การวิพากษ์ที่ไม่อยู่บนความเป็นจริง คือการฟุ้งซ่าน

อ่าน: 2414

พจนานุกรมให้ความหมายว่า:

วิพากษ์ = พิจารณาตัดสิน
จริง = แน่ แท้ ไม่ปลอม ไม่เท็จ ไม่โกหก ไม่หลอกลวง
ฟุ้งซ่าน = ไม่สงบ พล่านไป ส่ายไป

การวิพากษ์และการวิจารณ์ ไม่ยากหรอกครับ ที่ยากคือการตระหนักว่าเราไม่รู้อะไรต่างหาก

ถ้าไม่รู้แต่ดันนึกว่ารู้ ก็จะทำให้การตัดสินใจผิดเพี้ยนออกจากหลักของเหตุและผล หลักของการไม่ละเมิดซึ่งกันและกัน และหลักของความยุติธรรม


ประเทศไทย…ยังไงต่อ

7 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 28 October 2009 เวลา 21:56 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต, สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 2116

ทีแรกจะใช้ชื่อบันทึกว่าประเทศไทย…อะไรกันวะ แต่คิดว่าเขียนไปอย่างนั้น เป็นเพียงการระบายความอีดอัด แล้วก็ไม่ได้อะไร

ผมไม่รู้ว่าเมืองไทยจะเดินต่อไปได้ยังไง ในเมื่อต่างฝ่ายต่างยึดถือว่าตัวเองถูกต้อง และเป็นความถูกต้องบนผลประโยชน์ของตัวเอง แทนที่จะเป็นประโยชน์ของส่วนรวม

ถ้าประโยชน์ของส่วนรวมมาก่อน ตัวเองก็จะได้ประโยชน์ด้วยครับ เพราะตัวเราเอง ก็เป็นส่วนหนึ่งของส่วนรวมเหมือนกัน

แต่ถ้าคิดกลับกัน เอาประโยชน์ของตัวเองมาก่อน ส่วนรวมรับกากเดนเศษๆ ไป หรือไม่ได้อะไรเลยเพราะโดนดูดไปหมดแล้ว จะเกิดคนทุกข์ยากที่ไม่พอใจขึ้นจำนวนมาก แล้วก็จะตามมาด้วยความวุ่นวาย

ตัวใหญ่ที่โกยเนื้อๆ ไปก่อน หนีไปที่ไหนก็ได้เนื่องจากมีพอ ส่วนพวกผู้สมรู้ร่วมคิด กะทำเนียนตามน้ำ ไปไหนไม่ได้ ในที่สุดก็ต้องติดแหงกอยู่กับผลที่ตนสร้างไว้

อย่างว่าล่ะครับ ใครทำอะไร ต่างก็คิดว่าตัวถูกทั้งนั้น ไม่งั้นจะทำไปทำไม ซึ่งปัญหาใหญ่ที่ไม่ค่อยคิดกัน คือที่ว่าถูกนั้น มันถูกจากมุมของตนเท่านั้น แต่อาจจะผิด หรือมีถูกกว่าจากมุมอื่นก็ได้ ทำไมมุมมองของเราเท่านั้นจึงถูกต้องที่สุด เรารู้ทุกสิ่งทุกอย่างหรืออย่างไร???

ต่อให้มอง “ความจริง” หรือแม้แต่ “ความถูกต้อง” ก็ยังมีหลายมุมมองครับ กฎหมายซึ่งยึดถือกันว่าเป็นกติกาของสังคม ยังตีความได้หลายมุม ทำไมจึงตัองเป็นมุมมองของเราเท่านั้น จึงจะถูกต้องที่สุด

พอไม่พอใจก็ประท้วง นึกจะทำอะไรก็ทำ ใครจะเดือดร้อนไม่สนทั้งนั้น ยิ่งเดือดร้อนยิ่งดี ข้อเรียกร้องจะได้มีโอกาสสำเร็จง่ายขึ้น; คนอยู่บนเวที อยากจะพูดอะไรก็พูด ส่วน “ข้างล่าง” ตะโกนสนับสนุนได้อย่างเดียว

