ครั่ง (Laccifer Lacca Kerr)

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 21, 2012 เวลา 20:18 ในหมวดหมู่ ชนบท, ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม #
อ่าน: 2363

เมื่อผมไปสำรวจข้อมูลสนามแห่งหนึ่งเกี่ยวกับเรื่องผลกระทบสิ่งแวดล้อม มีหลายเรื่องที่ผมค้างคาใจ หนึ่งในนั้นคือ ครั่ง ไม่ใช่อาการคลุ้มคลั่ง เพราะอากาศร้อนนะครับ แต่เป็น “ครั่ง” ที่เป็นสิ่งที่มีชีวิตชนิดหนึ่งที่มีประโยชน์ต่อวิถีชีวิตของมนุษย์ เด็กปัจจุบันอาจจะเคยได้ยินคำว่าครั่ง แต่น้อยคนนักจะเคยเห็นตัวครั่ง หรือแม้แต่รังหรือมูลของมันที่เราเอามาใช้ประโยชน์ น้อยคนนักจะเคยเห็น หรือเห็นแล้วไม่รู้จัก..

ท่านที่ไม่รู้จักก็หาความรู้ได้ ที่นี่ สิ่งที่ผมอยากเขียนถึงครั่งก็คือ ชนบทแห่งนั้นที่ผมไปศึกษาข้อมูลสนามพบว่า เกษตรกรมีอาชีพทำนา ทำไร่ ทำสวน และทำครั่ง หรือเลี้ยงครั่งแล้วเก็บขาย ซึ่งข้อมูลราชการพบว่า ประเทศเราส่งครั่งออกเป็นอันดับต้นๆของโลก

ผมคุ้นเคยครั่ง เพราะสมัยเด็กนั้นที่บ้านผมปลูกต้นก้ามปู หรือ ฉำฉา หรือจามจุรี ด้วยหลายเหตุผล เช่นต้องการร่ม เขาโตเร็ว และแผ่กิ่งก้านกว้างขวาง ต้องการใช้ทำฟืน ผมจำได้ว่าก่อนที่ฤดูน้ำท่วมจะลดลงเข้าสู่ฤดูแล้ง และชาวนาจะเก็บเกี่ยวข้าวในนานั้น พ่อบ้านจะเตรียมฟืนเพื่อใช้ในช่วงเกี่ยวข้าว จะตัดกิ่งก้ามปูให้ได้ขนาดพอเหมาะ ผ่าให้เป็นชิ้นเล็กพอดี แล้วกอง เรียงไว้ใต้ถุนบ้าน และมีก้ามปูไว้เลี้ยงครั่งเพื่อเอาขี้ครั่งไว้ขายหรือใช้


แต่พ่อผมจะเลี้ยงครั่งเฉพาะต้นก้ามปูที่ไม่ได้ใช้ร่ม หรือห่างไกลออกไป ทั้งนี้เพราะ ต้นไหนที่เลี้ยงครั่ง เขาจะปล่อยน้ำลงมาเป็นฝอยๆ คนที่นั่งใต้ต้นก้ามปูรับรู้ได้ จึงไม่นิยมเลี้ยงต้นก้ามปูที่ต้องการใช้ร่มดังกล่าว

ในสนามที่ผมไปศึกษานั้น ชาวบ้านมีรายได้เป็นกอบเป็นกำจากครั่งมาช้านาน เป็นท้องถิ่นที่มีชื่อเสียงของจังหวัด และเป็นที่รู้จักของพ่อค้ารับซื้อครั่งว่า จะซื้อครั่งจำนวนมากได้ที่นี่ แต่วันนี้ครั่งเกือบหมดไปจากพื้นที่แห่งนี้แล้วเพราะมลภาวะที่โรงงานชนิดหนึ่งมาตั้งแล้วปล่อยออกมา ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่ไม่เอื้อต่อวงจรชีวิตของครั่ง ครั่งตายไป หรือไม่เจริญเติบโต ซึ่งกระทบต่อรายได้ของเกษตรกร


ในทางตรงข้าม การเปลี่ยนแปลงของครั่งที่เกิดขึ้นคือตายไป หรือไม่เติบโต กลายเป็นเครื่องชี้วัดมลภาวะไปแล้ว แม้ว่าเครื่องมือวัดมลภาวะจะบอกว่าอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับมนุษย์ แต่ครั่งอาจจะ sensitive กว่าสิ่งมีชีวิตอื่นๆ เหมือนไลเคนส์ ที่จะเปลี่ยนสีไปเมื่อสิ่งแวดล้อมเปลี่ยนไป ซึ่งตรงนี้ ยังไม่มีความรับผิดชอบจากโรงานนั้นๆ แม้ว่าเกษตรกรจะเคยกล่าวอ้างในเรื่องนี้ แต่ตัวเลขการวัดผลมลภาวะของเครื่องมือวัดนั้นกลายเป็นคำตัดสินไปว่า อยู่ในระดับมาตรฐาน

ผมว่าในอนาคตกฎหมายอาจจะต้องปรับปรุงในเรื่องเหล่านี้ เครื่องมือวัดมลภาวะอาจจะต้องปรับปรุงใหม่ สิ่งเหล่านี้ผมเพียงตั้งข้อสังเกต ไม่สามารถระบุรายละเอียดทั้งหมดได้เพราะเกี่ยวข้องกับงานที่ผมรับผิดชอบอยู่นะครับ

ด้วยความเป็นห่วงสิ่งแวดล้อมน่ะครับ

(รูปและข้อมูลส่วนหนึ่งมาจาก อินเทอร์เน็ต)


เขียนถึง หมอสวัสดิ์ ห้างฉัตร

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 21, 2012 เวลา 16:17 ในหมวดหมู่ ชนบท, สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย #
อ่าน: 4343

คนที่มีอายุรุ่นราวคราวเดียวกัน และใกล้เคียงร่วงไปทีละคนสองคน อีกหน่อยก็ถึงคิวเรา เป็นเรื่องธรรมชาติ ที่เขียนเรื่องนี้เพราะเมื่อเดือนก่อน พี่สาวโทรมาส่งข่าวว่า พี่เขยเดี้ยงไป เพราะเร่งงานก่อสร้างหนักไปหน่อย เลยล้มฟุบลงไป มือชาและไม่มีแรง ขาข้างซ้ายไม่มีแรง เดินไม่ได้เอาเลย ลูกๆรีบเอาส่งโรงพยาบาล หมอก็ดีเหลือแสน จัดการทางการแพทย์อย่างดี ผลออกมาไม่น่ากลัวเท่าไหร่ ให้ยามากินและทำกายภาพมากๆตามโปแกรมก็น่าจะดีขึ้นในสามสี่เดือน

