นิสิตแพทย์ชนชท จุฬา 4-6 พ.ค. 56

อ่าน: 199

นิสิตคณะแพทย์ศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ศูนย์แพทยศาสตรศึกษาชั้นคลินิก โรงพยาบาลชลบุรี ชั้นปีที่ 4 มาเยี่ยมสวนป่าเป็นรุ่นที่สี่ในรอบ 5 ปี นิสิตแพทย์มาเรียนอะไรกันในป่า?

มหาชีวาลัยอีสานสอนวิชาชีวิตครับ คำว่า “สอน” นั้น ไม่ใช่การถ่ายความรู้จากกะโหลกหนึ่งไปยังอีกกะโหลกหนึ่ง วิทยากรไม่ใช้การจับยัดหรือปล่อยของ แต่พยายามเหนี่ยวนำความรู้ด้วยการตั้งข้อสังเกต ให้แง่คิด เป็น soft side ความรู้ใดๆ ที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นในตัวผู้เรียนด้วยตนเอง และแม้แต่ผู้สอนก็ได้ความรู้ไปด้วยเสมอ

มีวิทยากรชาวเฮมาช่วยคือหมอสุธี พี่บู๊ด ครูออต และน้องจู โชคดีที่โปรแกรมนี้อยู่ในช่วงวันหยุดยาว วิทยากรจึงลางานเพียงวันเดียวเพื่อเดินทางมาคุยกับนิสิต ส่วนครูบากับผมนั้น อยู่สวนป่าเป็นปกติอยู่แล้ว

อ่านต่อ »


โลกร้อน น้ำแข็งละลาย น้ำท่วมโลก

อ่าน: 515

น้ำแข็งขั้วโลกเหนือละลาย ไม่ได้ทำให้น้ำทะเลสูงขึ้น ก้อนน้ำแข็งที่ลอยอยู่ในน้ำทะเลด้วยตัวของมันเองเช่นที่ขั้วโลกเหนือ เมื่อละลายแล้วจะไปแทนที่ปริมาตรก้อนน้ำแข็งส่วนที่เคยจมอยู่; ส่วนน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้นั้น หากละลาย ระดับน้ำทะเลจะสูงขึ้นเพราะขั้วโลกใต้เป็นแผ่นดินที่มีน้ำแข็งปกคลุม เมื่อน้ำแข็งที่ขั้วโลกใต้ละลาย ปริมาตรน้ำในมหาสมุทรจะสูงขึ้น

จากดาวเทียมสำรวจโลก พบว่าน้ำแข็งที่ขั้วโลกเหนือละลายไปเยอะแล้ว แต่ที่ขั้วโลกใต้กลับมีน้ำแข็งเพิ่มขึ้น

ซึ่งเรื่องของน้ำแข็งมีความสำคัญในแง่ที่ว่า น้ำแข็งเป็นสีขาวสามารถสะท้อนแสงอาทิตย์ออกไปนอกอวกาศได้ดีกว่าผืนน้ำหรือผืนดิน หากน้ำแข็งละลายมาก โลกจะสะท้อนพลังงานจากดวงอาทิตย์ออกไปในอวกาศได้น้อยลง ทำให้พลังงานจากดวงอาทิตย์กลายเป็นความร้อนสะสมอบอวลอยู่ในบรรยากาศ และทำให้โลกร้อนมากขึ้น

อ่านต่อ »


อุดมศึกษาจากหนังสือธรรมาภิธาน

อ่าน: 384

จากหนังสือ ธรรมาภิธาน พจนานุกรมคำสอนพระพุทธศาสนา พระนิพนธ์ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก

อุดมศึกษา

การศึกษาทุกอย่างเพื่อให้ขึ้นถึงขั้นสูงสุด  คือ ปัญญา  ปัญญาสิกขาได้แก่ศึกษาปัญญาจึงเป็น   อุดมศึกษา ของคน ข้อที่ควรทราบก่อนคือ ปัญญาได้แก่อะไร? ศึกษาปัญญานั้นศึกษาอย่างไร?