ถ้าประโยชน์ส่วนตน มากก่อนประโยชน์ส่วนรวมอย่างนี้ สังคมไทยจะอยู่กันอย่างไรครับ

…ว่าแล้วก็บ่นตามเคย…


ย่าเหล

2 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 25 October 2009 เวลา 18:30 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 2225

วันนี้ไปนมัสการพระปฐมเจดีย์มาครับ คนเยอะมาก ทั้งๆ ที่เป็นเวลาสองอาทิตย์ก่อนงานประจำปี (9-19 พ.ย.) เดิมจะไปตั้งแต่วันศุกร์แล้ว แต่เกิดโลกหมุนขึ้น เลยเลื่อนเป็นวันนี้

ไหว้พระเสร็จ ก็ไปกินข้าวกลางวันร้านใบเมี่ยง หน้ามหาวิทยาลัยศิลปากร เคยไปกินกับป้าจุ๋มและน้องจิ พ่อแม่น้องและหลานชอบกันทุกคน

แล้วก็ไปพระราชวังสนามจันทร์ อากาศร้อนจัด เลยเช่ารถกอล์ฟขับเที่ยวกัน พระตำหนักต่างๆ ขึ้นไปได้ แต่ไม่ให้ถ่ายรูป ผมชอบเรือนไทยที่สุด ก่อนออกมา ก็ไปพบอนุสาวรีย์ย่าเหลซึ่งเรียนตั้งแต่เด็ก แต่ไม่เคยเห็นของจริง

ย่าเหล เป็นสุนัขทรงเลี้ยงของล้นเกล้าฯ รัชกาลที่ ๖ เสียชีวิตเนื่องจากถูกยิง พระบาทสมเด็จพระมงกุฎเกล้าฯ ทรงโปรดให้สร้างอนุสาวรีย์หล่อด้วยทองแดงขึ้นที่พระราชวังสนามจันทร์ แล้วให้จารึกขอความต่อไปนี้ไว้ที่ฐาน

อ่านต่อ »


เจ้าเป็นไผ ๒ พร้อมส่ง

อ่าน: 2008

หนังสือเจ้าเป็นไผ ๒ พร้อมจะส่งไปถึงผู้ที่ได้สั่งซื้อแล้วครับ หนังสือออกจากโรงพิมพ์เมื่อปลายสัปดาห์ก่อน แต่พบที่ผิดที่ควรแก้ไขสามแห่ง ทั้งสามที่เป็นความผิดของผมเอง ที่ค้นตัวสะกดของนามสกุลแล้วเจอตัวสะกดสองแบบ แต่ผมดันไปเลือกเชื่อตัวสะกดตามฐานข้อมูลบรรณานุกรมที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่ง ซึ่งท่านเจ้าของนามสกุลไม่ได้เลือกเขียนนามสกุลของท่านอย่างนั้น (บรรณานุกรมผิด แต่ผมยอมรับผิดครับ พยายามค้นตัวสะกดนามสกุลของท่านแล้ว แต่ผมย้ายหนังสือส่วนใหญ่ไปไว้ที่ออฟฟิศ จึงไม่มีหนังสือที่ท่านเขียนอยู่ใกล้ๆ ให้ตรวจสอบได้เลย)… เมื่อปรึกษากันดูที่กฐินป้าจุ๋มแล้ว เห็นว่าจะต้องแก้ไข

ซึ่งบัดนี้การแก้ไขความผิดพลาด ได้ทยอยเสร็จแล้ว ผมจะเริ่มส่งหนังสือ 167 เล่มแรกออกในวันจันทร์นี้เลย ขออภัยอย่างสูงที่ต้องให้รอครับ

จปผ๒ นี้ เป็นความภูมิใจอย่างมาก ผมคิดว่าเป็นหนังสือที่ดีจริงๆ เรื่องก็ดี-มันหยดทุกเรื่อง รูปก็สวย สนุกและได้ประเด็นคิดไม่น้อยกว่าเล่มแรกแน่นอนครับ

ขอขอบคุณป้าจุ๋มและทีม (เอหยีคนเดียว) กับครูปูและทีม (จานปูและนักศึกษา VBAC) ที่ช่วยกันแก้ไขคำผิดครับ

