เรื่องราวที่ 18 หลุม..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 23, 2012 เวลา 23:10 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 805

คนเรามีวิธีออกกำลังกายตามแบบเฉพาะที่ตนชอบ ผมน่ะหรือครับ ก็ทำงานรอบๆบ้าน ตัดหญ้า ล้างรถ ตัดแต่งกิ่งไม้ ย้ายโน่นย้ายนี่ แค่นี้ก็เหงื่อแตกเต็มตัว ผมเป็นคนเหงื่อมาก ขี้ร้อน เสียเหงื่อเยอะ และการออกกำลังกายอีกอย่างคือ ตีกอล์ฟ สนามในขอนแก่นมี 6 สนาม ตั้งแต่ราคา 200 บาทจนถึง 2500 บาท

สนามประจำของผมก็เป็นสนาม ร 8 และสนามท่าพระ เพราะใกล้และราคาถูก ส่วนราคาถูกที่สุดก็ที่สนามรถไฟ ซึ่งเป็นสนามเก่าแก่ที่สุด เล็ก อยู่ติดเมือง เหมาะสำหรับเด็กฝึกใหม่และผู้เฒ่า และหรือ นักธุรกิจที่เวลาน้อย

แต่ก่อนผมไปออกกำลังกายทุกวันเสาร์ หรืออาทิตย์ มาช่วงหลังนี้นานๆไปที แบบไม่มีก๊วน ไปถึงก๊วนใครไม่เต็ม 6 คนก็ขอเสียบ ส่วนมากเขาก็เชิญเราซึ่งเป็นมารยาทอย่างหนึ่งของกอล์ฟ แต่ก็มีบางทีเขาขออนุญาตเล่นเพียงกลุ่มเขาเท่านั้น เพราะเขาเล่นพนันกันและไม่ต้องการคนนอกเข้ามาขัดเขา ส่วนผมนั้นไม่ชอบพนัน ชอบที่จะออกกำลังกายเท่านั้น

การเดินเล่นกอล์ฟครบ 18 หลุมเป็นการทดสอบสุขภาพตัวเองอย่างดีเลย สมัยก่อนเดินสบายมาก เดี๋ยวนี้รู้สึกตัวเองว่า เออ เราเข้าสู่ สว.จริงๆแล้วนะเนี่ย เพราะร่างกายมันฟ้องเราเอง การขยับตัว การหมุนตัวมันไม่คล่องเหมือนเดิมแล้ว ส่วนหนึ่งอาจเป็นเพราะเราอ้วนมากขึ้นด้วย อิอิ

ผมชอบกอล์ฟอย่างหนึ่งคือ พบคนเยอะ สารพัดแบบ สารพัด อุปนิสัย อายุ ฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงาน การพูดการจา สะท้อนลึกๆเข้าไปด้านในของผู้นั้น

บางท่าน ยกมือไหว้ได้สะดวกใจ นิสัยดีมากๆ มีมารยาท ให้เกียรติ และน้ำใจนักกีฬา บางท่าน แย่มากๆ แม้แต่แคดดี้ยังแย่งกันหนีไม่อยากรับ “นาย” คนนี้ เพื่อนเก่าสมัยเรียน มศ.4-5 คนหนึ่ง อดีตเป็นพนักงานธนาคารตำแหน่งก็สูง เขาเรียกเจ้าพ่อสนาม เพราะมาเล่นทุกวัน หรือมากกว่าสามวันต่อสัปดาห์ และชอบการพนันเป็นชีวิตจิตใจ ที่แคดดี้ไม่ชอบคือ เวลาตีเสียก็มาลงที่แคดดี้ ถึงขนาดด่าพ่อแม่ ก็เคย บ่อยครั้งที่เพื่อนคนนี้มาถึงสนามแล้วแคดดี้ที่เป็นคิวต้องออก ซื้อให้เพื่อนออกแทน 100 บาท เพราะไม่อยากลากถุงกอล์ฟให้คนนี้…

