ก่อนเปลี่ยนโหมดสู่การฟื้นฟู

โดย Logos เมื่อ 16 November 2010 เวลา 0:01 ในหมวดหมู่ การจัดการความรู้, สังคม ชุมชน ครอบครัว #
อ่าน: 3403

ตอนนี้อาจจะยังไม่ใช่เวลาถอดบทเรียนเพราะต้องช่วยผู้ประสบภัยก่อน แต่เนื่องจากผมขี้ลืมจึงขอบันทึกไว้ก่อน

ตลอดเดือนที่ผ่านมา ผมเขียนบันทึกเรื่องอุทกภัยใหญ่ครั้งนี้มา 35 บันทึก [ดูทั้งหมดได้ที่ tag น้ำท่วม ตรงนี้] ส่วนมากเป็นแง่คิดมุมมองเพื่อที่จะทำให้ผู้ประสบภัยยังพอยืนอยู่ได้ พอทำอะไรเองได้บ้าง การช่วยเหลือควรช่วยอะไร ฯลฯ แน่นอนล่ะครับ ว่าช่วยแล้วก็ยังไม่เหมือนก่อนเกิดอุทกภัย แต่สิ่งใดที่เกิดขึ้นแล้ว เป็น past tense จะไปห้ามไม่ให้เกิดไม่ได้ จะเอาใหม่เหมือนเล่นวิดีโอเกมก็ไม่ได้เช่นกัน

ช่วงแรกๆ ที่ท่วมหนัก ผมนอนตอนเช้า เพราะอดีตลูกน้องและผู้ห่วงใยเคยสั่งไว้ว่าไม่ให้นอนดึก แต่มาสัปดาห์หลังนี่ ชักเลยเถิดเปลี่ยนเป็นนอนสาย เมื่อวานตื่นมาหกโมงเย็น ทำท่าจะไปกันใหญ่แล้ว ตัวผมเองคงต้องเริ่มฟื้นฟูเหมือนกัน

บทเรียนสำคัญจากช่วงการบรรเทาทุกข์คือจำเป็นต้องมีแผนงานกับการประสานงานกันครับ

อุทกภัยครั้งนี้หนักหนาสาหัส และเกิดเป็นวงกว้างมาก คาดว่าในความรู้สึกของผู้ประสบภัย ความช่วยเหลือทั้งหลาย too little too late เสมอๆ… อาการแบบนี้มักเกิดขึ้นเมื่อเห็นสื่อกระแสหลักรายงานข่าวความเสียหายและความช่วยเหลือ แต่ว่าตัวผู้ประสบภัยเองกลับไม่ได้รับความช่วยเหลือ หรือได้ไม่ตรงกับที่ต้องการ หรือว่าได้ช้า เป็นพื้นที่ตกหล่น ถูกตัดขาด ฯลฯ ผมไม่ได้ต่อว่าใครหรอกครับ คิดว่าเป็นเรื่องธรรมดานะ

แม้แต่ “ความจริง” ก็มีหลายมุมมอง เหตุการณ์ใหญ่ที่เกิดขึ้น มีผู้มีส่วนเกี่ยวข้องมากมาย ดังนั้นก็จะมีหลากหลายมุมมองเสมอ — มีข้อจำกัดของคนอื่นตั้งหลายอันที่เราไม่รู้เลย ไม่เคยนึกถึง (เนื่องจากไม่เคยคลุกคลีศึกษามาก่อน) เราก็ยังยึดแต่ความจริงจากมุมมองของเรา ว่าใหญ่กว่า ถูกต้องกว่าความจริงจากมุมมองอื่นเสมอ ทั้งนี้เป็นเพราะเราคุ้นเคยรู้ทางกับความคิดของตัวเองมาตั้งแต่เกิดแล้ว

ความทุกข์ยากของแต่ละพื้นที่ ไม่มีคำตอบหรือวิธีการใดที่ครอบจักรวาล เช่นเดียวกับการที่ไม่มีกางเกงตัวใดที่พอดีกับผู้สวมใส่ทุกคนหรอกครับ — แต่จะมีบางคำตอบที่เหมาะกับคนกลุ่มหนึ่งมากกว่ากลุ่มอื่น มีบางคำตอบที่ฟื้นฟูชาวบ้านได้เร็วหากพื้นที่ตรงนั้นไม่มีข้อจำกัดมากนัก

ภาคีของ OpenCARE มีจ๊ะเอ๋กันเหมือนกัน กาชาดเจอกับทหารพัฒนา ต่างคนต่างไปเจอกันในพื้นที่เดียวกัน เวลาเดียวกันโดยไม่ได้นัดหมาย นี่ยังดีที่ลักษณะงานแตกต่างกันในหลายส่วนครับ เรียกได้ว่าไม่ซ้ำซ้อน เพียงแต่กระจุกตัวเฉยๆ — ขนาดมีระบบประสานงานแล้วนะ แต่งานมันโกลาหลมากจนไม่มีเวลาแจ้งภาคีอื่นๆ ในเครือข่าย — ถ้าหากว่าแต่ละหน่วยแจ้งภาคีอื่นว่าจะลงพื้นที่ใด หน่วยอื่นที่เห็น ก็ยังขยับไปยังพื้นที่อื่นๆ กระจายความช่วยเหลือออกไปได้

เมื่อจะช่วยผู้ประสบภัยแล้ว ก็ต้องพยายามไม่ให้การบรรเทาทุกข์กลายเป็นภัยพิบัติเสียเอง ไม่อย่างนั้นจะช่วยใครไม่ได้มากเนื่องจากหน่วยงานบรรเทาทุกข์กลับประสบภัยเสียเอง

