น้ำท่วมขัง (1)

อ่าน: 4298

เขียนเรื่องนี้มาหลายครั้งแล้วครับ เขียนอีกก็ไม่เป็นไร เป็นเหมือนสิทธิ์ของ สว.ที่บ่นได้โดยผู้คนไม่ถือสา (ถึงถือสาผมก็ไม่ได้ยินอยู่ดี แล้วผมเขียนไว้ในบล็อกของผมเฉยๆ มาอ่านกันเองนะ)

น้ำท่วมนั้น เกิดจากอัตราที่น้ำไหลเข้าพื้นที่มากกว่าน้ำไหลออก เมื่อเข้ามามากแล้วออกไปได้น้อย ปริมาตรของน้ำที่อยู่ในพื้นที่นั้น ก็ยกตัวเอ่อขึ้นพ้นตลิ่ง อปท.ซึ่งเป็นเจ้าของพื้นที่ ตลอดจนชาวบ้าน และหน่วยราชการ ไม่ยืนดูเฉยๆ หรอกนะครับ เขาก็พยายามป้องกันพื้นที่ไม่ให้น้ำท่วมเหมือนกัน มีถนนเป็นแนวป้องกันหลักเสมอ

เรื่องนี้มีผลข้างเคียง กล่าวคือเมื่อน้ำมีปริมาณมาก จนท่วมข้ามแนวป้องกันมาแล้ว ทีนี้น้ำไหลไปไหนไม่ได้ จะเห็นได้จากภาพข่าวโทรทัศน์ ว่าภาคเหนือตอนใต้กับที่ราบลุ่มภาคกลางที่ประสบอุทกภัยอยู่ในเวลานี้ น้ำไม่ค่อยไหลไปไหน พอน้ำไม่ไหลประกอบกับท่วมไร่นา พืชที่จมน้ำก็เน่า ทำให้น้ำเริ่มเน่าอีกต่อหนึ่ง

อยากให้ดูภาพถ่ายจากดาวเทียม ซึ่งประมวลผลโดยสำนักงานพัฒนาเทคโนโลยีอวกาศและภูมิสารสนเทศครับ สีฟ้าคือบริเวณน้ำท่วม

รูปซ้าย ถ่ายเมื่อวันที่ 6 พ.ย. เป็นรูปน้ำท่วมในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ สายล่างคือลุ่มแม่น้ำมูล สายบนคือลุ่มแม่น้ำชี; ส่วนรูปขวา ถ่ายเมื่อวันที่ 2 พ.ย. ที่ท่วมส่วนใหญ่คือลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา ส่วนลุ่มแม่น้ำป่าสักนั้น อยู่ทางขอบบนขวา

มีเรื่องจริงที่ขัดกับความรู้สึกทั่วไป คือพื้นที่ที่น้ำท่วมไม่ได้อยู่ติดกับแม่น้ำทั้งหมดหรอกนะครับ มีหลายพื้นที่ที่กระจายเป็นหย่อมๆ ตามลักษณะภูมิประเทศที่เป็นแอ่ง พื้นที่เหล่านี้ คือบริเวณที่เป็นน้ำท่วมขังครับ เมื่อเห็นอาการอย่างนี้ แปลว่าระดับน้ำสูงสุดผ่านไปแล้ว

น้ำไหลจากที่สูงลงที่ต่ำ แต่สำหรับน้ำที่ติดอยู่ในแอ่ง ไหลข้ามขอบแอ่งไม่ได้! ตรงนี้ล่ะครับที่อันตราย เพราะว่าจะท่วมนานเนื่องจากน้ำไม่รู้จะไหลไปไหน

ต้ อ ง สู บ อ อ ก — นั่นเป็นเรื่องสำคัญเรื่องแรก ถึงสูบจากแอ่งต่างๆ ทางเหนือ จะลงมาซ้ำเติมพื้นที่ภาคกลางตอนล่าง ก็คงจะไม่ทำให้ระดับน้ำสูงขึ้นเท่าไหร่หรอกครับ เพราะว่าตอนนี้ท่วมเป็นบริเวณที่กว้างมาก

ก้อนน้ำที่ท่วมทะลักอยู่ในภาคกลางนั้น เกิดจากภูมิประเทศของลุ่มน้ำ ซึ่งได้เคยอธิบายไว้แล้วไม่กี่วันก่อน แม่น้ำเจ้าพระยา เมื่อไหลผ่าน อ.ป่าโมก อ่างทองลงมาถึง ต.โผงเผง ก็จะแยกออกสองทาง (เจอทีตัน–ลักษณะสามแยกที่ต้องเลี้ยวซ้ายหรือขวา) ทางตะวันออกไป อ.พระนครศรีอยุธยา (ประมาณว่า อ.เมือง) ซึ่งเป็นที่ตั้งของกรุงศรีอยุธยา อีกสายหนึ่งไปตะวันตกเข้าแม่น้ำน้อยไปโครงการชลประทานเจ้าเจ็ดกับ อ.บางไทร