ช่วงนั้นผมกำลังหาข้อมูลในหมู่บ้านที่แม่เมาะ ก็ไปพบผู้ใหญ่บ้านท่านหนึ่งเดี้ยงมาสี่เดือนเพราะเป็นอัมพฤกษ์ ก็มาอยู่บ้านแล้วทำกายภาพบำบัดบ่อยๆ ลูกหลานช่วยกัน พร้อมทั้งไปเอายาสมุนไพรของหมอสมุนไพรแห่งหนึ่งมากิน ปัจจุบันกลับมาเกือบปกติ ขับรถได้ ไปประชุมได้ ช่วยตัวเองได้ทั้งหมด เพียงปากเบี้ยวไปนิดๆ


ผมสนใจ นึกไปถึงพี่เขยจึงเปลี่ยนเรื่องคุยกับเมียผู้ใหญ่บ้านถึงเรื่องนี้ เมียผู้ใหญ่บ้านก็ดีหลายเล่าให้ฟังโหมด พร้อมทั้งชี้ไปที่สุภาพสตรีเมื่อสักครู่ที่เดินกลับไป บอกว่า เธอเป็นเพื่อนบ้านติดกันนี่แหละ เป็นมะเร็งที่มดลูก อาการหมดสภาพแล้ว ไปหาหมอท่านนี้ คนเดียวกัน เอาสมุนไพรมากิน ดีขึ้นเลยเห็นไหมเล่า นี่ถ้าเมียผู้ใหญ่ไม่บอกผมก็เดาไม่ออกว่าสตรีที่เดินไปนั้นเป็นมะเร็งที่ดีขึ้นมาแล้ว…

ผมตัดสินใจขอชื่อที่อยู่หมอเพื่อจะหาโอกาสไปเอายาไปฝากพี่เขย จังหวะพอดีที่เราเสร็จงานก็จะกลับกรุงเทพฯโดยเดินทางจากลำปางไปเชียงใหม่เพื่อขึ้นเครื่องกลับ เราจะถือโอกาสแวะไปหาหมอท่านนี้เสียก่อน

เมื่อทราบคร่าวๆว่าที่อยู่ของหมออยู่ที่ใดก็บอกคนขับรถไปยังเป้าหมาย โฮ..แม่จ้าว….บ้านท่านอยู่ในป่า ติดอุทยานแห่งชาติขุนตาล เราต้องจอดรถถามชาวบ้านที่อยู่กลางนา ในบ้านหลายครั้งกว่าจะไปถึงเป้าหมาย

รถเต็มบ้านเลย มีคนบอกว่าให้ลงชื่อเข้าคิวไว้ที่สมุดหน้าบ้าน ผมมองเข้าไปข้างในบ้าน มีคนนั่งกันเต็ม ล้นออกมาข้างนอก ผมสอบถามว่ามีคิวอยู่ 5-6 คน แต่ทั้งหมดนั้นไม่ได้มาคนเดียว เพราะหมอจะบอกว่าให้เอาผู้ป่วยมาด้วยจะได้ดูอาการให้เห็นกับตา

ผมนั่งคอยคิดว่าคงยาวแน่ๆจึงเดินทางออกไปชมรอบบ้านที่ทำเป็นโรงงานผลิตสมุนไพร มีลานตากสมุนไพรที่หั่น ตัดแล้วเต็มไปหมด กลิ่นหอมของสมุนไพรโชยมาตลอดเวลา ผมเดินไปหน้าบ้าน มีร้านก๊วยเตี๋ยวอยู่จึงนั่งคุยด้วย ทราบว่าเป็นลูกสาวคนโต ออกจากงานมาขายก๋วยเตี๋ยว เล่าว่าเดิมพ่อสนใจสมุนไพร ศึกษาด้วยตัวเองมาตลอด เข้าร่วมการวิจัยกับสาธารณสุขอำเภอ จังหวัด และหน่วยงานต่างๆมากมาย แม่เขาเองหรือภรรยาหมอเคยเป็นมะเร็งมาก่อนและพ่อทำการรักษาจนคิดว่าหายดี เป็นผู้ช่วยพ่อในปัจจุบันนี้…..


ผมเข้าไปนั่งร่วมวงกับผู้มาหาหมอ เพื่อฟังหมอคุย พร้อมสังเกตการณ์ต่างๆ นี่รอมานานนับสองชั่วโมงแล้ว ผมเห็นหมอคุยตลอด เมื่อถึงคิวใครก็ถามว่าเป็นอะไร ซักไซ้ หากมีผู้ป่วยมาด้วยก็มาดูนั่นดูนี่ เหมือนหมอจริงๆ ถามอาการ ถามอะไรมากมายแล้วก็บอกจะจัดยาให้ เอากี่ชุดล่ะ แล้วก็ค่อยๆเดินไปเตรียมถาด เอาถุงพลาสติกสำหรับใส่ยามากางออกทีละใบแบบค่อยๆเป็นไป ไม่ได้รีบร้อน ปากก็คุยเรื่องโน้นเรื่องนี้ไปเรื่อย ใครตั้งประเด็นอะไรมา หมอก็ต่อความไปตามความรู้ประสบการณ์ของหมอ


ผิดคาดผมที่มักเห็นหมอเร่งทำงานเพื่อจำนวนคนไข้จะได้มากๆเพื่อรายได้ แต่หมอไม่สนใจว่าใครจะคิดว่าช้ามากๆๆๆๆ ใครไม่รอก็ไปก่อน หมอก็เดินจัดยาหยิบจากถุงโน้นบรรจงใส่ถุงพลาสติกในถาด ทีละถุง บางทีก็ขยี้ให้ยาที่หยิบมาแตกตัวไม่จับเป็นก้อน ปากก็พูดไป โฮ ช้าสุดๆ แต่ผมเข้าใจได้

มาถึงคิวคุณยายก่อนหน้าผม หมอถามว่าเป็นอะไร ยายก็บอกว่า เป็นหลายอย่างคุณหมอ เก้าส์ก็เป็น ไตก็เป็น เบาหวานก็เป็น ความดันก็เป็น….หมอบอกว่า ไหนยายเหยียดเท้ามา เหยียดมือมา คว่ำมือดู… ไม่ได้เป็นเก้าส์แก๊วอะไรหรอกยาย หมอว่า หากเป็นข้อนิ้วต้องบวมโตผิดไปจากเดิม เดี๋ยวผมจัดยาให้ เอากี่ถุงล่ะ …

ผมนั่งดูข้างฝา มีใบประกาศนียบัตร 30 กว่าใบจากหน่วยงานราชการทั้งนั้น หมอเล่าให้ฟังว่ามีอินโดนิเซียเชิญไปสัมมนา ถามตัวยาโน่นนี่ ผมไม่บอก มีฝรั่งมังค่าจะมาทำการศึกษา ผมไม่เอาด้วย เพราะมันจะมาหลอกเอาตำราผมไปน่ะซี..