ขอบคุณบรรดานักเขียน และบรรณาธิการที่ช่วยกันทำจนหนังสือออกมาดีอย่างนี้


สมดุลย์อันเปราะบาง

1 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 22 October 2009 เวลา 3:09 ในหมวดหมู่ การบริหารจัดการ #
อ่าน: 2459

“เบื่อ…เบื่อ…เบื่อ…เบื๊อ…เบื่อ…งี่เง่าจัง…ทำไมอย่างนี้ฟะ” คงได้ยินอะไรทำนองนี้กันบ่อยๆ นะครับ เป็นคำบ่นยอดฮิตของคนทำงาน มักจะเกิดจากการที่จะต้องปฏิบัติอะไรที่ไม่ตรงกับความคาดหวัง ไม่เห็นด้วย ไม่สามารถ ไม่รู้เรื่อง หรือไม่มีประโยชน์

แต่รากเง่าของ “ปัญหา” นี้ มาจากการไม่พูดกัน ทำให้ผู้ตัดสินใจออกคำสั่งที่ผู้ปฏิบัติขัดเคืองคับข้องใจ แต่เพราะผู้ปฏิบัติไม่กล้าพูด จึงหาทางระบายออกด้วยการบ่น นินทาว่าร้ายอย่างสนุกสนาน เป็นการระบายแรงกดดันในใจ ซึ่งไม่ได้แก้ปัญหาอะไรเลย

แล้วถ้าถามว่าแรงกดดันเกิดขึ้นได้อย่างไร ก็คงตอบว่าเกิดจากความคาดหวัง ไม่ตรงกับความเป็นจริง — จะให้ผู้ออกคำสั่งเข้าใจสถานการณ์ได้อย่างไรในเมื่อตัวเองไม่พูด แล้วเมื่อคำสั่งงี่เง่าออกมาแล้ว จะไม่ปฏิบัติตามได้อย่างไรในเมื่อเป็นลูกน้องเขา กรรรรรรรรรมมมมม ก็ใช่ว่านายทุกคนจะฟังเป็นหรือรับความจริงได้หรอกนะ ขืนพูดไปจะเข้าตัว อันนี้เป็นกรรมสองเด้ง คือดันไปอยู่ในองค์กรที่ไม่น่าอยู่ ซึ่งอย่าไปโทษใครเลย ก็เลือกเองนี่ครับ

ในสภาวะเศรษฐกิจแบบนี้ รัฐบาลก็ว่ามันดีขึ้น แต่ทำไมตัวเราไม่ดีขึ้น ไม่รู้ว่าเขาวัดว่าดีตรงไหน งานหนักขึ้นทุกที เงินเดือนก็ไม่เห็นขึ้นทันค่าครองชีพเลย สติจะแตกอยู่แล้ว — แต่คุณมีทางเลือกเสมอครับ อยู่ที่ว่าจะกล้าเลือกหรือเปล่า

ถ้ามาทำงานตรงเวลา แล้วในเวลางาน ทำเต็มที่ เลิกงานแล้วก็คือเลิกงาน ไม่ควรจะต้องอยู่ดึก (เพราะนายก็ไม่ได้อยู่ด้วย) ถึงนายจะอยู่เดินไปเดินมาให้กำลังใจ แต่จะมากะเกณฑ์ลูกน้องให้อยู่ดึกเพื่อทำงานเกินที่กฏหมายกำหนด คงไม่เป็นธรรมเหมือนกัน แค่บอกว่าจ่ายค่าล่วงเวลาแล้วจะสั่งให้ทำงานดึกนั้น ไม่พอหรอกนะครับ หัวหน้าควรจะวางแผนงานล่วงหน้า สอบถามความสมัครใจเสียก่อนว่าลูกน้องคนใดอยู่ได้หรือไม่ พนักงานทุกคนเป็นคนเหมือนกัน มีครอบครัว มีคนต้องดูแล มีข้อจำกัดไม่เหมือนกัน