ปัญญา คือความรู้ทั่วถึงความจริงของ สิ่งที่ควรรู้ทั้งหลาย คำว่า ปัญญา ซึ่งเป็น ภาษามคธ กับคำว่า ปรัชญา ซึ่งเป็นภาษา สันสกฤตเป็นคำเดียวกัน พระพุทธเจ้า ตรัสไว้ว่า “แสงสว่างเสมอด้วยปัญญา ไม่มี” เพราะไม่มีแสงอะไรที่จะส่องให้เห็น ความจริงทั้งหลายได้เหมือนอย่างแสง ปัญญา เพียงแต่จะคิดเลขสักข้อหนึ่งจะใช้ แสงอะไรส่องให้เห็นได้นอกจากใช้ปัญญา คิด  ศึกษาปัญญา อันหมายถึงศึกษาเพื่อให้เกิดปัญญานั้น คือ ศึกษาด้วยการเรียน ๑ การคิด ๑ การทำ ๑

การเรียนดังที่เรียกว่า  โสตศึกษา ศึกษาด้วยการฟังทางหู ดังที่ฟังครูอธิบาย หรือฟังเทศน์นี้ ทัศนศึกษา ศึกษาด้วยการ ดูทางตา เช่นดูหรือเที่ยวดูสิ่งต่างๆ  โดย มากศึกษาด้วยทางทั้งสองนี้ แต่ก็อาจศึกษา ได้ทางอื่นอีก คือ  ฆายนศึกษา ศึกษาด้วย การสูดกลิ่นทางจมูก   สายนศึกษา ศึกษา ด้วยการลิ้มรสทางลิ้น   ผุสนศึกษา ศึกษา ด้วยการถูกต้องทางกาย รวมความว่า ศึกษาด้วยอาศัยประสาททั้งห้า คือ ตา หู จมูก ลิ้น กาย แต่การเรียนอาศัยทางหู ทางตามากกว่าทางอื่น เพราะบุคคลมี ภาษาสำหรับพูดถ่ายทอดความรู้ให้แก่กัน มีตัวหนังสือสำหรับเขียนอ่านแทนภาษา จึงอาจฟังหรืออ่านให้เกิดความรู้ขึ้นได้ ปัญญาที่เกิดจากความรู้ดังกล่าวเรียก สุตมยปัญญา แปลว่า  ปัญญาที่เกิดจาก การฟัง คือ ยกโสตศึกษาขึ้นเป็นที่ตั้งเพราะส่วนใหญ่เรียนด้วยการฟัง ถึงจะดู หนังสือนั้นๆ ก็ใช้แทนภาษาที่พูดกันนั้น เอง จึงอาจนับเข้าในโสตศึกษาได้

อ่านต่อ »


โสเหล่กับผู้ปกครองโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา

อ่าน: 383

วันนี้ อ.วิเชียร ไชยบัง ผู้อำนวยการโรงเรียนลำปลายมาศพัฒนา ชวนผมไปโรงเรียนตอนช่วงเช้า โดยชวนเมื่อเดือนก่อนตอนที่ครูทั้งโรงเรียนมาเยี่ยมสวนป่า ตอนบ่ายวันนี้ผู้ปกครองเด็กนักเรียนจะลงแขกเกี่ยวข้าว ซึ่งเป็นข้าวอินทรีย์ไม่ใช้เคมีเลย ข้าวคุณภาพนี้ สีแล้วนำมาให้เด็กๆ กิน

ทีแรกผมก็ไม่รู้เหมือนกันว่าจะให้ไปพูดอะไร คาดเอาเองว่าให้ไปแลกเปลี่ยนเรื่องประสบการณ์การเรียนรู้ของผม จนเมื่อวันพฤหัสที่ผ่านมา อ.วิเชียรโทรมาคอนเฟิร์มซึ่งผมก็ตอบว่าไปได้ครับ แต่ดันไม่ได้ถามว่าจะให้พูดเรื่องอะไร

นัดแนะกับครูแมวว่าจะออกจากสวนป่า 7น. ออกมาจริงๆ 6:45น. ไปเยี่ยมโรงเรียนด้วยกันแล้วผมจะไปส่งครูแมวขึ้นรถต่อเข้ากรุงเทพ เราไปถึงโรงเรียน 8:15น. (แวะไปซื้อซาละเปากินกันคนละลูกก่อน ก็เลยไปถึงกระชั้นไปหน่อย) ได้พบ อ.วิเชียรอีกครั้งหนึ่ง คุยกันถึงงาน อาจารย์บอกว่าอยากให้คุยกับผู้ปกครอง ขอสัก 30-40 นาทีไหวไหม ให้กวนประสาทได้เต็มที่… แล้วผมก็ยังไม่ได้ถามหรอกครับ ว่าอยากให้พูดเรื่องอะไร

อ่านต่อ »


