อตัมมยตาปริทัสน์

โดย Logos เมื่อ 21 November 2008 เวลา 0:03 ในหมวดหมู่ ข้อคิดชีวิต ปรัชญา ศาสนา, ประสบการณ์ชีวิต #
อ่าน: 4083

บ่ายเมื่อวานนี้ ไปประชุมที่ธนาคารแห่งประเทศไทย เลิกประชุมสี่โมงเย็น ยังมีเวลาอีกนิดหน่อย เลยแวะไปมูลนิธิมหามกุฏราชวิทยาลัย ในพระบรมราชูปถัมภ์ ไปเลือกหนังสือได้มาสองเล่มครับ

แต่มีหนังสืออยู่เล่มหนึ่งอยู่ในชุดธรรมโฆษณ์ของท่านพุทธทาส ชื่ออตัมมยตาปริทัสน์ พลิกอ่านดูแล้วชอบครับ แต่คิดว่าอาจจะสูงไปสำหรับมนุษย์เดินดินธรรมดา จึงไม่ได้หยิบมา ตอนนี้เกิดนึกเสียดาย ว่าทำไมไม่เอามา(ฟะ)

ก็เลยมาค้นเน็ต เจอฉบับเต็ม และสารบัญครับ ผมเลือกมาให้อ่านตอนหนึ่ง ซึ่งยาวแต่น่าอ่านครับ คือเรื่อง อตัมมยตา กับ สันติสุข; ตอนแรกจะใส่สองตอน แต่ยาวเกินไป เดี๋ยวจะเบลอกันไปซะก่อน แล้วจะไม่ได้อะไรกัน

อตัมมยตา กับ สันติสุข

ท่านสาธุชน ผู้มีความสนใจในธรรม ทั้งหลาย,

การบรรยายปาฐกถาธรรมในวันนี้ อาตมาจะกล่าวโดย หัวข้อว่า อตัมมยตากับสันติสุข.

อตัมมยตาวิชาสร้างสันติภาพ

ขอทำความเข้าใจในเบื้องต้น เกี่ยวกับคำว่า อตัมมยตา สักเล็กน้อย ต่อไปตามเคย. อตัมมยตาเป็นคำใหม่ บางคนไม่เข้าใจเอาเสียเลย บางคนกำลังเริ่มจะเข้าใจ แต่โดยที่แท้นั้น มันเป็นสิ่งที่ควรเข้าใจยิ่ง ๆ ขึ้นไป จนถึงที่สุด. คำ ๆ นี้ในความหมายนี้ ควรมีอยู่ในปทานุกรมทั่วไปของโลก ในฐานะเป็นหลักวิชาการสำหรับสร้างสันติภาพ และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในทางภายใน คือฝ่ายจิตใจ หรือฝ่ายวัฒนธรรมศีลธรรม พุทธบริษัทยังไม่เคยสนใจ เพราะไม่เคยได้ยิน เพิ่งได้ยิน ยังไม่เข้าใจ เริ่มจะเข้าใจ แต่ก็ยังไม่พอใจไม่แน่ว่า จะพึ่งพาอาศัยธรรมะชื่อนี้, บางคนหาว่า ไม่มีในพระบาลีในพระไตรปิฎก เป็นเรื่องย้อมแมวขายไปเสียก็มี; นี่ก็ได้พูดกันมาแล้ว.

อตัมมยตา คือ ภาวะของจิต ที่ไม่มีอะไรมาทำให้เป็นบวกหรือเป็นลบ คงอยู่ในความถูกต้องตามปกติ. ไม่บวกไม่ลบ คือไม่พ่ายแพ้แก่ฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ถ้าบวกไปหลงรัก ก็แพ้ด้วยความรัก, ถ้าลบไปโกรธไปเกลียดด้วยความโกรธ ก็แพ้ด้วยความโกรธและความเกลียด ทั้งบวกทั้งลบมันเป็นความพ่ายแพ้ในทางจิตใจ; ถ้ามันเป็นอิสระไม่พ่ายแพ้ มันคงที่ เป็นอตัมมยตา คงที่ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เข้ามายั่วยุ หรือปรุงแต่ง.

ถ้ามนุษย์ในโลกรู้จักทำจิตใจอย่างนี้ จะไม่เห็นแก่ตัว, จะไม่เกิดวิกฤตการณ์ อันเกิดมาจากความเห็นแก่ตัว. ดังนั้น จึงถือว่า เป็นถ้อยคำที่ควรมีอยู่ในปทานุกรมธรรมดา แม้ของเด็ก ๆ ให้เด็ก ๆ เริ่มรู้จัก เริ่มสนใจ เริ่มเห็นประโยชน์ของความมีจิตใจคงที่ ไม่เปลี่ยนแปลงไปตามสิ่งที่เข้ามายั่วให้รัก ให้โกรธ ให้เกลียด ให้กลัว ให้ตื่นเต้น ให้วิตกกังวล ให้อาลัยอาวรณ์ ให้อิจฉาริษยา ให้หวง ให้หึง.