ทุกๆคน ต้องชั่งน้ำหนักเอาเอง ระหว่างหน้าที่การงาน+ผลตอบแทน กับชีวิตส่วนตัว+การพักผ่อนอย่างเพียงพอ อาจมีจุดสมดุลย์ที่ดีระหว่างสี่เรื่องนี้ เพียงแต่จุดสมดุลย์นั้นคงจะไม่เหมือนกัน เพราะแต่ละคนนั้นแตกต่างกัน ดังนั้นก็อย่าคาดหวังอะไรที่ไม่เป็นจริงเลยครับ

ถ้าตัวคุณบ้างาน ก็อย่าไปตำหนิคนที่ไม่ได้บ้าอย่างคุณ แต่จงลงโทษคนที่ไม่ได้ทำงานอย่างเต็มที่สมกับผลตอบแทนที่องค์กรมอบให้; หัวหน้าที่ไม่รู้จักลูกน้อง ย่อมโดนหลอกอย่างน่าสงสารครับ นั่นแหละ คนประจบสอพลอจึงได้ดี และเกิดความไม่เป็นธรรมขึ้น

อยากให้องค์กรเป็นอย่างไร ก็ทำให้มันเป็นอย่างนั้น แต่อย่าลืมตั้งเป้า ตั้งความหวังตามความเป็นจริงด้วยล่ะครับ

ขอให้มีความสุข สนุกสนานกับการเลือกทางเดินของตนเอง


กฐินสามัคคีวัดกลาง อ.ประโคนชัย บุรีรัมย์

อ่าน: 2805

ไปงานกฐินสามัคคีที่วัดกลาง อ.ประโคนชัย บุรีรัมย์ ซึ่งญาติพี่น้องป้าจุ๋มเป็นเจ้าภาพ อิ่มอกอิ่มใจไปตามๆ กันครับ

เช้าวันที่ 17 ป้าจุ๋มทำบุญคุณพ่อคุณแม่ แล้วตั้งองค์กฐินตอนบ่าย ช่วงเย็นปิดถนนฉลองกฐิน เช้าวันนี้ ก็เคลื่อนขบวนไปเวียนรอบโบสถ์สามรอบ แล้วนำองค์กฐินและบริวาร ขึ้นตั้งในศาลา พี่ชายป้าจุ๋มเป็นผู้นำกล่าวทอดผ้ากฐิน (ใช้กริยา “ทอด” ไม่ใช้ “ถวาย”)

เนื่องจากก่อนเดินทางหนึ่งวัน ผมได้ของเล่นมาใหม่ จึงนำภาพและเสียงของความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับกฐินมาให้ดูครับ

Get the Flash Player to see this player.


อัฐมีบูชา

อ่าน: 3058

เมื่อเร็วๆ นี้ ได้ดูสารคดีท่องเที่ยวของ ททท. มีเรื่องการท่องเที่ยวจังหวัดอุตรดิตถ์ ซึ่งที่วัดพระบรมธาตุทุ่งยั้ง อ.ลับแล ยังรักษาประเพณีอัฐมีบูชา คือการถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า ซึ่งเกิดหลังจากได้เสด็จดับขันธ์ปรินิพพานในวันวิสาขบูชาแล้ว 10 วัน

งานอัฐมีบูชา จัดว่าเป็นวันสำคัญทางพุทธศาสนาของชาวทุ่งยั้ง เป็นการจัดงานช่วงของวันวิสาขบูชา ซึ่งจะมีการจัดงานถวายพระเพลิงพระพุทธเจ้า หรือที่เรียกกันว่า “อัฐมีบูชา” ซึ่งถือได้ ว่าในปัจจุบันมีแห่งเดียวของประเทศ ซึ่งจะจัดหลังจากวันวิสาหกิจบูชา คือวันที่สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าเสด็จดับขันธ์ปรินิพพานได้ 10 วัน         การจัดงานมีมาตั้งแต่สมัยดั้งเดิม โดยชาวบ้านจะนำไม้ไผ่มาสานจำลองเป็นพระพุทธรูป เมื่อถึงวันวิสาขบูชาหลังจากที่มีการเวียนเทียนเสร็จเรียบร้อยแล้วก็จะมีเผา หรือถวายพระเพลิงพระบรมรูปจำลองที่ได้ร่วมกันทำนั้น ซึ่งก่อนที่จะมีการถวายพระเพลิงก็จะจัดให้มีการเทศน์และกล่าวสรุปประวัติวัน วิสาขบูชา ภายหลังได้เปลี่ยนให้มีการจัดงานทั้งหมด 10 วัน