ถอดบทเรียนการทำหนังสือ โมเดลบุรีรัมย์

อ่าน: 1096

เมื่อวาน ส่งต้นฉบับไปโรงพิมพ์และสั่งพิมพ์แล้ว ก็เป็นอันว่ากระบวนการทำหนังสือโมเดลบุรีรัมย์เล่มนี้ จบลงเพราะทำอะไรอีกไม่ได้แล้ว

หนังสือเล่มนี้เป็นเล่มที่ 4 ที่ผมทำทั้งกระบวนการ เขียน-เลือก-รวบรวม-ทำปก-จัดรูปเล่ม-แต่งรูปประกอบ-เรียงพิมพ์-ตรวจ-แก้-ส่งโรงพิมพ์ หนังสือคงจะพิมพ์เสร็จและจัดโดยส่งมาที่ VBAC ได้ในวันที่ 3 ก.ค. หนึ่งวันก่อนการเปิดตัวในงานอะไรสักอย่างของสภาการศึกษา ที่ทำเนียบรัฐบาล

เพื่อให้เข้าใจกระบวนการทำหนังสือแบบของผมเอง ดูได้จากบันทึกเก่าครับ — ควรอ่านทั้งสองบันทึกก่อนอ่านบันทึกนี้ต่อไป

อันนี้แถม

ที่จริงเมื่อวานซืน ไปส่งต้นฉบับที่โรงพิมพ์มาแล้วครั้งหนึ่ง แต่ว่าเนื่องจากก่อนไปส่ง มีการแก้ไขที่ฉุกละหุกมาก แล้วมีจำนวนสั่งพิมพ์ที่มากพอสมควร ผมจึงไม่แน่ใจว่าต้นฉบับนั้นจะมีคุณภาพที่จะพิมพ์ได้ แม้ว่าเวลาจะกระชั้นชิดมาก แต่ก็นัดแนะกับโรงพิมพ์ว่าวานนี้ จะต้องขอตรวจปรู๊ฟก่อน แม้จะเสียเวลา โรงพิมพ์พูดไม่ออก ซึ่งเราก็เข้าใจว่าเวลาไม่มีแล้ว

ดังนั้นเมื่อกลับมาบ้านเมื่อวานซืน จึงลงมือตรวจต้นฉบับอีกครั้งหนึ่งร่วมกับคณะบรรณาธิการ คือครูปู หมอเบิร์ด และฝน ถ้าตรวจแก้ได้เมื่อคืนทั้งหมด เช้าขึ้น เอาต้นฉบับอันใหม่ไปให้โรงพิมพ์แล้วสั่งพิมพ์เลย จะประหยัดเวลาได้มากกว่าไปตรวจปรู๊ฟที่โรงพิมพ์แล้วแก้ไข

ในการตรวจแก้ขั้นสุดท้าย มีรายการส่งมาแก้ไขตลอดช่วงค่ำ แต่เวลาสำคัญคือตั้งแต่ช่วงห้าทุ่มจนแปดโมงเช้า ผมมีโอกาสอีกรอบหนึ่งที่ได้แก้ไขเรื่องการแบ่งคำทางขอบขวาของหน้า และการจัดรูปประโยคใหม่ทั้งเล่ม โปรแกรมเรียงพิมพ์ตัดคำได้ดีครับ แต่ตัดประโยคไม่ดี ต้องมาไล่ปรับเองทั้งเล่ม

ผมตรวจแก้มาทั้งคืน คิดว่าโอเคแล้ว แปดโมงเช้าจึงเตรียมดิสก์เพื่อส่งโรงพิมพ์ เจอรายการแก้ไขหมอเบิร์ดสุดละเอียดอีก ก็เลยแก้อีกครับ

แก้ไปจน 9 โมง มีความเห็นร่วมกันว่าพอแล้ว ต้องเตรียมดิสก์ไปส่งโรงพิมพ์แล้ว ถ้าทำจนสมบูรณ์แบบ จะเป็นการผิดปกติ ความสมบูรณ์แบบไม่มีประโยชน์อะไรเลยถ้าส่งงานไม่ได้ แต่เชื่อว่าด้วยความทุ่มเทของคณะบรรณาธิการที่ทำอย่างเต็มที ทำให้หนังสือนี้ มีคุณภาพดีเกินพอที่จะตีพิมพ์แล้ว

ผมได้อ่านหนังสือนี้หลายรอบมากๆ ชอบทั้งเนื้อหา ชอบทั้งความไหลลื่นของเรื่อง (คนเรียงเรื่องเก่ง) ชอบรูปประกอบ (คนถ่ายรูปเก่ง และคนเลือกรูปมาใช้เก่งมาก) อ่านไปทุกรอบ สะดุดใจประเด็นความรู้ใหม่ทุกรอบ