นี่อตัมมยตา ภาวะของจิตที่ไม่มีอะไรมาปรุงแต่ง ให้เปลี่ยนแปลงเป็นบวก หรือเป็นลบ หมายความว่า ไม่ยินดียินร้าย, ไม่ดีใจไม่เสียใจ ก็ไม่เกิดความเห็นแก่ตัว ไม่เกิดตัวกูบวก แล้วเห็นแก่ได้, ไม่เกิดตัวกูลบ แล้วเห็นแก่ทำลาย จึงเป็นทางแห่งสันติสุข.

ยิ่งเจริญยิ่งไม่มีสันติสุข

ที่นี้ บางคนอาจจะคิดว่า เดี๋ยวนี้เรามีสันติสุขเหลือเฟือแล้ว อะไร ๆ ก็เจริญ เจริญไปทุกสิ่งทุกอย่าง โดยเฉพาะยุคปัจจุบันนี้ ความเจริญไปไกลจนเหมือนกับว่า ไปเที่ยวโลกพระจันทร์ได้ เหมือนกับไปเที่ยวสวนหลังบ้านอย่างนั้น, มีความรู้เรื่องอวกาศ เรื่องปรมาณู เรื่องสารพัดอย่าง เรียกว่ายิ่งเจริญ.

ที่นี้ก็อยากถามบ้างว่า ทำไมยิ่งเจริญ แล้วทำไมจึงยิ่งมีวิกฤติล่ะ วิกฤตการณ์คือ ความยุ่งยาก ลำบาก เดือดร้อน ระส่ำระสาย, ทำไม่ยิ่งเจริญยิ่งมีวิกฤติ? ทำไมต้องเพิ่มเรือนจำ ต้องสร้างเรือนจำชนิดพิเศษ, ทำไมจะต้องเพิ่มตำรวจโรงพัก, ทำไมต้องเพิ่มศาล? ศาลต้องมีอะไรแปลก ๆ ใหม่ ๆ ขึ้นมา เพราะว่ามันสร้างไม่ค่อยจะทัน. แล้วในที่สุดทำไมต้องเพิ่มโรงพยาบาลบ้า, โรงพยายาลโรคจิต วิกลจริต? หมอก็ร้องอุทธรณ์ว่า มันล้นแล้ว ไม่มีที่แล้ว แต่ก็ไม่มีเงินจะสร้าง อยู่กันด้วยความยากลำบาก โรงพยาบาลสำหรับใส่คนบ้ามันไม่พอ เพิ่มก็ไม่พอ เพิ่มก็ไม่พอ มันก็ไม่รู้จะเพิ่มกันอย่างไร.

ทำไมยิ่งเจริญยิ่งวิกฤติ, ทำไมอาชญากรรมจึงมากขึ้น ศีลธรรมเสื่อมเสีย มีลามกอนาจารเพิ่มขึ้น, ศีลธรรมะระหว่างพ่อกับลูกสาวก็แทบจะไม่มีเหลือ ศีลธรรมเสื่อมไป เอาอนาจารมาเป็นศีลธรรม เห็นการกระทำอย่างนั้นไม่ผิดศีลธรรมไปเสียแล้ว.

คนเดี๋ยวนี้ทำไมจึงมีจิตใจกระด้าง, ไม่รู้สึก ไม่เคารพ ไม่นับถือ ว่านี้เป็นบิดามารดา นี้เป็นครูบาอาจารย์ นี้เป็นมิตรสหาย; ประโยชน์ของกูกับประโยชน์ของมึง คือสิ่งที่รู้จักดี รู้สึกเช่นนี้ แม้แต่ต่อบิดามารดา ครูบาอาจารย์, แม้แต่คู่ครอง ผัวเมียมันก็ยังรู้สึกเห็นแก่ตัว แล้วก็ต้องใช่คำว่ากัดกัน กัดกันแม้เป็นผัวเมียกัน; ขออภัยที่ใช้คำอย่างหยาบ ๆ อย่างนี้ ก็เพื่อประหยัดเวลา ไม่ต้องอธิบายมาก.

