ตาชั่งที่ไม่เที่ยงตรง

โดย Logos เมื่อ 4 May 2009 เวลา 1:29 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา #
อ่าน: 3059

จริงหรือที่เราจำเป็นต้องสำรวจใจเราก่อน?

ผมคิดว่าจริงครับ เพราะใจเรานั่นแหละ เป็นเครื่องมือวัด เป็นตัวตัดสินสุดท้าย แถมยังเป็นสิ่งเดียวที่ “ควบคุม+ระงับ” ได้

  • ชั่งน้ำหนักด้วยตาชั่งเบี้ยว ก็ให้ผลไม่ตรง
  • ตัดสินอะไรฟังความข้างเดียว การตัดสินไม่เที่ยงธรรมเป็นการใช้อคติ
  • ดูแต่ผลไม่ดูเหตุไม่สนใจบริบท ก็เป็นเพียงนักทฤษฎีที่นึกว่ารู้แต่ไม่รู้
    1+1=2 แต่พอเห็น 2 ต้องตระหนักว่าไม่ได้มาจาก 1+1 เสมอไป

บางทีตาชั่งซึ่งผ่านการปรับแต่งตรวจสอบแล้ว ก็ยังให้ผลไม่เที่ยงตรงเลยครับ: ต่อให้วัดน้ำหนักได้ตรง แต่วางตาชั่งเฉียงๆ ก็อ่านค่าได้ไม่ตรงอยู่ดี หรือว่าตั้งตาชั่งให้ตรงหน้า แต่พาลอ่านค่าผิดด้วยความประมาทหรือจงใจอ่านเป็นอีกอย่างหนึ่ง ผลก็ไม่ตรงครับ

อนิจจาตาชั่ง…

พระโพธิญาณเถร (หลวงพ่อชา สุภัทโท)

วัดหนองป่าพง อำเภอวารินชำราบ
จังหวัดอุบลราชธานี

คัดลอกจาก: อุปลมณี

แก้วก่องส่องธรรมนำชน
เรืองโลก เรืองอุบล
คือ พระโพธิญาณเถร

————————————

การฝึกสมาธิเจริญปัญญา

พระพุทธองค์ตรัสว่า เมื่อศีลมั่นคงดีแล้ว นักปฏิบัติไม่ควรประมาท จงน้อมจิตเพื่อการฝึกอบรมที่สูงขึ้นไป คือการภาวนานั่นเอง หลวงพ่อให้คำจำกัดความเกี่ยวกับการฝึกสมาธิภาวนาว่า

“เป็นการฝึกจิตของเราให้ตั้งมั่น และมีความสงบ เพราะตามปกติ จิตนี้เป็นธรรมชาติดิ้นรน กวัดแกว่ง ห้ามได้ยาก รักษาได้ยาก ชอบไหลไปตามอามรณ์ต่ำ ๆ เหมือนน้ำชอบไหลสู่ที่ลุ่มเสมอ

พวกเกษตรกรเขารู้จักกั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ในการเพาะปลูกต่าง ๆ มนุษย์เรามีความฉลาดรู้จักเก็บรักษาน้ำ เช่น กั้นฝาย ทำทำนบ ทำชลประทาน เหล่านี้ ก็ล้วนแต่กั้นน้ำไว้ทำประโยชน์ทั้งนั้น

พลังงานไฟฟ้าที่ให้ความสว่างและใช้ทำประโยชน์อื่น ๆ ก็ยังอาศัยน้ำที่คนเรารู้จักกั้นไว้นี่เอง ไม่ปล่อยให้มันไหลลงสู่ที่ลุ่มเสียหมด จิตใจที่มีการกั้น การฝึกที่ดี ก็ให้ประโยชน์อย่างมหาศาลเช่นกัน

ดังที่พระพุทธองค์ตรัสว่า จิตที่ฝึกดีแล้วนำความสุขมาให้ การฝึกจิตให้ดี ย่อมสำเร็จประโยชน์ ดังนี้เป็นต้น”

