ติดดอกไม้ที่ใจ

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 16, 2010 เวลา 23:48 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 107

 

ขอติดดอกไม้ที่ใจ

ให้ชาวลานทุกท่าน


พี่ดูแลน้อง..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 12, 2010 เวลา 16:17 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 146

วันนั้นผมขับรถไปที่โรงเรียนบ้านเปียด เพื่อประสานงานคุณครูพานักเรียนไปชมนิทรรศการวันไทบรู

พบครูสาวท่านหนึ่ง เธอกระฉับกระเฉงมาก เอ่ยปากถามมาธุระอะไร เชิญไปนั่งกุลีกุจอเอาน้ำเย็นมาให้เรียกเด็กให้ไปเชิญคุณครูผู้ช่วย ผอ.มา

ผมไม่ร่ายยาว เข้าเป้าเลย..อธิบายวัตถุประสงค์ที่มาแล้วเธอก็ทำหน้าตาตื่น ตบมือแปะ แหมตรงใจจริง หนูอยากเอาผลงานเล็กๆของเด็กไปแสดงให้กำลังใจเด็ก และอยากพาเด็กไปศึกษา เป็นว่าตรงกัน ความตั้งใจ การเห็นประโยชน์ของงานตรงกัน เธอรับปากว่าจะพาเด็กไปแน่ๆ


ผู้ช่วย ผอ.มาร่วมการพูดคุย เธอก็อธิบายกิจกรรมของโรงเรียน แล้วก็พาไปดูกิจกรรมนักเรียนเรื่องการลดโลกร้อนโดยการปลูกพืช พืชที่ปลูกคือ ต้นดอกพุด แล้วสอนวิธีการขยายพันธุ์ และการปลูก และเมื่อโตออกดอกก็เอาดอกไปร้อยมาลัยเอาไปขายเก็บรายได้เข้ากลุ่มด้วย ครบวงจรไปเลย

ที่น่าสนใจอีกประการคือ โครงงานพี่ดูแลน้อง..???


ฟังตอนแรกผมงง เมื่อท่านผู้ช่วยชวนไปดูของจริงผมก็ อ๋อ….. เป็นอุบายของโรงเรียนครับที่ว่า พี่ต้องดูแลน้อง ก็เอาแนวคิดนี้มาสนับสนุนให้เด็กปลูกผัก เช่น พริก แตงต่างๆ คนละต้น แล้วให้ดูแลน้องต้นไม้ คือต้องเอาใจใส่รดน้ำพรวนดิน ใส่ปุ๋ย วุ้ย…เยี่ยมจริงๆคุณครู ผมอาจจะเชยไปเองก็ได้เพราะวุ่นกับผู้ใหญ่เสียมากกว่าเด็กๆ เลยไม่รู้ว่าโรงเรียนเขาก้าวไปถึงไหนๆแล้ว


เป็นเด็กเล็กครับชั้นอนุบาล สาม ผมชื่นชมคุณครูว่าเป็นอุบายที่ดีและดูจะได้ผล เด็กๆตักน้ำมารดต้นไม้ ดูแลน้องๆกันใหญ่เลย

ผมเชื่อว่ากระบวนการนี้คงมีการเรียนการสอนการแนะนำ พูดคุยกันมากมายหลายเรื่อง หากเรียนจากการปฏิบัติแบบนี้ ก็ต้องชมกันหละครับ..


หมอบ..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 11, 2010 เวลา 21:21 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 127

เฮ่อ…….พี่ใหญ่เขาบอกจะไปม๊อบ เราขอหมอบดีกว่า


ว๊ากกกก หนูจ๋าอย่าดึงงงงง

ไม่ไปม๊อบหรอก ม่ายปายยยยยย


จะไปม๊อบอ่ะ…

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 11, 2010 เวลา 20:23 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 143


นี่…ได้ข่าวว่าเขาชวนกันไปม๊อบกันเรื่องอะไรนี่แหละ…

ว่าจะไปด้วยนะเนี่ย…ไม่ได้ ไม่ได้ แรงๆอย่างเราอยู่เฉยๆได้อย่างไร

อย่างงี้มันต้องถอน เอ้ย..มันต้องม๊อบ มันต้องม๊อบบบบบ


ลูกพี่ขับดีดีหน่อย มันเซ… เดี่ยวตกรถไปไม่ถึงม๊อบ..