หลังจากที่ห่างเหินไปเป็นเดือน วันนี้ผมลองไปออกกำลังกายหน่อย คนไม่มาก ส่วนหนึ่งอยากเชคสุขภาพว่าเป็นไงบ้าง พบว่า ไม่ได้ออกกำลังกายมาพักใหญ่ เอาเรื่องครับ รู้สึกร่างกายไม่เฟิร์ม เหมือนแต่ก่อน …

ผมพบเพื่อนใหม่เป็นชาวญี่ปุ่น เขามาคนเดียว หลังจากที่ทำความรู้จักกันตามมารยาทแล้วผมเริ่มซักไซร้ เขาพูดไทยได้ดีทีเดียว พูดอังกฤษได้ เขามาเมืองไทย 5 ครั้งแล้ว คืนนี้จะเดินทางกลับกรุงเทพฯแล้วเดินทางต่อไปญี่ปุ่นทันที เขาเป็นพนักงานขับรถ….???

ผมแปลกใจ คนญี่ปุ่นคนนี้เป็นพนักงานขับรถแต่พูดไทยได้ อังกฤษได้ ผมถามว่าเขาเรียนที่ไหน เขาตอบว่า เรียนเองจากหนังสือและเทป…???? มีเหตุผลมากมายที่จะไม่เชื่อ แต่อย่าไปสนใจประเด็นนั้นเลย ทำไมเป็นเมืองไทย..ผมถาม

เขาชอบเพราะชีวิตราคาถูก และเขาชอบท่องเที่ยวราคาถูกๆ เล่นกอล์ฟ โดยเดินทางคนเดียว เมื่อสองวันก่อนเขาอยู่ที่อุดรธานี ราคาค่าห้องพัก 300 บาท ถูกมาก เราคุยกันถึงว่า ผมเคยเห็นคนหนุ่มสาวเกาหลีเหมาเครื่องบินมาลงที่อุดร แล้วปิดสนามเล่นกอล์ฟที่หนองคาย เขาเองก็มีประสบการณ์ว่า ครั้งหนึ่งเขาไปเที่ยวเชียงใหม่ ไปตีกอล์ฟ พบว่า คนเกาหลี 80 คนมาเล่นกอล์ฟ แบบปิดสนามเหมือนกัน ราคาเล่นกอล์ฟเมืองไทยถูกมาก ในญี่ปุ่น ในเกาหลี แพงมาก

ผมจบ 18 หลุมคิดในใจว่าเดี๋ยวเราขับรถไปส่งเพื่อนใหม่ญี่ปุ่นคนนี้นะ ในเมืองไม่ไกลเราก็เลยกลับบ้าน ผมถามเขาว่าเดินทางมาสนามอย่างไร เขาบอกว่าเช่ารถมา… และเขาจะเล่นต่ออีก 18 หลุม…เราจึงแยกกันตรงนั้น..

 

ผมเป็นทึ่งกับภาษาไทยที่เขาใช้กับผม แม้ว่าจะไม่คล่องปรื๊อ แต่เข้าใจครบถ้วน ได้ใจความและเข้าใจมารยาท วัฒนธรรมไทยด้วย รู้จักขอบคุณ รู้จักไหว้… ภาษาอังกฤษเขากับผมก็สื่อสารกันรู้เรื่อง คนขับรถบ้านเขาไปไกลขนาดขับรถก็เรียนภาษาไปด้วย และมีเงินเก็บมาเที่ยวเมืองไทย

 

พี่น้องคนขับรถแท็กซี่ในกรุงเทพฯยังหาเช้ากินค่ำอยู่เลย นี่ฝนก็มาแล้ว หลายคนต้องกลับไปทำนาที่อีสานกันแล้ว….


