ปิดทองหลังพระ..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 25, 2012 เวลา 15:52 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 944

ที่ตรงนั้น มีบริเวณที่สวยงาม ต้นไม้อวดช่อดอกสวย ผมใช้เวลาก่อนมีการประชุมชื่นชมดอกไม้ไปรอบๆบริเวณนี้ ภาระหน้าที่ของผมนั้นจะต้องดำเนินรายการรับฟังความคิดเห็น ของผู้เข้าร่วมการประชุมที่เชิญมาทั้งหมด ซึ่งเป็นผู้แทนชาวบ้านกลุ่มต่างๆที่อยู่ในพื้นที่โครงการเหมืองแม่ลิกไนต์ทั้งหมด

การประชุมยังไม่เริ่มตามเวลาที่กำหนด ก็เริ่มมีกลุ่มประชาชนที่ทยอยเข้ามา แต่เขาเหล่านั้นไม่ได้เข้ามาร่วมประชุมกับเรา แต่มาตั้งเวทีรอบหน้าอาคารทันสมัยหน้าอำเภอที่มีผม และทีมงานจัดการประชุมอยู่ด้านใน เริ่มมีการเอาผ้าแสดงความคิด ความรู้สึกที่เขาไม่เห็นด้วย และคัดค้าน และแสดงความทุกข์ร้อนที่เขาได้รับมาติดไปรอบๆบริเวณ


ผมนั้นเคยทำหน้าที่ในกลุ่มต่อต้านเช่นนี้ เคยทำหน้าที่หลายต่อหลายอย่าง หรือเรียกอีกทีคือฝ่ายชาวบ้านนั่นแหละ มาช่วงเวลานี้ในสายตาของชาวบ้านอาจจะคิดว่าผมคือฝ่ายเจ้าของกิจการ โดยธรรมชาติเป็นเช่นนั้น ความไว้ใจ จริงใจนั้นแค่พบหน้าแล้วบอกกล่าวกันด้วยคำพูดนั้นไม่มีทางที่จะเกิดการยอมรับกันได้ ต้องพิสูจน์ และมักใช้การกระทำต่างๆและเวลาพิสูจน์ด้วย

ผมยอมรับในสายตาของชาวบ้าน เราไม่ได้เผชิญหน้าเพราะไม่ใช่หน้าที่เราและเราจะไม่ทำ เรารับผิดชอบการพูดคุยในห้องที่เป็นทางการตามกฏหมาย และในเวทีนั้นผมมีบทบาทการนำเสนอความจริง และรับฟังความเห็นทุกภาคส่วนที่ถูกเชิญมาตามกฎหมายที่ระบุไว้ หรือที่เรียกว่าผู้มีส่วนได้เสีย แน่นอนมีมากมายเราไม่อาจเชิญมาได้ทุกคน ก็เชิญผู้นำชุมชน กลุ่มต่างๆในชุมชน ทั้งผู้แทน องค์กรพัฒนาเอกชนที่มาทำงานในพื้นที่นี้ด้วย

ในบรรยากาศที่ข้างนอกระอุด้วยการโหมไฟให้ร้อนแรง และพร้อมเสมอหากมีสัญญาณส่งมาให้บุก ผมต้องใช้ประสบการณ์มากมายควบคุมเวทีในห้องให้เป็นไปด้วยความสงบและไม่ปล่อยให้ไฟมาลุกโพลงที่ในห้องจนไม่สามารถควบคุมการดำเนินการพูดคุยได้


จวนเจียนไปหลายครั้ง เพราแน่นอนเวทีด้านนอกก็จะส่งคนของชาวบ้านเข้ามา ผมพร้อมที่จะเผชิญความร้อนแรงด้วยคำพูด น้ำเสียง บรรยากาศ และกลยุทธต่างๆที่แพรวพราว เพราะเราผ่านประสบการณ์นั้นมาแล้ว เท่าทันต่อประสงค์ หรือเจตนา ด้วยสำนึกผมนั้นยืนข้างประโยชน์ชาวบ้านอยู่แล้ว แต่บทบาทที่ผมยืนอยู่นั้นจำควบคุมอย่างไรให้การดำเนินการไปได้ และรวบรวมปัญหา อุปสรรค ความต้องการของชาวบ้าน ความทุกข์ของชาวบ้านให้ได้ทุกคำพูดที่กล่าวออกมาอย่างร้อยแรงเป็นไฟ

ความจริงใจของเราคือ บันทึกสดๆขึ้นจอ LCD ให้ทุกคนเห็นทันที และให้ทุกคนตรวจสอบว่าบกพร่องตรงไหนให้ติเติมได้ เพื่อกันหลุดทำการบันทึกเทปไว้ทั้งหมด

โดยเฉพาะอย่างยิ่งท่าทีและน้ำเสียงของเราที่แสดงการน้อมรับฟังปัญหาของชาวบ้านนั้น สำคัญจริงๆ เพราะหากไปเติมไฟนิดเดียว คนอีกมากมายด้านนอกพร้อมจะเข้ามาขย่มเราให้ราบเป็นหน้ากลอง