ได้ข่าวพี่น้องไปกันเยอะเชียว..ว๊าว คงสนุกน่าดู เบื่อท้องถิ่นนี่แล้วไปเที่ยวต่างถิ่นบ้างก็ไม่เลวนะลูกพี่ เอ้า…ลูกพี่ขับเร็วๆ แต่ดีดีหน่อยนะ..


เฮ้ย…ไปด้วยกัยว๊อย…ไปม๊อบบบบ ไปเร็วววว ที่นอน ที่กินไม่ต้องห่วง ลูกพี่เตรียมไว้เพียบเลย

เขาบอกว่าต้องสงบ สันติ อหิงสา…เออ แต่วันก่อนบอกให้เอาขวดไปใส่น้ำมันนี่หว่า มันจะเอาอย่างไงของมันวะ คนเดียวกันพูดสองครั้งไม่เหมือนกัน เดี๋ยวก็เห่าใส่ซะเลย ฉับฉนว่ะ เพื่อน..

หรือลูกพี่ว่าไง เอ้า..ขับไปดีดี..ขับไป….


ลูกพี่..ข้าว่าไม่ต้องเอามันลงอ่ะ ขับไปอย่างนี้แหละดีกว่า เดี๋ยวไม่ทันเขาน่ะลูกพี่ เอามันไปด้วย เอาไปปาบ้านคนเล่น ปาแบบมันมันไง…


ว่าไงลูกพี่…เห็นด้วยแมะ…ขับเงียบไปเลยนะ ดุนิดเดียวทำซึม…ว่าไงลูกพี่พูดบ้างซี…


โอย..เหนื่อยว๊อย.. ให้เราเห่าอยู่ตัวเดียว

โอย เมื่อยว๊อย..นั่งดีก่า….


เอ้า ขับไปดีดีลูกพี่ เมื่อยแล้ว ขอนั่งหน่อยนะ ขับไป ขับไป..


เฮ่อ…ไม่ปงไม่ไปมันแล้ว ม๊อบ แม๊บ อะไรนั่น เบื่อว่ะ กลับบ้านเราดีกว่านะลูกพี่

โฮ่ง โฮ่ง….


หัวใจเปื้อนฝุ่น..

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 9, 2010 เวลา 20:14 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 157

เข้าสู่ฤดูร้อน กรมอุตุประกาศว่าพายุจะเข้าในสัปดาห์นี้ ข้างนอกหน้าต่างห้องพักลมพัดไหวให้ใบมะพร้าวไกวแกว่ง ผมใช้เวลาทบทวนงานวันที่ผ่านมา

ความเมื่อยล้าของร่างกายเริ่มปรากฏให้ผมได้รู้สึกเมื่อมานั่งดูและฟังเสียงธรรมชาติ แต่เมื่อไหร่ที่เราลุกขึ้นเดินเข้าสู่ชนบทความรู้สึกเหล่านี้มันเปลี่ยนไปเป็นความคิดว่าจะทำอย่างไรให้พี่น้องดีขึ้น หลายครั้งที่เราไม่ได้กินข้าวกลางวัน หรือข้าวกลางวันไปกินเอาตอนบ่ายโมง บ่ายสองโมง
เหงื่อที่ท่วมเสื้อจนรู้สึกเหนอหนะตัวเอง


ถูกคาดหวังว่างานในพื้นที่จะต้องมีผลออกมาดี เข้าเป้า สุดยอด เอาไปคุยได้ แต่เมื่อของจริงไม่เป็นไปเช่นนั้น ผู้คาดหวังก็ผิดหวัง แล้วตาของเขาก็หันมามองเรา ..ในสายตานั้นส่งภาษาตะโกนดังลั่นออกมาว่า…คุณทำงานห่วยแตก.. ตรงข้ามสายตาเราที่มองไปยังพวกกลุ่มนั้น อยากจะตะโกนว่า ..มึ..แน่จริงลงมาทำดูแมะ….

