ความมั่นคงสามแนวทาง เพื่อให้อยู่ได้

อ่าน: 3253

นอกเหนือจากปัจจัยสี่ (อาหาร ที่อยู่อาศัย เครื่องนุ่งห่ม ยารักษาโรค) ซึ่งเป็นความจำเป็นขั้นต่ำสุดต่อการดำรงชีวิตแล้ว มีปัจจัยสำคัญสามอย่าง ที่จำเป็นต้องใส่ใจเป็นพิเศษ คือความมั่นคงสามแนวทางได้แก่ อาหาร น้ำ และพลังงาน ทั้งสามมีนัยสำคัญต่อ “สภาพ” ของสังคมมนุษย์ หากขาดไปอย่างใดอย่างหนึ่ง อาจเกิดความวุ่นวายขนานใหญ่จนลุกลามเป็นสงครามได้

อาหาร

เป็นหนึ่งในปัจจัยสี่ เป็นสิ่งที่ทุกคนควรได้รับอย่างพอเพียงต่อการเจริญเติบโต และครบถ้วน เมืองไทยมีดิน(บางส่วน)อุดมสมบูรณ์ จากน้ำท่วมที่ลุ่มภาคกลาง แต่ในพื้นที่อื่นๆ เรากลับทำลายดินกันอย่างเป็นล่ำเป็นสัน เริ่มด้วยการถางป่า ทำให้ดินถูกแดดเผา เร่งให้ความอุดมสมบูรณ์​ (humus) สลายไปหมด ซึ่งโดยธรรมชาติ มันก็ค่อยๆสลายที่อุณหภูมิสูงกว่า 25°C อยู่แล้ว เมื่อไม่มีร่มเงาของต้นไม้ ดินที่ถูกแดดเผา อาจมีอุณหภูมิสูงกว่า 70°C กลายเป็นดินทรายไปหมด ใส่ปุ๋ยเท่าไหร่ ความอุดมสมบูรณ์ก็ถูกทำลายไปอีกซ้ำซาก เพราะว่าไม่ได้แก้ที่สาเหตุ

ยิ่งทำการเกษตร ก็ยิ่งจน ที่ดินของปู่ย่าตายายก็รักษาไว้ไม่ได้ เห็นแก่เงินเฉพาะหน้า พอนายทุนมากว้านซื้อ ก็รีบขายไปหมด เมื่อไม่มีที่ทำกิน ก็ไปบุกรุกพื้นที่ป่า ทำลายต้นไม้หนักเข้าไปอีก เมื่อพื้นที่ป่าหายไปมากเข้า ความชื้นไม่มี ฝนไม่ตกต้องตามฤดูกาล ผลผลิตต่ำเป็นหนี้เป็นสิน เป็นวังวนไม่รู้จบสิ้น

เมื่อวันที่ 12 ต.ค. 2542 โลกมีประชากรเกินหกพันล้านคน และจะมีเกินเจ็ดพันล้านคนในปี 2555… ถึงมีคนมากขึ้น แต่กลับมีพื้นที่เพาะปลูกน้อยลง พื้นที่เพาะปลูกที่มีก็ไม่รู้จักบำรุงรักษา

โดยนิยาม ทรัพยากรเป็นสิ่งที่ทีค่า แต่มีอยู่อย่างจำกัด หากถลุงใช้กันตามสบายโดยเอาประโยชน์ส่วนตนเป็นที่ตั้งแล้ว ทรัพยากรมีแต่จะหมดไปอย่างรวดเร็วและเปล่าประโยชน์ [tragedy of the commons ] [tyranny of small decisions]

น้ำ

ต่อให้ไม่ใช่เกษตรกร ก็ต้องเข้าใจถึงความจำเป็นของน้ำจืด — แต่น่าเศร้าที่เกษตรกรกลับทำเหมือนไม่เข้าใจความสำคัญของน้ำ โดยมีแหล่งกักเก็บน้ำของตนเองน้อยมากเมื่อเทียบกับปริมาณน้ำที่ต้องใช้

เมืองไทยอยู่ในเขตอบอุ่น ไม่มีภูเขาสูงจะดักจับเมฆ หิมะไม่ตก น้ำจืดที่หล่อเลี้ยงเมืองไทย เกิดจากฝนเพราะว่าเมืองไทยตั้งอยู่ในเขตมรสุม มีปริมาณน้ำฝนเฉลี่ยระหว่างปี 2530-2547 (ทำไมข้อมูลสำคัญแบบนี้ จึงไม่มีที่เปิดเผยที่ล่าสุดนะ) มีปริมาณกว่า 1600 มม.

