองว่าความเข้าใจเดิมนั้นไม่ถูกต้อง(ทั้งหมด) พร้อมที่จะเปลี่ยนไปสู่ความจริง โดยละวางอคติ อัตตา มานะ ฯลฯ (ซึ่งเป็นเรื่องในอดีตทั้งนั้น) — แต่การเปิดใจรับฟัง ไม่ใช่การยอมรับเรื่องโกหกพกลม หรือเรื่องไร้สาระ รับฟังแบบนั้นน่าจะเรียกว่าความโง่เขลามากกว่านะครับ

ดังนั้นเมื่อเจอคนที่เปิดใจรับฟังแล้ว ใช้โอกาสนั้นให้คุ้มค่า ให้เหตุผล ให้ความจริง ให้หลักฐาน จะเสนออะไรก็ให้ชัดว่าตรงนั้นคือข้อเสนอ ที่เหลือเขาตัดสินใจได้เอง; อย่าใส่ไปแต่อารมณ์ การคาดเดา ซึ่งคงจะนำมาซึ่งความผิดหวังทั้งสองฝ่าย -> ห้ามเด็ดขาดที่จะบอกว่าเรื่องนี้ตกผลึกมาแล้ว เพราะนั่นแปลว่าคิดมาเป็นที่สิ้นสุดแล้ว ปรับปรุงให้ดีขึ้นไม่ได้เลย อย่างนี้เหลือคำตอบแค่รับหรือไม่รับ ซึ่งมีโอกาสถูกปฏิเสธสูงมาก เพราะผู้เสนอย่อมไม่เข้าใจข้อจำกัดของผู้รับฟังทั้งหมด; ใช้อัตตา ก็นำไปสู่ผลของอัตตา คือติดแหงกครับ

อ่านต่อ »


สำเร็จ ล้มเหลว

2 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 11 มิถุนายน 2010 เวลา 12:23 ในหมวดหมู่ การจัดการความรู้, ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 274

พจนานุกรมแปลคำว่าสำเร็จไว้ว่า ว. ที่เสร็จเรียบร้อยแล้ว แต่ไม่แปลคำว่าล้มเหลวไว้ ถึงกระนัั้นก็อนุมาณได้ว่าความหมายตรงกันข้ามกับสำเร็จ

มีอยู่อย่างหนึ่ง ซึ่งผมคิดว่าคนไทยเราไม่ค่อยสังเกตเกี่ยวกับสองคำนี้ คือมันเป็นคำวิเศษณ์ที่ชี้บ่งถึงความเป็นอดีต คือว่าต้องมีเหตุการณ์เกิดขึ้นในอดีตแล้ว จึงจะบอกได้ว่าสำเร็จหรือล้มเหลว ซึ่งตัดสินได้ยากหากไม่มีเกณฑ์ที่ได้ตกลงกันไว้ก่อน ในกรณีหลังนี้ความสำเร็จหรือความล้มเหลว ขึ้นอยู่กับมุมมอง

แต่ที่สำคัญยิ่งกว่านั้น คือไม่ว่าจะสำเร็จหรือล้มเหลว เรื่องก็ผ่านไปแล้ว จะไปเปลี่ยนแปลงอดีตไม่ได้แล้ว การที่เคยสำเร็จ ไม่ได้รับประกันว่าจะสำเร็จอีกในอนาคต จำเป็นต้องอ่านสถานการณ์ตามความเป็นจริง เตรียมตัว ปรับเปลี่ยนตามความจำเป็นเพื่อช่วยให้ประสบความสำเร็จอีกในอนาคต ส่วนความล้มเหลวที่เกิดขึ้นแล้วนั้น ก็ไม่ได้หมายความว่าจะล้มเหลวอีกตลอดไป หากรู้จักเรียนรู้ ปรับปรุง แก้ไขข้อผิดพลาด

ไม่มีใครจะสำเร็จหรือล้มเหลวตลอดไปหรอกนะครับ อย่าไปติดกับมันนานนัก หลังจากความสำเร็จ เรานำเอาความภูมิใจติดตัวไปได้ แต่ไม่ควรปลื้มกับความสำเร็จนานเกินไปจนไม่ทำอะไรใหม่ (จึงไม่มีความสำเร็จอันใหม่) แล้วหลังจากความล้มเหลว เราก็นำเอาบทเรียนติดตัวไปได้ อย่าทำผิดพลาดซ้ำสอง

อ่านต่อ »