ช่วงเวลาที่ผ่านมา สองมือสองเท้าที่แปดเปื้อนฝุ่น บอกให้ผมรู้ว่ากระบวนการทำงานพัฒนาสังคมนั้นต้องปรับเปลี่ยนอีกมาก เราไม่มีโอกาสสร้างโครงการเช่นนั้น เราทำงานภายใต้ข้อจำกัด และตั้งใจว่าภายใต้ข้อจำกัดนั้นเราจะทำดีที่สุดได้อย่างไร เป็นประเด็นใหญ่ที่ติดบนหัวตลอดเวลา

แต่เราก็แอบน้ำตาซึมเมื่อชาวบ้านบางคนเดินมาจับมือแล้วขอบคุณที่มาเปิดโลกใหม่ให้กับเขาและครอบครัว ภาพเช่นนี้ไม่ปรากฏในรายงานการประเมินผล สาระเช่นนี้ไม่ปรากฏในรายงานการติดตามใดๆ

ช่างเถอะ..อาหารที่อร่อยที่สุดในโลก เพลงที่ไพเราะที่สุดในโลก … ก็ไม่ได้สร้างความสุขเท่ากับคำพูดไม่กี่คำที่ชาวบ้านบ่งบอกเราพร้อมด้วยสายตาที่จริงใจ


456789

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กุมภาพันธ 25, 2010 เวลา 22:30 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 161

บนรถ Mitsubishi Strada ที่ผมใช้มันมาเกือบ 10 ปี เป็นรถของโครงการที่ผมทำงานอยู่ ซึ่งมีพนักงานขับรถให้ แต่ส่วนใหญ่ผมก็ขับเองเสียมากกว่า พนักงานขับรถก็ทำทุกอย่าง เหมือนผู้ช่วยเจ้าหน้าที่ หรือเป็นทีมงานคนหนึ่ง เราก็รักใคร่กันแบบพี่น้อง เปลี่ยนพนักงานไปหลายคนตามวิถี แต่พิลาเป็นคนเดียวที่ยังคงอยู่กับเรา เรียบง่าย ไม่ดูดาย ขยัน ทำทุกอย่างที่ทำได้ เห็นรถเปื้อนนิดเดียวไม่ได้ เอาไปล้างให้ทันที  เราจึงรักใคร่คนนี้ อาว์เปลี่ยนเอาไปใช้ประจำสมัยอยู่ดงหลวง เพราะไม่พูดมาก ทำลูกเดียว

รถโครงการนั้นเดินทางทุกวันไม่คันนี้ก็คันโน้น การดูแลรักษาจึงเป็นเรื่องสำคัญ เราต้องเอาเข้าศูนย์ตรวจสอบทุกระยะทางกำหนด แม้ว่าราคาจะแพงกว่าร้านซ่อมข้างนอกแต่เราก็ยอม (บางครั้งก็ห่วยแตก)

พื้นที่ทำงานดงหลวงที่ไกลที่สุดระยะทางจากที่ทำงานไปประมาณ 100 กม. คือ ตำบลกกตูม ซึ่งติดกับ อ.เขาวง จังหวัดกาฬสินธุ์ ไป-กลับแต่ละทีต้องวางแผนดีดี


เช้าวันนั้นผมขับรถจากขอนแก่นกลับไปมุกดาหาร เวลา 11:35 น. เลขไมล์บอกระยะทางที่ผมขับมา 117 กิโลเมตรจากขอนแก่น มุ่งหน้าไปมุกดาหาร


เลขไมล์บอกระยะทางรวมทั้งหมดที่วิ่งมาเท่ากับ 456,789 กิโลเมตรพอดี โห พอดีเลยที่เห็นเลขไมล์สะสม เลยเอากล้องมาถ่ายเก็บไว้เป็นประวัติศาสตร์การเดินทางของเรา นี่คือการเดินทางซึ่งส่วนใหญ่ระยะทางนั้นคือการทำงานในดงหลวง

ผมอยากจะรู้ว่ามันไกลแค่ไหน หากเราขับรถเป็นระยะทาง 4 แสนกว่ากิโลเมตรบนเส้นทางตรงตลอด ก็ลองเอาไปเทียบคร่าวๆกับเส้นรอบวงของโลก ก็ลองไปวัดเส้นรอบวงโลกด้วย Google earth แบบคร่าวๆ พบว่าเส้นรอบวงของโลกอยู่ที่ 40,012.01 กม.