การฝึกจิตเป็นหัวใจของชีวิตนักบวช หลวงพ่อให้ความสำคัญกับเรื่องนี้มากในฐานะเป็นงานหลักของชีวิตประจำวันที เดียว ดังที่ท่านชี้แนะพระเณรที่วัดหนองป่าพงว่า

“คนที่จะมีกำลังนี่เดินจงกรมก็ไม่ได้ขาด นั่งสมาธินี่ไม่ได้ขาด สังวรสำรวมไม่ได้ขาด เราสังเกตพระเณรที่นี้ก็ได้ องค์ใดถ้าเห็นว่าฉันเสร็จแล้วหมดธุระแล้ว เข้าไปในกุฏิของท่าน

ตากจีวรไว้ เดินจงกรม เดินไปตามกุฏิเท่านั้น เราจะเห็นทางเดินเป็นแถว เราเห็นบ่อยครั้ง การเดินจงกรม การนั่งสมาธิ ท่านองค์นี้ไม่เบื่อไม่หน่าย นี่ท่านมีกำลัง ท่านเป็นผู้มีกำลังมาก ทุก ๆ องค์ ถ้าเอาใจใส่ในการประพฤติปฏิบัติอย่างนี้แล้ว ผมว่ามันสบาย”

ปริยัติปฏิบัติ

หลวงพ่อมักแนะนำพระภิกษุสามเณร ผู้ที่มุ่งเข้ามาประพฤติปฏิบัติที่วัดหนองป่าพงว่า

“ไม่ต้องอ่านหนังสือ ให้อ่านใจตัวเองดีกว่า” แต่ไม่ใช่ว่าท่านประมาทในเรื่องปริยัติธรรม เพียงแต่เป็นห่วงว่าลูกศิษย์จะหลงเข้าใจผิดว่า ตนรู้ธรรมะดีแล้ว ทั้ง ๆ ที่จิตยังเข้าไม่ถึง

“ปริยัตินี้เหมือนตำรายาที่ชี้บอกให้หารากไม้ แต่ถ้าไม่ปฏิบัติ ออกแสวงหาต้นยา ให้รู้จักว่า ต้นนี้เป็นอย่างนั้น ต้นนั้นเป็นอย่างนี้ มันไม่เกิดประโยชน์อะไร”

มิหนำซ้ำ ความรู้ที่เป็นสัญญาความทรงจำอาจจะมีโทษต่อผู้ภาวนา

“นักปริยัติชอบสงสัย เช่น เวลานั่งสมาธิ ถ้าจิตสงบปั๊บ เอ! มันเป็นปฐมฌานละกระมัง ชอบคิดอย่างนี้ พอนึกอย่างนี้จิตถอนเลย ถอนหมดเลย เดี๋ยวก็นึกว่าเป็นทุติยฌานแล้วกระมัง

อย่าเอามาคิด พวกนี้มันไม่มีป้ายบอก มันคนละอย่าง ไม่มีป้ายบอกว่า นี่ทางเข้าวัดหนองป่าพง มิได้อ่านอย่างนั้น มันไม่บอก มีแต่พวกเกจิอาจารย์มาเขียนไว้ว่า ปฐมฌาน ทุติยฌาน ตติยฌาน จตุตถฌาน มาเขียนไว้ทางนอก

ถ้าจิตเราเข้าไปสงบถึงขั้นนั้นแล้ว ไม่รู้จักหรอก รู้อยู่แต่ว่ามันไม่เหมือนปริยัติที่เราเรียน ถ้าผู้เรียนปริยัติแล้วชอบกำเข้าไปด้วย ชอบนั่งคอยสังเกตว่าเอ เป็นอย่างไร มันเป็นปฐมฌานแล้วหรือยัง

นี่มันถอนออกหมดแล้ว ไม่ได้ความ ทำไมจึงเป็นอย่างนั้น เพราะมันอยาก พอตัณหาเกิดมันจะมีอะไร มันก็ถอนออกพร้อมกัน นี่แหละเราทั้งหลายต้องทิ้งความคิดความสงสัยให้หมด ให้เอาจิตกับกายวาจาล้วน ๆ เข้าปฏิบัติ