ตัวยาทั้งหมดมาจากป่านี่เอง เจ้าหน้าที่ป่าไม้เคยมาจับชาวบ้านเหมือนกันที่ขึ้นไปหาสมุนไพรเอามาขายให้หมอ…เรื่องแบบนี้มีไม่จบสิ้น..


(ภาพถุงยาสมุนไพร รางวัลแห่งชาติที่ได้รับ และเอกสารสัมมนา)

สำหรับคิวผม ก็ได้แค่เล่าอาการให้หมอฟังว่าพี่เขยเป็นอัมพฤกษ์ข้างซ้าย เท่าที่ผมมีข้อมูลที่สอบถามมาจากพี่สาวผม แล้วก็ได้ยามาสี่ชุด ให้ไปต้มกิน พร้อมทั้งทำกายภาพด้วยนะ… รวมสามชั่วโมงครึ่งที่ผมคอยหมอ ความจริงคนไข้ไม่มากเท่าไหร่ แต่ญาติพี่น้องคนไข้มากันเยอะ และหมอชอบคุยเลยทำให้ช้า แต่ก็ไม่เป็นปัญหาสำหรับความหวังที่จะทำให้ร่างกายป่วยไข้ดีขึ้น


พี่เขยผมกินยาสมุนไพรไปได้ สามสัปดาห์ พอใจมาก พวกเราก็ดีใจแล้วครับ….

ที่เขียนถึงก็เผื่อใครสนใจ ก็ลองสอบถามได้นะครับ


เขียนถึง ดามาพงษ์ คนหนึ่ง..

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 21, 2012 เวลา 12:32 ในหมวดหมู่ เรื่องของชีวิต #
อ่าน: 2205

ช่วงหลังมานี้ผมชอบฟังวิทยุ จึงซื้อมาเครื่องหนึ่ง เอาไว้ที่กรุงเทพฯ ลงมาทีไรก็เปิดแต่วิทยุฟังข่าวเสียเป็นส่วนใหญ่ คนที่บ้านแซวว่าเหมือนชาวบ้านที่เอาวิทยุมาเปิดฟังลูกทุ่งไปทำงานไปเลย…

ผมว่ามีรายการดีดีเยอะนะครับ หูฟังไป มือและสมองทำงานไปด้วย หากดูทีวี ตาก็อยู่แต่ทีวีไม่ได้อยู่ที่งาน จริงๆก็ฟังทีวีก็ได้เน๊าะ แต่ผมเลือกฟังวิทยุ วันนี้ขับรถไปส่งลูก ขากลับเปิด FM 99.00 เวลาสัก 9 โมงถึง 10 โมงเช้า ฟังรายการเกี่ยวกับสุขภาพ มีสตรีสองท่านดำเนินรายการ และมีวิทยากรผู้ชายหนึ่งท่านคุยกันทางโทรศัพท์ เขาคุยกันถึงอากาศร้อนในสองสามวันนี้ และบอกว่าพรุ่งนี้พระอาทิตย์จะตรงหัวคนไทย แน่นอนร้อนจัดๆเลยหละ

วิทยากรผู้ชายท่านนั้นเป็นนักโภชนาการ อธิบายว่าควรดื่มน้ำมากๆ 8-10-15 แก้วต่อวัน แล้วแต่อายุ สุขภาพ แต่แนะนำให้ดื่มน้ำเปล่าที่สะอาด มากๆ หากน้ำน้อยจะมีผลต่อสุขภาพหลายอย่าง ให้ใส่แว่นกันแดด กางร่ม ผู้สูงอายุอย่าออกแดดมากนัก กินผักเยอะๆ อย่ากินทุเรียน หรือทนไม่ไหวหลังกินทุเรียนก็ให้กินน้ำมากๆ ฯลฯ


(ภาพจากอินเตอเนท)

ผมฟังอยู่พักใหญ่ระหว่างขับรถไป พอผู้ดำเนินรายการเอ่ยชื่อ อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผมก็อ๋อ ไอ้หง่า เพื่อนผมเอง ขออภัยเราสนิทกันมาก ผมก็ชื่นชมเพื่อนคนนี้มาตั้งแต่เรียนหนังสือ ม.ศ. 4-5 ด้วยกันที่สำเหร่ เราอยู่ก๊วนเดียวกัน เล่นด้วยกัน ไปไหนมาไหนด้วยกัน มี แป้น เปี๊ยก และชาตรีอีกคน แป้นเป็นลูกชายเจ้าของโรงเรียน เราเลยถือโอกาสกินข้าวเย็นบ้านแป้นบ่อยๆ หรือไปเล่นดนตรีกันที่ห้องพักที่บ้านแป้น และดูหนังสือด้วยกัน ขอยืมเสื้อใส่กัน

ไอ้หง่า หรือ เพื่อนหง่า หรืออาจารย์สง่าของสาธารณชน ไปเรียน Food science ที่ มก. แป้น ไปเทคนิคบางมด(สมัยนั้น) ชาตรีและเปี๊ยกไป มข. ผมไป มช. นานๆเราจะมาพบกันที ตามสะดวก สง่าเป็นนักโภชนาการของกรมอนามัยมานาน เติบโต มีชื่อเสียงทางด้านสุขภาพมากมาย หุ่นดี ดูสุขภาพร่างกายไม่แก่ตามอายุ อันมาจากการดูแลสุขภาพของเพื่อนนั่นเอง และที่สำคัญ สง่าเป็นคนหัวเราะเก่ง หน้าเขายิ้มตลอด พูดเก่ง จิตใจดี น่าจะเป็นองค์ประกอบอย่างหนึ่งของสุขภาพที่ดีของเพื่อนคนนี้


(ภาพจากอินเตอเนท)

