การเขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิตวิญญาณ (3)

โดย Logos เมื่อ 31 May 2010 เวลา 15:21 ในหมวดหมู่ ภาษา วัฒนธรรม ประวัติศาสตร์ #
อ่าน: 3720

บันทึกนี้ เป็นตอนต่อจากการ เขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิตวิญญาณ (1) ซึ่งเสกสรรค์ ประเสริฐกุล แสดงปาฐกถาเนื่องใน “วันนักเขียน” เมื่อวันที่ 5 พ.ค.2553 ตามที่กรุงเทพธุรกิจตีพิมพ์(ในลิงก์)

ต่อจากตอนที่แล้ว

ถามว่าแล้วเราจะทำ อย่างไรกันดี เราในที่นี้ ผมหมายถึงผู้คนที่อยากเห็นการเขียนและการอ่านมีฐานะเป็นเบ้าหลอมทางวัฒนธรรม และจิตวิญญาณของสังคม หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นปัจจัยเชิงบวกที่สมทบส่วนให้แก่การประคับประคองสังคม

ในฐานะคนเขียนหนังสือ คำตอบที่ผมนึกออกเป็นอันดับแรกคือ การต่อสู้เพื่อชิงพื้นที่ทางวัฒนธรรมยังคงต้องดำเนินต่อไป ซึ่งหมายถึงว่าพวกเรายังต้องยืนยันว่า การเขียนหนังสือเพื่อสร้างสาระทางจิตวิญญาณเป็นเรื่องสำคัญ ตามคุณค่าและความหมายของจิตวิญญาณที่ผมได้กล่าวมาแล้วข้างต้น

ในฐานะนักเขียน ปฏิบัติการที่เป็นจริงในเรื่องนี้คงหนีไม่พ้นการผลิตงานเขียนในทิศทางดังกล่าว แม้ว่าสิ่งนั้นจะหมายถึงการสวนกระแสสังคมที่เป็นอยู่ และนำความยากจนมาให้ตัวเองก็ตาม

อย่างไรก็ดี ตรงนี้มีกับดักที่อันตรายมากอยู่ข้อหนึ่ง ซึ่งผมจะละเว้นไม่เอ่ยถึงไม่ได้ กล่าวคือเราจะต้องไม่ยึดถือว่าสิ่งที่ทำเป็นความสูงกว่าในทางศีลธรรม มิฉะนั้นแล้วก็อาจจะเกิดผลเสียทางจิตวิญญาณของตัวเอง ก่อให้เกิดความเย่อหยิ่งอหังการ และเกิดแนวโน้มที่จะเอาจุดยืนทางศีลธรรมมาแทนคุณภาพของงาน

ในหมู่นักเขียนไทย ความผิดพลาดดังกล่าวเคยเกิดขึ้นมาแล้วครั้งหนึ่งเมื่อหลายปีก่อน สมัยขบวนปัญญาชนฝ่าย ’ซ้าย’ เร่งผลิตวรรณคดีที่แสดงจุดยืนทางการเมือง ที่ดูเหมือนเข้มข้นทางด้านเนื้อหา แต่ก็อ่อนด้อยทางด้านศิลปะ จากนั้นก็ได้อาศัยความรู้สึกเหนือกว่าทางด้านศีลธรรมมากดดันให้ผู้คนเห็นชอบ ชื่นชม

อันที่จริงรูปแบบกับเนื้อหาที่เป็นของแท้นั้นย่อมแยกออกจากกันไม่ได้ เหมือนทะเลย่อมไม่อาจแยกออกจากความลึกและความกว้าง ในทำนองเดียวกัน งานเขียนที่อ่อนด้อยทางศิลปะย่อมไม่สามารถสื่อสารความลึกซึ้ง เพราะความลึกซึ้งกับความงดงามเป็นสิ่งเดียวกัน