ภาวะมลพิษทำไมมากขึ้นเล่า ถ้ายิ่งเจริญ. ทำไมทำลายธรรมชาติมากขึ้นเล่า ถ้ายิ่งเจริญจริง ๆ ทำลายธรรมชาติ จนวินาศไปหมดแล้ว, แล้วก็อยู่กันอย่าง กลางคืนอัดควัน กลางวันเป็นไฟ กลางคืนอัดควัน กลางวันลุกเป็นไฟนี่ นี้เรียกว่า ยิ่งเจริญยิ่งเต็มไปด้วยปัญหา, ปัญหาทางเศรษฐกิจ ปัญหาทางการเมือง ปัญหาทางการปกครอง ออกระเบียบกฎหมายกันมา จนเหลือที่จะกล่าวแล้ว มันก็ยังไม่ลดลงไป. นี่เรียกว่าควรจะถามดูบ้าง ทำไมยิ่งเจริญ ยิ่งไม่มีสันติสุข? ไม่มีสันติส่วนบุคคล มันก็ไม่มีสันติภาพ ส่วนสังคม มันเรื่องเดืยวกันแหละ ไม่มีสันติสุข กับไม่มีสันติภาพ เพียงแต่มันกว้างแคบกว่ากัน.

ยิ่งเจริญ ยิ่งเห็นแก่ตัว

ทีนี้ขอร้อง ขอร้องอีกทีว่า ช่วยมาดูกันอีกที มาดูกันอีกที ดูกันให้ดี ๆ ในข้อนี้ว่า ทำไมยิ่งเจริญแล้วยิ่งเห็นแก่ตัว? ยิ่งเจริญแล้วมันยิ่งเห็นแก่ตัว มันมีความหมายเป็น ๒ อย่าง ซึ่งไม่มีใครจะหยิบมาดู มาคิดดู คือมันต้องดูกันให้เห็นว่า มัน เจริญของกิเลส หรือว่า เจริญของโพธิ; ความรู้สึกประเภทกิเลส ก็มีอยู่พวกหนึ่ง ความรูสึกที่เป็นโพธิปราศจากกิเลส นี้ก็พวกหนึ่ง. มันต้องถามกันให้แน่ ว่าเจริญของพวกไหนเล่า, เจริญของความรู้สึกฝ่ายต่ำ หรือเจริญของความรู้สึกฝ่ายสูงเล่า?

มันก็บอกชัดอยู่แล้ว ยิ่งเจริญของกิเลสก็ยิ่งเห็นแก่ตัว ยิ่งเจริญของโพธิก็ยิ่งลดความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มันยิ่งเจริญมันก็ยิ่งเห็นแก่ตัว เพราะมันสร้างความเจริญด้วยความเห็นแก่ตัว ในโลกนี้แหละขอประนามหน่อยว่า คนที่เขาสร้างความเจริญน่ะ เขาสร้างเพื่อความเห็นแก่ตัว ไม่ได้สร้างเพื่อผู้อื่น ไม่ได้สร้างเพื่อธรรมชาติ, สร้างเพื่อความเห็นแก่ตัว ตามความเห็นแก่ตัว ด้วยความเห็นแก่ตัว ผลก็ออกมาก็ยิ่งเห็นแก่ตัว.

ไม่มีการปฎิบัติให้ถูกต้องตามหลักของพระศาสนา ก็เพราะว่ามันเจริญด้วยกิเลส ไม่ได้เจริญด้วยโพธิ; มันเหลือแต่พิธีรีตรอง วิธีการที่ถูกต้อง ปกิบัติโดยตรงถูกต้องมันหมดไป เหลือแต่พธีรีตรอง สำหรับคนปัญญาอ่อน สำหรับคนเชื่อง่าย อย่างนี้ก็เหลืออยู่เต็มไปหมด. การถือศาสนามีแต่ทะเบียน การถือจริง ๆ มันไม่มี มีแต่ทะเบียนจดไว้ ว่าถือศาสนาอะไร.

ที่น่าเศร้าที่สุดก็คือว่า การศึกษา, การศึกษาที่ถือว่าเป็นสิ่งสูงสุดมันผิดหมด การศึกษามันบ้าบอเสียหมด คือการจัดการศึกษาแต่ให้ฉลาดอย่างเดียว ให้ฉลาด ๆ ฉลาดจนไม่รู้ว่าจะฉลาดกันอย่างไร. ที่นี้ไม่มีอะไรควบคุมความฉลาด การจัดการศึกษาที่ควบคุมความฉลาดมันไม่มี เขาก็เอาความฉลาดไปใช้เพื่อเห็นแก่ตัว มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัวลึก ๆ ๆ ลึกกว่าแต่ก่อน เพราะมันฉลาด. ถ้าการศึกษามันมีส่วนที่ควบคุมความฉลาด มันก็ไม่ต้องเป็นอย่างนี้; นี่เอาธรรมะเอาศาสนาออกไปเสียจากการศึกษา การศึกษาก็มีเสรีภาพที่จะฉลาดเพื่อเห็นแก่ตัว.