ผมเห็นสง่าทางหน้าจอทีวีเป็นบางครั้ง เราไม่ค่อยได้ติดต่อกัน จะเจอะกันโดยบังเอิญบ้างเช่นที่สนามบิน เขาลงใต้ ผมไปอีสาน ทำนองนั้น ผมทราบว่าสง่าเขียนหนังสือออกมา ชื่อ “กินอยู่อย่างสง่า” ในเนทกล่าวว่า เขียนโดย อาจารย์สง่า ดามาพงษ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข ผู้ที่ทำโครงการ “คนไทยไร้พุง” ปลุกกระแสสังคมจนประสบผลสำเร็จมาแล้วปัจจุบันเกษียณอายุราชการในวัย 61

ผมลองติดตามเพื่อนทางอาจารย์ กู.. พบว่ามีคนนับเขาเป็นตระกูลดังคนหนึ่ง คือ ดามาพงษ์ แต่ความจริงเรื่องนี้ผมเคยคุยกับเพื่อนสง่าว่า เฮ้ย..เองรวยเท่าไหร่วะ ก็คุณหญิงท่านไม่รู้จะเอาเงินไปเก็บที่ไหนแล้วว่ะ… สง่าเพื่อนผมบอกว่า ไอ้หา…กูน่ะขี้ตีนก็ไม่ติดท่านหรอก ก็ไม่ได้เกี่ยวข้องปรองดอง เอ้ย เป็นดองเป็นญาติอะไรเลย มึงดูนะ ไอ้บู๊ด.. ดามาพงษ์ กับดามาพงศ์ มันต่างกันตรง ษ์ กับ ศ์ ว่ะ กูเลยไม่รวยเหมือนท่าน..กิกิ กิกิ

ตอนสมัยเรียนอยู่นั้น เขาเป็นตัวแทนโรงเรียนไปแข่งอ่านทำนองเสนาะ แห่งชาติ และเขาได้รางวัลกลับมา

ชื่นชมเพื่อนคนนี้ ที่ทำประโยชน์ให้แก่สังคมในด้านให้วิทยาทานทางความรู้เรื่องสุขภาพ แก่สาธารณะ

พบกันคราวหน้า พุงข้าจะลดลงว่ะ…หง่า… กิกิ กิกิ


ฤษีในเมียนมาร์

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 21, 2012 เวลา 7:43 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1482

ฤษี ในความรู้สึกของผมนั้น เราไม่เคยเห็น หรือใกล้ชิดฤษีจริงๆในวิถีปกติของเราในปัจจุบัน มีแต่ได้ยินในเรื่องเล่า ในลิเก โขน การเล่นต่างๆ หรือนานๆ มีคนกล่าวถึง ฤษีที่นั่นที่นี่ แต่ไม่เคยสัมผัสจริงๆเลยครับ แต่หากจะพูดถึงว่า คนนั้น คนนี้ มีปกติปฏิบัติเป็นฤษี ก็เคยได้ยินบ้าง

ความที่เรามีภาพฤษีมาจาก โขน ลิเก หากจะพูดถึงฤษี ก็นึกถึงผู้สูงอายุ ผมยาว มีหนวดมีเครา มีผ้าห่มรุงรัง มีย่ามที่ใส่ของขลัง ของวิเศษ มีไม้เท้าที่มีลักษณะแปลกๆ …..

แต่ฤษีในเมียนมาร์นั้น หากไกด์โจไม่แนะนำเราก็อาจจะเข้าใจผิดว่านั่นคือพระก็ได้ เพราะห่มสีกลัก และประพฤติคล้ายๆพระ คือออกภิกขาจาร ไปตามสถานที่ต่างๆ แต่จะปลีกวิเวกโดดเดี่ยว ไม่รวมกลุ่มเป็นคณะ เป็นหมู่

ไกด์ โจกล่าวว่าในป่าบนภูเขารอบๆพระธาตุอินแขวนนั้น มีฤษีมากมาย กระจายอยู่ตามมุมป่าต่างๆ โจ บรรยายต่อว่า สมัยก่อนที่เขายังเป็นนักศึกษาที่มหาวิทยาลัยย่างกุ้งนั้น เคยมาเดินขึ้นไปกราบพระธาตุอินแขวนมาแล้ว มาพร้อมๆกับเพื่อนเป็นคณะหลายคน เนื่องจากเขาเป็นคนตัวเล็ก การเดินขึ้นภูเขาสมัยนั้นไม่มีถนนจึงเดินไปตามทางเดินป่า เขาเดินไม่ทันเพื่อน จึงหลุดออกจากกลุ่มอยู่ด้านหลัง

ช่วงหนึ่งเขานั่งพักเหนื่อยอยู่ ดีดีก็มีฤษีตนหนึ่งเดินสวนทางลงมา พักเหนื่อยด้วย จึงคุยกัน โจ ถามฤษีว่า เห็นเพื่อนเขาไหมที่เดินไปข้างหน้าก่อนแล้ว ฤษีบอกว่า เห็นมีเท่านั้นเท่านี้คน จากนั้นฤษีก็สอนให้ประพฤติดีปฏิบัติดี เมื่อหายเหนื่อยก็แยกกันเดินทางต่อไปโยสวนทางกัน เมื่อโจ เดินทันเพื่อน ก็มีการสอบถามกันว่า เพื่อนสวนทางกับฤษีหรือเปล่า เพื่อนๆปฏิเสธ … เหมือนกับโจกำลังอธิบายว่า เขาเคยพบความอัศจรรย์กับฤษีผู้ประพฤติในธรรมมาแล้ว….

ฤษีในรูปนั้นนั่งอยู่ใน “มหาเจดีย์มุเตา” ที่มีความสำคัญมากๆกับประวัติศาสตร์เมียนมาร์ ท่านจะแจกบัตรคล้ายๆคำอวยพร แล้วก็รับบริจาค โดยท่านไม่ได้ร้องขอ ใครจะบริจาคหรือไม่ก็นิ่งเฉย

นี่คือเสี้ยวส่วนที่ผมสัมผัสฤษีในเมียนมาร์


เอกมหาชัยที่หงสาวดี..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 20, 2012 เวลา 23:34 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 976

 

สิ่งที่ผมแปลกใจที่มาเห็นต้นไม้นี้ที่เมืองหงสาวดี เมียนมาร์

ตลอดทางขึ้นพระธาตุอินแขวน

ต้นยังไม่สูงเท่าไหร่ ต้นนี้สูงที่สุดมั๊งครับ

เพราะอยู่ติดกับสำนักงานเล็กๆ

ของเจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบดูแลการจราจรบนภูเขานี้

นี่คือต้น “เอกมหาชัย”


ตระกูล ออง ซาน

1 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 20, 2012 เวลา 22:21 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1480

 


รูปนี้ติดอยู่กระจกหน้ารถทัวร์ที่เรานั่งประจำ หันหน้าเข้าด้านภายในรถ หากเดินขึ้นรถแล้วนั่งลงที่เบาะทุกตำแหน่ง มองไปหน้ารถก็จะเห็นรูปนี้ ขวามือนั่นเป็นสตรีที่โด่งดัง เป็นหญิงเหล็ก เป็นคู่กัดของรัฐบาลทหารมานานแสนนาน เธอเป็นเหมือนขวากหนามชิ้นใหญ่ของรัฐบาลทหาร แต่เธอมาจากตระกูลรัฐบุรุษของประเทศ และเธอกล้าหาญมากเหนือสตรีทั่วไป นานาชาติจึงปกป้องเธอ

นาง ออง ซาน ซู จี ชีวิตเธอน่าสนใจยิ่งนัก มีคุณพ่อเป็นนายทหารใหญ่และมีบทบาทที่สำคัญต่อประเทศพม่า คือนายพล อองซาน (รูปซ้ายมือนั่น)



อนุสาวรีย์ ท่านนายพล ออง ซาน

ไกด์ โจเล่าให้ฟังถึงประวัติท่านนายพล อองซาน และตัวนาง ออง ซาน ซู จี เดิมเธอนั้นไม่ได้สนใจการเมืองเลย เป็นสตรีทั่วไปที่สนใจการทำงาน และดูแลครอบครัว แต่เหตุการณ์ทางการเมืองของขบวนนักศึกษามหาวิทยาลัยย่างกุ้ง เกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า ดึงเธอเข้าไป โยที่เธอรับรู้ความไม่ถูกต้อง และคสามโหดร้ายของรัฐบาลทหารที่ยิงทิ้งประชาชน นักศึกษาต่อหน้าเธอ เหมือนผลักเธอเข้าสู่เวทีการต่อสู้ และเธอไม่เคยถอย แม้จะต้องโดยเผด็จการทหารจับเธอเข้าคุก กักบริเวณ ห้ามเดินทางออกนอกประเทศ เธอก็สู้ตลอดมา

สายเลือดท่านนายพลอองซาน ผู้นี้ไม่ทำให้ประชาชนที่รักประชาธิปไตยผิดหวัง เชิดชูเธอเป็นหัวแถวของการต่อสู้มาตลอด


ประตูหน้าบ้านของนาง ออง ซาน ประตูบ้านที่เธอถูกกักบริเวณมานานมากมายนัก หากเป็นคนอื่น คงมีปรากฎการณ์อะไรออกมา แต่เธอยืนหยัดต่อสู้แบบอหิงสา และสากลก็กดดันรัฐบาลมาตลอด หนักที่สุดคือการไม่คบค้าด้วย บอยคอท (ทั้งๆที่ใต้ดินนั้นอยากเข้าประเทศนี้ใจจะขาด) จนมาสมัยนี้ที่อาเซียน เข้ามามีบทบาทมากขึ้นต่อการเมืองในประเทศนี้ เช่นถึงคราวที่เมียนมาร์ต้องเป็นประธานอาเซียนหลังจากถูกต่อต้านมาหลายครั้ง แต่คราวนี้ยินยอม แต่เมียนมาร์ต้องเป็นประชาธิปไตย นั่นคือการเลือกตั้งทั่วประเทศ รัฐบาลพม่าก็ยอม แต่ทุกครั้งที่พูดถึงตรงนี้ แบบนี้ สาระทำนองนี้ ไกด์ โจ มักจะเหน็บรัฐบาลเสมอว่า “ไม่รู้มีอะไรหมกเม็ดบ้างไหม”


ดูรูปนกหงส์นี่ซิครับ โจ เขาถามพวกเราว่า หงส์ที่ยืนขี่กันในรูปนั้น ทายสิว่าตัวบน หรือตัวที่ยืนขี่หลังหงส์ตัวล่างนั้น เป็นหงส์ตัวผู้หรือตัวเมีย ผมเดาไม่ถูกและไม่มีความรู้เรื่องนี้มาก่อน รู้เพียงว่าหงส์นั้นคือสัญลักษณ์ของเมืองหงสาวดี หรือพม่าในสมัยก่อนที่รับรู้มา แต่หงส์ขี่กันนี้เพิ่งเห็น และไม่มีคามรู้จริงๆ

มีสมาชิกทัวร์ตอบถูกว่า หงส์ตัวเล็กที่อยู่ด้านบนนั้นเป็นหงส์ตัวเมีย…??!!

ทำไม เพราะอะไร ความเป็นมาอย่างไร…. หมายถึงอะไร… พวกเรายิงคำถาม โจ สรุปสั้นๆว่า หงส์เป็นสัตว์ในวรรณคดีคู่กับศาสนามานาน เป็นสัตว์ชั้นสูง และการที่ตัวเมียขี่หลังตัวผู้นั้น หมายถึงว่า “ในสังคมเมียนมาร์นั้น ผู้หญิงเป็นใหญ่” คตินี้ปรากฏหลักฐานถึงในพระราชวัง ที่พระแท่นของพระเจ้าบุเรนอง ก็มีที่นั่งพระมเหษีอยู่ทางขวามือ…คตินี้ยังมีปรากฏในวัฒนธรรม ประเพณีอีกหลายอย่างในสังคมเมียนมาร์

น่าสนใจขึ้นหละซีครับ เมื่อมาถึงตรงนี้ ที่สังคมเมียนมาร์ถือคติสตรีเป็นใหญ่ แล้วนางออง ซาย ซู จี ได้รับเลือกตั้งมากที่สุด เรียกว่าเธอชนะการเลือกตั้ง สังคมเมียนมาร์กำลังมีการปกครองโดยสตรี หรือ.. และหากเป็นเช่นนั้นคงน่าดูชมเมื่อประเทศไทยก็มีสตรีเป็นนายกรัญมนตรี

เอ..ของเราจะเทียบกับของเขาในมุมไหนดีหนา

อิอิ อิอิ อิอิ


เสียงกังสดาลเช้ามืดวันนั้น

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 20, 2012 เวลา 20:44 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1125


