เจ้าเป็นไผ ภาคพิสดารกว่า

โดย Logos เมื่อ 28 December 2008 เวลา 0:00 ในหมวดหมู่ ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 3989

บันทึกนี้ เป็นกระจกส่องตัวเอง

ชีวิตผม ค่อนข้างราบเรียบ แต่ไม่จืดชืดหรอกนะครับ

โชคดีที่เกิดในปีพิเศษที่เกิดมาแล้วไม่แก่ ดูอาจารย์แป๋วเอาเถิดครับ ยังสาวเช้งอยู่เลย

โดยนิสัย เป็นคนที่ไม่เบื่ออะไรง่ายๆ (บันทึกเก่า: จิตใจหวั่นไหว) ที่บ้านไม่กินเผ็ดกัน เพื่อนเคยถามว่า พี่กินเผ็ดไม่ได้เหรอ ผมเถียงคอเป็นเอ็น กินได้ แต่มันเผ็ด (ว่ะ)! นี่เป็นตัวอย่างว่าข้อสังเกตกับข้อเท็จจริงนั้น อาจไม่เหมือนกันครับ

  1. ชีวิตอาจจะโชคดีที่มีเวลาได้ไตร่ตรองก่อนเสมอๆ แล้วมักจะมีโอกาสได้เลือก ก็เลยเลือกในสิ่งที่ชอบ ที่สนุก และที่คิดว่าทำได้ดี (ไม่เลือกที่คิดว่าทำได้เฉยๆ เพราะ ทำได้ กับ ทำได้ดี ต่างกันมาก)
  2. ไม่ค่อยทะเลาะกับตัวเอง จึงไม่ค่อยเบื่อกับสิ่งที่ทำง่ายๆ
  3. ขี้เกรงใจ ไม่ค่อยขอให้ใครทำอะไรให้ ยกเว้นว่าจะทำเองไม่ได้
  4. แบกของเอง รำคาญพวกชอบพินอบพิเทาจนเกินเหตุ พวกนี้ไม่เข้าใจค่าของตัวเอง ซึ่งต่างกับการมีสัมมาคารวะมาก
  5. ตั้งแต่เด็กมา เป็นคนที่ไม่ค่อยพูด จึงไม่เสียเวลาทะเลาะกับใคร อยู่คนเดียวก็มีความสุขได้
  6. เมื่อมีสิ่งใดที่เห็นว่าไม่ใช่ ถ้าทำเองได้จะทำเองเสมอ ไม่ว่าจะใช่หน้าที่หรือไม่
  7. ถ้าทำเองไม่ได้ ผมจะบอกผู้ที่รับผิดชอบ แต่จะไม่พูดบ่อย เมื่อบอกแล้วยังไม่แก้ไข หรือไม่มีเหตุผลว่าทำไมจึงไม่ทำ ผมจะถอยห่างออกมา ถือว่าตรงนั้นไม่สามารถพัฒนาได้ เสียเวลาผม อิอิ
  8. เป็นที่รู้กันว่าถ้าเข้าไปยุ่งตรงไหน แปลว่าสำคัญและเหลืออดแล้ว
  9. รู้เห็นหลายเรื่อง แต่เลือกทำตามลำดับความสำคัญ และไม่ชอบที่มีคนมาจัดลำดับความสำคัญให้ใหม่โดยไม่ถามว่าทำไมจึงจัดไว้อย่างนั้น
  10. ชีวิตผกผันไปทำงานบริหารเข้า เลยต้องหัดพูดเป็นภาษามนุษย์บ้าง
  11. เรื่องนี้ทำให้มีปัญหาเหมือนกัน คือว่าโดยวิธีการเรียนรู้ของตัวเอง พอสนใจเรื่องอะไร ก็ศึกษาและคิดไตร่ตรอง ไม่รอ (ให้ใครมาสอน)
  12. ทำอย่างนี้มานาน จึงมีอะไรกลั่นเก็บไว้ในหัวมาก ทีนี้พอปล่อยอะไรออกมา พูดนิดเดียว กลับมีเรื่องที่ต้องทำเยอะแยะ
  13. มักมีคำพูดที่ทำให้หลายคนสะอึกได้ ทั้งนี้แล้วแต่ว่าผู้ฟังเคยคิดถึงสิ่งที่พูดนั้นมาก่อนหรือไม่ แล้วคิดมาแค่ไหน
  14. ไม่ก้าวร้าว แต่พูดเนื้อความตรงๆ ด้วยวิธีพูดที่อาจจะแตกต่างกันไปสำหรับผู้ฟังแต่ละคน