ดังนั้น ต่อให้เรามีกุศลเจตนาแค่ไหน งานที่ผลิตออกมายังต้องมีกฎเกณฑ์ในเรื่องคุณภาพ ความหวังดีที่ตื้นเขินนั้นเป็นอันตรายต่อโลก กระทั่งอาจมากกว่าความประสงค์ร้ายในบางกรณี

แน่นอน สิ่งที่ผมกล่าวมาทั้งหมดมิได้หมายความว่า จากนี้ไปเราจะตั้งตัวเป็นปฏิปักษ์กับการเขียนหนังสือในแนวอื่น เราอาจจะมีความเห็นในเชิงวิพากษ์วิจารณ์อยู่บ้าง แต่ก็ไม่มีเหตุผลอันใดที่จะไปเพิ่มความขัดแย้งในประเทศนี้ให้มากขึ้นไปอีก

ประเด็นสำคัญมีอยู่ว่า ในหมู่นักเขียนที่เอาจริงเอาจังทางด้านเนื้อหาสาระ เราเองก็ต้องสำรวจตัวเองเช่นกันว่าได้ทำงานที่มีคุณภาพ ถึงพร้อมด้วยพลังทางศิลปะออกมามากน้อยแค่ไหน ถ้างานของเรายังมีพลังไม่มากพอ บางทีการโทษรสนิยมของผู้อ่านเพียงฝ่ายเดียวก็อาจจะไม่ใช่เรื่องที่ยุติธรรม นัก

อันที่จริง การเขียนหนังสือที่มุ่งเน้นการบำรุงจิตวิญญาณมนุษย์ ท่ามกลางข้อเสียเปรียบทั้งปวงนั้น โดยตัวของมันเองก็ต้องนับเป็นความเคลื่อนไหวทางจิตวิญญาณอย่างหนึ่ง เป็นการภาวนาซึ่งเกิดขึ้น เมื่อจิตสงบนิ่งเป็นหนึ่งเดียวกับถ้อยคำที่ผุดบังเกิด โดยผู้เขียนไม่เสียสมาธิไปหวั่นไหวกับผลตอบแทนภายหน้า ไม่คิดเรื่องแก่งแย่งแข่งขันกับผู้ใด ตลอดจนไม่สะทกสะท้านสั่นคลอนกับการตอบรับหรือปฏิเสธที่จะตามหลังมา

ตามความเห็นของผม และจากประสบการณ์ที่พอมีอยู่บ้าง ถ้าเราถือการเขียนหนังสือเป็นการปฏิบัติธรรมอย่างหนึ่ง บางทีผลงานที่ออกมาแทบจะเหมือนฟ้าดินดลใจ กระทั่งทำให้เราแทบไม่กล้าคิดว่าตัวเองเขียนสิ่งเหล่านั้นโดยลำพัง

จะว่าไป งานเขียนเป็นเพียงปลายทางของกระบวนการทำงานของจิตหนึ่ง ซึ่งต้องการสื่อสารกับจิตอื่น

ภาษาเขียนเป็นสิ่งที่สืบเนื่องมาจากภาษาพูด และ (ถ้าไม่นับคำพูดที่เพ้อเจ้อแล้ว) การพูดก็สืบต่อโดยตรงมาจากการคิด การคิดส่วนใหญ่มาจากการสงสัยใคร่รู้ และการไตร่ตรองพิจารณา

เช่นนี้แล้ว เมื่อนับย้อนกลับไปสู่จุดเริ่มต้น งานเขียนจึงมีรากลึกสุดอยู่ที่การตั้งคำถามและความพยายามหาคำตอบในใจคน ด้วยเหตุนี้ ความเป็นนักคิดกับนักเขียนจึงมักแยกออกจากกันไม่ได้

อย่างไรก็ดี ในจุดนี้ผมคงต้องขออนุญาตขยายความสักเล็กน้อย กล่าวคือคำว่า

“นักคิด” ที่ผมนำมาใช้นั้น เป็นการใช้อย่างหลวมๆ กว้างๆ เพื่อชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างการเขียนหนังสือในฐานะการแสดงออกทางจิต วิญญาณกับการเขียนเพื่อประกอบอาชีพธรรมดา