ดูอาการของจิต อย่าแบกคัมภีร์เข้าไปด้วย ไม่มีคัมภีร์ในนั้น ขืนแบกเข้าไปมันเสียหมด เพราะในคัมภีร์ไม่มีสิ่งทั้งหลายตามความเป็นจริง ผู้ที่เรียนมากๆ รู้มาก ๆ จึงไม่ค่อยสำเร็จ เพราะมาติดตรงนี้”

หลวงพ่อเคยสอนพระที่แตกฉานในทางปริยัติรูปหนึ่งว่า

“เอาปริยัติของคุณใส่หีบใส่ห่อเก็บไว้เสีย อย่าเอามาพูด เวลามีอะไรขึ้นมา มันไม่เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า ความโลภ

เวลามันเกิดขึ้นในใจมันไม่เหมือนกับตัวหนังสือ เวลาโกรธก็เหมือนกัน เขียนใส่กระดานดำเป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวอักษร เวลามันอยู่ในใจ มันอ่านอะไรไม่ทันหรอก

มันเป็นขึ้นมาที่นี่เลย สำคัญนัก สำคัญมาก จริงอยู่ปริยัติเขียนไว้ถูก แต่ต้อง โอปนยิโก ให้เป็นคนน้อม ถ้าไม่น้อมก็ไม่รู้จักความจริง”

อุปกรณ์เสริมส่งสมาธิภาวนา

“เราจะต้องเป็นผู้ที่มีจิตใจเผื่อแผ่ โอบอ้อมอารี ที่เรียกว่าเมตตาธรรม ให้เป็นผู้มีเมตตา เป็นคุณธรรม เช่นว่า เรากำจัดตัวโลภะ หรือความเห็นแก่ตัวออก

ทางพระท่านว่า ทานคือการให้ คนเราถ้าเห็นแก่ตัวแล้วไม่ค่อยสบาย แต่คนชอบจะเห็นแก่ตัวหลาย แต่เจ้าของไม่รู้สึก ไม่รู้สึกตัว

จะรู้ได้ในเวลาไหน ? รู้ได้ในเวลาเราหิวอาหาร ถ้าเราได้แอปเปิ้ลมา แล้วเราจะแบ่งคนอื่น จะแบ่งให้เพื่อน คิดแล้วคิดอีก อยากจะให้เพื่อนก็อยากจะให้

แต่ว่าอยากจะเอาลูกเล็ก ๆ ให้จะเอาลูกใหญ่ให้ก็ แหม! เสียดายเหลือเกิน คิดยากนักหนา เอาไป เอาไป เอาลูกนี้ไป เราก็ให้ลูกเล็ก ให้แอปเปิ้ลลูกน้อย ๆ ไป แต่เอาลูกใหญ่ไว้

นี่ความเห็นแก่ตัวชนิดนี้อันหนึ่ง แต่คนไม่ค่อยจะเห็น เคยมีไหม ? เคยเป็นไหม ? การให้ทานนี้ เป็นการทรมานจิตนะ มันอยากให้เขาลูกเล็ก ๆ อุตส่าห์บังคับเอาลูกใหญ่ให้เพื่อน พอให้แล้ว เออ! สบายนะ

นี่การทรมานจิตอย่างนี้ ต้องบังคับจิตใจให้มันรู้จักให้ ให้มันรู้จักละ ไม่ให้มันเห็นแก่ตัว เมื่อเราให้คนอื่นเสียแล้ว มันก็สบายหรอก

ถ้าเรายังไม่ให้นี่ จะให้ลูกไหนหนอ มันลำบากมากเหลือเกิน กล้าตัดสินว่าให้ลูกใหญ่นี่หนา เสียใจนิดหน่อยนะ แต่พอตกลงใจให้เขาแล้วมันก็แล้วไป นี้เรียกว่าทรมานจิตในทางที่ถูก มันเป็นอย่างนี้