  15. เพื่อนและลูกน้องไม่ค่อยกล้าเถียง เขามักให้เหตุผลว่ากลัวเจอสวน แต่ที่จริงจำนนต่อเหตุผล ทำให้ อิอิ ไม่ออก
  16. ฟังมากกว่าพูด มักเห็นไม่เหมือนกับพวกชอบพูดแต่ไม่ฟัง
  17. ไม่ฟันธงถ้ายังไม่ได้คิดให้ดีหรือไม่มีข้อมูลเพียงพอ รู้สึกว่าฟันธงชุ่ยๆ เป็นการไม่รับผิดชอบเพียงพอ และนำไปสู่การลุแก่อำนาจ
  18. เวลาพูด พูดแบบไม่มีบทพูด ใช้สไลด์การนำเสนอ (ที่มักเรียกกันผิดว่า powerpoint) เป็นเครื่องมือช่วยให้ผู้ฟังอยู่กับประเด็น แต่มีความสามารถพิเศษที่พาออกนอกเรื่องได้บ่อยมาก เป็นเกร็ดที่ช่วยให้เข้าใจประเด็นได้ง่ายขึ้น
  19. หลายครั้งที่ตอบไม่ตรงคำถาม หรือถามกลับ จึงไม่เหมาะที่จะเป็นอาจารย์
  20. เป็นคนหัวโตมาตั้งแต่เด็ก หาหมวกใส่ไม่ค่อยได้
  21. ถือศีลห้ากับสัปปุริสบัญญัติ ไม่คบคนพาล ไม่เล่นการเมือง
  22. ไม่ชอบส่องกระจกเพราะเห็นแต่เปลือก จึงไม่ค่อยหวีผม
  23. สมาธิยาวแต่ความจำสั้น ในหัวจึงเก็บแต่หลักคิด ส่วนรายละเอียด ประยุกต์เอาตามสถานการณ์ ก็เลยไม่ค่อยมีคำตอบเบ็ดเสร็จให้กับใคร
  24. Motivate ตัวเองด้วยความสนุกเพลิดเพลินของงานที่ทำ เวลาทำงานจึงดูเหมือนเล่น อาจจะขัดอกขัดใจของบรรดาพวกติดฟอร์มเป็นอันมาก แต่ผมไม่สนหรอกครับ ผมทำงาน
  25. ภูมิใจในงานที่ผ่านมาแล้วในอดีต แต่ก็ไม่ติคแหง็กอยู่แค่นั้น มันผ่านไปแล้ว
  26. บางทีรู้สึกว่าตัวเองเป็นคนซับซ้อนเกินเข้าใจ เพื่อนให้นิยามง่ายๆ ว่า “มันบ้า” คือถ้าคิดแบบเด็ก อาจจะเข้าใจได้ง่ายกว่ามองแบบผู้ใหญ่ (เพราะผู้ใหญ่ ชอบเอาประสบการณ์ของตนเองมาตัดสินคนอื่น จึงไม่เข้าใจใครอย่างแท้จริง มองไม่เห็น ฟังไม่ได้ยิน สัมผัสไม่โดน)
  27. ช่างสังเกต ไม่กลัวที่จะแตกต่าง ไวต่อความรู้สึกของคนอื่น อ่านคนค่อนข้างแม่นเพราะไม่รีบร้อนสรุป
  28. เรื่องที่คนส่วนมากไม่เข้าใจคือทำไมมีอะไรทำตลอดเวลา (ยุ่งอะไรกันนักหนา)
  29. เมื่อแยกแยะออกมา พบว่าส่วนมากเป็นเรื่องของส่วนรวมที่ทำแล้วไม่ต้องอธิบายให้ใครฟัง รองลงมาเป็นเรื่องของคนอื่น มีเรื่องของตัวเองน้อยมากเพราะหาเวลาว่างอื่นๆ ทำได้
  30. ถ้าให้เลือกหนังสือเล่มหนึ่งมาแนะนำเพื่อนได้ตามใจฉัน จะแนะเล่ม พุทธธรรม (ฉบับเดิม) พิมพ์ครั้งที่ 10 โดยพระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตโต) แต่ก็ยอมรับว่าอาจจะไม่เหมาะกับทุกคน และได้ประโยชน์ไม่เท่ากัน
  31. นานมาแล้ว มีผู้วิจารณ์ว่าเป็นผู้ใหญ่เกินอายุ แต่ในขณะเดียวกัน ก็เป็นเด็กเหลือเกิน — สรุปว่าเป็นคนปกติ อิอิ