ท่านพุทธทาสฝากไว้

อ่าน: 297

ท่านพุทธทาสเขียนหนังสือ ฟ้าสางระหว่าง ๘๐ ปี อสีติสังวัจฉรายุศมานุสรณ์ พิมพ์ขึ้นเป็นอนุสรณ์ในโอกาสครบรอบอายุ ๘๐ ปี โดยมีมรดกธรรม ๑๘๙ ข้อ ที่ท่านฝากไว้ให้แก่ชาวพุทธสืบทอดต่อไป หนังสือแบ่งเป็นสองภาค คือมรดกที่เป็นเรื่องฝ่ายวัตถุธรรมและพิธีกรรม กับมรดกที่เป็นเรื่องฝ่ายนามธรรมและสติปัญญา

คำนำ

ข้าพเจ้าไม่มีมรดกอะไร ที่จะฝากไว้กับเพื่อนพุทธบริษัท ผู้เป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย ทั้งหลาย นอกจากสิ่งที่ระบุไว้ในข้อความข้างล่างนี้ ด้วยความหวังว่า ถ้ายังมีการสืบมรดกนี้อยู่เพียงใด กิจกรรมสวนโมกขพลาราม ก็จะยังคงมีอยู่ตลอดกาลนานเพียงนั้น และ “พุทธทาส” ก็จะยังคงมีอยู่ในสถานที่นั้นๆ ตลอดกาล เพียงนั้นขอได้โปรดรับพิจารณากันเสียแต่บัดนี้ ซึ่งจะเป็นการง่ายในการสืบมรดก ดังกล่าวขอให้ถือว่า เป็นมรดกธรรมแก่บรรดาเพื่อน ผู้มอบกาย ถวายชีวิต ในการสืบอายุพระศาสนา เพื่อประโยชน์แก่คนทั้งโลกเถิด มิได้เป็นเรื่องส่วนบุคคลแต่ประการใด.

ข้างบนเป็นลิงก์ต้นทาง แต่ผมเอามา markup (format) ใหม่โดยไม่เปลี่ยนแปลงเนื้อหาตัวสะกดของภาษาโบราณนะครับ แต่พบว่ามีพิมพ์ผิดเยอะเหมือนกันซึ่งได้แก้ไขไปแล้ว หากจะดูต้นฉบับ ก็ขอให้คลิกลิงก์ข้างบน

อ่านต่อ »


วิธีปฏิบัติที่รวบรัด

4 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 5 มิถุนายน 2010 เวลา 15:54 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 279

บันทึกนี้คงจะจะรวบรัดมากครับ นำคำเทศนาของท่านพุทธทาสมาให้อ่าน

วิธีปฏิบัติที่รวบรัด

การปฏิบัติ จะทำอย่าง ค่อยทำ ค่อยไป นี้ มันจะตายเสียก่อน

ฉะนั้น ผมจึงถูกด่าถูกหา ถูกอะไรโดยคนทั่วไป จากผู้หลักผู้ใหญ่ว่าสอนนอกเรื่อง นอกแบบ เอาเรื่องโลกกุตตระ พ้นโลกเหนือโลกมาสอนประชาชน อย่างที่มีผู้ค้านอยู่เสมอ เขาเยาะเขาด่าอยู่เสมอ ว่าเอาเรื่องโลกุตตระมาสอนประชาชน นี้ไม่ใช่แต่ฆราวาสดอก พระเถระผู้ใหญ่ก็เคยดุผมอย่างมาก เรื่องเอาธรรมะ เรื่องหลุดพ้น มาสอนประชาชน หลายปีมาแล้ว เราก็ไม่ใช่คนดื้อดึง ใครพูดว่าอะไร เราฟังอย่างดี ฟังอย่างดีว่าเขาพูดนั้น ถูกหรือไม่ถูก จริงหรือไม่จริง มันก็เห็นว่ายังถูกอยู่ เห็นว่าทำอย่างนี้ มันยังถูกอยู่ ฉะนั้น จึงยังทำต่อไป ใครจะว่าอย่างไร จะด่าอย่างไร ก็ไม่สนใจเสีย

นี่มันเป็นการรวบรัด การปฏิบัติให้เร็วเข้า อย่าทำอะไร ให้มันมากเรื่องเลย ถือหลักว่าเป็นอยู่ด้วยจิตว่าง ทำงานด้วยจิตว่างกินอาหารของความว่าง เป็นอยู่เหมือนตายแล้ว นี้กระโดดมาทีเดียวอย่างนี้เลย แล้วขอให้ เป็นอยู่อย่างนี้ อยู่เรื่อยไป ผลสุดท้าย มันจะเหลือเหมือนที่พูดเมื่อตะกี้ ให้เหลือประโยคเดียวว่า ทำไปเพื่อโลก ทั้งเทวดา และมนุษย์ นี่เหลือทำเพื่อผู้อื่น ก็แล้วกัน ทำทุกอย่างเพื่อผู้อื่น เรื่องอื่นมันคิดตก หมดแล้ว ปัญหาอื่น มันตอบได้หมดแล้ว คิดตกหมดแล้ว ในที่สุด มันเหลือแต่ว่า ทำนี่ทำไป ทำเพื่อผู้อื่น อย่างนี้เป็น วิธีที่ดีที่สุด ที่ลัดที่สุด ที่ง่ายที่สุด ที่สะดวกที่สุด แต่ว่าทำเพื่อผู้อื่นของเรา ที่เราพูดกันนี้ มีความหมายมากกว่าที่คนอื่นพูด