ถ้าเราทำให้ได้อย่างนี้เรียกว่าเราชนะตัวเอง ถ้าเราทำไม่ได้อย่างนี้เรียกว่าเราแพ้ตัวเอง เห็นแก่ตัวเรื่อยไป ก่อนนี้เรามีความเห็นแก่ตัว อันนี้ก็เป็นกิเลสอันหนึ่งเหมือนกัน ต้องขจัดออก

ทางพระเรียกว่าการให้ทาน การให้ความสุขแก่คนอื่น อันนี้เป็นเหตุช่วยให้ชำระความสกปรกในใจของเราได้ และต้องให้เป็นคนจิตใจอย่างนี้ ให้พิจารณาอย่างนั้น อันนี้ประการหนึ่ง ที่ควรทำไว้ในใจของเรา

บางคนอาจจะเห็นว่าอย่างนี้ ก็เบียดเบียนตัวเอง นี้ไม่ใช่เบียดเบียนตัว แต่เป็นการเบียดเบียนกิเลสตัณหาต่างหากล่ะ ถ้าในตัวมันมีกิเลสขึ้นมา ให้กิเลสมันหายไป

กิเลสนี้เหมือนแมว ให้กินตามใจมันก็ยิ่งมาเรื่อยๆ แต่มีวันหนึ่งมันข่วนนะ ถ้าเราไม่ให้อาหารมัน ไม่ต้องให้อาหารมัน มันจะมาร้องแง๊ว ๆ อยู่ เราไม่ให้อาหารมัน สัก ๑ - ๒ วันเท่านั้นก็ไม่เห็นมันมาแล้ว

เหมือนกันแหละ กิเลสไม่มากวนเรา เราก็จะได้สงบใจต่อไป ทำให้กิเลสกลัวเรา อย่าทำให้เรากลัวกิเลส ให้กิเลสกลัวเรา นี่พูดให้เห็นธรรมในปัจจุบันในใจของเราอย่างนี้

ธรรมะของพระพุทธเจ้าของเราอยู่ที่ไหน อยู่ที่ความรู้ความเห็นในใจของเรา อย่างนี้รู้ได้ทุกคน เห็นได้ทุกคน ไม่ใช่อยู่ในตำรา ไม่ต้องมาเรียนให้มันมาก

พิจารณาเดี๋ยวนี้ก็เห็น เห็นได้ทุกคน เพราะมันอยู่ในใจทุกคน เรามีกิเลสทุกคนใช่ไหม ถ้ามันได้เห็นอย่างนี้ก็รู้จัก แต่ก่อนนี้เราต้องเลี้ยงกิเลสไว้

ให้รู้จักกิเลส อย่าให้มันมากวนเรา อันนี้เป็นอันหนึ่งที่ยังไม่บังเกิด ให้ทำให้เกิดขึ้น ที่เกิดแล้วก็ทำให้มากขึ้น

ทีนี้ข้อปฏิบัติต่อไปคือ การรักษาศีล ศีลนี้จะดูแลธรรมะให้เจริญขึ้น เหมือนพ่อแม่กับลูก การรักษาศีลคือ การเว้นการเบียดเบียนและทำการเกื้อกูลช่วยเหลือ อย่างน้อยให้มี ๕ ข้อ คือ

๑. ให้เมตตาสัตว์และมนุษย์ทั้งหมด ไม่ให้ทำร้ายเบียดเบียนตลอดถึงการฆ่า

๒. ให้มีความสุจริต อย่าไปข้ามสิทธิ์ของกันและกัน พูดง่าย ๆ คือ ไม่ให้ขโมยของกันนั่นเอง

๓. ให้รู้จักประมาณในการบริโภค อยู่ในฆราวาสวิสัยก็ต้องมีครอบครัว มีพ่อบ้าน แม่บ้าน แต่ถ้ารู้จักประมาณก็ปฏิบัติธรรมะได้ ให้รู้จักพ่อบ้านของเรา รู้จักแม่บ้านของเราเท่านั้น