อ่านต่อ »


บ่อน้ำ

อ่าน: 706

ไม่มีน้ำ แย่แน่ครับ แต่น้ำที่จัดหามาเพื่อการอุปโภค บริโภค และการเกษตร ก็ไม่จำเป็นต้องเป็นน้ำผิวดินอย่างเดียว

ในรัฐราชาสถานในอินเดีย ใกล้เมืองชัยปุระ มีบ่อน้ำซึ่งสร้างมาประมาณพันสองร้อยปีแล้ว ชื่อว่า Chand Boari เป็นบ่อหินยาปูน ลึกรอยฟุต ประมาณตึก 13 ชั้น ผนังชัน สร้างบันได 3500 ขั้นให้คนเดินลงไปตักน้ำ ดูรูปเพื่อความเข้าใจดีกว่าครับ

[รูปอีกเยอะแยะเลย]

อ่านต่อ »


ปรับปรุงพื้นที่บริเวณหมู่บ้านโลก

อ่าน: 867

บันทึกนี้เป็นบันทึกที่ 1,400 ที่ลานซักล้างนี้

หลังจากจดๆ จ้องๆ เรื่องแบบ+การวางแผนงานก่อสร้างมานาน วันนี้ครูบาก็เริ่มการปรับปรุงพื้นที่ในบริเวณส่วนต่อขยายของสวนป่า

ขุดร่องดักน้ำฝน (สีแดง) ตลอดแนวถนน เอาดินมาถมถนนกลบหลุมบ่อแล้วบดอัด ร่องดักน้ำฝนนี้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะเนื่องจากทางตะวันตกสูงกว่าทางตะวันออก เอาแทรกเตอร์เกลี่ยดินให้ได้ระดับ (สีน้ำเงิน)

บ้านใหม่ของครูบา (สีชมพู) อยู่ระหว่างแนวต้นไม้ ใกล้บ่อบาดาลบ่อที่สองตรงข้ามเตาถ่าน ทางขวาของบ้านใหม่ของครูบา มีแปลงปลูกผักใหม่ยาว 100 เมตร ตอนที่กลับจากสวนป่าเมื่ออาทิตย์ก่อนเห็นร่องเดียว แต่ได้ยินครูบาบอกคนงานว่าให้เพิ่มอีกร่องหนึ่ง

บ้านใหม่ของครูบาอยู่ในพื้นที่แปลงวิจัยอะคาเซีย มีถนนล้อมรอบทั้งสี่ด้านซึ่งด้านหนึ่งเป็นถนนเก่า สามารถใช้เป็น jogging track ระยะทางรอบละ 500 เมตรได้

นอกจากนี้ ยังปรับปรุงพื้นที่ (สีน้ำเงิน) ให้เรียบ อาจจะทำเป็นที่นั่งคุยกัน หรือที่นั่งพักผ่อน หลบร้อนได้ง่ายเนื่องจากข้างหลังเป็นป่า

ที่พักซึ่งเป็นอาคารกลุ่มแรก (สีเขียว) จะตั้งไปทางตะวันตกเพื่อให้แนวไม้ใหญ่บังแดดตะวันตกช่วงบ่าย จุดที่ดีสำหรับจะตั้งเสาสัญญาณอินเทอร์เน็ตจะอยู่ทางเหนือของกลุ่มอาคารแรก เนื่องจากต้นไม้ตลอดแนว line of sight เข้าไปยังอำเภอไม่สูง เข้าถึงไฟฟ้าและไฟฟ้าสำรองได้ง่าย ทางตะวันออกของกลุ่มอาคารแรก อาจจะเป็นลานดินและจะไม่เป็นลานคอนกรีตแน่นอน บริเวณนี้ต้องการให้โล่งเนื่องจาก

อ่านต่อ »


แนวคิด permaculture ในหมู่บ้านโลก

อ่าน: 1054

ทีแรก จะเขียนเรื่องแนวคิด permaculture ในสวนป่าครับ แต่สวนป่าเป็นอย่างนี้อยู่แล้วเป็นส่วนใหญ่ จึงเปลี่ยนชื่อเป็นหมู่บ้านโลก เนื่องจากจะมีการทดลองอะไรแปลกๆ ที่นี่ด้วย เพื่อเสริมให้ให้สวนป่ายืนอยู่บนวิถีที่พึ่งพาตัวเองได้ยิ่งกว่านี้ ถ้าไปถึงขั้นไม่ต้องซื้ออะไรเลย ก็จะยอดมาก