เราทบทวนทุกประเด็นไว้ต่อหน้าผู้แทนชาวบ้าน และแจ้งขั้นตอนตามกฎหมายว่าจะทำอะไรต่อไป จนเขาพึงพอใจก็ลาถอยทัพกลับไปรวมตัวกันหน้าเวทีใหญ่ของเขา


สงครามเผชิญหน้าแบบกรีกโบราณอาจจำเป็นในเวลาที่สถานการณ์ดึงไป แต่เราไม่ปรารถนา การเผชิญหน้าเช่นนั้นเพราะไม่มีใครใช้เหตุผลร้อยเปอร์เซ็นต์ มีแต่ใช้กำลังและเล่ห์เหลี่ยมของการนำมวลชนเท่านั้นที่จะเดินไปสู่จุดหมายได้

ผมไม่ใช่นักยุทธวิธีมวลชน แต่การผ่านเวทีเผชิญหน้ามาบ้างก็พอมีประสบการณ์ ทั้ง รุก ลุย ถอย สงบเพื่อเข้าตี ถอยเพื่อตลบหลัง ฯลฯ จิตวิทยามวลชนกลับเข้ามาในสมองให้ได้ใช้อีกแล้ว….

เจตนาผมนั้นผมต้องการใช่ที่ผมยืนอยู่ช่วยเหลือชาวบ้านตามเงื่อนไขที่เป็นไปได้มากที่สุด


เมื่อทุกอย่างผ่านไปผมไปยืนใต้ต้นไม้ที่มีดอกสวยงามนั้น ผมว่ามันสวยงามกว่าปกติมากมายนัก…

ผมทบทวนตัวเอง ผมพอใจการปิดทองหลังพระ…


ความสวยในความขัดแย้ง..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 23, 2012 เวลา 22:58 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1384

งานที่ผมทำขณะนี้เรียกงานร้อน ในภาษา NGO และวงการที่ปรึกษา เพราะทำงานท่ามกลางปัญหาความขัดแย้ง (มีเวลาจะวิเคราะห์ใหญ่ให้เห็น)มากมาย ที่เหมืองแร่ลิกไนต์แม่เมาะ ลำปาง ผมทำหน้าที่จัดประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชนที่เรียก ค1 และ ค2 และจะจัด ค3 ต่อไป การจัดนี้เป็นไปตามกฎหมาย EIA และ EHIA ขณะที่ทำหน้าที่ก็มีการจัดเวทีต่อต้านคู่ขนานกันไปอย่างตื่นเต้น แต่ก็ไม่มีอะไรที่รุนแรง

บทบาทนั้นเป็นคนกลางมาประชุมรับฟังความคิดเห็นประชาชน ที่เขาอยู่ในพื้นที่โครงการเหมืองแม่เมาะที่ทำเหมืองลิกไนต์ มาใช้ทำไฟฟ้าตามขั้นตอน ระบบการทำเหมืองและการผลิตกระแสไฟฟ้านั้น มีมลสารออกมาด้วย ในอดีตทุกท่านคงทราบมาแล้ว แต่ปัจจุบันมีการควบคุมมลสารออกมาให้อยู่ในระดับที่อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานที่ราชการกำหนดไว้ โดยการติดตั้งเครื่องมือวัด อากาศ ฝุ่น เสียง กลิ่น ความสั่นสะเทือน นอกจากนี้ยังมีการตรวจวัดน้ำใต้ดิน ผิวดิน และอื่นๆมากมาย

ผมจะไม่ลงรายละเอียดเรื่องนี้ตอนนี้ แต่เอาภาพสวยๆสบายๆมาอวด ขออภัยนะครับที่มิได้กดขี่ทางเพศ แต่มองในมุมแปลกที่ผมไม่เคยเห็นการจัดงานในป่าในชนบทที่ใช้วิธีการจัดแบบนี้

คือ นายก อบต แห่งหนึ่งในพื้นที่เชิญเราไปร่วมงานสัมมนาเรื่องผลกระทบมลสารจากพื้นที่โครงการเหมือง โดยมีนักวิชาการต่างๆมาร่วม มีประชาชนที่ในพื้นที่และที่เดือดร้อนมาร่วมมากมาย ท่านนายกผู้จัดเอานักจัดมืออาชีพมาจากเชียงใหม่ ท่านว่าเช่นนั้น ที่เรียกว่า ออแกไนซ์เซอร์


ผมเห็นแล้วทั้งยิ้ม และส่ายหัว เพราะน้องสาวสวยเหล่านี้ชุดของเธอเหมาะที่จะอยู่บนเวทีกลางเมืองใหญ่ ติดแอร์เย็นฉ่ำ แต่เธอมาลุยสนามฝุ่น ดิน กลางป่า อากาศก็ร้อน เพราะจัดเวทีกลางสนามฟุตบอลเวลาบ่ายสามโมง แดดเปรี้ยง ขนาดเรานั่งในเต้นท์มีพัดลมเป่ายังร้อนระอุ โธ่..ท่านนายกเอาน้องสาวผมมาลำบากซะแล้ว..