ข้อมูลจากคลังปัญญาไทย

ถ้ามีวาสนา หวังว่าคงจะได้ไปร่วมสักครั้งหนึ่งครับ


รวยได้ทั้งชุมชน แต่…

ไม่มีความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 15 October 2009 เวลา 15:15 ในหมวดหมู่ สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 2470

หลายวันก่อนดูรายการโลกหลากมิติ@thaipbs เกี่ยวกับวิถีชีวิตตลอดลำน้ำแยงซีเกียง มาจนจวนจะถึงสามเหลี่ยมปากแม่น้ำแล้ว สารคดีกล่าวถึงชุมชนหนึ่งเรียกว่า “หัวซี” — ไม่รู้ว่าควรจะเรียกตามสารคดีเพราะไม่รู้ว่าแปลว่าอะไร หรือจะเรียกเป็น “หัวสี” ก็ฟังดูเหมือนหนังสือพิมพ์มโนสาเร่ เอาเป็น Huaxi ตามฝรั่งก็แล้วกันครับ

Huaxi เคยเป็นหมู่บ้านทำการเกษตร ยากจนมาก ไม่มีอนาคต ไม่มีตัวตน ไม่มีความหวัง; มาในปี 1961 ผู้ใหญ่บ้าน รวมรวมกรรมการหมู่บ้าน วางแผนพัฒนา คนทั้งหมู่บ้าน ร่วมแรงร่วมใจกันทำงานอย่างหนัก ค่อยๆ เปลี่ยนแปลงหมู่บ้าน Huaxi เข้าสู่อุตสาหกรรม เริ่มจากโรงตีเหล็ก ไปอุตสาหกรรมเหล็ก ไปอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่อง ฯลฯ หมู่บ้านเป็นนิติบุคคล ลูกบ้านเป็นผู้ถือหุ้น

ปี 1995 ชุมชน Huaxi เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์เป็นชุมชนแรกของจีน ในปัจจุบัน ลูกบ้านได้รับเงินเดือนประจำ และมีเงินที่จับจ่ายใช้สอยได้ (ไม่ใช่รายได้) ปีละ $1,500 ต่อคน (เทียบกับกำลังการจับจ่ายใช้สอยเฉลี่ย $1,000 ในเขตเมือง และ $333 ในเขตชนบทอื่นๆ) นอกจากเงินเดือนประจำแล้วยังมีโบนัสปีละ $10,000 แถมด้วยเงินปันผลอีกปีละ $25,000…เอากับเขาซิ

ย้อนกลับมาดูชาวบ้านที่มาบตาพุด ขายที่ได้ ซื้อรถ สร้างบ้านใหญ่ เที่ยว -> ติดเอดส์ มลพิษสูงจนอยู่ไม่ได้ ลูกหลานอพยพหนี…

ย้อนกลับมาที่หมู่บ้าน Huaxi แม้จะมีการพัฒนาทางวัตถุสูง แต่เขาก็เอาบางอย่างไปแลกครับ เขาแลกด้วยวิถีชีวิต มาตอนนี้เริ่มจะมาฟื้นฟู แต่มันขาดตอนมาตั้งแต่ปี 1971 ซึ่งเริ่มเจริญขึ้นแล้ว เมื่อหมดคนรุ่นสร้างตัว ก็คงเปลี่ยนไปเป็นวิถีชีวิตแบบเมืองใหญ่ เพราะเด็กๆ ไม่เคยลำบาก ไม่เคยเข้าใจว่าคนรุ่นก่อน ผ่านอะไรมาบ้าง

Huaxi ได้รับความชื่นชมมาก ผมคิดว่าชาวบ้านก็มีชิวิตที่ “ดีขึ้น” ในแบบของวัตถุ เมื่อมั่งมีแล้ว ก็มีอิสระที่จะทำอะไรได้อีกหลายอย่าง เราเป็นคนนอกไม่เข้าใจบริบทของสังคม Huaxi ทั้งหมด จะไปตัดสินการตัดสินใจของเขาคงลำบากครับ… แต่เรื่องนี้ ยกมาเป็นตัวอย่างว่าชุมชนที่มีผู้นำที่ทุ่มเททำเพื่อชุมชนนั้น ทำให้ชุมชน “พัฒนา” ขึ้นได้