เป็นต่อ..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 22, 2012 เวลา 10:09 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1605

ผมว่าใครๆก็ชอบพื้นที่สีเขียว หมายถึงต้นไม้เยอะๆ แบบสวนป่าน่ะ ผมไปพักบ้านลูกสาวที่ กทม.ก็สงสารคนกรุงเทพฯ ที่ดินราคาแพง บ้านพัก ก็แค่ห้องพอซุกหัวนอน อยากได้ที่ดินเยอะๆเพื่อปลูกต้นไม้ก็สู้ราคาค่างวดไม่ไหว กฎหมายบ้านจัดสรรจึงกำหนดให้มีพื้นที่สีเขียว….เพื่อสมาชิกจะได้ออกมาเดินหายใจบ้าง..

บ้านที่ขอนแก่นผมก็ซื้อมานานเราก็ปลูกต้นไม้พอสมควร หลังบ้านมี จามจุรี ใหญ่เอา ใหญ่เอา ต้องคอยริดกิ่งออก โดยจ้างชาวบ้านเป็นครั้งคราว

การมีต้นไม้มาก ทำให้เราได้ยินเสียงนกสารพัดชนิด เห็นกระรอกมาวิ่ง ยิ่งปลูกไม้ที่ให้ผล ทั้งกระรอกและนกหลายชนิดก็มาเก็บกิน เราก็แค่นั่งชื่นชมพอให้จิตใจคลายออกจากงาน ภารกิจ

หลังบ้านผมมีไม้ดอกหลายชนิดที่ชื่นชอบคือจันกะพ้อ ที่หายากยิ่ง สารภี ที่เวลาออกดอกก็มีผึ้งยกกองทัพมาเอาเกสรน้ำหวานกลับบ้านเขา อีกชนิดหนึ่งคือ วาสนา ปลูกไว้สองกอใหญ่ๆ เสียดายกอริมรั้วตายไปเพราะน้ำท่วม ต้นที่ติดบ้าน ติดชานบ้านชั้นสองนั้นสูงใหญ่ โน้มกิ่งมาใกล้มาก



เรื่องมันเกิดขึ้นน่ะซี ก็เจ้าตัวต่อหัวเสือแอบมาสร้างรัง เขาก็ไม่มาขออนุญาตเราก่อน ถือวิสาสะสร้างบ้านเขาใหญ่เอา ใหญ่เอา ยาหยีบอกว่ากำจัดซะ กลัวเขาจะมาต่อยเอา เวลาเราออกไปตากผ้านอกชาน หรือไปนั่งเล่น ผมก็ว่า เราไม่ไปยุ่งกับเขา เขาก็คงไม่มาทำอะไรเรา ใจผมคิดต่างคนต่างอยู่.. แต่นับวันบ้านเขาใหญ่มากขึ้นเรื่อยๆ และบินเข้าออกทั้งวัน กลางคืนผมแอบส่องไฟดู เขานอนเรียงเอาหัวมาเกาะรอบปากรูของรัง ดำรอบไปเลย เมื่อมีแสงไฟ ก็ขยับตัวเปลี่ยนที่กัน เมื่อเราส่องดูนานเข้าก็มีบางตัวบินออกมาเล่นไฟ หรือจะมาต่อยคนส่องไฟก็ได้นะ ผมรีบปิดไฟ ไม่ดูเขา

ยาหยีขยั้นขยอให้จัดการ กลัว เย็นวันหนึ่งผมนึกอะไรไม่ทราบ เอาน้ำไปรดต้นไม้ แล้วไปโดนรังเขาเข้า เท่านั้นเอง เหมือนผึ้งแตกรัง ออกมาบินกันหนาไปหมด และหนึ่งในนั้นมาต่อยที่นิ้วนางผม และแถมที่หัวอีก แต่ที่หัวมีผมหนาจึงโดนไม่เต็มที่

เอ..เอาเรื่องแล้วไง เราไปเอาน้ำโดนเขาเอง เขาก็โจมตีเจ้าของบ้านทันที อันตรายมาก จึงไปแจ้งเทศบาลบอกให้มาจัดการ เขารับปากว่า ค่ำนี้จะไปจัดการให้