ทั้งโลกมีแต่การศึกษาที่ให้ฉลาด แล้วไม่ควบคุม แล้วก็กลายเป็นเครื่องมือของความเห็นแก่ตัว; แม้จะเรียนสิ่งที่มันละเอียดประณีต เป็น “วรรณคดี” เป็น “โบราณดี” เป็น “ปรัชญา” อะไรก็ตามเถอะ มันก็ยังไปกลายเป็นส่งเสริมความเห็นแก่ตัวเสียหมด ไม่มาในทางตรงกันข้าม. ยิ่งเจริญทาง”ศิลปะ”อันไพเราะ อันละเอียด อันนิ่มนวล ตามความหมายของศิลปะ ของเพลง ของดนตรี มันก็เพิ่มคุก เพิ่มเรือนจำ เพิ่มตำรวจ เพิ่มศาล เพิ่มโรงพยาบาลบ้าอยู่นั้นแหละ; ทำอะไรกับศิลปะ ก็ไม่จัดไปในทางควบคุมความฉลาด.

อยากจะพูดตามความรู้สึกนะ ถ้าเราจะฟังเพลงหรือดนตรีให้ไพเราะถึงที่สุด เราต้องยอมโง่ให้มากที่สุด, ยอมโง่ให้มากที่สุด ให้มันเคลิบเคลิ้มไปตามความต้องการ ที่เขาต้องการให้เคลิบเคลิ้มแหละ จะได้ไพเราะ ไพเราะสูงสุด ต้องมีเคลิบเคลิ้มชนิดนี้ ที่มายอมโง่ ยอมทำจิตใจชนิดนั้น เพลงและดนตรีมันจึงจะไพเราะถึงที่สุด. แล้วจะได้อะไร มาเพื่อกำจัดความเห็นแก่ตัว มันไปหล่อเลี้ยงความเห็นแก่ตัวไม่ทันรู้.

ความเจริญก้าวหน้าทางวิทยาศาสตร์ ทางเทคโนโลยีกำลังก้าวหน้า กำลังก้าวหน้า เจริญที่สุด แต่แล้วความเห็นแก่ตัวก็ยิ่งเพิ่มมากขึ้น ตามความเจริญก้าวหน้าของเทคโนโลยี มันกลายเป็นเทคโนโลยีเพื่อจะเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้มีวัตถุ ปัจจัย อุปกรณ์ ที่สร้างมาเพื่อให้สะดวกสบาย สวยงาม บำรุงบำเรอ ประดับประดา แล้วผลมันเป็นอย่างไร มันก็เพิ่มความเห็นแก่ตัว ไม่ลดความเห็นแก่ตัว. เดี๋ยวนี้ผลิตกันอย่างอุตสาหกรรมนะ ผลิตปัจจัยของการบำรุงบำเรอ ให้สะดวกสบาย ให้สวยงาม ให้เอร็ดอร่อย มันผลิตด้วยโรงงานอุตสาหกรรม มันก็ยิ่งเห็นแก่ตัว; ไม่รู้สึกว่า นี่คืออันตราย.

ผลที่เกิดจากความเห็นแก่ตัว

มันไม่ละเอียด ยิ่งไม่มีศีลธรรมก็ยิ่งไม่ละอาย ยิ่งเห็นแก่ตัวมันก็ยิ่งไม่ละอาย ยิ่งทุกจริตคดโกงมันก็ยิ่งไม่ละอาย; เป็นอันว่า สังคมเต็มไปด้วยปัญหา เป็นวิกฤติการณ์เลวร้าย มาจากความเห็นแก่ตัว. พูดโดยสรุปย่อ ๆ ขอให้ฟังให้ดีหน่อยเถอะว่า:

เมื่อเห็นแก่ตัวแล้วมันขี้เกียจทำงาน คนที่เห็นแก่ตัว มันขี้เกียจทำงาน, ไม่ทำงานแม้จะเพื่อช่วยตัว มันก็ขี้เกียจเพราะความเห็นแก่ตัว. มันเป็นโมหะ เป็นอวิชชา กี่มากน้อยเล่า?

เห็นแก่ตัวแล้ว มันไม่สามัคคีกับใครดอก การเรียกร้องสามัคคีนี้ ร้องกันให้ปากขาด มันก็ไม่มีสามัคคีเพราะมันมีเห็นแก่ตัว เว้นไว้แต่ชวนมารวมหัวกันไปปล้นไปจี้ไปอย่างนั้นละก็ได้.