  • ปี 2003 รายได้รวมของกิจการใน Huaxi เท่ากับ หมื่นล้านหย่วน (เป็นเงินไทย คูณ 5)
  • ปี 2006 ตัวเลขเพิ่มเป็น สองหมื่นหกพันล้านหย่วน
  • ปี 2008 คาดว่าจะเพิ่มจากปี 2006 อีกเท่าตัว
  • หมู่บ้านเดิมมี 1,500 ครัวเรือน ปัจจุบัน Huaxi ขยายโดยกลืนหมู่บ้านรอบข้างไปอีก 26 หมู่บ้าน ประชากรเพิ่มเป็น 60,000 ครัวเรือน

ข้อมูล: In China’s richest village, peasants are all shareholders now - by order of the party หนังสือพิมพ์ the Guardian อังกฤษ ปี 2005


อิอิ อ๊ะอ๊ะ ภาค(ทำ)อะไรหว่า

13 ความคิดเห็น โดย Logos เมื่อ 14 October 2009 เวลา 17:02 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2439

ผมลาออกจากงานบริหารเมื่อวันที่ 15 ตุลาคมปีก่อน ผ่านไปหนึ่งปี มีความสุขดีครับ ชีวิตเปลี่ยนแปลงไปเยอะ ซึ่งก็ไม่ได้เหนือความคาดหมาย ไม่อย่างนั้นก็คงไม่ทำเพราะว่าผมเลือกได้+ตัดสินใจเอง

คนที่ไม่ได้ทำงานประจำ ไม่ได้แปลว่าว่างหรอกนะครับ ยังเป็นกรรมการช่วยงานราชการอยู่หลายที่ ตั้งมูลนิธิขึ้นมาทำเรื่องการประสานงานเกี่ยวกับการจัดการภัยพิบัติ เที่ยว+ศึกษาเรียนรู้ไปเรื่อยๆ ทำโน่นทำนี่โดยที่มีอิสระอย่างเต็มที่ ได้ทำในสิ่งที่อยากทำ

ออกจากงานมาหนึ่งปี ทำอะไรไปหลายอย่างครับ สนุกทั้งนั้น ถ้าไม่สนุกหรือฝืนก็ไม่ทำหรอก!

อ่านต่อ »


เมื่อนายคุณอยู่บน…หอคอย

อ่าน: 3209

มีบทความอันหนึ่งบน palawat.org ซึ่งเขียนเมื่อต้นปี 2550 ผมเคย reblog ไว้นานแล้ว แต่ได้ย้อนกลับไปอ่านอีกครั้งหนึ่งด้วยความรู้สึกที่แตกต่างออกไป

เมื่อก่อนอ่านแล้วมีความรู้สึก “สะใจ” นำโด่งออกมาเลยครับ ขนาดที่ตอนนั้นเป็นผู้บริหารระดับสูงปรี๊ดนะเนี่ย ตอนนี้กลับรู้สึกว่า ความสะใจไม่ได้ทำให้อะไรดีขึ้นมาเลย ไม่ได้แก้ไขอะไรทั้งนั้น เพียงแต่ได้ระบายความอึดอัดออกมาบ้าง แต่เหตุของความอึดอัดยังอยู่เหมือนเดิม แล้วมันก็จะเป็นอีก

บทความนี้ อ่านแล้วต้องคิดเยอะๆ ครับ แค่บอกว่า ใช่เลย…โดนจริงๆ…สุดยอด แต่ก็ยังทำเหมือนเดิม แบบนี้ได้อ่านหรือไม่ได้อ่าน ก็มีค่าเท่ากันนะครับ (reblog โดยได้รับอนุญาตจากคุณ blackcode เจ้าของบทความ ขอบคุณครับ ผมแก้ตัวสะกดไปสามแห่ง)

อ่านต่อ »



Main: 0.043554782867432 sec
Sidebar: 0.12549519538879 sec