โห…ถ้าเช่นนั้นผมขับรถรอบโลกได้ 11 รอบโดยประมาณ หากคิดมูลค่าที่ใช้ไปคงมากมายทีเดียวนะครับ เดี่ยวต้องไปเอาสถิติค่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากระบบบัญชีมาดูซะหน่อย บางทีอาจจะซื้อรถได้อีกคันแน่ๆเลย นี่คือต้นทุนการทำงานพัฒนาชนบท ที่เราไม่เคยคิดมาก่อน

เอ…คิดไปคิดมาเปลี่ยนจาก ปิคอัพเป็นจักรยานซะดีมั๊งเนียะ อิอิ คงพิลึกพิลั่นแน่เลย..


รองเท้าของคุณราคาเท่าไหร่…

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กุมภาพันธ 22, 2010 เวลา 22:58 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 164


คู่นี้หายี่ห้อไม่พบ เจ้าของรักมาก ใช้ทุกโอกาส จะขึ้นเขาลงห้วย เลี้ยงควาย ไปทำบุญ เข้าเมือง ไปอำเภอ และมาประชุม.. เจ้าของเป็นผู้นำชุมชนเครือข่ายไทบรูในอ.ดงหลวง มุกดาหาร คนหนึ่งครับ


ส่วนคู่นี้ไม่ใช่มาจากเฮติ นะครับ แต่ได้มาจาก FW mail ที่หลายท่านคงได้รับเหมือนกัน

ผมว่าคนเราเมื่ออยู่ในสภาพแร้นแค้น ก็จะมีนวัตกรรมง่ายๆเกิดขึ้น เพราะคนเราก็จะสร้างสรรค์สิ่งรอบตัวเอามาใช้ประโยชน์ นี่คือสังคมที่ไม่มีเงิน

เมื่อมีเงินเราก็ซื้อ ซื้อ ซื้อ.. มีคนทำขาย มีแบบให้เลือก มีรสนิยม…ฯลฯ…และอีกหลายอย่างตามมา


สวนป่าพ่อแสน..

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กุมภาพันธ 13, 2010 เวลา 9:21 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 143

จากที่ตั้งอำเภอดงหลวงไปทางทิศตะวันตก จะเป็นเทือกเขาภูพาน ห่างไปประมาณ 3 กม.เศษ พ่อแสนในฐานะเขยของครอบครัวนี้ได้ใช้ชีวิตบนที่ดิน 6 ไร่เศษที่เตียนโล่งเพราะถูกคนรุ่นก่อนหักร้างถางพงปลูกพืชไร่


พ่อแสนผู้มีลักษณะแตกต่างจากไทโซ่คนอื่นๆ นั่งพิจารณาว่า ญาติพี่น้องเพื่อนบ้านใครต่อใครมุ่งหน้าปลูกมันสำปะหลัง กันเป็นล่ำเป็นสัน แต่ก็ล้มลุกคลุกคลาน เพราะไปพึ่งระบบตลาดที่เกษตรกรชายป่าชายเขาอย่างไทโซ่ไม่มีอำนาจใดๆไปต่อรองราคาเขาได้เลย

พ่อแสนกล่าวว่า …. เอาละสมมุติว่าเขาได้ราคามันสำปะหลังดีทุกปี ก็มีเงินมาก แต่สิ่งที่เห็นคือ ดินมันเสื่อมไปทุกวัน และครอบครัวนั้นก็ไม่มีอะไรกิน ก็เอาเงินจากการขายมันสำปะหลังนั้นไปซื้ออาหาร ผักหญ้ามากิน แล้วมันเรื่องอะไรที่ชาวบ้านอย่างเราต้องไปซื้อพืชผักกิน….