ให้รู้จักประมาณ อย่าทำให้เกินประมาณ ให้มีขอบเขต แต่โดยมากคนจะไม่มีขอบเขตเสียด้วยนะ บางทีพ่อบ้านคนเดียวก็ไม่พอ มีสองคนบ้าง บางทีแม่บ้านคนเดียวไม่พอ ต้องมีสองมีสามด้วย อย่างนี้ก็มี

อาตมาว่าคนเดียวก็กินไม่หมดแล้ว จะไปมีสองคนสามคนนี่ มันเรื่องสกปรกทั้งนั้นนี่ อย่างนี้ต้องพยายามชำระ พยายามฝึกใจให้มันรู้จักประมาณ ความรู้จักประมาณนี้มันบริสุทธิ์ดี

ที่ไม่รู้จักประมาณนี้ มันไม่มีขอบเขต ถึงได้อาหารเอร็ดอร่อยอย่างนี้ อย่าไปนึกถึงความเอร็ดอร่อยมันมาก ให้รู้จักท้องเรา ให้รู้จักประมาณ ถ้าเรากินมากก็ลำบากเหมือนกัน

ให้รู้จักประมาณ ความรู้จักประมาณนี่ดีที่สุด ให้มีแม่บ้านคนเดียวก็พอแล้ว มีพ่อบ้านคนเดียวก็พอแล้ว มีสองมีสามเกินขอบเขตแล้ววุ่นวาย

๔. ความซื่อสัตย์ นี้ก็เป็นเครื่องกำจัดกิเลสเราเหมือนกัน เป็นคนตรงมีสัจจะ เป็นคนซื่อสัตย์

๕. เป็นคนที่ไม่ดื่มสุราน้ำเมา อย่างนี้ก็ให้รู้จักประมาณ ให้เลิกเสียก็ดี คนเราเมามัวในครอบในครัวก็มากแล้ว เมาลูก เมาหลาน เมาทรัพย์สมบัติหลายอย่าง มันก็พอแล้ว

ยิ่งเอาเหล้ามากินเข้าไปอีก มันก็มืดเท่านั้นแหละ อันนี้บริษัททั้งหลายไม่รู้ ดูตัวเราเอง ถ้าหากว่ามักมาก ใครมีมากก็พยายามค่อย ๆ ปัดเป่ามันออกไป ปัดเป่ามันออกไปให้หมด

ทีนี้ เมื่อมีศีลบริสุทธิ์ดีแล้ว มีความรักกัน ซื่อสัตย์ ก็จะมีความสุข ความเดือดร้อนไม่มี เมื่อความเดือดร้อนไม่มีแล้ว เพราะไม่เบียดเบียนซึ่งกันและกัน อย่างนี้ก็มีความสุข

นี้คืออยู่ในเมืองสวรรค์แล้ว สบาย กินก็สบาย นอนก็สบาย มีความสุข สุขเกิดจากศีล เมื่อมีการกระทำอย่างนี้ ก็เป็นเหตุให้อันนี้เกิดขึ้นมา ละความชั่วเช่นนี้

เป็นกฏอันหนึ่งเพื่อความดีนี้เกิดขึ้นมา นี่ถ้าเรามีศีล อย่างนี้ ความชั่วหนีไป ความสุขเกิดขึ้นมา นี่ละเกิดเพราะการปฏิบัติดีปฏิบัติชอบ

ทีนี้ยังไม่จบแค่นี้นา คนเราถ้ามีความสุขแล้วชอบเผลอเหมือนกัน ชอบเผลอไม่อยากไปที่ไหน ชอบติดสุขอยู่ที่นั่นแล้ว ไม่อยากไปที่ไหนหรอก ชอบสุขมันเป็นสวรรค์

ถ้าพูดตามบุคคลาธิษฐาน เป็นเมืองสวรรค์ ผู้ชายก็เป็นเทวบุตร ผู้หญิงก็เป็นเทวดา สบาย ไม่รู้เนื้อรู้ตา อันนี้ให้ทำความพิจารณาอีกทีหนึ่งอย่างหลงมัน

ให้พิจารณาโทษของความสุขอีก ว่าความสุขนี่มันไม่แน่นอนเหมือนกัน มีความสุขแล้วไม่ช้าไม่นานเท่าไร ความสุขนั้นก็จะเลิกจากเรา นี้เป็นของไม่แน่เหมือนกัน