คำว่า permaculture นี้ อ.วิทยากร เชียงกูลแปลไว้ว่า “ระบบการวางแผนและออกแบบการเพาะปลูก การจัดการผลผลิตและชุมชนที่มุ่งให้เกิดการใช้แรงงาน ทรัพยากรและพลังงานอย่างเหมาะสม เพื่อความยั่งยืนและเกื้อกูลกันของสิ่งมีชีวิตกับธรรมชาติ หลีกเลี่ยงการทำลายความสมดุล หรือก่อให้เกิดสภาพแวดล้อมเป็นพิษ คำนี้เป็นคำย่อมาจาก permanent agriculture (การเกษตรแบบถาวร) และ permanent culture (วัฒนธรรมแบบถาวร)”… ครั้นจะใช้คำว่าการเกษตรแบบถาวร หรือวัฒนธรรมแบบถาวร ก็ขัดกับความเชื่อส่วนตัวว่าไม่มีอะไรถาวรหรอกครับ เลยใช้คำภาษาอังกฤษไปก่อน

Permaculture ใช้ 7 หลักการ ซึ่งโดยรวมแล้วคือ ทรัพยากรเป็นสิ่งมีค่าที่มีอยู่อย่างจำกัด ใช้ได้แต่ใช้ให้คุ้มค่าที่สุด และไม่มีของเหลือครับ

  1. ใช้อย่างอนุรักษ์ - ใช้เฉพาะที่จำเป็น ใช้เท่าที่จำเป็นเท่านั้น การใช้อย่างอนุรักษ์ไม่ได้หมายถึงการไม่ใช้ แต่เป็นการ
  2. ใช้ให้เกิดประโยชน์หลายทาง - เช่นน้ำอาบแล้วแทนที่จะทิ้งไปเฉยๆ ก็นำไปรดต้นไม้ หรือลงบ่อน้ำเพื่อเลี้ยงสัตว์ หรือปลูกต้นไม้ ให้ร่มเงา รักษาดิน ใบไม้นำไปหมักเป็นปุ๋ย ให้ผล ให้เนื้อไม้
  3. ไม่พึ่งทรัพยากรอย่างใดอย่างหนึ่งโดยเฉพาะ - ไม่ให้ระบบใดระบบหนึ่งเป็นจุดตาย เช่นแหล่งน้ำ ก็มีน้ำประปา น้ำผิวดิน น้ำบาดาล และน้ำฝน ถ้าประปาหยุดไหล ก็ยังพึ่งแหล่งน้ำอื่นๆ ได้
  4. แทรกอยู่ในธรรมชาติ - ในธรรมชาติทุกสิ่งพึ่งพากันและกันทั้งนั้น วิถีชีวิตมนุษย์ก็ทำได้เช่นกัน เช่นเศษอาหารนำไปหมักเป็นปุ๋ย ปุ๋ยนำไปบำรุงต้นไม้ ต้นไม้ให้อาหาร อาหารหลังจากบริโภคแล้ว นำเศษอาหารไปหมักเป็นปุ๋ย; เศษใบไม้ ถ้าคิดว่ามันไม่สวย อย่าเก็บกวาดเพื่อเผาทิ้ง แต่นำเศษใบไม้ไปหมักเป็นปุ๋ย เพื่อไปบำรุงต้นไม้อีกที
  5. ทำในขนาดที่เหมาะสม - สามารถทำงานได้ ด้วยเวลา ทักษะ และเงินที่มี ไม่ทำมากเกินไป หัดพอเสียบ้าง ไฟฟ้าถึงจะใช้ไฟจากการไฟฟ้าได้ แต่ก็ควรหาทางปั่นไฟเอง ถ้าไฟฟ้าดับ ไฟฟ้าที่ปั่นเองเพียงพอสำหรับอะไรบ้าง เราก็จะพบว่าเราจะใช้ไฟฟ้าเท่าที่จำเป็นเท่านั้น ซึ่งก็ควรมองกลับว่าแล้วเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีอยู่ เป็นสิ่งจำเป็นหรือไม่
  6. มีความหลากหลาย - ธรรมชาติพึ่งพากันเสมอ ดังนั้นจึงหลีกเลี่ยงเกษตรเชิงเดี่ยว; แม้แต่สวนดอกไม้ ก็ยังไม่มีดอกไม้ชนิดเดียว แล้วทำไมจึงควรจะปลูกพืชเชิงเดี่ยวซึ่งเป็นเรื่องที่นายทุนเค้าผลักดันเพื่อที่จะสะดวกในการมากว้างซื้อผลิตภัณฑ์เป็นจำนวนมาก ทำให้ต้นทุนค่าขนส่งลดลง; โลกร้อน ลมฟ้าอากาศแปรปรวน ปีแล้งมีศัตรูพืชชนิดหนึ่งรบกวน แต่ปีที่น้ำฝนมาก กลับมีศัตรูพืชอีกชนิดหนึ่ง ดังนั้นการปลูกพืชที่มีความหลากหลายจะช่วยให้มีผลผลิตออกมาสม่ำเสมอ
  7. ถ้าผลผลิตดี มีเหลือ ก็แจกจ่าย - แม้แต่ต้นไม้ ถ้าเพาะมาเผื่อจนเกินเนื้อที่ปลูก ก็อาจจะนำไปปลูกในชุมชน เป็นการปรับปรุงชุมชนนั้นให้ดีขึ้น