เช้ามืดวันนั้น ผมตื่นขึ้นมาเพราะเสียงคนเดินคุยกันบนถนน บังเอิญห้องนอนผมใกล้กับถนนที่จะไปสู่พระธาตุ อินแขวน สักพักเล็กๆก็มีเสียงรถใหญ่ดังลั่นพร้อมกับเสียงคนจอกแจกบนรถนั้น ผมแหวกม่านผ่านหน้าต่างกระจก มองไม่เห็นอะไรเพราะหมอกลงเต็มหมด

รีบจัดการตัวเองแล้วคว้ากล้องออกไปนอกถนนเพื่อสังเกตวิถีชีวิต ชาวเมียนมาร์ยามเช้าบนยอดดอยที่ติดกับพระธาตุอันศักดิสิทธิ์นี้ หลายคนชวนเดินไปที่ลานวัดเพื่อดูชาวบ้านที่มานอนและคอยดูพระอาทิตย์ขึ้นและอื่นๆ ผมว่าหมอกลงมากขนาดนี้ไปก็ไม่เห็นอะไร

พักใหญ่ๆ ก็ได้ยินเสียงกังสดาลและมีเสียงเด็กร้องดังลั่น เหมือนบอกอะไรสักอย่าง ไม่รู้เรื่องเพราะเป็นภาษาเมียนมาร์ มีเสียงใกล้เข้ามา เห็นเงาแถวพระที่ออกมาบิณฑบาต พ้นหมอกมา มีญาติโยมออกมาถวายดอกไม้ เงิน อาหาร


เสียงเด็กนั่นคือเณรน้อยที่เดินหน้าแถว ร้องลั่นแล้วก็ตีกังสดาล ผมมาทราบทีหลังว่า สิ่งที่เณรร้องนั้นคือตะโกนสุดเสียงบอกว่า “พระมาแล้ว” หากมองในแง่ทางโลกก็ว่าน่ารักจริงๆ มองทางธรรมก็เป็นการฝึกวิถีผู้ปฏิบัติธรรม ผมนึกถึงสมัยที่ผมบวช ยามเช้าออกบิณทบาตรนั้น พระเข้าแถวเดินทางพระอาจารย์นั้นยาวเหยียด ห่มจีวรสีกลักแบบนี้ และสำรวมสุดๆ สายตามองตรงไปข้างหน้าเท่านั้นเอียงลงมาเท่าแอกเทียมเกวียน มองจากภายนอกแล้วงดงามน่าเคารพศรัทธายิ่งนัก….

แต่ในเมืองไทยไม่มีเณรน้อยน่ารักมาเดินนำหน้าตีกังสดาลแบบนี้ครับ…


ประกาศยึดลาน..

8 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 19, 2012 เวลา 22:00 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1101

ไม่มีใครโพสต์

เราประกาศยึดลานแล้ว อิอิ

 

 


ศรัทธาของเมียนมาร์ต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ

อ่าน: 1077

ยังค้างการเขียนไปเที่ยวเมียนมาร์อีก 1 ตอน คือการไปเที่ยวพระธาตุอินแขวน ที่น่าประทับใจยิ่งของผม เพราะ การเดินทางลำบาก(แต่ชอบ) และเห็นพลังศรัทธาของพี่น้องประชาชนเมียนมาร์ที่แห่กันขึ้นไปสักการะมหาเจดีย์พระธาตุอินแขวนที่อยู่บนยอดดอยสูงนั้น


รถแอร์ที่พาเราเดินทางจากเมืองหงสาวดีไปเข้าเขต Mon state ข้ามแม่น้ำหงสา แม่น้ำสโตง ไกด์โจก็เล่าประวัติศาสตร์ที่เกี่ยวข้องกับพระแสงปืน ว่าไม่น่าที่จะเกิดขึ้นจริงเพราะความกว้างของแม่น้ำนั้นมากกว่าระยะทางประสิทธิภาพของปืนสมัยนั้นจะยิงข้ามได้อย่างแม่ยำ และไม่มีบันทึกเรื่องนี้ในประวัติศาสตร์เมียนมาร์และโปรตุเกส เราไม่ถกเถียงในเรื่องนี้เพราะเราไม่มีหลักฐานมาโต้ตอบกัน ก็แค่รับฟังไว้

รถแอร์พาเรามาปล่อยที่ตลาดแห่งหนึ่งเป็นท่ารถที่ใช้เดินทางขึ้นพระธาตุอินแขวนโดยเฉพาะ เป็นรถ 6 ล้อ ที่นั่งอยู่ด้านหลังดังรูปนั่น เขาอธิบายว่ารถนี้มีพลังแรงเหมาะสมใช้ปีนเขา ซึ่งมีความชันและโค้งไปมามากมาย ถนนก็ไม่กว้าง การเดินทางไปก็ต้องเป็นแบบวิ่งไปพร้อมๆกันทีละหลายๆคัน แล้วก็ไปหยุดกลางทาง เพื่อรอให้รถขาลงซึ่งลงมาทีละหลายๆคันเช่นกัน มิให้สวนรกันกลางทาง ผมว่าดีนะ ลดอุบัติเหตุ การเดินทางเราจะไปพักบนยอดดอยใกล้พระธาตุอินแขวน 1 คืน เราต้องเตรียมเสื้อผ้าใส่กระเป๋าเล็กไป ซึ่งทางบริษัททัวร์จะจัดเตรียมกระเป๋าเล็กนั้นให้เราคนละใบ


เมื่อรถหลีกกันแล้วก็เดินทางต่อไป แต่จะไม่ขึ้นไปจนถึงยอดสูงสุดนั่น จะจอดระหว่างทาง แล้วปล่อยสมาชิกเลือกว่าจะเดินขึ้นไปจนถึงยอดนั้น หรือจะนั่งเสลี่ยง 4 คนแบกขึ้นไป มีประชาชนท้องถิ่นรับจ้าง ไกด์ โจ สนับสนุนให้เรานอนเสลี่ยง เพราะเป็นการส่งเสริมอาชีพนี้แก่ประชาชนท้องถิ่น เขาก็จัดให้เราหมดเพราะบวกเข้าไปในราคาทัวร์แล้ว