ทุกปัญหามาจากความเห็นแก่ตัว ไม่มีปัญหาแม้แต่สักเท่าขี้ผง เท่าปรมาณูเดียวก็ไม่มี ที่ไม่มาจากความเห็นแก่ตัว. ขอให้มองดู ตั้งหน้าตั้งตาวิจัยกันเรื่องนี้ ให้ถึงที่สุดว่า ทุกปัญหามันมาจากความเห็นแก่ตัว โลกไม่มีสันติภาพ เพราะว่าโลกถูกครอบงำด้วยความเห็นแก่ตัว. มันพูดกันไม่รู้เรื่อง มันได้แต่หลอก หลอกกันไปวันหนึ่ง ๆ; ยังไม่กล้าใช้อาวุธที่สะสมขึ้นไว้ ก็เพราะกลัวจะวินาศกันทั้ง ๒ ฝ่าย ไม่ใช่ว่าเพื่อความถูกต้อง เพื่อความเป็นธรรมอะไร เพราะมันกลัวตายต่างหาก มันจึงไม่ใช้อาวุธของผู้เห็นแก่ตัว.

สันติสุข คือ ความถูกต้อง

แล้วที่นี้มาพิจารณากันถึง สันติสุข สันติภาพโดยตรง, สันติสุขหรือสันติภาพนั้นคืออะไรกันแน่? ขอยืนยันไว้ให้ถูกด่าต่อไปอีกสักเรื่องหนึ่งว่า สันติสุข สันติภาพนั้น คือความเหนือบวกเหนือลบ ไม่หลงบวกหลงลบ, ไม่หลงดีหลงชั่ว ไม่บ้าดีบ้าชั่ว, สันติสุขอันแท้จริงนั้น มันอยู่เหนือสุขเหนือทุกข์ แม้จะเรียกว่าสันติสุข มันก็เป็นอีกชนิดหนึ่ง คือมันต้องเหนือสุขธรรมดาสามัญที่หลงกันนัก; เหนือสุขชนิดนี้ เหนือทุกข์ชนิดนี้เหนือสุขชนิดนี้ขึ้นไป จึงจะเป็นสุขที่แท้จริง ซึ่งได้แก่ความถูกต้อง.

ขอแยกแยะความถูกต้องออกมาเสียงจากความดี และความชั่ว ที่เรียกว่าดีน่ะ มันผิดก็มี มันทำให้เกิดความทุกข์ ให้บ้าให้หลง บ้าดีเมาดีจนวินาศฉิบหายก็มี ดียังไว้ใจไม่ได้ ชั่วนั้นไม่ต้องพูด. แต่ถ้าความถูกต้อง ความถูกต้องมันไม่ใช่ชั่ว มันไม่ใช่ดี, โดยแท้จริงมันเป็นความถูกต้อง มันไม่เกิดอันตรายใด ๆ นี่; ขอให้บูชาความถูกต้อง จะไม่เป็นบวก จะไม่เป็นลบ แล้วก็จะไม่มีความเห็นแก่ตัว. ความถูกต้องถึงที่สุดนั้น อยู่ที่การรักษาอตัมมยตาไว้ได้ เอาไว้พูดถถึงในคราวอื่นก็ได้ เรื่องมันยืดยาว แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราต้องการความถูกต้อง ถูกต้อง.

บุคคลมีความถูกต้องทางวัตถุสิ่งของ ทางร่ายกาย ทางจิต ทางวิญญาณ : การมีวัตถุไว้ใช้สอย ต้องถูกต้อง, การมีร่างกาย บริหารร่างกายก็ถูกต้อง, มีจิตตั้งไว้ถูกต้อง, มีความรู้ทางสติปัญญาก็ถูกต้อง ๆ, อะไรก็ถูกต้อง อย่าไปให้เป็นดีเป็นชั่ว ให้มันถูกต้อง เท่านั้นแหละ. ที่นี้ทาง สังคม ให้มันมีความถูกต้องที่ครอบครัว ที่หมู่บ้าน ที่เมืองที่โลก; ทางสังคม ครอบครัวก็ถูกต้อง หมู่บ้านก็ถูกต้อง บ้านเมืองก็ถูกต้อง. ในทางโลกแต่ละประเทศถูกต้อง ระหว่างประเทศถูกต้อง ทุก ๆ ประเทศถูกต้อง หมดทั้งจักรวาลมันถูกต้อง.

ขอให้มีความถูกต้อง ถูกต้อง ถูกต้อง อย่าให้มันดีเลย มันบ้าดี มันเมาดี หลงดี มันจะเกิดสวรรค์ที่สกปรกขึ้นมา; สวรรค์ที่เต็มไปด้วยกามารมณ์กามคุณนั้น มันเป็นสวรรค์สกปรก นั้นมันบ้าดี อย่าไปเอากับมันเลย เรื่องชั่วเรื่องดี.