แล้วเจ้าเป็นไผ: ผมก็คือผมน่ะซิครับ

« « Prev : อดได้ ทนได้ ทำใจได้

Next : ถอดบทเรียนเกี่ยวกับชุมชนออนไลน์ (ตอนที่ 0) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

30 ความคิดเห็น

  • #1 rani ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 0:59

    อ่านไปข้อแปด ขำก๊าก กับคำว่าเหลืออด
    เหลือแปลว่า ยังมี ,เกินต้องการ หรือยังไม่หมด ฯลฯ
    อด แปลว่า ไม่ได้ ,ไม่สมหวัง, พลาด, กลั้นไว้ฯลฯ  (อด เป็นอาการที่อยากจะได้ แต่ไม่ได้ )อิอิ.
    สองคำที่มีความต่างในความหมายนี้ แหมเวลานำมารวมกันแล้วเนี่ย ไม่อยากจะเซด เหอๆ
    เหลืออด แปลว่า ทนไม่ไหว, สุดที่จะกลั้นได้ ฯลฯ
    …..
    แฮะๆๆๆ แบบว่า เอ่อ คือ ราณีก็เคยถูกปรับบันทึกอะค่ะ สงสัยผีบ้านคงเหลืออด เลยแก้ให้ ก๊ากกกกกกกกกก

  • #2 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 1:06
    ก็มีน่ะซิครับ เหลืออดน่ะ…

    เป็นคนนะ ยังไม่ได้หลุดพ้นซะหน่อย ยังมีอารมณ์ ไม่นิ่งหรอก แล้วก็ไม่ได้พยายามจะแสดงว่าเป็นในสิ่งที่ไม่ได้เป็นด้วยครับ

  • #3 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 1:22

    เป็นที่รู้กันว่าถ้าเข้าไปยุ่งตรงไหน แปลว่าสำคัญและเหลืออดแล้ว

    พี่ราณีขา  น้องครูปูก็ “โดน” โตยค่า :P

  • #4 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 1:29
    ถ้าไม่ “โดน” ก็แปลว่าผมไม่สนใจน่ะซิครับ เพราะว่าผมเลือกได้ว่าจะช่วยหรือจะเฉย โดยไม่ต้องให้เหตุผลด้วยครับ
  • #5 แป๋ว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 1:39

    มีความรู้สึกว่าวันนี้เก้าอี้ร้อน อดรนทนไม่ได้ ทำให้ต้องแวะมาที่ลานปัญญา เมื่อเจอบันทึกนี้ จึงทำให้รู้สาเหตุ เป็นเพราะถูกพาดพิง ให้เป็นตัวอย่างของคนที่เกิดปีติดกันแล้วไม่แก่นี่เอง…อย่างนี้ถือว่า “เหลืออด” มั้ยค่ะ…อิอิ…
    วันที่ 7-9 กุมภาพันธ์ จะพาลูกศิษย์ ป.โทไปซ้อมนำเสนอที่สวนป่าค่ะ หากพอมีเวลาเชิญไปช่วยสอนและแนะนำวิธีนำเสนอด้วยนะคะ…ขอบคุณมากค่ะ

  • #6 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 1:43
    ถ้าไม่ติดอะไร ก็ยินดีไปช่วยครับ
  • #7 BM.chaiwut ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 2:06

    คาดหมายว่า ต่อไปอาจมี…

    • เจ้าเป็นไผ ภาคพิสดารที่สุด
    • เจ้าเป็นไผ ภาคพิสดารที่สุดกว่า
    • เจ้าเป็นไผ ภาคพิสดารที่สุดแห่งที่สุด

    เจริญพร

  • #8 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 2:13
    สาธุ อาจมีครับ
  • #9 อัยการชาวเกาะ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 2:31

    อืมม์…พิสดารจริงๆ

  • #10 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 3:34
    รบกวนขอที่อยู่ทาง SMS ด้วยครับ จะส่ง DVD เฮฯ​หก ไปสวัสดีปีใหม่ครับ
  • #11 อุ้ยจั๋นตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 6:00

    นานมาแล้ว เคยอุทานว่า เสียงเด็กจังค่า

    แล้วก็ได้ยินเสียงหัวเราะกลับมา ก็ผมยังไม่แก่นี่ครับ

    อิอิ

  • #12 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 11:43
    เสียงเป็นเรื่องทางกายภาพ แต่ความเป็นเด็กนี่ซิครับ เป็นสัญลักษณ์ของชีวิตชีวา ความสดใส และความหวัง