หรือว่าเอาสาวสวยๆมาทำให้บรรยากาศที่ร้อนแรงด้วยอากาศ และเนื้อหาสาระนั้นเบา นุ่มลงมา ก็ดูชุดน้องสาวซิ ผ้ามันแพงไปรึไงถึงซื้อมาไม่พอคลุมพุงอ่ะ แล้วมาเดินกลางชนบทกลางป่าเช่นนี้มันผิดเวทีไปเปล่า….ท่านนายก


แม้ว่าผมจะสนใจในเนื้อหาสาระที่ผมต้องบันทึกเป็นส่วนหนึ่งของงานที่ต้องรวบรวมความคิดเห็น แต่ก็อดที่จะเก็บภาพสวยๆของน้องสาวเหล่านี้ไว้ไม่ได้ บอกตรงๆว่า มันไปไกลขนาดนี้แล้วหรือวงการ จัดการเวที และจำเป็นแค่ไหนที่ต้องเอาแบบนี้มาเป็นผู้จัดการเวทีที่ร้อนแรง หรือว่าเป็นอุบาย


ดูชุดทำงานซิครับ โธ่……นั่นไม่ใช่พรมในโรงแรมชั้นหนึ่งนะ นั่นมันสนามหญ้า

เอาเถอะ เธอก็ทำหน้าที่จนครบกระบวนการที่ผมคิดว่ามันผิดฝาผิดตัวอย่างไรก็ไม่รู้ ท่านนายก อบต แห่งนี้จบ ป.โท และหนุ่มแน่น แต่งตัวหล่อตลอดเวลา และแสดงตัวทีไรก็ออกแนวหาเสียงเพื่ออนาคตตลอดเวลาที่ผมเห็น ผมชอบที่ท่านรักษาประโยชน์ชาวบ้านในเรื่องต่างๆและเอาจริงต่อปัญหาที่เกิดขึ้น แต่ออกแนวลุยๆ บู้ๆ และการเมืองมากไปหน่อย ขนาดเวทีชนบทแบบนี้นะครับ ท่านบอกว่าเชิญท่านนายกยิ่งลักษณ์ รัฐมนตรีหลายท่าน แต่ไม่มีใครมาสักคน มีแต่นักวิชาการ แม้หัวหน้าส่วนราชการท้องถิ่นหลายท่านยังไม่มา กลายเป็นจุดที่ท่านหยิบมา เอาเรื่องต่อไปอีก ในฐานะไม่ให้ความร่วมมือ

เอาเถอะเอาสาระเป็นหลัก ก็ต้องชมท่านที่สนใจเรื่องที่ชาวบ้านเดือดร้อน


น้ำใจชาวบ้าน

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 20, 2012 เวลา 0:39 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 937

เรื่องที่ผมบันทึกต่อไปนี้ เป็นเรื่องเล็กๆธรรมดาเท่านั้น ไม่ใช่ใหญ่โตสำคัญอะไรมากมาย เพียงผมอยากบันทึกความรู้สึกดีดีของผมท่ามกลางสังคมที่มีความหวาดระแวงกัน

ผมไปทำงานลำปาง น้องๆจัดให้ไปพักรวมกันชานเมืองตางดาวขวามือในรูปนั้น เจ้าของเป็นคนจังหวัดน่าน มีโรงแรมที่น่าน ที่แพร่ และที่ลำปางนี่ เป็นสตรีขีรถเบนซ์ป้ายแดงจอดอยู่สองคัน ดูท่าทางเป็นคนเก่งคล่อง ราคาที่พักก็ไม่แพง ผมชอบเพราะติดทุ่งนาที่เขียวขจี

มีอาหารเช้าบริการ ส่วนอาหารกลางวันและเย็นนั้น หากินเอาเอง หากจะให้โรงแรมทำให้ก็ได้ แต่ราคาผมว่าสูงไปหน่อย มื้อเย็นผมจึงชอบเดินไปกินที่อื่น ความจริงเราก็มีรถสองคัน สามารถเอาไปเข้าเมืองลำปาง จะกินอะไรก็มีทั้งนั้น ปกติผมเป็นคนเกรงใจคน จึงไม่อยากไปออกปากของยืมรถจากน้องๆ ชอบเดินเอาดีกว่า

วันนี้เหมือนหลายวันที่ผมไม่กินข้าวเย็นที่โรงแรม แต่เดินไปกินที่ร้านข้างถนนซึ่งมีคุณยายมาทำอาหารขาย แม้ว่าคุณภาพจะสู้ที่โรงแรมไม่ได้ แต่ราคาถูกและอยากจะช่วยให้คุณยายมีรายได้ ระหว่างกินผมก็คุยกับคุณยายไปเพื่อทำความเข้าใจวิถีชีวิตคุณยาย

เสร็จแล้วก็เดินไปซื้อของใช้ที่ร้าน 711 ริมถนนสายหลัก ไกลจากที่พักประมาณ ครึ่งกิโลเมตร ระหว่างเดินไปนั้น ถนนมืดมิดลงแล้ว มีไฟบ้างเป็นช่วงๆมีรถเก๋งส่วนตัวผ่านไปหลายคัน บางคันมีป้ายแดงด้วย เมื่อทำธุรเสร็จแล้วก็เดินกลับที่พัก เดินกลับมาเพียงไม่กี่นาทีก็มีมอเตอร์ไซด์ขับสวนทางไป แล้วมอเตอร์ไซด์คันนั้นก็วกกลับมาหาผม