หรือจะพูดอีกทีว่า อย่าไปเอากับมันเลย นรกหรือสวรรค์นี่ เอาให้เหนือดีกว่า คือเป็นนิพาน เหนือชั่วเหนือดี เหนือบวกเหนือลบ นั่นแหละสันติสุขสันติภาพสงบสงัดเยือกเย็นแท้จริง. สันติสุขคือความถูกต้อง ทั้งส่วนบุคคล ทั้งส่วนสังคม ทั้งส่วนโลกทั้งโลก มันมีความถูกต้องอย่าที่กล่าวมาแล้ว. เมื่อมีความถูกต้องก็มีความ

สุขสงบในส่วนบุคคล; สันติภาพของโลก มีไม่ได้ดอก ถ้าไม่มีสันติภาพของบุคคล, สันติสุขของโลกก็มีไม่ได้ ถ้าไม่มีสันติสุขของบุคคล ต้องจัดให้บุคคลมีความถูกต้อง ถูกต้องถูกต้องถึงที่สุด มีสันติสุข มีสันติภาพ แล้วโลกส่วนรวมก็จะสันติสุขและมีสันติภาพ.

มนุษย์เจริญด้วยความเห็นแก่ตัว จึงไม่มีสันติสุข

ทำไมเราจึงไม่มีสันติสุข แต่มีวิกฤตการณ์ยุ่งยากเพิ่มมากขึ้น?

มองดูไปที่เบื้องต่ำบ้าง คือมองดูไปในโลกของสัตว์เดรัจฉาน, ในโลกของสัตว์เดรัจฉาน สัตว์เดรัจฉานมีความสงบสุขเท่าเดิม ไม่ยุ่งเพิ่มขึ้นเหมือนกับมนุษย์ เว้นแต่มนุษย์ไปทำให้มันยุ่ง; น่าเห็นใจ น่าเคารพสัตว์เดรัจฉาน มันไม่เห็นแก่ตัวเพิ่มขึ้นกว่าแต่ก่อน มันก็ไม่ทำอะไรให้มันยุ่งมากกว่าแต่ก่อน สัตว์เดรัจฉานจึงมัสันติสุข สันติภาพเท่าเดิม. แต่ของมนุษย์นั้นสูญหายกันไปหมด สูญหายไปหมด มีวิกฤตการณ์มาแทนความสงบ มนุษย์ทำให้มันสูญหายไปหมด แล้วยังไปทำอันตรายเบียดเบียนสัตว์เดรัจฉานอีก.

นี่ถ้าสัตว์เดรัจฉานมันรู้จักคิดรู้จักนึกแล้ว มันจะนึกอย่างไรเล่า? เพราะว่าสัตว์เดรัจฉานมัสันติสุขสันติภาพเท่าเดิม มีความไม่เห็นแก่ตัว อยู่ตามเดิม แต่มนุษย์นี้ยุ่งไปด้วย ความเห็นแก่ตัว ยุ่งไปด้วยการโกลาหลวุ่นวาย เป็นวิกฤตการณ์; สัตว์เดรัจฉานควรจะเป็นฝ่ายหัวเราะเยาะ หรือว่ามนุษย์ควรจะเป็นฝ่ายหัวเราะเยาะ ว่า สัตว์เดรัจฉานนี้ยังโง่.

สัตว์เดรัจฉานมันคงที่ เพราะมันไม่มีความเจริญ, ไม่มีการศึกษา, ไม่มีความเปลี่ยนแปลงทางการเป็นอยู่. ไก่ก็ยังกินข้างเปลือกอย่างเดียว ไม่ต้องมีอะไรดีกว่านั้น สัตว์เดรัจฉานมีคุณธรรมพื้นฐานอย่างไร มันก็ยังมีอยู่อย่างนั้น.

เรามีไก่เขาเอามาทิ้งไว้หลายตัวให้เลี้ยง ขันเข้าเครื่องอัดเทปมีอยู่บ่อย ๆ ดูที ไก่แล้ว มันก็มีความรู้สึกโอ้ น่านับถือ คือความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ อารี โดยสันดาน โดยนิสัย; ไก่ตัวนี้เดินมาพบอาหารอันอร่อยเข้ากองหนึ่ง แทนที่จะกินเอา กินเอา กลับทำเสียงกุ๊ก ๆ ๆ ๆ ดังลั่นไปหมด จนเพื่อได้ยินมากันกรู มารุมกิน ตัวเองไม่ได้กินกี่คำ บางทีไม่ได้กินเลยก็มีเพราะเป็นฝ่ายแพ้, เป็นตัวแพ้. นี่คิดคูเถอะสัญชาตญาณแห่งการเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ มันยังมีอยู่มากเหลือเกิด, นี่สัตว์เดรัจฉาน ไม่มีไก่ตัวไหนที่ว่าพบอาหารแล้วจะไม่ร้องส่งเสียง มันจะเป็นความโง่หรือความฉลาดก็ไม่ทราบ ยังไม่ได้พิสูจน์ แต่เห็นว่านี้มันเป็นพื้นฐานของความไม่เห็นแก่ตัว.