    ว่าแต่ว่าคนที่ไม่เป็นอุ้ย ก็ยังเรียกตัวเองว่าอุ้ยได้เลยนะครับ

  • #13 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 11:44

    เข้าใจตัวเองนี่ดีมากๆๆๆ…เด็ก..ผู้ใหญ่..แล้วแต่ใจเราคิด..แล้วแปลออกมากระทำลงไป…คนอื่นเป็นกระจกส่องให้..ถ้ารู้ตัว..รู้ตนเสมอ….ดีกว่าก็คือตัวเรา..รู้จักส่องกระจกให้ตัวเอง….เป็นตัวอย่างที่ดี……55555….

    รู้แกวกันแล้วเรื่อง..เหลืออด…ป้าจุ๋มเจ้าขา..ป้าจุ๋ม…รู้แล้วใช่ไหม…ป้าขา….เหลืออด..เหลืออด..นะพี่…เลยโดน…อิ อิ อิ อิ อิ

  • #14 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 12:18
    แปลกนะครับพี่ กับลูกน้อง เวลาไม่ไปช่วย ก็มีอาการว้าเหว่ ขาดความอบอุ่น แทนที่จะรู้ว่าเราไว้ใจ เชื่อใจให้ทำงานได้อย่างอิสระ แต่กลุ่มที่ไปลุยด้วย กลับไม่รู้ว่าอะไรเป็นอะไร สำคัญกับเหลืออดในข้อ 8 อยู่กันคนละมุมก็ได้ อยู่มุมเดียวกันก็ได้

    พูดกันในบริษัทว่าถ้าใครโดนผมดุ ให้ไปโดดคลองแสนแสบหลังบริษัท ผ่านมาหลายปีก็ยังไม่มีใครโดดลงไปนะครับ แต่มีที่เสียใจร้องไห้กันไปหลายคน; มันไม่ใช่เรื่อง “ใคร” หรอกครับ แต่เป็นเรื่อง “อะไร” มากกว่า เรื่องที่ต้องทำก็ต้องทำ เรื่องที่ต้องพูดก็ต้องพูด เพราะถ้าไม่มีบริษัท (ไม่มีสังคม) ก็ไม่มีอะไรทั้งนั้น การที่ต่างคนต่างอยู่มันไม่พอที่จะมีชีวิต มีอนาคต มีความหวัง มีกำลังใจ — ถ้าเพียงแต่เข้าใจประเด็นนี้ ก็ไม่มีความขัดแย้งครับ

    อยู่ด้วยกัน ก็ต้องหัดอ่านกันครับ ปฏิสัมพันธ์มีหลายระดับ บางทีมันออกมาแค่เป็นสัญญาณเท่านั้น ถ้าจับไม่ได้ ตีความหมายไม่ออก ก็จะไม่เข้าใจสิ่งรอบตัว และตัดสินใจผิดครับ

    บันทึกนี้ เขียนมาตั้งแต่ 27 พ.ย. นะครับ เพิ่งเอามาปัดฝุ่น ตอนแรกเขียนติดกันเป็นพืด แต่มาเปลี่ยนเป็น ordered list ก่อนปล่อยของเมื่อคืนนี้เอง น่าจะอ่านได้ง่ายกว่าครับ

    • ตัวอย่าง: DVD เฮฯ หก เป็นตามข้อ 1 กับ 11 ทำเสร็จในความคิดก่อนไปเชียงรายด้วยซ้ำไปครับ เลือกเพลงไว้ก่อน เตือนเรื่องการ sync เวลาในกล้องไว้ก่อน เตรียมโปรแกรมไว้ก่อน เตรียม CD ไปจากบ้านเพื่อไปรวบรวมรูป ส่วนไฟเย็นก็ประสานกับเจ้าภาพจัดหาไว้ล่วงหน้า
    • ข้อ 20 หัวโต ก็เป็นบทเรียนนะครับ คือเนื่องจากหัวโต หากรอบแว่นลำบาก เนื่องจากขนาดกว้างเกินขนาดที่มีขายกัน เลยต้องไปซื้อเวลาไปเมืองนอก ทำเลสิกก็จะพอดีอยู่ไม่นาน จะใส่คอนแท็กก็ขี้เกียจวุ่นวายแถมไม่ประหยัดอีก แต่เรื่องนี้คนหัวไม่โตและตาไม่สั้นจะไม่เข้าใจ ดังนั้นเมื่อมีบางอย่างที่รู้สึกว่าไม่สมเหตุผล ก็ควรถามก่อนนะครับ การตัดสินไปเลยอาจจะละเลยบางอย่างที่สำคัญไปก็ได้
  • #15 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 14:46