หนึ่งทุ่ม โฮ….ขับรถดับเพลิงคันเร่งเริ่มมากัน 4 คน หมาเห่ากันเกรียวกราว พนักงานมีหัวหน้ามาควบคุม เอาเครื่องมือมาด้วยมีมีด ไม้ยาวๆที่ปลายข้างหนึ่งหุ้มด้วยเศษผ้า และขวดน้ำมัน เขาอธิบายวิธีจัดการว่าจะใช้ไฟรนให้ตัวต่อไหม้ไฟตายไปแล้วจะตัดเอารังไป ผมตกลง เพียงไม่นานเท่าไหร่ ทั้งรังก็เรียบร้อย หล่นลงพื้นเต็มไปหมด เขาตัดต้นวาสนาไปรับต่อหล่นลงมา คนหนึ่งเข้าไปเก็บเอาไปใส่รถ ระหว่างทางเห็นเขาหยิบตัวอ่อนในรังใส่ปากกินเฉยเลย…. อ้อ ของวิเศษชาวอีสานนะเนี๊ยะ…


วันรุ่งขึ้นมือผมบวมเป็นมือผู้มีบุญ ไม่ปวดมาก เพราะผมไม่แพ้พิษพวกนี้ แต่บวมมาก ที่หัวก็ไม่มีผล แค่รู้สึกนิดๆ ผมเข้าไปดูใน Goo ว่าพิษตัวต่อมีอะไรบ้าง โฮ…ไม่เบาเลย คนที่แพ้พิษตัวต่อนั้นถึงกับเสียชีวิตก็มี พิษเขามีผลกับไต หัวใจ… สายวันนั้น ผมสังเกตอาการตัวเองว่ามีอะไรบ้าง ผมรู้สึกอยากอาเจียนนิดหน่อย เมื่อนอนพัก ก็หลับไปเลย

คิดว่าทางที่ดีไปหาหมอดีกว่า ผมมุ่งไปที่สถานพยาบาลสาขาย่อยของ โรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่นซึ่งอยู่ใกล้บ้าน ที่มีคุณหมอมาประจำทุกวัน คนไข้ไม่มาก แม้อาคารจะดูลูกทุ่งเพราะมาเช่าอาคารพานิช แต่ก็สะดวกสำหรับชาวบ้าน

คุณหมอก็ดีเหลือหลาย ท่านสอบถามมากมาย ตรวจโน่นนี่ แล้วก็สั่งยาให้หลายชนิด ฟรี ครับ เพราะเขาตรวจชื่อผมพบว่าสามารถใช้สิทธิ์ประกันสุขภาพกับราชการได้ กลับมาบ้าน กินยาตามหมอสั่ง แล้ววันนั้นผมนอนทั้งวัน นอนดูมือบวมนั่นแหละ อิสิ งานเขียนรายงานไม่ได้ทำเลย

วันรุ่งขึ้นผ่านไปมือลดอาการบวมลงมาก วันที่สามหาย ดูเป็นปกติ ผมเลยคิดว่า เอ ยาที่คุณหมอให้มานั้นยังเหลืออีกตั้งเยอะ หากเราไม่กินทิ้งไว้ก็จะเสียหายไปเฉยๆ รัฐจะเสียประโยชน์ เสียงบประมาณ เลยคิดว่าเอายาไปคืนหมอดีกว่า ผมเอาไปคืนเจ้าหน้าที่เภสัชกร เขาพิจารณาแล้วก็รับคืน แต่ยาชนิดหนึ่งเธอบอกว่าต้องกินให้หมด ตามหมอสั่ง เพราะเป็นยาปฏิชีวนะ ต้องกินให้ครบ ผมรับคืนมา แล้วก็เอามากองไว้ที่บ้าน โดยคิดว่า ก็มันดูหายเป็นปกติแล้วนี่ บวมก็ไม่บวม อาการอื่นๆอะไรก็ไม่มี

