การสำรวจวงปีของต้นไม้ เปิดเผยเรื่องน่ากลัว

อ่าน: 2770

Earth Institute แห่งมหาวิทยาลัยโคลัมเบียในสหรัฐอเมริกา ได้ทำการศึกษาวงปีของต้นไม้ทั่วเอเซีย

อาจจะดูเหมือนเป็นการศึกษาแบบเด็กๆ เพราะว่าเราก็รู้ว่าวงปีของต้นไม้เกิดขึ้นปีละวง เมื่อต้นไม้ได้รับน้ำมากในหน้าฝน ต้นไม้ก็จะเจริญเติบโตมาก ทำให้เนื้อไม้ในช่วงนั้นโตเร็ว ในขณะที่หน้าแล้ง ต้นไม้ไม่ได้น้ำก็โตช้าหน่อย จึงเห็นว่าหากตัดต้นไม้ทางขวาง ก็จะเห็นวงในเนื้อไม้หนึ่งวงสำหรับการเจริญเติบโตหนึ่งปี

ประเด็นอยู่ตรงนี้ล่ะครับ เมื่อฝนมาก ระยะห่างระหว่างวงก็มาก เมื่อเจาะเนื้อไม้มาศึกษาวงปี ก็พบความจริงที่น่าตกใจ ว่าในช่วงหกร้อยปีที่ผ่านมา เกิดความแห้งแล้วอย่างแสนสาหัสในหลายพื้นที่ของเอเซีย รวมถึงในเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่เราอยู่ด้วย (ในสารคดีนี้บอกว่านครวัดล่มสลายเพราะความแห้งแล้ง ถึงจะจริงแต่ “ขอม” ผู้สร้างนครวัดคงไม่ยอมแห้งตายหรอกครับ ต้องอพยพไปที่ราบลุ่มที่มีน้ำจืดอุดมสมบูรณ์ที่อื่นแน่นอน เผอิญไปคาบกับช่วงที่อาณาจักรอยุธยาเกิดโผล่ขึ้นมาในประวัติศาสตร์อย่างกระทันหันพอดี)

ไม่ว่าเมืองไทยจะมีโทรศัพท์สามจีหรือไม่ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ก็เป็นแหล่งผลิตอาหารที่สำคัญของโลกเสมอ น้ำฝนมากับมรสุม ซึ่งมรสุมก็เป็นปฏิสัมพันธ์ระหว่างอุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรอินเดีย กับในมหาสมุทรแปซิฟิก เมื่อมีปรากฏการณ์โลกร้อน อุณหภูมิของน้ำทะเลเปลี่ยนแปลง เสริมด้วยเอลนินโย ก็ทำให้เกิดความแห้งแล้วหนัก และมักเกิดเป็นรอบๆ บางรอบนานกว่าสิบปี หรืออาจเป็นหลายสิบปี

Tree Rings, Climate Change and the Rainy Season from Earth Institute on Vimeo.

เพราะภาวะโลกร้อน ทำให้อุณหภูมิของน้ำในมหาสมุทรร้อนขึ้น เมื่อแล้งจะแล้งจัดเหมือนที่เกิดขึ้นเมื่อต้นปีนี้ แต่เมื่อฝนตกจะตกหนักจนท่วมอย่างในปัจจุบัน พายุจะรุนแรงกว่าที่เคยเป็น เพราะน้ำมีอุณหภูมิสูงกว่าที่เคยเป็น ก็จะมีพลังงานสูงกว่าที่เคยเป็น

ไม่ว่าจะแล้งหรือน้ำท่วม ต่างก็ไม่เป็นผลดีต่อการผลิตอาหารทั้งนั้น สมควรอย่างยิ่งที่จะต้องจัดการน้ำอย่างที่ควรจะทำมานานแล้วเสียที เลิกแก้ปัญหาเฉพาะหน้าเสียทีเถิดครับ เพราะว่าแก้ปัญหาเฉพาะหน้าไม่ได้แก้อะไรเลย เพียงแต่เลื่อนปัญหาออกไปในอนาคตเท่านั้น

ไม่ต้องอายประเทศเพื่อบ้านที่ป่านนี้เรายังไม่มีสามจีหรอกครับ ควรอายที่ภาพถ่ายจากดาวเทียมเห็นเมืองไทยทำลายตัวเอง โดยตัดต้นไม้ ถางป่าจะโกร๋นหมด

« « Prev : แก๊งค์ 249 บุกเขาใหญ่ (อีกแล้ว)

Next : เที่ยวตลาดนัดธนบุรี » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 September 2010 เวลา 6:26