แต่ถ้าจะให้เจาะลึกลงไป ก็คงต้องเรียนว่า จิตที่ถูกฝึกให้สงบนั้น บางทีก็มิได้มีการครุ่นคิดในความหมายสามัญ กระทั่งเป็นจิตที่ถูกฝึกมาให้หยุดคิดเพื่อจะสัมผัสประสบการณ์บางอย่างโดยตรง โดยไม่ผ่านแผ่นกรองของกรอบคิดใดๆ

ตามความเข้าใจของผม การหาความรู้แบบสัมผัสตรงเช่นนี้ ถือเป็นกุญแจสำคัญในการเข้าถึงความจริงแบบตะวันออก ซึ่งเห็นโลกเป็นองค์รวม โดยไม่แยกผู้เห็นกับสิ่งที่ถูกเห็น เมื่อบุคคลที่เดินทางธรรมเหล่านี้นำความรู้หรือประสบการณ์ทางจิตของตนมา ชี้แนะสังคม โดยผ่านการพูดการเขียน บางทีเราก็เหมารวมท่านไว้ในกลุ่ม ’นักคิด’ เพื่อความสะดวกในการอ้างอิง

ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม แม้นักเขียนส่วนใหญ่จะไม่ใช่พระอรหันต์หรือนักบุญ แต่งานเขียนที่แสดงความละเอียดอ่อนลึกซึ้งทางจิตใจก็ดี งานเขียนที่มีพลังปลดปล่อยจิตวิญญาณมนุษย์ก็ดี หรืองานเขียนที่เชิดชูศักดิ์ศรีคุณค่าของความเป็นคนก็ดี ล้วนแล้วเป็นสิ่งสืบเนื่องมาจากหัวใจของผู้เขียนทั้งสิ้น นับเป็นความพยายามของจิตหนึ่งที่จะสื่อสารกับจิตอื่นๆ ในเรื่องราวที่ตัวเองรู้สึกอย่างแท้จริงว่ามีความสำคัญ

ปัญหามีอยู่ว่า ในการสื่อสารด้วยภาษา โดยเฉพาะอย่างยิ่งภาษาเขียนนั้น มีข้อจำกัดอยู่พอสมควร ทั้งนี้เนื่องจากภาษาเป็นเพียงสัญลักษณ์ที่ใช้แทนความจริง จึงไม่สามารถสะท้อนความจริงในส่วนทั้งหมดออกมาได้

เช่นนี้แล้วการเขียนหนังสือที่มุ่งสะท้อนสัจจะ จึงต้องอาศัยทักษะทางศิลปะค่อนข้างมาก ยิ่งเป็นเรื่องละเอียดลึกซึ้งที่เกี่ยวข้องกับจิตวิญญาณมนุษย์ก็ยิ่งต้อง พึ่งพิงศิลปะในการถ่ายทอดมากกว่าเรื่องอื่นๆ ทั้งนี้เพื่อว่าผู้เขียนจะได้สามารถนำพาผู้อ่านไปมองเห็นสิ่งที่มิได้ปรากฏ ต่อสายตา กระทั่งอยู่เหนือประสาทสัมผัสทั้งปวง

บางครั้งสิ่งที่ผู้เขียนอยากบอกกับผู้อ่านอาจจะไม่สามารถใช้ถ้อยคำใดๆ มาเรียกขาน และบางทีก็ต้องใช้เรื่องราวทั้งเรื่องมาส่งทอดคุณค่าหรือสร้างความเข้าใจ

ตรงนี้เองที่ทำให้เรามักมองงานเขียนที่มีคุณภาพว่าเป็นจุดบรรจบของความจริง ความดี และความงาม จะว่าไปงานเขียนที่มีพลังย่อมไม่มีทางเลือกเป็นอื่น นอกจากนำคุณค่าเหล่านั้นมาบรรจบกัน เพื่อว่าพลังที่เกิดขึ้นจะสามารถสั่นคลอนหัวใจคน