เช้าวันนี้เอง นิ้วมือผมตรงที่ตัวต่อต่อยกลับบวมขึ้นมาอีก…… ผมนึกไปร้อยแปด แล้วรีบเอายาที่หมอสั่งมากินทันที…

นึกต่อไปว่า หากหมอเจ๊อยู่ใกล้ๆ ผมคงโดนหยิกตัวเขียวไปแล้วนะเนี๊ยะ…..ห้า ห้า ห้า…


ปรากฏการณ์ที่บ้านเลขที่ 888/8

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 17, 2012 เวลา 10:23 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1425

เมื่อคืนผมไปร่วมงานชุมนุมนักศึกษาเก่าคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ รุ่นปี 13 ซึ่ง มช.จะใช้รหัส 132… เลขสองตัวแรกคือ พ.ศ.ที่เข้า เลขตัวที่สามคือเลข 2 คือเลขประจำคณะศึกษาศาสตร์

เห็นบอกว่าคราวนี้มากันมากที่สุด 52 คนจากทั้งหมด ร้อยกว่าคน กิจกรรมส่วนใหญ่ก็คือ กิน คุย ถามไถ่หากันโดยเฉพาะคนที่ไม่ได้มาร่วมงาน ซึ่งผู้นำก็พยายามทำให้เป็นลักษณะกึ่งรูปแบบเพื่อให้สาระงานเดินไปและสบายๆ ซึ่งดำเนินไปได้ดีมากทีเดียวชื่นชมน้องๆที่จัดการได้ดี

นอกจากแกนนำรุ่นจะเอาผมเป็นเซอร์ไพรซ์ว่ามีรุ่นพี่เข้าร่วมด้วยหนึ่งคนแล้ว ซุปเปอร์เซอร์ไพรซ์คืออุดม อย่างที่กล่าวไว้ในบันทึกก่อน แกนนำให้ทายกันว่าเป็นใคร แน่นอนไม่มีใครทายถูก และแล้วสิ่งที่ฮือฮาแบบอธิบายไม่ถูกก็ดังลั่น ทั้งดีใจ ไม่เชื่อใจ ฯ… แกนนำให้อุดมอธิบายชีวิตให้เพื่อนฟังนานที่สุด

อุดมเป็นคนนครศรีธรรมราช กำลังเติบโตที่มหิดลกำลังเป็นอาจารย์และได้รับทุนไปทำปริญญาเอกต่างประเทศ แล้วชตากรรมก็เกิดขึ้น ป่วยหนักจนคุณหมอลงความเห็นว่าไม่รอด.. อุดมลาออกมุ่งสู่สายธรรมอย่างถวายชีวิตทางอีสาน หลายปีต่อมาความมหัศจรรย์ของธรรมช่วยให้เขาหายจากโรคไปได้ แต่ก่อนบวชเขามีลูกชายและยังมีห่วงจึงลาสิกขากลับมาเริ่มชีวิตใหม่จากที่ไม่มีเงินติดตัวสักบาท ก็ค่อยๆสะสมและทำธุรกิจซื้อขายขี้ยาง และยางและอื่นๆเกี่ยวกับสานยางพาราในภาคอีสาน อุดมบอกว่าเขาทำงานในอาชีพทางโลกพร้อมกับทำบุญทำทาน เขาสร้างเจดีย์ให้วัดมาแล้วสามองค์มูลค่ามากกว่า 40 ล้านบาท และกิจกรรมอื่นๆเกี่ยวกับศาสนา

อุดมกล่าวว่าชีวิตเขาตายมาสองครั้ง ครั้งแรกคือการตายจากปุถุชนก้าวเข้าสู่ร่มกาสาวพัตร และเขาตายอีกครั้งจากพระมาเป็นบุคคลธรรมดา เขาดีใจที่เข้าร่วมในวันนี้ และอาสาเป็นเจ้าภาพการชุมนุมครั้งต่อไป..