พ่อแสนตัดสินใจคนเดียวเงียบๆชวนภรรยาไปปลูกพืชอื่นที่ไม่ใช่มันสำปะหลังบนที่ดินของพ่อตาที่ได้มา 6 ไร่ จากที่เตียนโล่ง พ่อแสนปลูก ปลูก ปลูก ปลูก ปลูก ปลูก เริ่มจากมะขาม และทุกอย่างที่กินได้ทั้งพืชใหญ่ เล็ก พืชป่า พืชบ้าน ยี่สิบปีผ่านไป จากที่เตียนโล่ง ที่ 6 ไร่ กลายเป็นป่าครอบครัว จะเรียก วนเกษตร หรืออะไรพ่อแสนก็ไม่ว่า แต่ความหมายของมันคือเอาไว้กิน เหลือก็ขายไป ได้เท่าไหร่ ก็เท่านั้น ประหยัดเอา พ่อแสนบอกว่าไม่เคยนับว่ามีต้นไม้กี่ชนิด หากเดาๆเอาก็น่าจะ 90 กว่าชนิด ไม่มีมอเตอร์ไซด์ ไม่มีทีวี ตู้เย็น ไม่มี..ไม่มี…ไม่มี..ที่ใครๆอยากมีครอบครอง..พ่อแสนมีแต่จักรยานเก่าๆคันเดียว…


พ่อแสนคนยิ้มง่าย พูดน้อย แต่ทำเยอะ บอกว่า …. ทำไมคนเราต้องกินอะไรมากมายหลายอย่าง ทำไมไม่กินอาหารอย่างเดียว ตำหรับยาโบราณทำไมต้องเอานี่ผสมนั่น เอานั่นผสมโน่นเป็นยาหม้อใหญ่รักษาโรคนั่นโรคนี่ พืชก็คงเหมือนกันต้องการอาหารหลายๆชนิด ต้องการปุ๋ยที่มีส่วนผสมหลายๆชนิด …ดังนั้นผมพบว่าการปลูกต้นไม้หลายชนิดผสมผสานปนเปกันไปนั้น ใบไม้ที่มันหล่นลงดิน ต่างเป็นปุ๋ยซึ่งกันและกัน ดังนั้นสวนป่าครอบครัวจึงถูกต้องแล้ว ….. ผมสังเกต เมื่อเราปลูกต้นไม้หลายชนิดไประยะหนึ่ง พืชหลายชนิดมันขึ้นมาเอง ไม่ว่านกมันคาบเมล็ดมา สัตว์อื่นๆมันเข้ามาอาศัยมันเอาเมล็ดพืชป่ามาด้วย หรือเมล็ดพืชที่อยู่ในดินเดิมอยู่แล้ว


การค้นพบของพ่อแสนนั้นที่ว่า ….ใบไม้ของพืชนั้นต่างชนิดกันมีคุณสมบัติแตกต่างกัน ซึ่งต่างก็เป็นอาหารแก่กัน เกื้อกูลกัน… พืชเชิงเดี่ยวจึงไม่อยู่ในความคิดของพ่อแสนเลย…พ่อแสนมีสวนอยู่ 3 แปลง ล้วนเป็นสวนป่าทั้งนั้น ไม่เผาใบไม้…

พ่อแสนพอมีรายได้แก่ครอบครัวจากผลผลิตจากสวนป่าเล็กๆ 6 ไร่นี่เอง เลี้ยงลูก 4 คนมาจนโต แรกๆลูกก็ไม่สนใจงานของพ่อ เหมือนวัยรุ่นทั่วไป ที่ต่างหันหน้าไปในเมือง แต่พ่อแสนได้รับรางวัลโน่นนี่เกือบทุกปี โดยพ่อแสนไม่เคยเสนอตัวไปประกวด มีแต่หน่วยงานเอามาให้

ใครต่อใครเดินทางมาสวนของพ่อ มาสอบถาม มาเรียน…..

ลูกๆเริ่มหันกลับมาช่วยพ่อแล้ว..


แดงทั้งดง(หลวง)..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กุมภาพันธ 12, 2010 เวลา 20:43 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 136


ที่ตรงข้ามกับที่ว่าการอำเภอดงหลวง ตรงข้ามเป๊ะเลยจริงๆ


เราเพิ่งเห็นภาพนี้ ชัดเจน เปิดกว้าง บริการ ถึงที่


มีสุภาพสตรีท่านหนึ่งคอยรับผิดชอบขายเสื้อเหล่านี้

ป้ายหาเสียงการแข่งขันลงสมัครเลือกตั้งนายกเทศมนตรีเทศบาลตำบล ล้วนมาจากพรรคเดียวกันทั้งนั้น