    ดังนั้นเมื่อมีบางอย่างที่รู้สึกว่าไม่สมเหตุผล ก็ควรถามก่อนนะครับ การตัดสินไปเลยอาจจะละเลยบางอย่างที่สำคัญไปก็ได้….. บางอย่างที่สำคัญนั้น คนเกี่ยวตรงหรือเจ้าตัวนั้นที่เข้าใจ….นี่แหละคือความสำคัญของผู้คนที่เท่าเทียมกันนะพี่ว่า….ไม่มีใครสำคัญกว่าใคร….หากว่าสิ่งนั้นเป็นเรื่องที่คนนั้นเกี่ยวข้อง…..อย่างนี้เวลาเหลืออด….ถามก่อนหรือลงมือทำก่อนละน้อง….แฮ่ แฮ่

  • #16 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 14:49
    แล้วแต่ว่าสำคัญมากหรือเปล่าครับ ถ้าสำคัญมาก จะถามตั้งแต่ยังไม่เหลืออดแล้ว

    ผมเชื่อว่าทุกคนที่ผมเกี่ยวข้องด้วย ต้องการทำในสิ่งดี (เพราะผมไม่คบคนพาล ข้อ 21) ถ้าเขาทำไม่ได้ คงมีเหตุผลบางอย่าง คำถามช่วยให้เราเข้าใจและอาจช่วยขจัดอุปสรรคไปได้ ส่วนคำแนะนำช่วยให้เขาเห็นแง่มุมที่อาจจะเป็นประโยชน์

    แต่ถ้าไม่พูดกันแล้วตัดสินไปเลย นอกจากจะไม่รู้สาเหตุแล้ว ยังไม่ได้แก้ปัญหาอะไรอีกด้วยครับ เสียสองเด้ง ได้แพะมาตัวนึง

  • #17 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 15:12

    อ้าว งั้นก็ไม่ใคร่มีเหตุการณ์ในข้อ 8 ซิน่ะน้อง  แนะแล้วเขาฟังแล้วเฉยในเรื่องสำคัญ ทำไงต่อไปละน้อง

    ที่เขียนมาให้อ่านนั้น ข้อ7-9 19,26,27 เป็นเรื่องที่บอกให้รู้แล้วดี  ใครๆจะได้ไม่กลัวแบบข้อ 15….อิอิ 

    ชาวเฮไม่ควรกลัวเจอสวน ด้วยว่าเราอยากมีสวนร่วมกัน..ใช่มั๊ย ใช่มั๊ย

  • #18 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 15:37
    ข้อ 8 ในส่วน “สำคัญ” มีเยอะครับ ส่วน “เหลืออด” นั้นไม่ค่อยมีครับ

    แนะแล้วไม่ค่อยมีใครเฉยๆ หรอกนะครับ เผอิญผมเป็นนาย แต่นั่นไม่สำคัญเท่ากับความจริงที่ว่า contribution ต่องาน ต้องเกิดขึ้นตลอดเวลา เพราะทีเงินเดือนยังรับทุกเดือนเลย จะมาถือว่าเคยมีผลงานที่น่าชื่นชมมาในอดีตแล้วทำให้มีอภิสิทธิ์ไม่ได้ ผลงานในอดีต ได้รับการตอบแทนไปแล้วในอดีต ไม่มีใครควรจะได้ผลตอบแทนโดยไม่ได้ทำอะไรครับ

    สำหรับข้อ 15 นั้น ผมคิดว่าผู้ที่ร่วมงานกันมาแล้วรู้จักผม ก็ไม่ค่อยกลัวหรอกนะครับ เกรงใจมากกว่า ส่วนความกลัวนั้น เกิดในใจคน เพราะจิตปรุงแต่ง ถ้าไม่เลิกกลัวไปเอง คนอื่นจะไปทำอะไรก็ไม่ได้ ต่อให้ปลอบ ก็ต้องเลิกกลัวเองครับ — ควรกลัวอยู่อย่างเดียว คือเกรงกลัวต่อบาป (ในบริบทที่ไม่เบียดเบียนใคร รวมทั้งไม่เบียดเบียนตัวเองด้วย เป็นธรรมต่อทุกคนครับ)