ปัญหาคือสามแยกนั้น รับปริมาณน้ำได้ 1800 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาทีเท่านั้น ถ้าน้ำมามากกว่านั้น ก็จะเอ่อท่วมตลิ่ง อ.บางบาล อยุธยาซึ่งอยู่ใต้จุดที่แม่น้ำแยก เป็นเหยื่อรายแรกทันที น้ำจะไหลบ่าแรงมากดังปรากฏในข่าวทีวีทั้งที่พื้นที่ราบลุ่มภาคกลางนั้น มีความลาดเอียงต่ำ แผนที่

ตัวเลขอัตราการไหลของน้ำที่มีหน่วยเป็น ลบ.ม./วินาที ที่มีเสียงบ่นหนาหูว่าฟังไม่รู้เรื่อง ก็มีความหมายสำคัญอย่างนี้ล่ะครับ ถ้าเกิน 1800 ลบ.ม./วินาที น้ำจะล้นตลิ่งอีก แล้วที่ท่วมอยู่แล้วในภาคกลางที่เห็นเป็นสีฟ้าก้อนมหึมาทางตะวันตกของอยุธยา ก็จะท่วมหนักเข้าไปอีก

ด้วยภูมิประเทศแบบนี้ พม่าที่ยกมาตีกรุงศรีอยุธยา จึงต้องเลิกทัพกลับไปเมื่อถึงหน้าน้ำหลาก

กรมป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเขียนไว้ในรายงานสาธารณภัยรายวัน (ตอนนี้ออกวันละสองครั้ง) ว่า

กรณีปริมาณน้ำเจ้าพระยาไหลผ่านเขื่อนเจ้าพระยาเกิน ๑,๘๐๐ ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำท่วมที่ ต.โผงเผง อ.ป่าโมก จังหวัดอ่างทอง เกิน ๒,๐๐๐ ลบ.ม./วินาที ทำให้น้ำท่วมที่ อ.อินทร์บุรี จังหวัดสิงห์บุรี อ.เมือง จังหวัดอ่างทอง และหากเกิน ๒,๕๐๐ ลบ.ม./วินาที จะทำให้น้ำท่วมที่ อ.สรรพยา จังหวัดชัยนาทสองฝั่งเจ้าพระยาของ จังหวัดสิงห์บุรี อ่างทอง พระนครศรีอยุธยา รวมทั้งกรุงเทพมหานครและปริมณฑล

เมื่อน้ำบ่าเข้าท่วมบางบาลแล้ว จะไหลต่อไปทางตะวันตกเฉียงใต้ตามความลาดเอียงของภูมิประเทศ เข้าท่วมทางตะวันตกของอยุธยา ทางใต้ของสุพรรณบุรี และทางเหนือของนครปฐม น้ำกลุ่มนี้ อยู่ห่างแม่น้ำเจ้าพระยาไปไกลแล้ว น้ำเหล่านี้จะไม่ไหลย้อนกลับมายังแม่น้ำเจ้าพระยา (หรือไหลข้ามแม่น้ำมาท่วมกรุงเทพ)

ดังนั้นก็ต้องหาทางระบายน้ำส่วนนี้ออกให้เร็วที่สุด เนื่องจากท่วมเป็นบริเวณกว้างมาก และท่วมอยู่นานแล้ว — เป็นเรื่องสำคัญอันที่สอง

แม่น้ำเจ้าพระยาตอนล่างแถวกรุงเทพ กว้างร้อยเมตร รับอัตราการไหลได้ 3500 ลบ.ม./วินาที แล้วยังเสริมเขื่อนขึ้นไปอีกสองเมตร ถ้าปล่อยน้ำมา 4000 ลบ.ม./วินาที กรุงเทพอาจจะท่วม แต่อยุธยา อ่างทอง สิงห์บุรี สุพรรณบุรี นครปฐม ปทุมธานี จมก่อนและจมหมดแน่นอนครับ มันเกิดจากภูมิประเทศดังที่เล่ามาข้างบน

ถ้าเราไม่เข้าใจสาเหตุ จะไม่มีการแก้ไขปัญหา (การแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า เป็นเพียงการบรรเทาผลเฉพาะหน้าของปัญหา และเป็นการเลื่อนปัญหาไปไว้ในอนาคต)

ถ้าหากยังคิดอะไรไม่ออก ติดกางเกงแก้วของสวทช.ไปกับถุงยังชีพที่แจกก็ดีนะครับ อย่างน้อยจะช่วยให้ผู้ประสบภัยไปไหนมาไหนได้บ้าง ไม่นั่งจับเจ่ารอคอยความช่วยเหลืออยู่กับบ้าน

ถ้าชีวิตจะฟื้นได้ ผู้ประสบภัยก็ต้องลุกขึ้นมาสู้ใหม่อีกครั้งหนึ่งครับ — เรื่องสำคัญอันที่สาม

ทั้งหมดที่บ่นๆ ไว้ในบันทึกนี้ เพียงแต่จะเตือนว่ายังมีงานหนักรออยู่อีกเยอะครับ — เรื่องแรกที่ต้องทำคือช่วยให้ผู้ประสบภัยอยู่รอดปลอดภัยก่อนแน่นอน

« « Prev : น้ำท่วมกลับไม่มีน้ำดื่ม (1)

Next : กำลังใจแก่ผู้ประสบอุทกภัย » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

2 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.2062680721283 sec
Sidebar: 0.19288301467896 sec