ผมสอบถามชาวบ้าน มีคนหนึ่งเป็นโซ่ เป็นสมาชิกไทบรู แต่ไม่เคยมาประชุมหรือยุ่งเกี่ยวใดๆเลย พอมาลงสมัครเท่านั้นนับญาติขึ้นมาทันที อ้างเป็นสมาชิกไทบรู สารพัดจะอ้าง แต่พี่น้องบอกว่า แม้จะเป็นบรู แต่อย่าหวังว่ากลุ่มไทบรูจะเลือกเพราะ……

ส่วนอีกคนแม้จะไม่ใช่บรู แต่แสดงการปวารณาตัวเพื่อชาวบ้าน และทำให้ดูแล้ว แม้ว่าจะไม่รู้ว่าอนาคตจะเปลี่ยนสีสันไปอีกหรือไม่ แต่วันที่ผ่านๆมาและวันนี้ เขาชนะใจไทบรูไปแล้ว

ทั้งหมด 5 คนมาจากพรรคการเมืองเดียวกันที่เป็นสีเดียวกับเสื้อนี้..

วันที่ 7 มีนาคมรู้ผล การเมืองท้องถิ่นที่บ่งบอกอะไรมากมาย


ความพอเพียงของสังคมดงหลวงโบราณ 1

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มกราคม 8, 2010 เวลา 11:36 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 250

สังคมชนเผ่าไทโซ่ หรือบรู ดงหลวงนั้นแบ่งคร่าวๆเป็นสามยุค คือยุคก่อน พ.ศ. 2500 ยุคระหว่าง พ.ศ. 2500-2527 และยุคหลัง 2527 จนถึงปัจจุบัน ที่แบ่งยุคแบบนี้ ก็เพราะว่า ช่วง 2500-2527 นั้น เป็นช่วงที่ดงหลวงร้อนเป็นไฟ เป็นที่ตั้งของฐานปลดปล่อยของพรรคคอมมิวนิสต์ พี่น้องไทยโซ่ นับร้อยนับพันขึ้นไปอยู่บนภูเขากับ พคท. และพากันเดินพาเหรดออกจากป่าเมื่อ พ.ศ. 2527

มีโอกาสศึกษาวิถีชีวิตความเป็นอยู่ของไทโซ่ดงหลวงก่อน พ.ศ. 2500 ว่าเป็นอย่างไรบ้าง น่าสนใจครับ น่าจะเป็นตัวแทนสังคมไทยโบราณได้ กรณีหนึ่ง เพราะเราไม่มีโอกาสได้เห็นสิ่งเหล่านี้อีก และเด็กรุ่นใหม่ก็ไม่มีทางนึกออกว่าบรรพบุรุษของเราเคยมีความเป็นอยู่อย่างไรกันมาบ้าง

เนื่องจากสัญชาติญาณแห่งการอยู่รอด และภูมิปัญญาของการสร้างสรรค์พัฒนาการมีชีวิตอยู่รอดนั้นอาจจะแตกต่างกันไปตามระดับของความฉลาดของมนุษย์ แต่น่าจะมีสัญชาติญาณขั้นพื้นฐานที่ใกล้เคียงกัน และสังคมไทยส่วนใหญ่นับถือพุทธศาสนา รวมทั้งไทโซ่ ที่นับถือผีกับพุทธไปพร้อมๆกัน หลักการของพุทธย่อมมีส่วนไม่มากก็น้อยในการนำมาเป็นแนวทางการดำรงชีวิต

หลักการหนึ่งของการดำรงชีวิตของศาสนาพุทธคือการยังชีวิตด้วยปัจจัย 4 อย่างพอดี ไม่เบียดเบียนโลกและตัวเอง ตีความง่ายๆคือหลักปัจจัย 4 แบบพอเพียง


เมื่อศึกษาสังคมโบราณของไทโซ่ดงหลวง(และผมเชื่อว่าที่อื่นๆก็คงคล้ายคลึงกัน)แล้วมันสอดคล้องกับหลักปัจจัย 4 แบบพอเพียง แต่หลักปัจจัย 4 แบบพอเพียงนั้นจะให้สมบูรณ์ต้องมีอีกปัจจัยหนึ่งเข้ามาเชื่อมด้วยคือ วัฒนธรรมชุมชนแบบพึ่งพาอาศัยกัน เป็นทุนทางสังคม เป็นตัวเชื่อมที่สำคัญ และความจริงเป็นปัจจัยที่ 5 ของความพอเพียงด้วยซ้ำไป