แน่ละนักเขียนไม่ใช่ศาสดา เพราะฉะนั้นนักเขียนคนหนึ่งจึงไม่จำเป็นต้องอธิบายโลกและชีวิตได้อย่างหมดจด ครบถ้วน ขอเพียงสมทบส่วนให้กับความเข้าใจบางอย่างที่ลึกซึ้งก็พอแล้ว

ยังมีต่อ

« « Prev : น้ำค้าง

Next : ความฉลาดคืออะไร — ไอแซค อสิมอฟ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

2 ความคิดเห็น

  • #1 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 31 May 2010 เวลา 20:27

    เห็นด้วยว่า…งานเขียนจึงมีรากลึกสุดอยู่ที่การตั้งคำถามและความพยายามหาคำตอบในใจคน ด้วยเหตุนี้ ความเป็นนักคิดกับนักเขียนจึงมักแยกออกจากกันไม่ได้…นอกจากนี้การเขียนยังเป็นทักษะที่ขึ้นกับการฝึกฝน และเป็นการสื่อสารระดับสูงของมนุษย์ด้วยสิคะ (ไม่นับกระแสจิต ^ ^)

    เราเริ่มที่การฟัง ฟังแล้วถึงเกิดการจดจำ เลียนเสียงเกิดเป็นการพูด พูดเสร็จแล้วไปอ่าน จากอ่านแล้วถึงจะเขียน…นักเขียนจึงมีฐานจากการเป็นนักอ่านเป็นสำคัญ แต่เห็นการฝึกเด็กอนุบาลบางโรงเรียนแล้วก็ยิ้ม เพราะเร่งให้เขียนเหลือเกิน ในขณะที่กล้ามเนื้อมือของเด็กยังไม่พร้อม …ไม่อยากคิดเลยว่าจะเหมือนการจำบ่มในหลาย ๆ กรณีของไทยหรือเปล่า ซึ่งส่งผลกระทบยาวนาน ร้าวลึกในอนาคตของตัวเด็กเอง

    ตามอ่านทุกตอน พร้อมความคิดว่าความรู้จากผู้รู้จริงมีเสน่ห์ชวนติดตามอย่างนี้เอง ;)

  • #2 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 31 May 2010 เวลา 21:52
    งานเขียนที่มีความลึกล้ำจะเป็นที่ชื่นชมได้ ก็จะต้องมีผู้อ่าน ที่มีความลึกล้ำพอที่จะเข้าใจความลึกล้ำของสารจากผู้เขียนนะครับ ถ้าผู้ส่งสารกับผู้รับสารรับส่งกันไม่รู้เรื่อง ตัวสารนั้นจะไม่สามารถเปล่งรัศมีออกมาได้ ไม่ว่าจะมีสาระเพียงใด

    ซึ่งผมยกย่องงานเขียน ที่มีคุณค่าให้กับผู้อ่าน ไม่ว่าจะในแง่ใดนะครับ

    แต่ในปัจจุบันมีงานเขียนหลากหลาย ซึ่งในตอน (2) มีข้อความน่าสนใจตอนหนึ่งว่า…

    อย่างไรก็ตาม เมื่อการเขียนหนังสือได้กลายเป็นอาชีพอย่างหนึ่ง และทั้งผู้เขียนและผู้อ่านก็มีความแตกต่างหลากหลายมาก จึงเป็นเรื่องธรรมดาอยู่เองที่จุดมุ่งหมายในการเขียนจะแตกกระจายออกไปหลายทิศทาง งานเขียนจำนวนหนึ่งอาจยังคงคุณค่าทางวัฒนธรรมและจิตวิญญาณ งานเขียนจำนวนมากมีคุณสมบัติปานกลาง ไม่ก่อโทษแต่ก็ไม่เกิดประโยชน์ แต่ก็มีงานเขียนจำนวนไม่น้อยที่ไม่เพียงขาดสาระสร้างเสริมความลุ่มลึกทางจิต วิญญาณ หากยังช่วยเร่งทำลายจิตวิญญาณมนุษย์ให้เหลือแต่เรื่องอหังการมมังการ