ในส่วนของมูลนิธิ OpenCARE เราก็ตรวจสอบว่าหากจะเป็นทางผ่านของความช่วยเหลือ ซึ่งผู้บริจาคสามารถนำเงินบริจาคมาหักภาษีได้ตามมติ ครม. เราจะต้องทำอย่างไรบ้าง ในเบื้องต้นได้รับแจ้งว่า

มูลนิธิต้องแจ้งขึ้นต่อกรมสรรพากร โดยผู้บริจาคที่ต้องการนำไปหักภาษีให้ส่งใบ pay in มาให้มูลนิธิ …มูลนิธิก็จะออกใบเสร็จรับเงินให้กับผู้บริจาคไป

นอกจากนั้นก็เป็นเรื่องความโปร่งใสตามลักษณะบัญชีมูลนิธิตามปกติ ซึ่งไม่ต้องการกำไร ไม่ชักหัวคิว ได้รับมาเท่าไหร่ ใช้ให้ตรงกับวัตถุประสงค์ของการบริจาคจนหมด… เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้เหมือนกันว่าจะโดดไปทำดีหรือเปล่านะครับ ข้อดีคือมูลนิธิเป็นนิติบุคคล เป็นองก์กรสาธารณประโยชน์มีกฏหมายรับรอง สามารถยืนระยะยาวได้ ข้อเสียคือมีคนทำอย่างนี้อยู่เยอะแล้ว — แต่ที่แน่ๆ การฟื้นฟูยังอีกยาวครับ

มองดูดีๆ การฟื้นฟูก็เป็นโอกาสที่จะแก้ไขของเดิมที่ยังไม่ดี ให้ดีกว่าเดิม… การฟื้นฟูไม่น่าจะใช่การทำให้กลับไปเหมือนเดิมหรอกนะครับ ไม่ใช่การรีเซ็ตหรือเอาใหม่อย่างน้อยก็ในมุมมองของผม แต่เป็นการสร้างใหม่ ซึ่งเมื่อสร้างใหม่แล้ว สร้างให้ดีกว่าเดิมได้… ที่สำคัญคือไม่ใช่เอาความคิดของเราไปยัดเยียดให้กับผู้ประสบภัย ต้องถามเขา เคารพเขา เปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วม ฟังเขามากๆ ยังไงก็จะเป็นบ้านของเขานะครับ หาคำตอบร่วมกัน ช่วยเท่าที่ช่วยได้ และช่วยให้เขายืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วงแรกอาจจะต้องพยุงกันมากหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้ว ชุมชนจะต้องยืนอยู่บนขาของตัวเองให้ได้

ดังนั้น ผมจึงเห็นด้วยกับแนวทางของ เครือข่ายผู้ประสบภัยสึนามิ และมูลนิธิชุมชนไท ครับ อยากให้ลองพิจารณากันดู อย่าเพิ่งเชื่อหรือปฏิเสธโดยยังไม่ได้พิจารณา

« « Prev : ปั่นเพื่อชาติ

Next : อีกด้านหนึ่งของน้ำ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 November 2010 เวลา 12:21

    ชอบแนวคิดนี้ครับ

    “มองดูดีๆ การฟื้นฟูก็เป็นโอกาสที่จะแก้ไขของเดิมที่ยังไม่ดี ให้ดีกว่าเดิม… การฟื้นฟูไม่น่าจะใช่การทำให้กลับไปเหมือนเดิมหรอกนะครับ ไม่ใช่การรีเซ็ตหรือเอาใหม่อย่างน้อยก็ในมุมมองของผม แต่เป็นการสร้างใหม่ ซึ่งเมื่อสร้างใหม่แล้ว สร้างให้ดีกว่าเดิมได้… ที่สำคัญคือไม่ใช่เอาความคิดของเราไปยัดเยียดให้กับผู้ประสบภัย ต้องถามเขา เคารพเขา เปิดโอกาสให้เขามีส่วนร่วม ฟังเขามากๆ ยังไงก็จะเป็นบ้านของเขานะครับ หาคำตอบร่วมกัน ช่วยเท่าที่ช่วยได้ และช่วยให้เขายืนอยู่ได้ด้วยตัวเอง ช่วงแรกอาจจะต้องพยุงกันมากหน่อย แต่ถึงที่สุดแล้ว ชุมชนจะต้องยืนอยู่บนขาของตัวเองให้ได้”

  • #2 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 November 2010 เวลา 12:30
    ขอบคุณมากครับอาจารย์ เขียนอยู่คนเดียว เรื่องเดียว มาเดือนกว่าโดยไม่ค่อยมีความคิดเห็น บางทีก็สงสัยตัวเองว่าบ้าไปหรือเปล่านะครับ แต่ก็ยังทำต่อไป

    หากเป็นกัลยาณมิตรกัน เห็นอะไรไม่ถูกไม่ควร ก็น่าจะเตือนกันได้ — บางทีเหมือนแกว่งปากหาเท้าเหมือนกันครับ ฮือฮือ

  • #3 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 November 2010 เวลา 12:48

    “ทำดีที่สุด เท่าที่ทำได้ ได้คิดและได้ทำ แล้วทำใจให้สบายครับ…..อาจารย์ท่านหนึ่งของผมบอกไว้

  • #4 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 17 November 2010 เวลา 17:23
    ทำเท่าที่ทำได้ดี ทำแล้วรู้สึกเฉยๆ แต่รู้ว่ามีประโยชน์ ไม่มีใครขอให้ทำ แต่ทำครับ
    ความรับผิดชอบของผู้มีความรู้

แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.56766796112061 sec
Sidebar: 0.30475187301636 sec