หลักการนี้ยังสะท้อนไปถึง หลักความพอเพียงที่ในหลวงท่านพระราชทานลงมาด้วยว่า ทั้งหมดนั้นจะต้องอยู่บนฐานของวัฒนธรรมการพึ่งพาอาศัยกันของคนในชุมชน ของสังคมด้วย มิเช่นนั้นจะเป็นปัจเจกชน ซึ่งสังคมไม่ได้เป็นเช่นนั้น และในชีวิตจริงๆก็ไม่มีใครที่จะพึ่งตัวเองได้ 100 เปอร์เซ็นต์ ย่อมพึ่งพาอาศัยกันด้วยเพราะเราไม่สามารถมีความสมบูรณ์ตลอดเวลาด้วยปัจจัย 4

ท่านที่นำหลักความพอเพียงไปใช้ได้โปรดพิจารณาประเด็นสำคัญนี้ด้วย

ความจริงการพึ่งพาอาศัยกันนั้นรวมอยู่ในหลักความพอเพียง แต่มักไม่ได้พูดถึง หรือไม่ได้เน้นกัน หลายท่านไม่ได้พูดถึง เพราะเห็นเป็นประเด็นย่อย แต่จากการเฝ้าสังเกตสังคมชนบทนั้น วัฒนธรรมชุมชนเป็นโครงสร้างหลักด้วยซ้ำไป

ผมจำได้ว่าสมัยเด็กๆ เมื่อพ่อไปทอดแหได้ปลามามาก พ่อก็แบ่งให้เพื่อนบ้านโดยให้เด็กชายบางทรายเดินไปให้ คุณยายนั่น คุณตาคนนี้ เพราะแก่เฒ่าหากินไม่สะดวก

ที่ดงหลวง เมื่อชาวบ้านเดินผ่านแปลงผัก ก็ตะโกนขอผักไปกินกับลาบหน่อยนะ เจ้าของแปลงก็ตะโกนตอบอนุญาตให้เอาไปเถอะ สังคมภาคเหนือจะมีคนโท หรือหม้อดินใส่น้ำตั้งไว้หน้าบ้าน ใครที่เดินผ่านไปมาหิวน้ำก็ตักดื่มกินเอาได้เลย มันเป็นวัฒนธรรมดั้งเดิมของเรา สวยงาม เอื้ออาทรกัน พึ่งพากัน เพราะไม่มีใครที่มีปัจจัยสมบูรณ์ไปตลอดเวลา ยามมีก็มี ยามขาดก็ขาด ก็ได้อาศัยญาติพี่น้องเพื่อนบ้านในชุมชนนั่นแหละช่วยเหลือกันด้วยน้ำใจ ไม่ได้คิดค่าเป็นเงินเป็นทองแต่อย่างใด

ชาวบ้านจะสร้างบ้าน ก็บอกกล่าวกัน ชายอกสามศอกสี่ศอกก็มาช่วยเหลือกัน ตามความถนัด ไม่ได้รับเหมาเอาเงินทองแต่อย่างใด ความมีน้ำใจ ความมีบุญคุณ ความกตัญญู ช่วยเหลือเอื้ออาทร ทั้งหมดนี้แสดงออกโดย “การให้” ให้วัตถุ ให้แรงงาน ให้อภัย ให้ปัจจัยต่างๆ และให้ใจ คือรากเหง้าของสังคม คือทุนทางสังคม คือแรงเกาะเกี่ยวทางสังคม ที่ทำให้เราสงบ สันติ มานานแสนนาน และเป็นฐานของหลักความพอเพียง เป็นฐานของการสร้างความพอดีของปัจจัย 4 อันมีฐานรากสำคัญมาจากหลักการทางพุทธศาสนา…

ผมเห็นอย่างนี้น่ะครับพี่น้อง..

(ต่อตอน 2)



Main: 0.185682058334 sec
Sidebar: 0.137422084808 sec