เมื่อความสุขเลิกจากเรา ความทุกข์เกิดขึ้นมา เราก็ร้องไห้อีกแหละ นางเทวดาร้องไห้แล้วซิ เทวบุตร ยังร้องไห้เป็นทุกข์ แล้วท่านให้เราพิจารณาโทษของมัน

ให้เห็นโทษของมันว่า โทษของความสุขมีอยู่ แต่ในเวลาที่มีความสุขนี่ไม่รู้จัก มีความสุขนี้มันปิด ทำให้เราไม่เห็นทุกข์หรอก

« « Prev : ปลุกยักษ์ในตัวคุณ

Next : เรื่องสำคัญและเร่งด่วนต่อปากท้อง » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

12 ความคิดเห็น

  • #1 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 7:07

    กราบ  กราบ  กราบ  หลวงปู่ชา  ลูกสำนึกในพระคุณของหลวงปู่ สาธุ                                                  ขอบคุณท่าน Logos มากค่ะ  ขอพลังของท่าน Logos มีมาก ไม่รู้จบ  ขอหลวงปู่คุ้มครอง สาธุ   

  • #2 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 8:06

    เรื่องใจ จะมีเหตุการบ้าง สถานการบ้าง มาทดสอบใจเราเป็นระยะๆ
    เมื่อวานนี้จู่ๆ..เจ้าหน้าที่มาบอกเราไปลงทะเบียน เห็นว่าต้องจ่ายเงินด้วย
    แต่เราประสานงานกับฝ่ายจัดไปแล้ว เขาบอกว่าเฮฮาจะมาเป็นร้อยก็ได้
    แสดงว่าว่าฝ่ายประสานงานวงนอก ไม่ได้ประสานกับฝ่ายลงทะเบียน
    เมื่อรู้แล้วก็ขี้เกียจจะไปตอแย จึงเฉยๆเสีย
    เพราะเด็กๆเขาก็คงทำตามหน้าที่ๆได้รับมอบหมาย
    ผมคิดเพียงว่าถ้าเจอคนที่พอจะรับรู้เรื่องนี้ได้บอก
    แต่ครั้นเจอหน้าอาจารย์ประภาภัทร เดินมาหลายรอบ มีเรื่องน่ายินดี ก็ลืมสิ้น
    คิดว่าฝ่ายลงทะเบียนเด็กๆคงจะเข้าใจภายหลังได้อะไรเป็นอะไร หลังจากเห็นอะไร
    >> เรื่องกระทบใจอย่างนี้ ถ้าเราชะลอใจดูทิศทางลมได้
    ทุกอย่างก็จะลงเอย ดีกว่าฟุ้งซ่าน
    ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่เหยียบคันเร่ง มาเหยียบเบรคแทน ทุกอย่างก็จบ
    เมื่อวานฝากต้นเอกมหาชัย กับน้ำเต้ายักษ์ให้อาจารย์ประภาภัทร
    เรื่องกึ่งการกุศลอย่างนี้ไม่มีกำไร-ขาดทุน
    ผมได้ค่าโม้บนเวทีมาพันกว่าบาท
    จ่ายค่ารถช่วยออตไป 3-4 พัน ยังค้่างค่าหนังสือตัวอย่างอีก
    มันก็แค่นี่แหละ เป็นการทำบุญถ้าคิดได้ เป็นการทำบาปในให้ตัวเองก็ได้ถ้าคิดมาก
    นี่แหละเรื่องของโลกแท้ๆล้วนๆ เอวัง

  • #3 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 8:51

    มีใครรวบรวมประโยคเด็ดของพ่อครูแล้วหรือยังคะ    แทบทุกบทความของพ่อครูมีประโยคเด็ดที่เรียบง่าย ความหมายชัดเจน แต่ลึกซึ้ง  กราบพ่อครูค่ะ  น่าจะมีอีกเล่มเน้อะ…จ๊ากกกส์ เรื่อง เจ้าเป็นใผ ยังไม่จบดี..แว๊บ……ไปกับสายลม..