หมายความว่าโดยเฉลี่ย มีน้ำฝนตกลงบนแผ่นดินไทย บนพื้นที่ 514,000 ตร.กม. อยู่ปีละแปดแสนสองหมื่นล้าน ลบ.ม. มากกว่าปริมาณความจุรวมของเขื่อนขนาดใหญ่เกินร้อยล้านลบ.ม. จำนวน 31 เขื่อนทั่วประเทศ อยู่กว่าแปดเท่า !!! แล้วอย่่างนี้ เมืองไทยแห้งแล้งได้อย่างไร ???

โหย ตอบง่ายจะตายครับ น้ำมี แต่ไม่อยู่ใกล้แหล่งที่จะใช้ไง ภาคเหนือมีพื้นที่อยู่ในเขตชลประทาน 7% ส่วนภาคตะวันออกเฉียงเหนือมีเพียง 3% ในเมื่อท้องถิ่นไม่ยอมขุดสระน้ำของตนเอง พอฝนตกลงมา ก็ไหลหายไปหมด เวลาน้ำท่วม ก็ไม่มีพื้นที่แก้มลิง เวลาแล้งก็แล้งจัด เวลาท่วมก็เละเทะ

แต่ในเมื่อพื้นที่ไม่มี ขนาดที่ทำกันยังไม่มีกันเลย จะไปเอาพื้นที่ไหนมาทำฝายทำบ่อ… ถ้าทำไว้บนผิวดินไม่ได้ ทำไมไม่ฝังไว้ใต้ดินละครับ [เขื่อนส่วนตัว]

พลังงาน

ดวงอาทิตย์ให้พลังงานกับโลกเฉลี่ย 1000 วัตต์/ตร.ม. แต่บางส่วนถูกดูดซับโดยบรรยากาศ แล้วบางส่วนสะท้อนออกไปในอวกาศ เหลือถึงพื้นโลกแถวเมืองไทย 250-300 วัตต์/ตร.ม. ดังนั้นพลังงานที่ตกลงบนหลังคาบ้าน ยังไงก็ร้อนกว่าเตารีดไฟฟ้าครับ เวลารีดผ้า ใช้ไฟแค่ชั่วโมงเดียว แต่แสงแดดมีครึ่งวัน เราปล่อยพลังงานนี้ทิ้งไปเฉยๆ โดยไม่นำไปทำประโยชน์อะไร

แต่เรื่องนี้ คิดดูแล้ว ผมกลับไม่เห็นด้วยกับการใช้โซล่าร์เซลนะครับ (ประสิทธิภาพ 12-15% ก็หรูแล้ว) เปลี่ยนไปใช้ solar thermal ประหยัดกว่าเยอะ เป็นเทคโนโลยีชาวบ้านด้วย ไม่ยากเกินเด็กมัธยมจะเข้าใจ หมายความว่าชาวบ้านทำเองได้ แต่วันนี้ง่วงแล้ว ไม่เขียนล่ะครับ

สุขเป็นอนัตตา ทุกข์เป็นอนัตตา ไม่สุขไม่ทุกข์เป็นอนัตตา จะไม่คงสภาพอยู่ตลอดไป; เห็นคนเดือดร้อนแล้วตัวเองพอทำอะไรได้บ้างโดยไม่เดือดร้อน แต่กลับไม่ทำ เรียกว่าเลือดเย็น; มีแล้วไม่ใช้ ไม่ต่างกับไม่มี ในแง่ที่ไม่ได้ใช้เหมือนกัน

« « Prev : กิจกรรมบนดวงอาทิตย์ ทำลายโลกได้หรือไม่

Next : บ่อน้ำทะเลร้อน » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.15307402610779 sec
Sidebar: 0.22230792045593 sec