    ชาวเฮ ถ้ากลัวเจอสวน ไปทำไร่ทำนาก็ได้ครับ มีอะไรให้ทำอีกตั้งเยอะแยะ

    คำว่า “สวน” ฟังดูรุนแรง เพราะเราไปให้น้ำหนักกับการเสียหน้า (ตัวเรา) มากกว่าข้อความที่ส่งกลับมาครับ (งาน)

  • #19 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 15:39

    เคลียร์ เคลียร์ เคลียร์ อิอิ

  • #20 น้องจิ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 17:03

    คนที่เคร่งขรึม สุภาพ ทำอะไรต้องทำได้ ต้องเจอเด็กโก๊ะป่วน 5555++

  • #21 น้องจิ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 20:49

    What is my name?

  • #22 dd_l ให้ความคิดเห็นเมื่อ 28 December 2008 เวลา 23:54

    อ่านไป..พยักหน้าหงึกๆ ไปก็หลายข้อ
    ต่อมาก็เริ่มยิ้ม..บางข้อก็ถึงกับก๊ากส์..(ไม่อ้างอิงข้อแบบพี่หมอเจ๊ให้นะคะ)
    มาอ่านทีหลังนี่ก็มีข้อดีที่มีข้อมูลเพิ่มเติมด้วย..อิ อิ

  • #23 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 December 2008 เวลา 22:06
    ถ้าเห็นด้วยอย่างยิ่ง ใช้ “ควงหน้า” ครับ แต่จะปล่อยก๊ากได้ลำบาก
  • #24 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 December 2008 เวลา 22:36

    มุกขำร้ายกาจซะไม่มีนะรอกอดเจ้าขา…อิอิ

  • #25 แป๋ว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 January 2009 เวลา 14:51

    มีหลายข้อที่มีพฤติกรรมคล้ายกันโดยเฉพาะในเรื่องของความขี้เกรงใจ … แต่ก็มีอีกหลายข้อที่แป๋วควรจะต้องเรียนรู้เพราะไม่เคยคิดว่าตัวเองเป็นนายซะที เวลาสั่งงานไปแล้วเขาไม่ทำก็จะทำเอง คิดว่าเป็นการบริหารที่ไม่ดีเลย … คงต้องเรียนรู้อีกเยอะค่ะ…ขอบคุณภาคพิสดารนี้มากค่ะ
    ชอบมีสวนค่ะ เวลาที่เห็นต้นไม้ออกลูกออกผลแล้วมีความสุข … แต่ทำสวนไม่เก่ง และไม่ชอบเจอสวนค่ะ…อิอิ

  • #26 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 February 2009 เวลา 9:20

    วันที่ 6 นี้ จะเจออาจารย์ หมอประเวศ วะสี  กับ อาจารย์เสน่ห์ จามริก
    ขออนุญาตคัดเอาเจ้าเป็นไผภาคพิศดารไปประกอบเป็นตัวอย่างอธิบาย
    ขอให้ท่านอวุโสเขียนคำนิยมให้

  • #27 ลานไผเป็นไผ » เจ้าเป็นไผ… สะท้านยุทธจักร(ตอนรวมจอมยุทธ์) ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 February 2009 เวลา 13:29

    [...] ท่านLogos           เจ้าเป็นไผภาคพิศดาร เจ้าเป็นไผ ภาคพิสดารกว่า [...]

  • #28 ครูปู ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 February 2009 เวลา 18:14

    อยู่ด้วยกัน ก็ต้องหัดอ่านกันครับ ปฏิสัมพันธ์มีหลายระดับ บางทีมันออกมาแค่เป็นสัญญาณเท่านั้น ถ้าจับไม่ได้ ตีความหมายไม่ออก ก็จะไม่เข้าใจสิ่งรอบตัว และตัดสินใจผิดครับ

    อ่านไปหลายรอบแล้วค่ะ แต่พอไปเจอสถานการณ์ที่สอดรับ ก็กลับมาซึมซับใหม่อีกครั้งค่ะ
    ขอบพระคุณค่ะ คุณครู :)

  • #29 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 3 February 2009 เวลา 2:47
    อย่าอ่านเพื่อดูว่าผมทำยังไงเลยครับ ครูปูหาวิธีที่เหมาะกับตัวเองดีกว่า เพราะว่าข้อจำกัดของคนเราไม่เหมือนกัน
  • #30 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 16 February 2009 เวลา 15:14


                        จริงด้วยค่ะ อิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.061628103256226 sec
Sidebar: 0.12224793434143 sec