ทำนาโดยใช้น้ำน้อย

อ่าน: 5179

อย่าได้แปลกใจเลยครับ ที่คนไม่เคยทำนาจะ(ดัดจริต)มาเขียนเรื่องการทำนา สถานการณ์น้ำวิกฤติมาก น้ำในระบบชลประทานมีไม่พอที่จะทำอย่างที่เคยทำมาอีกแล้ว และคาดว่าจะมีวิกฤติการณ์น้ำรุนแรงต่อเนื่องไปอีกหลายปี ต่อให้อยู่ดีๆ มีปาฏิหารย์น้ำเต็มเขื่อนขึ้นมาได้ ถ้าเราไม่เปลี่ยนวิธีใช้น้ำ ก็จะยังเจอปัญหาแบบที่เคยเจอ แต่คราวนี้น้ำหมดเขื่อนแล้ว จะแก้ไขสถานการณ์ลำบาก — วันนี้ เขตเมืองยังมีน้ำประปา นอกเขตเมืองยังมีประปาชนบท ประปาภูเขา หรือน้ำบาดาล เราเพลิดเพลินกับการใช้ โดยไม่คิดจะเติมน้ำต้นทุน วันไหนน้ำหมด วันนี้มานั่งเสียใจก็สายไปแล้วนะครับ (บ่อบาดาลเติมน้ำได้แต่ก็ไม่ทำ อ่างเก็บน้ำก็เติมได้โดยทำร่องให้น้ำฝนไหลมารวมกัน ฯลฯ)

ทำนาเคยได้ 50-60 ถังต่อไร่ ถือว่าอยู่ได้ ถ้าไป 80-100 ถัง ก็เยี่ยมเลย ลือกันไปสามบาง แต่ถ้า 120 ถัง ได้ออกทีวีแหงๆ พอมีระบบชลประทาน ก็แห่กันทำนาปรัง แล้วพอราคาข้าวขึ้นสูง ทีนี้ทำนาปรังกันสองรอบเลย แต่ผลผลิต(ที่ไม่วายวอดไปจากภัยแล้ง) ตกลงมาเหลือ 25 ถัง แถมใช้น้ำเพิ่มขึ้น 3 เท่าเพราะทำนาสามรอบ เราไม่มีปริมาณน้ำสำรองเพิ่มขึ้นจากเดิมนะครับ แต่ใช้น้ำทำนามากกว่าเดิม มีประชากรที่ต้องการใช้น้ำมากกว่าเดิม

ไม่ได้โทษการทำนาปรังหรือนาปีหรอกครับ แต่อยากบอกว่ามีวิธีทำนาแบบที่ใช้น้ำน้อยลง และให้ผลผลิตมากขึ้น ซึ่งเรื่องนี้ผมไม่ได้บอกให้เชื่อ แต่อยากให้ลองคิดดู ถ้าเห็นว่ามีเหตุผล ก็อาจลองทำดูในแปลงเล็กๆ ก่อน นาปีกำลังจะเริ่มแล้ว ต้องเตรียมการก่อน

ระบบการเพิ่มผลผลิตข้าว (System of Rice Intensification — SRI)

เป็นระบบการจัดการรวมระหว่าง พืช(ข้าว) ดิน น้ำ และสารอาหาร(ปุ๋ย) ซึ่งอาจจะลดการใช้น้ำลงได้ 25-50% โดยที่เพิ่มผลผลิตได้ถึง 50-100%

เพื่อไม่ให้เสียเวลา สรุปวิธีการและเหตุผลง่ายๆ ดังตารางข้างล่างครับ ส่วนรายละเอียด ดูได้จากลิงก์ต่างๆ ที่ให้ไว้

ใช้ต้นกล้าอ่อนมากๆ อายุเพียง 8-12 วัน ซึ่งมีใบอ่อนเพียงสองใบเท่านั้น กล้าอ่อน+ใบเลี้ยง อยู่ในช่วงที่รากกำลังเจริญเติบโต
ปักดำอย่างระมัดระวังไม่ให้รากช้ำเสียหาย เพื่อให้รากได้เจริญเติบโตในดินอย่างมั่นคง
ทีละต้น ไม่ใช่ทีละกระจุก ปักดำครั้งละต้นเดียว เพื่อไม่ให้รากของต้นกล้าแย่งอาหารกันเอง
เว้นช่องว่างห่างกว่าปกติ เป็นแถวเป็นแนวขนาด 25×25ซม. 30×30ซม. 40×40ซม. หรือ จะห่างขนาด 50×50ซม. แล้วแต่พันธุ์ข้าว ถ้าดินสมบูรณ์มาก ใช้ระยะห่างได้มาก เว้นที่ว่างไว้ให้ รากข้าวได้เติบโตเต็มที่โดยไม่ต้องแย่งอาหารกันเอง แถมยังใช้พันธุ์ข้าวน้อยลงกว่าวิธีการดั้งเดิมด้วย
ดิน: เป็นดินที่ชื้น แต่ไม่มีน้ำขัง ทำให้จุลินทรีย์ในดินเติบโต(ทำงาน)ได้ ช่วยให้ประสิทธิภาพของระบบรากดีขึ้น เร่งการเจริญเติบโตของต้นข้าว และนำมาสู่ผลผลิตที่มากขึ้น
น้ำ: รดดินพอให้เปียกเท่านั้น แต่หลักใหญ่คือจะไม่ผันน้ำเข้านาจนท่วม แล้วให้ข้าวโตหนีน้ำ — บางทีถ้าไม่มีแรงงานรดน้ำ ก็ใช้ผันน้ำเข้าแค่ท่วมดิน แล้วระบายออกเป็นรอบทุก 3-5 วัน ใช้น้ำเฉพาะเพื่อให้ระบบรากของต้นข้าว ละลายสารอาหารในดิน เพื่อนำไปเสริมสร้างการเจริญเติบโตของข้าว จึงใช้น้ำน้อยกว่าการทำนาแบบที่ทำกันอยู่ในเมืองไทย ยิ่งกว่านั้นเพราะไม่มีน้ำท่วมนา จึงไม่มีการหมักเน่าของซากพืชซากสัตว์ในนา ลดการปล่อยก๊าซมีเธนซึ่งเป็นก๊าซเรือนกระจกที่มีฤทธิ์รุนแรงกว่าคาร์บอนไดออกไซด์กว่า 20 เท่า
ปุ๋ย: ขึ้นกับสภาพดิน แต่พบว่าปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยอินทรีย์อื่นๆ ให้ดีกว่าปุ๋ยเคมี ปุ๋ยคือสารอาหารสำหรับการเจริญเติบโตของข้าว ปรับสภาพดินให้เหมาะ
วัชพืช: เพราะว่าแนวปลูกอยู่ห่างกันกว่าวิธีดั้งเดิม จึงสามารถพรวนดินโดยไถระหว่างช่องได้ การพรวนดิน เป็นการเติมอากาศลงในดิน ทำให้รากทำงานได้ดีขึ้น วัชพืชที่ถูกพรวนไปพร้อมกับดิน กลายเป็นปุ๋ยอินทรีย์ไปในที่สุด

« « Prev : เมืองน่าอยู่

Next : ชี้นิ้วโดยนัย » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

7 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.037896871566772 sec
Sidebar: 0.16139507293701 sec