ช่วงนี้เราหัวเราะกันใหญ่ เพราะ หัวหน้าทัวร์จะแจกเบอร์แก่ทุกคน ให้เดินหาลูกหาบที่เขาก็มีเบอร์ของเรา วุ่นวายแต่สนุก เหมือนเกมส์หาคู่ เมื่อเจอกันแล้วก็ดีใจและหัวเราะกัน เพราะว่า ลูกหาบเขาหวังว่าคู่ของเขานั้นเป็นผู้หญิงตัวเล็กๆ เบา แบกสบาย แต่เขามาจับคู่กับผม รูปซ้ายมือนั่นไงครับ เป็นเด็กหนุ่มเห็นผมเข้าก็หัวเราะ ขำ เอามือเกาหัว นัยว่า “ซวยแล้วกู ตัวใหญ่เบ่อเริ่มเลย”…ก๊ากสสส

เขาเดินเป็นจังหวะ แกว่งแขนเป็นจังหวะพร้อมกัน เมื่อเจ็บบ่าจะเปลี่ยนก็นัดกันเปลี่ยนทีละสองคนคู่หน้า คู่หลัง แบบคนขึ้นภูเขานั่นไม่ใช่ของเล่น ต้องพักสี่ครั้ง ห้าครั้ง แล้วแต่ลูกหาบ ไกด์ เตือนเราว่าเขาจะเรียกเงินบาทของเราเป็นการทิพ… ก็เป็นเช่นนั้นจริงๆ เราก็สงสารเขาอยากจะให้ แต่บอกเขาว่าขอให้ช่วงขาลงก็แล้วกัน

มีโรงแรมสองสามแห่งข้างบนยอดดอยนั้นครับ พอใช้ได้ ผมนึกถึงดอยตุง แบบนั้นครับ อากาศเย็น เห็นทิวทัศน์ไกลสุดแดน


ไกด์ โจจะเล่าประวัติความเป็นมาของพระธาตุอินแขวน ยาวเหยียด มีความสำคัญหนึ่งในห้าแห่งของเมียนมาร์ ผมไม่บอกครับว่าที่เหลือมีอะไรบ้าง อิอิ

ผมประทับใจ ผู้คนมากมายมากราบ มานอนค้างบนลานวัดข้างบนนี้ หอบที่นอนแบบง่ายๆมา ทั้งหนุ่มสาว เยาวชน คนแก่คนเฒ่า ยังกะมีงานวัด แต่นี่ไกด์โจบอกว่า ปกติเป็นเช่นนี้ทุกวัน นี่คือความศรัทธาสูงสุดที่ชาวเมียนมาร์ฝันว่าสักครั้งหนึ่งในชีวิตต้องมากราบพระธาตุอินแขวน

ทำไมต้องนอนค้าง  ก็เพราะความศรัทธาซึ่งเชื่อกันว่า หากปรารถนาสิ่งใดให้อธิษฐานกับพระธาตุและไปกราบไปปิดทองท่านสามครั้งในหนึ่งคืน ตอนหัวค่ำ ตอนดึกและตอนเช้ามืด นี่เป็นเหตุที่ต้องนอนค้าง และไม่ต้องการเสียเงินเช่าที่พัก นอนที่ลานวัดนี่แหละ เต็มไปหมด ผมว่านับพันคน ที่สำคัญคือ ทุกคืน…?????!!!!!

นี่คือศรัทธาที่ยิ่งใหญ่ ศาสนาพุทธ ผสมผสานกับความเชื่อต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ ไกด์ โจ ขยายความว่า เขาเองก็มาอธิษฐานขอให้มีงานทำตลอดไป และอธิษฐานสามครั้งในหนึ่งคืน เขาเล่าว่า กลับลงไปเขามีงานไกด์ตลอด ไม่ได้หยุดเลย เขาเสริมความเชื่อต่อสิ่งศักดิ์สิทธิแห่งนี้…

ตอนหนึ่งของประวัติความเป็นมาของก้อนหินที่ลอยเหนือหน้าผาแห่งนี้มานานแสนนานโดยไม่ตกหล่นลงไป เขากล่าวว่า The National Geographic มาพิสูจน์แล้วว่าเป็นหินที่ลอยโดยการเอาวัตถุลอดผ่านฐานก้อนหินนี้ได้ และเป็นหินทะเล..????? แต่มาอยู่บนยอดเขา ซึ่งตรงกับประวัติศาสตร์ เรื่องเล่าของเมียนมาร์มาช้านานว่าเป็นหินที่เอามาจากมหาสมุทร…

จริงๆเรื่องนี้ผมไม่แปลกใจ เพราะเคยมีกรณีเช่นเดียวกัน ปรากฎการณ์ต่างๆคล้ายๆกันที่หิน หอย หรือซากฟอซซิลบนยอดเขานั้น เป็นสิ่งที่มีชีวิตในอดีตที่อยู่ในทะเลมาก่อน แต่ที่มาอยู่บนยอดเขานั้นนักธรณีวิทยามีคำอธิบายมากมายครับ

การไหว้พระธาตุนั้นห้ามสตรีเข้าไปด้านใน อยู่แต่วงนอก หากจะปิดทองต้องฝากผู้ชายเข้าไปปิด ผมเองก็เข้าไปปิดทอง และช่วยไกด์โจ ที่รับแผ่นทองของเพื่อนทัวร์สตรีมาติดกำเบ่อเริ่ม ผมติดอยู่พักหนึ่งก็ร็สึกว่า หินที่เราติดนั้นอ่อนนุ่ม…เมื่อเอานิ่วมือกดลงไปเพื่อให้แผ่นทองติดแน่นกับหินฐานเจดีย์ ก็รู้สึกได้ว่านุ่ม อธิบายได้ว่ามีแผ่นทองมาติดจำนวนมากมายมหาศาล ทับลงไปทุกวันทุกคืนทุกเดือนทุกปีนานนับร้อยๆปีมาแล้ว เหมือนกับพระพุทธที่เมืองพะโค ที่ขึ้นชื่อว่าตัวพระท่านนิ่ม ก็เพราะเหตุเดียวกันคือความศรัทธาที่มหาชนเมียนมาร์และชาวต่างชาติมากราบไหว้และเอาแผ่นทองมาบูชา ปิดทับมากมายมหาศาลนานแสนนานมาแล้ว จึงหนามากๆจึงเป็นเหตุทำให้องค์พระพุทธรูปนิ่ม ไปเสริมความเชื่อ ความศรัทธามากขึ้นไปอีกถึงอภินิหาร….