ที่คนอื่นเขาพูด ก็มีเยอะแยะไป ทำเพื่อผู้อื่น เป็นเรื่องศีลธรรมเด็กๆ เด็กอมมือทำเพื่อผู้อื่น ลูกเสือก็มี แต่เราทำเพื่อผู้อื่นนี้ ทำเหมือนอย่าง ที่พระพุทธเจ้า ท่านว่า คือ ไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวเรา ศีลธรรมเด็กอมมือ ก็มีตัวกู กูทำเพื่อผู้อื่น จะได้อยู่เป็นสุขด้วยกัน หรือว่า เขาจะขอบใจเรา หรือว่า เราจะมีเกียรติ นั่นทำเพื่อผู้อื่น ของเด็กๆ แต่ทำเพื่อผู้อื่น ของพระพุทธเจ้า ของพระอรหันต์นั้น ก็คือว่า มันไม่มีตัวเรา ไม่มีตัวกู แล้วจะทำเพื่อตัวกูได้อย่างไร มันทำไม่ได้ เพราะมันไม่มีตัวกู มันไม่มีตัวเรา ก็ทำเพื่อผู้อื่น เสียเรื่อยไปเลย กระดิกอะไรไปที่ไหน ก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อื่น เสียเรื่อย

นี้ก็เรียกว่า นี่คือการปฏิบัติธรรมที่แท้จริง ที่สูงสุด จนเกินกว่า ที่จะเรียกว่าวิปัสสนา หรืออะไรๆ เสียอีก เพราะว่าคำว่า วิปัสสนา เดี๋ยวนี้มันแย่เต็มทีแล้ว เหมือนที่ผมเคยเล่าว่า ผมก็เคยถูกถาม ไปที่ไหนก็มักจะเคยถูกถามว่า ที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนาไหม? นี่คุณคิดดูผมจะตอบอย่างไร? เขาถามว่าที่สวนโมกข์ทำวิปัสสนากันหรือเปล่า? มีคนกล้าถามถึงอย่างนี้ ถ้าเป็นวิปัสสนาตามแบบที่ผู้ถามว่า แล้วเราไม่มี เราไม่ทำด้วย ไม่อยากจะทำด้วย

วิปัสสนาตามความหมาย ที่ผู้ถามเขาถาม เราไม่อยากจะมี ไม่อยากจะทำ แต่ถ้าปฏิบัติอย่างนี้ อย่างที่ผมว่า ที่จะเป็นวิปัสสนา หรือยิ่งกว่าวิปัสสนานี้ มันเป็นการทำในขั้นผลของวิปัสสนาเสียอีก นี่เรามี แต่เขาไม่เรียกว่า วิปัสสนา ผู้ถามนั้นไม่เรียกว่า วิปัสสนา

เพราะว่า เขาเข้าใจว่า เป็นอย่างอื่น ต้องตั้งต้น ตั้งแต่พิธีขึ้นครู ขึ้นครูบาอาจารย์ มีระเบียบพิธีต่างๆ ทำท่าทาง ต่างๆ เดินจงกรม ยุบหนอพองหนอ อะไรก็ตาม มันมากมาย ก่ายกองเป็นระเบียบ เป็นแบบที่ ผู้อื่นเห็นได้ เข้าใจได้ เห็นได้อย่างนี้ก็ได้ ใครๆ จะทำก็ได้ มันก็วิปัสสนา แล้วก็ตามแบบนั้น วิปัสสนาตามแบบนั้น แล้วก็เป็นตามแบบของตัวกู เสียด้วยซ้ำไป คือ วิปัสสนา อวดคน วิปัสสนา ทำให้คนเห็น วิปัสสนาของตัวกู มันก็จะแย่ไปเหมือนกัน นี่มันเพิ่ม ตัวกู-ของกู เขายังไม่รู้

อ่านต่อ »



Main: 0.645327091217 sec
Sidebar: 0.265763998032 sec