    ในความรู้สึกของผม สภาพเช่นนี้นับว่าน่าเป็นห่วง เพราะว่ามันส่งผลต่อบทบาทสร้างสรรค์จรรโลงโลกของการเขียนหนังสือโดยตรง พูดง่ายๆ ก็คือพื้นที่สำหรับหนังสือดีมีน้อยลง และน้อยลงเรื่อยๆ อย่างน่าใจหาย ทั้งในร้านที่จัดจำหน่ายและในวิถีชีวิตของผู้คน

    การที่หนังสือกลายเป็นสินค้าชนิดหนึ่ง และการผลิตหรือการจำหน่ายหนังสือกลายเป็นกิจกรรมเชิงพาณิชย์อาจจะไม่ใช่สิ่งเลวร้ายโดยตัวของมันเอง แต่พอมาบวกกับปัจจัยอื่นๆ ที่พาสังคมไทยมาสู่ภาวะไร้รสนิยมและแตกสลายทางด้านจิตวิญญาณ นับวันสภาพของตลาดหนังสือโดยรวมก็ยิ่งปฏิเสธหนังสือที่มีแก่นสารมากขึ้น ในทิศทางตรงข้าม หนังสือที่กระตุกกระตุ้นด้านมืดของมนุษย์ หรือหนังสือประเภท “จิตวิญญาณ” แบบเปลือกๆ ทิ้งแก่นเอากาก กลับมีพื้นที่เหลือเฟือในสถานที่จัดจำหน่าย

    อันที่จริงสถานการณ์ดังกล่าวไม่เพียงเกิดขึ้นกับตลาดหนังสือเท่านั้น หากเป็นปัญหาของวงการศิลปะแทบทุกแขนง ที่จำเป็นต้องอาศัยกลไกตลาดมาช่วยเผยแพร่ผลงาน ยกตัวอย่างเช่น ภาพยนต์ที่มีระดับศิลปะสูงและมีเนื้อหาลึกซึ้งมักจะหาโรงฉายในเมืองไทยเกือบไม่ได้ ไม่ว่าจะได้รับรางวัลในระดับสากลมาสักกี่รางวัลก็ตาม

    ดังนั้นหนังสือที่แต่ละคนอ่านก็อาจจะสะท้อนผู้อ่านได้ เพราะหนังสือแต่ละเล่ม วางอยู่เฉยๆ ใครจะอ่านอะไร ต่างก็เลือกสรรเองทั้งนั้น

    ก่อนจะเขียนได้ ยังมีกระบวนการเรียนรู้ก่อนหน้านั้นคือ การสดับรับฟัง ค้นคว้าหาข้อมูล การพิจารณาความเป็นเหตุเป็นผล ความถูกผิด การสอบทาน การตั้งคำถาม ฯลฯ สุ จิ ปุ ลิ ครับ

    ในสื่อแบบสองทาง ผมคิดว่าสิ่งที่น่ายินดีที่สุด คือการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นแบบที่มีคุณภาพ มีประเด็น เป็นการแสดงความคิดเห็น+การต่อยอดจากบันทึกซึ่งเป็นการสื่อสารทางเดียว ให้กลายเป็นการเรียนรู้ร่วมกันครับ ต่อให้อ่านบันทึก+ความคิดเห็นอย่างเดียวโดยไม่แสดงความเห็นอะไรเพิ่ม(เห็นด้วยเฉยๆ ไม่ต้องแสดงก็ดี แฮ่ๆๆ) ก็จะได้ประโยชน์มากกว่าอ่านบันทึกอย่างเดียว


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.11431002616882 sec
Sidebar: 0.15859580039978 sec