คุณลุงมาหยุดหน้าผมแล้วก็มองผมอย่างจริงจังปากก็ถามว่า อาจารย์….ใช่ไหม ผมงง งง ลุงถามอีก คราวนี้ผมเข้าใจแล้วว่าลุงคงเข้าใจผิดคิดว่าผมเป็นอาจารย์อะไรสักคนหนึ่งที่ลุงท่านนี้รู้จักดี ผมเลยตอบว่าไม่ใช่ครับ…ลุงยิ้มๆแล้วก็ขับกลับออกไป

เดินกลับที่พักอีกไม่กี่ก้าวก็มีมอเตอร์ไซด์อีกคันมาด้านหลังแล้วมาจอดใกล้ๆ ถามว่า จะไปไหนครับ ผมเดาเจตนาชายชาวบ้านท่านนี้ได้ ดูการแต่งตัวที่รกรุงรังเหมือนทำงานมาหนักทีเดียว ผมยิ้มตอบแล้วบอกว่าจะเดินกลับที่พักที่โรงแรมครับ ชายชาวบ้านท่านนั้นออกปากว่าไปด้วยกันไหมล่ะ ผมออกปากว่า ขอบคุณครับ ผมอยากเดินออกกำลังกายครับ…ชาวบ้านท่านนั้นยิ้มให้แล้วก็บอกว่า นึกว่าจะไปด้วยกันผมผ่านตรงนั้นพอดี… ผมขอบคุณชาวบ้านท่านนั้นยกใหญ่

ผมตื้นตันใจที่พบเหตุการณ์เช่นนี้ น้ำใจชาวบ้านช่างเหลือล้นจริงๆ ผมไม่ได้คิดว่าจะพบสิ่งดีดีเช่นนี้ บนถนนมืดๆ สองข้างทางเป็นนาและบ้านชาวบ้าน พร้องบางจุดมีขยะทิ้งส่งกลิ่นเหม็น ทำไมมีผู้มีน้ำใจเช่นนี้ แต่เอ รถเก๋งผ่านไปตั้งหลายคันไม่เห็นแสดงน้ำใจเช่นนี้เลย แต่นี่เป็นมอเตอร์ไซด์เก่าๆกับชายชาวบ้านที่รกรุงรัง

แค่นี้ท่านก็คงเข้าใจความรู้สึกของผมนะครับ

ขอบคุณคนลำปาง

ขอบคุณชาวบ้านท่านนั้น


น้ำค้างบนใบข้าว..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 18, 2012 เวลา 9:24 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1276

มาทำงานต่างถิ่น ที่พักติดหมู่บ้านชานเมือง หลังที่พักมีภาพเหล่านี้

ชอบเดินมาดูทุ่งนายามเช้าที่ใบข้าวมีหยดน้ำค้างเกาะเต็มไปหมด เมื่อพระอาทิตย์ทอแสงมากระทบ ก็ส่งประกาย

ไกลออกไปไม่มากนักเห็นชาวบ้านมาทำหน้าที่ของชาวนา ชาวบ้านธรรมดาทั่วไปที่ปฏิบัติกันมาหลายชั่วคน

ชีวิต วิถี บนธรรมชาติแท้ๆ

ชีวิตที่หมุนไปตามฤดูกาล ผันแปรไปตามธรรมชาติที่โอบอ้อมชีวิตอยู่ ก่อเกิดเป็นวิถีที่สอดคล้องต้องกัน ชีวิตชาวบ้านต่างหากที่โอนอ่อนตามธรรมชาติ มีไม่มากนักที่ชนบทดัดแปลงธรรมชาติให้ตอบสนองชีวิต

ชีวิตจึงเรียบง่าย

แต่คนยุคใหม่วิถีไม่ได้สอดคล้องกับธรรมชาติ ตรงข้ามหลายองค์ประกอบฝืนธรรมชาติ หรือดัดแปลงธรรมชาติให้มาตอบสนองวิถีใหม่ของชีวิตเมือง วิถีสังคมใหม่ วิถีที่การดัดแปลงธรรมชาตินั้นไปทำลายธรรมชาติมากกว่าจะโอนอ่อนผ่อนตาม

เราเรียกการดัดแปลงนั้นว่าการควบคุมธรรมชาติ เทคโนโลยี ความทันสมัย ความก้าวหน้า

หลายเรื่องมีประโยชน์ต่อชีวิต เช่น วิทยาศาสตร์สุขภาพ ที่ค้นพบความจริงแห่งการบำรุงชีวิตให้อยู่ในสิ่งที่เหมาะสม ถูกต้อง แต่มีหลายสิ่งเป็นสร้างขึ้นเพื่อการบริโภคเกินความเหมาะสม แม้จะเรียกว่าก้าวหน้าก็ตาม

เป็นโจทย์ใหญ่ที่มวลมนุษยชาติต้องรีบสรุปบทเรียน

และหาทางออกใหม่…


เห็นแต่ไม่เห็น..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 17, 2012 เวลา 7:07 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 923

บ่อยครั้งที่ผมทดสอบความเข้าใจของคนที่เข้ามาทำงานชุมชนโดยให้ “วาดภาพหมู่บ้านชนบททั่วๆไปว่ามีอะไรบ้างที่เป็นแก่นแกนของหมู่บ้าน หากวาดไม่ได้ก็เขียนเป็นตัวอักษรแทน” ทุกท่านคงเดาออกว่าภาพที่ได้มานั้นจะมี ภูเขาสองลูก มีนกสองตัวบิน มีพระอาทิตย์ มีทุ่งนา มีบ้านมีกองฟาง มีวัวควาย เป็ดไก่ มีแหล่งน้ำ มีโรงเรียน มีสถานีอนามัย…..