อ่านต่อ »


แกล้งบ้านให้ร้อน

อ่าน: 789

ไปเจอการออกแบบแปลกประหลาดอันหนึ่งในเขตหนาว ที่สร้างเรือนกระจกไว้ในบางส่วนของบ้าน บังคับให้ลมร้อนลอยขึ้นข้างบน แล้วนำลมเย็นจากอีกส่วนหนึ่งของบ้านให้พัดเข้ามาแทนที่ อย่างไรก็ตาม แนวคิดก็แปลกดีครับ เค้าเรียกว่า Earthship

เรือนกระจกอยู่ทางด้านใต้ เนื่องจากบ้านเราอยู่ทางซีกโลกเหนือดังนั้นพระอาทิตย์จึงอ้อมทางใต้ เรือนกระจกนั้นก็ปลูกต้นไม้ล้มลุกที่ไม่โตนักเอาไว้บังแสง แต่เรายอมให้แสงตกกระทบพื้นในบริเวณเรือนกระจก

รอบๆ บ้าน ใช้ดินกลบผนังไว้สามด้าน เป็นฉนวนความร้อนและความเย็น โดยเดินท่ออากาศเข้ามาจากด้านเหนือ ท่ออากาศนี้อยู่ใต้ดิน อากาศที่ออกมาก็จะมีความเย็นกว่าอุณหภูมิในบ้าน ในช่วงกลางคืนดินและพื้นของเรือนกระจกจะคายความร้อนออกมา ซึ่งความร้อนลอยขึ้นสูง ดูดเอาความเย็นจากท่อฝังดินเข้ามา ทำให้บ้านนี้มีการพาความร้อนที่ดี และเกิดการถ่ายเทลมตามธรรมชาติโดยไม่ใช้หน้าต่าง

อ่านต่อ »


อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง

อ่าน: 716

ความไม่รู้เป็นยอดแห่งมลทิน การที่ไม่สามารถที่จะเรียนรู้ได้ เป็นเหตุแห่งยอดมลทิน สื่อสารเรื่องที่ผิดเป็นการขยายความไม่รู้

มลสูตร พระไตรปิฎกเล่มที่ 23 ข้อ 105

[๑๐๕] ดูกรภิกษุทั้งหลาย มลทิน ๘ ประการนี้ ๘ ประการเป็นไฉน ดูกรภิกษุทั้งหลาย มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน ๑ เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ๑ ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ๑ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา ๑ ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง ๑ ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ๑ อกุศลธรรมที่ลามกเป็นมลทินแท้ทั้งโลกนี้และโลกหน้า ๑ เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่ามลทินนั้น คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง ดูกรภิกษุทั้งหลายมลทิน ๘ ประการนี้แล ฯ

มนต์มีการไม่ท่องบ่นเป็นมลทิน เรือนมีความไม่หมั่นเป็นมลทิน ความเกียจคร้านเป็นมลทินของผิวพรรณ ความประมาทเป็นมลทินของผู้รักษา ความประพฤติชั่วเป็นมลทินของหญิง ความตระหนี่เป็นมลทินของผู้ให้ ธรรมอันลามกเป็นมลทินแท้ ทั้งในโลกนี้และโลกหน้า เราจะบอกมลทินที่ยิ่งกว่านั้น คือ อวิชชาเป็นมลทินอย่างยิ่ง ฯ

อ่านต่อ »



Main: 0.34436798095703 sec
Sidebar: 1.0298581123352 sec