ผมไม่วิจารณ์ในเรื่องเหล่านี้ แต่ตรงข้ามผมส่งเสริม เพราะการทำเช่นนี้มัยผูกพันไปถึงการพยายามปฏิบัติตัวที่อยู่ในเส้นทางศาสนา ซึ่งเป็นฐานที่สำคัญแห่งการอยู่ร่วมกัน ส่วนการก้าวข้ามไปนั้นเป็นอีกขั้นหนึ่งของการเข้าถึงธรรม ก็เป็นปัญญาของแต่ละคน

อย่างไรก็ตาม ผมเห็นมหาศรัทธาของประชาชนเมียนมาร์ต่อศาสนสถาน ของเขา

เอ ยังมีอีกตอนนา ที่น่าเขียนถึง ฤษี ในเมียนมาร์…เก็บเอาไว้ก่อนนะ…


ทรมานทัวร์..

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ เมษายน 19, 2012 เวลา 1:58 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1052

วันก่อนไปซื้อตั๋วรถเข้ากรุงเทพฯ

เต็มหมดทุกเที่ยว ทุกบริษัทในวันที่ต้องการ

ตัดสินใจลองลุ้นบริษัทสุดท้าย ชาญทัวร์

เหลือที่เดียวเป็นที่นอน ฟังดังนั้นก็เอา

ไม่ได้คิดว่า ที่ว่านอนนั้นเป็นอย่างไร คิดเอาว่า เก้าอี้ทุกตัวก็นอนทั้งนั้นแหละ

มีตั๋วในกระเป๋าอุ่นใจแม้ว่าไม่ได้บริษัทที่เรานั่งประจำ และเป็นสมาชิกก็ตาม เพราะงานรออยู่…

 

วันนี้เราไปที่รถแต่ไก่โห่ เพราะมีของพะรุงพะรัง ยังกะแรงงานกลับไปทำงานช่วงสงกรานต์งั้นแหละ

กระเป๋าเสื้อผ้า 1 ใบใหญ่ กระเป๋าเอกสารอย่างเดียว 1 ใบใหญ่ เป้คอมที่ใส่หนังสือไว้อ่านและที่เขียนหนังสือเผื่อจะเขียนอะไร 1 ใบ กระเป๋าใส่มะม่วง 1 ใบ กระเป๋าใส่ข้าวโพด 1 ใบ น้ำพริกขอนแก่นแสนอร่อย 1 กล่อง โฮย…..นี่แบกคนเดียวนะเนี่ย…..

ข้าวโพดน่ะ น้องๆเอามาฝากจากเชียงรายเชียว ทิ้งไว้บ้านขอนแก่นก็ไม่มีใครกิน

มะม่วงก็เหมือนกันต้นที่บ้าน ทิ้งไว้เดี๋ยวแมลงวันทองผูกขาดกินหมด ผู้ช่วยแม่บ้านก็สอยกินหมด เราเจ้าของบ้านตะรอนๆไปทั่วไม่ได้กิน ก็เลยให้สอยขนลงกรุงเทพฯดีกว่า

ส่วนน้ำพริกนั้น คนใต้มาอยู่อีสาน เอาสูตรน้ำพริกปลาทูมาผลิตขายดีจนออกจากราชการมาตั้งร้านผลิตน้ำพริกขายอย่างเดียว ขายมานับสิบปีแล้ว ของเขาดีจริงๆ ใครอยากชิมก็บอกมา อิอิ

ของมากมายเราก็รีบไปก่อนเวลาเผื่อจะได้เอาของใส่ที่เก็บไว้ก่อนคนอื่นๆ และเราจะได้ขึ้นไปนั่งสบายๆ สมใจครับ เราเป็นเจ้าแรก รถสองชั้น เขาบอกเป็น S class ดีที่สุดของชาญทัวร์ เรายื่นตั๋วให้พนักงาน แหม เธอก็คะ ขา ไพเราะเชียว แต่เป็นแต๋ว…. เธอชี้ว่า ที่นอนของป๋าพิเศษอยู่ตรงนั้น….ชั้นล่าง ส่วนหน้า…..

ผมเห็นแล้วจะเป็นลม กูซวยละหวาคราวนี้… ก็พิเศษจริงๆมันไม่ใช่ที่นั่งหย่อนเท้าได้สบายๆจะนอนก็เอนพนักพิงลงไป เหมือนที่เราเห็นน่ะซี มันเป็นที่นอนจริงๆ ไม่สามารถห้อยขาได้ ขึ้นไปนั่งแล้วต้องยกขาเหยียดตรง…ตายละกู นี่จะกึ่งนั่งกึ่งนอนแบบนี้ไปถึง 6-7 ชั่วโมงหรือนี่

ป๋า…ที่นั่งเต็มหมดค่ะ ไม่มีที่นั่งเหลือเลยค่ะ…พนักงานแต๋วคนนั้นยืนยัน….. สามวันมาแล้วต้องวิ่งอ้อมไปทางชัยภูมิ เพราะถนนสายปกติ ขอนแก่น โคราช สระบุรีนั้นแน่นเอียดยาวเป็นร้อยกิโล…แต่วันนี้คงเบาลงแล้ว จะใช้เส้นทางปกติ ไม่ไปทางชัยภูมิแล้ว แต่ก็เผื่อเหลือเผื่อขาดไว้อีก 1 ชั่วโมงค่ะ… พนักงานแต๋ว อธิบายชัดเจน

แล้วก็เชิญเราขึ้นแท่นบรรทม…

โฮ…. เป็นการนั่งรถชั้นหนึ่งที่ทรมานที่สุด เพราะไม่ทราบมาก่อนว่ามีที่นั่งแบบนี้

ทราบภายหลังว่าเป็นที่นอนสำหรับพนักงานขับรถที่เขาเปลี่ยนกลางทาง เมื่อเปลี่ยนแล้วก็มานอนพัก ช่วงนี้ทำเงิน เอามาขายซะเลย เราไม่รู้เรื่องดันซื้อมาได้…..

พ่อเจ้าประคุณเอ้ย ไม่ได้นอนซักกะนิด กึ่งนั่งกึ่งนอนบิดไปมาอยู่บนนั้นแหละ…จนถึงกรุงเทพฯ… นี่คิดว่าหากใช้เวลาอีกชั่วโมง ผมคงอาละวาดแน่ เพราะบิดไปบิดมามันก็ไม่ลงตัวซักทีน่ะซี ปวดแข้งขาไปหมด…อิอิ โสน้าน่า….

เข็ดจริงๆให้มดแดงกัดซิเอ้า…

(รูปน่ะ ไม่เกี่ยวกับเรื่องนะ เอามาใส่เฉยๆ เดี๋ยวจอมป่วยแซวอีก.. อิอิ)



Main: 0.060652017593384 sec
Sidebar: 0.03802490234375 sec