แต่สิ่งที่พบว่าร้อยละ 99 ที่ไม่มีในภาพวาดนั้นคือ เรื่องของความเชื่อ วัฒนธรรม ประเพณี แม้ว่าจะวาดยาก แต่โจทย์ก็บอกไว้ว่าหากวาดไม่ได้ก็เขียนได้

ยิ่งหากทำกิจกรรมนี้กับคนเมือง คนสมัยใหม่ที่ผ่านระบบโรงเรียนในเมืองมาเขายิ่งทำท่างงเข้าไปใหญ่

ภาพซ้ายมือข้างบนนั้นคือที่ทำการ อบต.ของตำบลหนึ่งสร้างขึ้นชายหมู่บ้านติดกับป่าชุมชนและศาลเจ้าปู่ที่คนในหมู่บ้านนี้ ตำบลนี้ให้ความเคารพนับถือ สังเกตได้จาก บริเวณนั้นมีต้นไม้ใหญ่หลายต้นมีศาล มีอาคารที่สร้างขึ้นขนาดบรรจุคนได้สักห้าสิบคนและมีบริเวณรอบอาคาร(ไม่เห็นในรูป) ที่อาคารนั้นมีเครื่องบ่งชี้ว่ามีการมาทำพิธีต่างๆของคนจากหมู่บ้าน และที่บ่งชี้ได้ชัดเจนอีกประการคือ ไม่ว่ามอเตอร์ไซด์ หรือรถยนต์ที่วิ่งผ่านตรงนี้จะบีบแตรสองครั้ง…..

ผมสังเกตทีมงาน ที่ไปกับผมนั้น ไม่มีใครสนใจสิ่งที่ผมบรรยายมานี่เลย ต่างขยันขันแข็งในการเตรียมสถานที่ประชุมตามบทบาทหน้าที่ที่รับผิดชอบ และเขาทำได้ดีมาก ต่างช่วยเหลือกันหยิบโน่น จัดนี่ เช็ด กวาด ถู เก็บ เดี๋ยวเดียวการเตรียมสถานที่ก็เรียบร้อย พร้อมที่จะประชุม แต่ไม่มีใครสนใจสิ่งที่อยู่ข้างๆนั้นเลย…..

แต่ว่าเรื่องที่เรามาประชุมนั้นเกี่ยวข้องกับวิถีชีวิตของชาวบ้านที่นี่….

ผมเฝ้าสังเกตพฤติกรรมกลุ่ม เมื่อคราวที่ประชุมเสร็จเราก็มีการทำ after action review สรุป ประเมินผลสิ่งที่ทำไปแล้วนั้นว่ามีจุดบกพร่องตรงไหนบ้าง เพื่อจะได้แก้ไขในวันต่อไป ก็ไม่มีใครพูดถึงเรื่องที่ผมบรรยายมา ผมจึงลุกขึ้นสอบถามน้องคนหนึ่งว่า เมื่อน้องเข้ามาประชุมนี้ หากพบพ่อกำนันซึ่งมักเป็นผู้มีอาวุโสและมีตำแหน่งในชุมชนนี้น้องทำอย่างไร น้องตอบว่า ก็แสดงความเคารพโดยการยกมือไหว้ ผมชมเขาว่าถูกต้องแล้ววัฒนธรรมไทยเราเคารพผู้มีอาวุโสกว่า โดยเฉพาะผู้ที่มีตำแหน่งหน้าที่เช่นนี้เราก็ควรแสดงความเคารพ

ผมอธิบายต่อไปว่า สังคมเรานั้น โดยเฉพาะสังคมชนบทมีโครงสร้างสองชั้น หรือมากกว่าสองชั้น คือ โครงสร้างทางการปกครองที่มี ผู้ว่าฯ นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. เป็นต้นที่มีหน้าที่ตามระบบการปกครอง แต่มีอีกระบบหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในชุมชนที่ไม่ได้ขึ้นต่อกันเหมือนระบบการปกครองแบบราชการ นั่นคือระบบวิถีชุมชน เรามี หมอตำแย(ซึ่งเหลือน้อยเต็มทีแล้ว) เรามีหมอนวด หมอเป่า หมอสมุนไพร มีผู้ทำหน้าที่ประกอบพิธีตามประเพณีของชุมชน ทางอีสานก็มีเจ้าโคตรที่เป็นผู้อาวุโสสูงสุดของตระกูล และที่สำคัญ “มีความเชื่อ ความเคารพต่อสิ่งเหนือธรรมชาติ”