    -ได้ความรู้ใหม่เพิ่มเติมเกี่ยวกับวงปีของไม้ ที่ไม่เคยทราบมาก่อน
    สุดยอดจริงๆเรื่องนี้ ที่ธรรมชาติก็มีการบันทึกเสมือนจดหมายเหตุทางระบบนิเวศน์โลก
    -ส่วนเรื่องผลกระทบนั้น กำลังรับกรรมจนอ่วม แบบเต็มๆอยู่ในวันนี้พรุ่งนี้
    อ่างทอง สุพรรณฯ อยุธยา กำลังจะล่มอีกครั้งหนึ่ง
    อาจจะเลยมาถล่มบางกอกอีกก็ได้ ถ้าพายุจะกระหน่ำ
    -เรื่องปลูกป่าไม้ รักษาป่า พวกดื้อตาใส มองว่าเป็นเรื่องไกลตัว
    เกิดชาติหน้าละมั๊งถึงจะระลึกได้
    เรื่องพวกนี้ น่ารวมเล่มจริ๊งๆจริง

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 September 2010 เวลา 9:23

    มหาวิทยาลัยและวิทยาลัยท้องถิ่นและส่วนกลางควรสนับสนุนการเรียนรู้เรื่องนี้ ป.โท ป.เอกทั้งในบ้านนอกบ้าน ที่รับทุนของชาติไปเรียนน่าจะมีข้อบังคับว่าให้กลับมาทำ วิทยานิพนธ์เรื่องของบ้านเรา และอาจจะจำกัดหมวดของเรื่องไว้เลย เหมือนหลายคนไปเรียนอเมริกาหากเอาทุนต่อโทเอก อาจารย์จะกำหนดหัวข้อให้ศึกษาค้นคว้า ดูเหมือนอาจารย์ไร้กรอบก็เช่นกัน ของไทยหากทำเช่นนั้นผลการศึกษาก็จะเป็นประโยชน์แก่ประเทศเรา

    เหมือน ไลเคน ที่เกาะตามต้นไม้ ผนังโบราณวัตถุ ก้อนหินในป่าในเขา การเปลี่ยนสีของมันคือตัวบ่งบอกการเปลี่ยนแปลงสิ่งแวดล้อม
    แน่นอนหากมีระบบการบันทึกประกอบด้วยก็ยิ่งมีคุณค่ามากขึ้น จะเป็นประโยชน์ต่อปัจจุบันและลูกหลานในอนาคต

  • #3 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 September 2010 เวลา 13:02
    หรือไม่ก็พอจบปีสาม แล้วให้พักการเรียนออกไปหาประสบการณ์ชีวิต ฝึกงาน หรือทำโครงการสักปีนะครับ จะได้เจอของจริง ออกนอกกะลากันบ้าง วันนี้รับกันแต่ความรู้มือสองที่ไม่ตรงกับบริบทชีวิต จบมาแล้ว ยังไม่พร้อมสำหรับอะไรเลย เฮ้อ…ผมบ่นอีกแล้ว
  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 September 2010 เวลา 15:21

    ใช่เลยคอน เคยได้ยินมาว่า หลักสูตรปริญญาตรีในจีน ทุกสาขาอาชีพ อย่างน้อย 1 เทอมจน 1 ปี จะต้องออกไปอยู่กับประชาชน จะชนบทหรือในสลัม หรือในเมืองแบบไหนก็ว่าไป ไปศึกษา แล้วกลับมาเขียนผลการศึกษา ประเด็นเหล่านั้น เขาผู้นั้นอาจจะใช้เป็นประเด็นไปต่อ ป.โท ป.เอก ได้อีก เด็กก็ได้เรียนรู้ มหาวิทยาลัยก้ได้ข้อมูล ชาวบ้านก็ได้เรียนรู้ ได้หมด

    ของเรามีหลักสูตรผู้จบปริญญาตรีแล้วไปเป็นบัณฑิตศึกษาของ มธ. ซึ่ง ดร.ป๋วยท่านวางไว้ แล้วมหาวิทยาลัยต่างๆก็เอาอย่าง ทุกแห่งแล้ว ดีมาก อย่างนายอำเภอดงหลวงปัจจุบันนี้หลังจากที่จบปริญญาตรีแล้วก็ไปต่อหลักสูตรนี้ ผมว่าท่านเป็นนายอำเภอคนหนึ่งที่น้อยคนนักจะติดดิน แต่งตัวง่ายๆ พุดจากับชาวบ้านรู้เรื่อง ชอบตระเวนไปตามหมู่บ้านต่างๆดูโน่นดูนี่มากกว่าจะนั่งแช่แอร์ในห้อง

    แต่มหาวิทยาลัยอาจจะใช้หลักสูตรในช่วง 4 ปีนั้นก็ได้ มีประเด็นน่าสนใจมากมายครับ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.05819296836853 sec
Sidebar: 0.18982601165771 sec