  • #4 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 8:55

    สาธุ สาธุ สาธุ สำคัญที่ใจ แค่อ่าน แค่คิด แค่พูด ไม่สามารถ ที่สะสมพลัง( เพื่อใช้งาน)ได้ หากขาดการฝึกกาปฏิบัติจริง แล้วหมั่นตรวจดูว่าพลังที่สะสมที่ใช้ไปมีมากเพียงใด ควรตรวจสอบสม่ำเสมอ และให้มีสมาธิ สร้างพลัง(ปัญญา) เพื่อนำปํญญาไปใช้ ให้เกิดงาน เกิดนวตกรรมใหม่เหมือนนักวิทยาศาสตร์ตะวันตก ที่เรารู้จักหลายต่อหลายท่าน เราชาวพุทธที่ยังติดกับรูปแบบพิธีกรรมคำพูดแบบนกแก้วนกขุนทอง บางคนก็อวดความ(ไม่)รู้ของตนอย่างไม่เข้าใจตัวเอง ก็วนไปเวียนมาอยู่แค่เปลือกนอก หาทางเข้าแก่นของใจไม่ได้ จะไปสะสมพลังสติปัญญา ก็คงลำบาก ขอบคุณ คุณลอกอดส์ที่หมั่นนำสิ่งดีๆ มาเตือนสติบ่อยๆ เพื่อชี้ทางสว่างให้กับคนที่หลงทาง มองอะไรไม่ชัดเจน มีแต่จะเป็นอันตรายแก่ตน ถ้าเดินคนเดียว แต่ถ้าเป็นผู้นำทาง ไม่อยากจะคิดต่อเลยค่ะ

  • #5 ป้าหวาน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 20:40

    >> เรื่องกระทบใจอย่างนี้ ถ้าเราชะลอใจดูทิศทางลมได้
    ทุกอย่างก็จะลงเอย ดีกว่าฟุ้งซ่าน
    ถือเป็นเรื่องธรรมดา ถ้าไม่เหยียบคันเร่ง มาเหยียบเบรคแทน ทุกอย่างก็จบ
    >>มันก็แค่นี่แหละ เป็นการทำบุญถ้าคิดได้ เป็นการทำบาปในให้ตัวเองก็ได้ถ้าคิดมาก
    นี่แหละเรื่องของโลกแท้ๆล้วนๆ เอวัง
    จากพ่อครู วันนี้  ใช้ได้ตลอดเวลาที่มีอะไร กระทบใจเลยนะคะพ่อครู  วันนี้ ป้าหวานก็เหยียบเบรคไป 2-3 ทีค่ะ  ร่ำๆจะเหยียบคันเร่ง ตามอารมณ์  แต่นึกถึงคำพูดพ่อครู  เคารพพ่อครูค่ะ

  • #6 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 21:34

    เรื่องรวบรวมคำคม  คำพูดเด็ดๆของครูบา  รวบรวมอยู่ครับ 
    ไม่ใช่รวบรวมเฉยๆ   เอาไปใช้ต่อด้วยครับ  อิอิ