สิ่งที่กล่าวมานี้คนในชุมชนด้วยกันเขาเห็น เขาเคารพ เขาปฏิบัติ ดูได้จากเสียงแตรรถที่ดังเมื่อขับผ่านสถานที่ตรงนั้น ดูได้จากวันประเพณีที่ชาวบ้านต่างมาร่วมประกอบพิธีเคารพ บูชาต่อสิ่งเหนือธรรมชาติตรงศาลเจ้าพ่อแห่งนี้…. แต่คนนอกอย่างเรา มองไม่เห็น หรือเห็น(ด้วยตาเนื้อ)แต่ไม่เห็น(ด้วยความเข้าใจ)

เมื่อเราไม่เข้าใจชุมชน “ทั้งครบ” เราจะเข้าใจสิ่งที่เขาแสดงความคิดเห็นได้อย่างไร หรือให้ความหมายไม่ถูกต้อง ไม่หมดสิ้นของการพยายามสื่อของชาวบ้านต่อเราที่เป็นคนนอก ฉาบฉวยเข้ามาชุมชน เมื่อไม่เข้าใจอย่างลึกซึ้งเราอาจสรุปผิด แล้วเอาการสรุปนี้ไปรายงาน ทำแผนงาน ทำอะไรต่อมิอะไรอีกมากมาย มิคลาดเคลื่อนไปหมดหรือ…

ภาพวาดชุมชนตามโจทย์เบื้องต้นนั้นจึงไม่มีภาพหรืออักษรที่เกี่ยวกับความเชื่อ ประเพณีของชุมชน นั่นแหละที่ “เขาเห็นชุมชนแต่ไม่เห็นความจริงของชุมชน”

แน่นอนครับสถานที่แห่งนี้ผมเดินเข้าไปกราบ ไหว้ บอกกล่าวสิ่งเหนือธรรมชาติตรงนั้น มาแนะนำตัว กลุ่มและขออนุญาตทำงานตามหน้าที่ โดยที่น้องๆไม่เห็นในสิ่งที่ผมทำนั้นเลย เพราะไม่อยู่ในความเข้าใจของเขา

(เรื่องนี้เคยบันทึกไว้แล้วแต่อยากทำอีกครั้ง)


ทหารแก่ไม่เคยตาย..

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 15, 2012 เวลา 8:28 ในหมวดหมู่ ชนบท, สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย, เรื่องของชีวิต #
อ่าน: 953

ถ้าไม่มีป้ายบอกผมก็คิดเพียงว่าพ่ออุ้ยท่านนี้คือชายชราคนหนึ่งที่พิการมาขายสลากกินแบ่ง เพื่อหารายได้ให้กับชีวิตและครอบครัว ที่หน้าวัดที่มีชื่อเสียงแห่งนี้มักมีคนมากราบไหว้พระมากเป็นประจำ ซึ่งเป็นสถานที่ที่เหมาะสำหรับนักเสี่ยงโชค หรือเรียกอีกทีคือเป็นตลาดของผู้ซื้อ-ขายสลากกินแบ่งนั่นเอง

อุ้ยท่านนี้ไม่ธรรมดา แม้ว่าอายุท่านจะผ่านเก้าสิบปีมาหลายร้อนหลายหนาวแล้ว ยังแข็งแรงคำพูดกระฉับกระเฉงแม้จะสูญเสียสายตาไปหมดสิ้น เพราะป้ายบนแผงสลากกินแบ่งได้บอกคร่าวๆถึงสถานะของอุ้ยท่านนี้ และตั้งคำถามเดียวเท่านั้นก็พอเข้าใจว่าท่านคือใคร

ผมขนลุกเลยเมื่อได้ฟังคำบอกเล่าอดีตที่เป็นประวัติศาสตร์ประเทศไทยที่มีอุ้ยท่านนี้เป็นตัวนำเรื่อง ผมเห็นว่าท่านคือสมบัติสังคมเราด้านประวัติศาสตร์ ท่านคือสมบัติบุคคลของประเทศชาติ ท่านเป็นประวัติศาสตร์ท้องถิ่นและอื่นๆอีกหลายอย่าง หากโรงเรียนนายทหารมาเอาตัวท่านไปเล่าประวัติศาสตร์การสู้รบสมัยนั้นให้ฟังก็น่าจะเป็นบทเรียนและรายละเอียดต่างๆของวงการให้เรียนรู้กัน

หากนักประวัติศาสตร์เอาตัวท่านไปบันทึกรายละเอียดของสงคราม วิถีชีวิต สภาพสงครามและรายละเอียดอื่นๆก็จะเกิดประโยชน์

หากคุณครูจะเชิญท่านไปเล่าสภาพสังคมแห่งอดีตให้นักเรียนรุ่นหลานแหลนได้ยินได้ฟัง สำเหนียกในรากเหง้าของบรรพบุรุษและท้องถิ่น ก็จะเป็นการสร้างทุนทางสังคมอีกทางหนึ่ง เกิดความตระหนัก รักยิ่งต่อถิ่นฐานและเคารพต่อบรรพบุรุษที่ใช้ชีวิตปกป้องแผ่นดินให้เราได้เฉิดฉายในปัจจุบัน

ทำไมเราลืมประวัติศาสตร์บุคคล

ทำไมเราลืมประวัติศาสตร์อดีตสังคมไทยที่มีชีวิต

ทำไมเราลืมประวัติศาสตร์ประเทศชาติที่ทหารสงครามโลกครั้งที่สองท่านนี้ยังมีชีวิตอยู่

ทำไมประเทศชาติทิ้งขว้างบุคคลผู้สร้างประวัติศาสตร์ที่ยังมีชีวิตท่านนี้

และท่านอื่นๆ….