วัฒนธรรมโบราณของคนมันก็มีอยู่ข้อหนึ่งว่า จะไม่รับประทานอาหารก่อน แต่ที่จะได้แบ่งให้ผู้อื่นหรือสัตว์อื่นกินเสียก่อน; อาตมาเคยเห็นผู้ที่มีวัฒนธรรมเก่าแบ่งอาหารให้มดกิน แล้วจึงจะมากินเอง เขาถือหลักอย่างนี้.

สัตว์เดรัจฉานนั้น มันมีความเอื้อเฟื้อ สงเคราะห์อย่างที่เรียกว่าไม่เห็นแก่ตัว. ไก่ตัวผู้มีหงอนยาว มีเห็บมาเกาะติด เอาออกเองไม่ได้ดอก แต่ว่าไก่ตัวอื่นช่วยจิกให้; แล้วน่านับถือว่าไอ้ลูกไก่ตัวเล็ก ๆ มันช่วยจิกให้, ลูกไก่เล็ก ๆ ที่เพิ่งจะออกมานี่ มันช่วยจิกเห็บที่หงอนไก่ตัวผู้ แล้วเห็บนั้นมันกินไม่ได้นะ ไม่อร่อย ไม่ใช่จิกกินแต่มันช่วยจิกให้. นี่ธรรมชาติสร้างมาอย่างไรก็ไม่รู้ สัตว๎นี้มันไม่มีความเห็นแก่ตัวมากเหมือนมนุษย์.

ลิงมันยังช่วยหาเหาให้แก่กันและกัน ในตรงที่มันหาเองไม่ได้ เช่นที่หลังต้นคอ ซอกคอ ตรงนั้นน่ะมันหาเองไม่ได้ ลิงตัวอื่นต้องช่วยหาให้ นี่มันก็ยังมีลิงช่วยหาเหาให้ตัวอื่น. คิดดูซิ ความไม่เห็นแก่ตัวยังมีอยู่ในสัตว์เดรัจฉาน ของมนุษย์นี้มันเริ่มหายไปหมดแล้ว ความเห็นแก่ตัวมันเข้ามาแทน.

เดี๋ยวนี้เราอยู่กันอย่างมึงอย่างกูนะ เป็นนายทุนชนกรรมาชีพ เป็นลูกจ้าง นายจ้าง นายจ้างก็คอยจ้องจะเอาเปรียบลูกจ้าง ลูกจ้างก็คอยจ้องที่จะเอาเปรียบนายจ้าง; ดังนั้นการต่อสู้ การประท้วง การทะเลาะนี้มีอยู่เสมอไป ถ้ามันยังอยู่กันอย่างเป็นลูกจ้าง นายจ้าง.

วิธีสร้างสันติภาพ

เลิกเถอะ, เลิกเป็นนายจ้างลูกจ้าง มาอยู่กันอย่างเป็นเพื่อน เกิด แก่ เจ็บ ตาย แก่กันและกัน เหมือนที่พระพุทธเจ้าสอน; มันจะไปเอาเปรียบใครล่ะ มันเป็นเพื่อนตาดำ ๆ อย่างนี้ ถ้าเป็นลูกจ้างนายจ้าง เป็นนายทุนเป็นชนกรรมาชีพ เป็นคู่ ๆ แล้ว มันก็ต้องทะเลาะกันเสมอไป. เลิกความเป็นคู่ มาเป็นคนเดียวกัน, เป็นเพื่อนร่วมกันหมด ทั้งลูกจ้างนายจ้าง นายทุนชนกรรมาชีพอะไร ไม่มีความเป็นคู่ ความตรงกันข้ามมันไม่มี มันไม่มีบวกไม่มีลบ. นี่เราจะสร้างสันติภาพได้ โดยสร้างความไม่เห็นแก่ตัว เรียกร้องความไม่เห็นแก่ตัวกลับคืนมา.

ช่วยคิดกันดูสักหน่อยจะดีไหม ว่าจะสร้างพระพุทธรูปขึ้นวางให้เต็มทั้งโลก พิมพ์พระไตรปิฎกขึ้นวางให้เต็มทั้งโลก สันติภาพจะมีได้ไหม? ถ้าคนมันยังเห็นแก่ตัว มันก็เอาพระพุทธรูปไปขายซื้อเฮโรอีนเสียอีก, จะวางพระพุทธรูปให้เต็มทั้งโลก มันก็เอาไปขายซื้อเฮโรอีน มันจะมีสันติภาพได้อย่างไร มันต้องละความเห็นแก่ตัว ลดความเห็นแก่ตัว โลกนี้จึงจะมีสันติภาพ.