  • #7 จันทรรัตน์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 22:05

    มันเป็นอย่างที่หลวงพ่อพูดค่ะ เวลาฝึกปฏิบัติใหม่ๆ จะสงสัยอยู่นั่นแล้วว่า กำลังเข้าฌานไหน ที่เห็นแสงสีต่างๆมันจริงๆไหม บางทีเห็นนั่นนี่มันใช่หรือเปล่า มันเป็นฌานแล้วต่อไปจะเจออะไร…จะเห็นสิ่งน่ากลัวไหม ธาตุไฟจะแตกไหม…ลมหายใจเดี๋ยวก็ทันเดี๋ยวก็ไม่ทันเพราะมัวแต่ไปนึกว่าได้ฌานหรือยัง
    ตอนที่ไปฝึกปฏิบัติไปพร้อมกับนักศึกษาปริญญาเอกทั้งหมด เวลาพระอาจารย์สอบอารมณ์ จะได้ฟังเรื่องราวหลายๆ อย่าง บางคนฝึกสมาธิแล้วเหนื่อยสุดใจขาดดิ้นเพราะมัวแต่ไปห่วงจะกำหนดจิตตามลม เลยขาดเป็นห้วงๆ บางคนเวลาที่จิตตามลมหายใจไปก็มัวแต่วิเคราะห์วิจารณ์ว่าคราวนี้ลมสั้นลมยาวมีแว๊บๆ คิดเป็นระยะๆ พระอาจารย์ก็บอกว่าไม่ต้องคิดๆ ปล่อยให้สบายๆ หายใจตามสบายก็ไม่ค่อยจะได้ หายใจกันลึกจริงแต่หายใจลึกๆถี่ๆ จะเป็นลมก็มี  ..ความที่ถูกฝึกให้คิดและให้หาเหตุผลตลอดเวลาน่ะค่ะ มันเลยทำให้การฝึกไม่ก้าวหน้า อีกอย่างเพราะมัวไปติดกับคำศัพท์ด้วย ศัพท์ว่าคำๆนี้หมายถึงอะไร แล้วก็จะเอาศัพท์มาอธิบายประสบการณ์ของตัวเอง พอท่องจำศัพท์ก็เลยจดจ่อกับศัพท์ไปก็มีค่ะ

  • #8 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 May 2009 เวลา 22:44
    นั่นเป็นความแตกต่างกันระหว่างแก่นกับกระพี้ครับ แต่ถ้าเข้าใจสลับกันล่ะก็ สยองจริงๆ
  • #9 nontster ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 May 2009 เวลา 12:25

    “เอาปริยัติของคุณใส่หีบใส่ห่อเก็บไว้เสีย อย่าเอามาพูด เวลามีอะไรขึ้นมา มันไม่เป็นอย่างนั้น เหมือนกับเราเขียนหนังสือว่า ความโลภ

    เวลามันเกิดขึ้นในใจมันไม่เหมือนกับตัวหนังสือ เวลาโกรธก็เหมือนกัน เขียนใส่กระดานดำเป็นอย่างหนึ่ง มันเป็นตัวอักษร เวลามันอยู่ในใจ มันอ่านอะไรไม่ทันหรอก

    มันเป็นขึ้นมาที่นี่เลย สำคัญนัก สำคัญมาก จริงอยู่ปริยัติเขียนไว้ถูก แต่ต้อง โอปนยิโก ให้เป็นคนน้อม ถ้าไม่น้อมก็ไม่รู้จักความจริง”

    ชอบประโยคนี้ครับ มีหนังสือหลายเล่มสอนเรื่องเกี่ยวกับความโลภ ความโกรธ แต่พอมันเกิดขึ้นก็ไม่เคยเอามันอยู่  แต่ถ้านั่งสมาธิมากๆจะวิ่งไปดักหน้าอารมณ์พวกนี้สบายเลย ชนะกับแพ้ไม่มีอะไรแน่นอนช่วงนั่งสมาธิเยอะๆชนะตัวเองได้หลายอย่าง พอเลิกนั่งแพ้หมดรูป -*-

  • #10 panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 May 2009 เวลา 11:42

    ภาวนา ชนะจิต.……ใครเป็นแฟนบ้าง…อิอิ

  • #11 ลานกวนใจ » ห้องแล็บชีวิต : ใจ กับ กิเลส ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 June 2009 เวลา 13:25

    [...] มาตรงกับคำสอนของ หลวงปู่ชาสุภัทโธ จาก ตาชั่งที่ไม่เที่ยงตรง ลานซักล้าง      [...]

  • #12 สุเมธานนท์ ว. ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 June 2009 เวลา 22:35

    ชอบคำสอนของหลวงพ่อชา ที่ว่าให้ตั้งตนอยู่ในคุณธรรมอันสมควรก่อน แล้วสั่งสอนบุคคลอื่นภายหลังจึงจะไม่มัวหมองภายหลัง


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.16600203514099 sec
Sidebar: 0.25834608078003 sec