เราคิดอะไรกัน ทำอะไรกันอยู่หรือ…


สิ่งที่ตกอยู่กลางห้องประชุม..

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 14, 2012 เวลา 17:35 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 962


 

มันเป็นภาพปกติ ที่ใครๆก็เห็น ที่ไหนๆก็มีภาพเหล่านี้ มันอาจกลายเป็นสิ่งปกติของการเคลื่อนตัวของสังคมจาก สังคมเกษตรกรรมไปสู่สังคมอุตสาหกรรม สังคมพอเพียงในอดีตไปสู่สังคมการบริโภคที่มีระบบธุรกิจสร้างแรงกระตุ้นให้เกิดการบริโภคมากขึ้น ภายใต้ความรู้สึก ดีกว่า ทันสมัยกว่า ก้าวหน้ากว่า และเลยเถิดไปถึง เท่ห์ เขาก็มีเราก็อยากจะมี

แรงกระตุ้นทางธุรกิจก่อให้เกิดความอยากมีอยากได้ คือลัทธิการบริโภคนิยมที่เกินความพอเพียง พอดี พอสมควร สิ่งที่จะตอบสนองค่านิยมนี้ได้คือ เงิน การมีเงินในกระเป๋า ในธนาคาร หรือระบบเงินผ่อน บัตรเครดิต เพื่อตอบสนองการเดินสะพัดของเงิน

มันช่างสอดคล้องกับวัยรุ่นที่ต้องการการเปลี่ยนแปลง และไหลไปตามกระแสนิยมมากกว่าวุฒิภาวะ ตระหนักได้ ยับยั้งชั่งใจ หรือให้น้ำหนักระหว่าง เทคโนโลยีใหม่ๆที่เพิ่งตกมาในท้องตลาดกับความจำเป็นที่ต้องใช้จ่ายในสิ่งหลักของชีวิตที่พ่อแม่ต้องแบกภาระเหล่านี้

การทำการเกษตรในไร่นา สวน พื้นดินข้างบ้าน ทั้งหมดไม่เพียงพอกับการเปลี่ยนแปลงดังกล่าว พ่อแม่ พี่ๆ ต้องออกจากบ้านไปขายแรงงานตามแหล่งโรงงานหรือการจ้างงานที่ใกล้ที่สุด

ชาบ้านกลุ่มนี้ทิ้งบ้านช่องเดินทางเป็นระยะทางมากกว่า 30 กม.เพื่อไปรับจ้างทำงานในเขตอุตสาหกรรมใกล้ตัวเมือง ด้วยค่าแรงที่กดลงมาต่ำกว่าค่าแรงขั้นต่ำที่รัฐบาลประกาศ แม้ว่าจะเสนอ ร้องเรียน ….หลายวิธี ก็ไม่ได้รับการตอบสนอง ก็จำยอมแบบคั่งแค้นลึกๆในใจ พร้อมที่จะระเบิดออกมาเมื่อใครเอาไฟมาจุด ซึ่งเคยทำสำเร็จมาแล้วครั้งที่ พคท.มาเคลื่อนไหวในจุดอ่อนเหล่านี้ของการบริหารประเทศเช่นนี้

ปัญหามันวนเวียน เกิดขึ้น คงอยู่ เปลี่ยนไป เกิดขึ้นอีกในรูปแบบใหม่ แต่ประเด็นเดิม ในพื้นที่ใหม่ ….

วันนี้ผมเห็นน้ำตาสตรีชาวบ้านหลั่งกลางที่ประชุม เมื่อเขามาเรียกร้องสิทธิการดูแลการเจ็บป่วยของเธอและญาติพี่น้อง เพื่อนบ้าน อันเนื่องมาจากการพัฒนาอุตสาหกรรม ขณะที่สำนักงานอุสาหกรรมแห่งนั้นเร่งพัฒนา ISO หมายเลขที่เท่าไหร่แล้ว เร่งประชาสัมพันธ์บนสื่อกล่าวถึงภาพสวยงามต่างๆนานา

แต่เบื้องหลังมันมีน้ำตาตกหล่นอยู่กลางห้องประชุมใหญ่…..


ไผ่ในวัด..

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 13, 2012 เวลา 0:09 ในหมวดหมู่ สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย, เรื่องของชีวิต #
อ่าน: 1335

ภาพนี้ผมถ่ายมาจากวัดที่สวยงามที่สุด มีศรัทธามากที่สุดแห่งหนึ่ง มีผู้คนมากราบไหว้มากที่สุด เป็นวัดที่มีนักท่องเที่ยวมามากที่สุด

โจทย์ เมื่อท่านเห็นภาพนี้แล้ว ท่านจงอธิบายความรู้สึกนึกคิดของท่านมาเต็มที่เลย….