เอาละสรุปความ ด้วยความสมควรแก่เวลาว่า อย่าอยู่กันอย่างเป็นคู่ต่อสู้เลย อย่าเป็นลูกจ้างนายจ้าง, อย่าเป็นฝ่ายค้าน ฝ่ายรับ ฝ่ายอะไรเลย, ไม่ต้องมีคู่ขัดแย้ง, ไม่ต้องมีคู่ที่ตรงกันข้าม ที่เกิดขึ้นมาจากความเห็นแก่ตัว. เราสร้างสันติภาพในภายในใจ ด้วยอตัมมยตา ไม่บวกไม่ลบ ไม่ดีไม่ชั่ว ไม่ดีใจไม่เสียใจ คงปกติเท่านั้น, สร้างสันติภาพภายในด้วยอตัมมยตา แล้วก็สร้างสันติภาพภายนอกด้วยความไม่เห็นแก่ตัว ไม่เห็นแก่ตัว สันติภาพก็จะมีทั้งภายในและทั้งภายนอก.

นี่อัตมมยตากับสันติสุขหรือสันติภาพ มีใจความสำคัญดังที่กล่าวมา พอสมควรแก่เวลา. ขอยุติการบรรยาย โดยการวิงวอนท่านทั้งหลาย ว่าอย่าประมาณว่าคำพูดที่ไม่รู้อะไรนี้ไม่น่าสนใจ, ไม่สนใจ ไม่อยากรู้. อาตมาขอยืนยันว่า ทางนี้ทางเดียวเท่านั้น ที่สันติสุขและสันติภาพจะมีแก่โลก หรือทั่วทั้งจักรวาล คือความไม่เป็นทาส ไม่หลงชั่วไม่หลงดี ไม่เป็นทาสของชั่วของดี ไม่เป็นทาสของบวกของลบ มีอยู่แต่ความถูกต้องที่อยู่เหนือความเป็นคู่ ๆ เหล่านั้น; นั่นแหละคือความเป็นพระอรหันต์. เราจะเป็นพระอรหันต์หรือไม่ มันอีกเรื่องหนึ่ง แต่ว่าอย่างน้อยเราก็ควรหรือต้องเดินตามรอยพระอรหันต์ สันติภาพจึงจะมีเป็นเงาตามตัว โดยไม่ต้องสงสัย.

ขอให้พุทธบริษัทเราทั้งหลาย จงมีอตัมมยตา มากขึ้น ๆ ตามสัดส่วน จนกว่าจะเป็นพระอรหันต์ได้ด้วยกันจงทุก ๆ คนเทอญ.

————–

ผมอ่านเรื่องนี้แล้ว คิดว่าบางอย่างในเรื่องนี้ ตรงกับคำว่า “ผิวเผิน” “ฉาบฉวย” หรือคำว่า “ติดแหงก” ที่ผมชอบใช้ในบล็อกนี้ครับ เป็นการฟันธงลงไปว่าใช่หรือไม่ใช่ ผิดหรือถูก ชอบหรือไม่ชอบ ดีหรือไม่ดี ความคิดสองขั้ว ฯลฯ; จะเป็นอย่างไร มันก็เป็นอย่างนั้นล่ะครับ ฟังธงแล้วได้อะไรขึ้นมา — มันเป็นเพียงวิธีการของสมองที่จะจัดหมวดหมู่ เพื่อทำความเข้าใจเรื่องราวอันซับซ้อน ให้เข้าใจและจำได้ง่ายๆ เท่านั้นเอง พอแปะป้าย ถูก-ผิด-ดี-เลว แล้วไม่ต้องดูรายละเอียด

อนึ่ง บางทีเราอาจจะสงสัยว่าทำไมท่านพุทธทาสใช้คำตรง+แรงจังเลย ผมคิดว่าเรื่องที่ไม่เคยผ่านประสบการณ์มาหรือคิดมาก่อน จะพูดให้เข้าใจได้ยาก ถ้าใช้วิธีกระตุกความคิด ก็อาจจะชวนให้เอ๊ะ ได้ง่ายขึ้นครับ เรื่องนี้ก็แล้วแต่ว่าเราฟัง/อ่านโดยอยู่กับแก่นสาร(เนื้อหา) หรือรูปแบบ(คำพูด)

อนึ่ง2 มีพรายมากระซิบว่ามีคนมาอ่านบล็อกผม แล้วถามว่า “นี่(ผม)จะบวชเหรอ ทำไมมีแต่เรื่องธรรมะ” ก็ขอตอบตรงนี้เลยว่าจะธรรมะหรือไม่ จะบวชหรือไม่บวช ไม่สำคัญหรอกครับ เรื่องที่สำคัญกว่าคือ(คุณ)อ่านแล้วได้อะไรต่างหาก

« « Prev : นิสัยหยอดกระปุก

Next : มหาสยามยุทธ — ศ.นพ.ประเวศ วะสี » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

ความคิดเห็นสำหรับ "อตัมมยตาปริทัสน์"

ไม่มีความคิดเห็น

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.084973812103271 sec
Sidebar: 0.12700605392456 sec