อยู่กับก๋ง..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 10, 2012 เวลา 16:37 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1469

(ภาพจากเหมืองหงสา แขวงบริคำไซ ลาว)

 

เด็กในเมืองใช้เวลาทำอะไรบ้าง สมัยนี้ก็อยู่หน้าจอ Tablet จิ้มโน่นจิ้มนี่ไปเรื่อย นัยว่าเด็กชุดนี้รอบรู้ทะลุโลกไปเลย

แต่เด็กชนบทในรูปนี้ เวลาว่างของเขาก็ชวนกันออกไปป่าข้างบ้าน ไปเก็บเอาดอกก๋ง ดอกแขม หรือแล้วแต่ภาษาถิ่นจะเรียกกัน เอามาผึ่งลมแดดให้แห้งเคาะๆเอาดอกออกไปเหลือแต่ก้านดอก แล้วก็เอาไปขายต่อให้คนเอาไปทำไม้กวาด บางครอบครัวก็มีผู้ใหญ่ทำไม้กวาดเองที่บ้าน

 

เด็กที่ออกไปชายป่าไปเก็บสิ่งของนี้ ก็เหมือนการเรียนรู้โดยไม่ได้เรียน เขาไปกับรุ่นพี่ และพี่ๆก็จะบอกเรื่องโน้นเรื่องนี้ ทำโน่น ไม่ทำนี่ เล่าเรื่องที่พี่เคยผ่านมาแล้ว ทั้งสนุกและเป็นชีวิตจริง และทั้งหมดนั้นซึมเข้าไปในสำนึกของเด็กรุ่นใหม่เหล่านี้

การเรียนโดยไม่ได้เรียนนี้เป็นธรรมชาติของการบอกกล่าวกัน แล้วเรามากำหนดเองว่านี่คือการเรียนรู้ มันก็เลยมีกลิ่นอายของความเป็นระบบ ความเป็นวิชาการ ความเป็นสมัยใหม่ แต่อะไรก็ช่าง กระบวนการนี้เกิดมีการถ่ายทอดประสบการณ์ชีวิต ความรู้ต่างๆที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมนี้ ซึ่งเป็นองค์ประกอบรอบตัวของวิถีชีวิตเขา เอาไปใช้ได้ทันที ไม่ต้องปรุงแต่งอีก


ทำไมต้องสวนป่า

7 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มีนาคม 6, 2012 เวลา 15:32 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1022

 

ทำไมพระที่แสวงการหลุดพ้นจึงต้องออกไปปลีกวิเวกในป่า…

ทำไมความอุดมสมบูรณ์ที่สุด อยู่ในป่า….

ทำไมความหลากหลายทางชีวภาพที่มากที่สุดอยู่ในป่า…

พระพุทธองค์ทรงตรัสรู้ในป่า..

 

ทำไมการแสวงการหลุดพ้นจึงไม่เข้ามาศึกษาสรรพวิชาความรู้ในกลางเมือง..

ทำไมความอุดมสมบูรณ์ที่สุด ไม่ได้อยู่กลางเมืองหลวงหรือ….

ทำไมความหลากหลายทางชีวภาพที่มากที่สุดไม่ได้อยู่ในเมืองใหญ่…

พระพุทธองค์ไม่ทรงมาตรัสรู้ในเมือง..

 

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าสวนป่าของพ่อครูบาเป็นป่าทิพย์ ใครไปสวนป่าแล้วจะวิเศษวิโสกลับออกมา

มันไม่ได้เป็นเช่นนั้น และไม่มีทางที่จะเป็นเช่นนั้น

 

แต่ผมต้องยอมรับว่าที่สวนป่าเรียนไม่รู้จบจริงๆทั้งที่สองมือของพ่อครูปั้นมันขึ้นมา และธรรมชาติแห่งป่าได้ผลิตความรู้ขึ้นมาเอง เพียงแต่ว่า ผู้มาเยือนจะเห็นหรือไม่ สัมผัสมันได้หรือไม่ รับรู้ได้หรือไม่ แน่นอนก้าวแรกนั้นต้องอาศัยพ่อครูเอื้อนเอ่ย หรือเคาะกะโหลกออกมา แต่ภายหลังท่านอาจจะเห็นความรู้นั้นเอง

แค่พ่อครูพาเดิน บ่งบอกความรู้ก็มากมายจนเก็บไม่ไหว แต่นั่นเพียงเสี้ยวส่วนของพื้นที่ทั้งหมด ไม่ได้เขี่ยใบไม้มองลึกลงไปที่ผิวดิน ใต้ดิน

เราไม่ได้เดินออกนอกขอบที่พ่อครูพาเดิน

เราไม่ได้หยุดนิ่งฟังเสียงป่า

เราไม่ได้หยุดนิ่งไม่ได้ฟังเสียงภายใน

ผมคิดว่าไม่ใช่เฉพาะสวนป่าของพ่อครูบาเท่านั้นที่มีอะไรให้ศึกษามากมาย ป่าที่ไหนๆก็เหมือนกัน เพียงแต่ปัจจุบันเราเห็นป่าแต่ไม่เข้าใจป่า

ที่สวนป่าเราเห็นป่าและมีพ่อครูเคาะกะโหลกน่ะซีครับ

มีอะไรที่สวนป่า…..

บอกไม่ได้ ไปสัมผัสเองซิครับ



Main: 0.053241968154907 sec
Sidebar: 0.035810947418213 sec