ผมไม่ขอกล่าวรายละเอียดอื่นๆเพราะคงเดากันออก แต่อยากพูดถึงความรู้สึกที่ประทับใจอีกประการหนึ่งคือ น้องรุ่นนี้ต่างแยกย้ายไปตามวิถีตัวเอง แน่นอนส่วนใหญ่เป็นครู เป็นอาจารย์ ตามวิชาชีพหลักที่เรียนมา แต่มีหลายคนเป็นนายธนาคาร เป็นนายตำรวจ เป็นนักการคลัง เป็นพ่อค้านักธุรกิจใหญ่ และบางคนไปใช้ชีวิตที่ต่างประเทศ

ตี๋ เป็นเพื่อนร่วมรุ่นคนหนึ่งที่ไปใช้ชีวิตที่ อเมริกา แต่กำลังเผชิญปัญหาใหญ่สุด คือ มีปัญหาครอบครัวมาก ตกงาน และที่ร้ายที่สุดกำลังเป็นมะเร็ง….??!!! เพื่อนๆแนะนำให้กลับมาเมืองไทยมารักษาที่เมืองไทยเพื่อนๆจะช่วยกัน…

แกนนำรุ่นบอกว่า ตี๋ เขามีความสามารถพิเศษในด้านกาพย์กลอนจึงใช้เวลาอดิเรกแปลเพลงเก่าๆในยุค 60 เป็นร้อยกรอง เพื่อนจึงเสนอให้จัดพิมพ์แล้วเพื่อนๆช่วยกันซื้อ หรือขาย แต่ไม่สามารถวางขายได้ เพราะเพลงมีลิขสิทธิ์ เงินที่ได้จะรวบรวมให้เขามาใช้ชีวิตในเมืองไทยช่วงตรวจรายละเอียดของอาการโรคและแนวทางการรักษา เพราะในอเมริกานั้นค่ารักษาพยาบาลแพงมากๆ ในสถานภาพปัจจุบันของตี๋ไม่สามารถทำได้…..

เพื่อนตกลงกันว่าราคาเล่มละ 250 บาทมีประมาณ 200 หน้า คาดว่าจะพิมพ์ประมาณ 300 เล่มหรือเท่าที่จะมียอดสั่งซื้อ จองเกิดขึ้นเท่านั้น..

ผมนั่งฟังแล้วก็ประทับใจน้องๆที่จัดการในเรื่องนี้ร่วมกัน นี่คือผลของสถาบัน รุ่น และการบริหารจัดการ เป็นแรงเกาะเกี่ยวทางสังคมอีกชนิดหนึ่งที่ซ่อนอยู่ในสังคมไทย แรงเกาะเกี่ยวที่เกี่ยวกันด้วยน้ำใจ ความเอื้ออาทรแก่กัน ความรัก ความหวังดี ปรารถนาดีต่อกัน โดยมีจุดเริ่มมาจากรุ่น คณะ สถาบัน และโอกาสในการรวมตัวกัน

แรงเกาะเกี่ยวเช่นนี้เป็นพลังชนิดหนึ่งของสังคมไทย ที่สามารถนำไปใช้สร้างสรรค์สังคมได้กว้างขวาง

ผมคุยกับแกนนำว่า รุ่นพี่ก็มีกลุ่ม มีการรวมตัวกันเช่นนี้ทุกปีเหมือนกัน จะขอรายละเอียดเรื่องตี๋ และจะนำไปขยายต่อ เพื่อระดมแรง เพิ่มแรงเกาะเกี่ยว เพิ่มพลัง ในการอาทรต่อกันยามที่สมาชิกเดือดร้อนเกี่ยวกับชีวิตเช่นนี้

ผมเห็นแรงเกาะเกี่ยวชัดเจนที่บ้านเลขที่ 888/8 เช่นนั้นจริงๆ


เรื่องราวจะเกิดขึ้นที่บ้านเลขที่ 888/8

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 14, 2012 เวลา 22:33 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1191

ชีวิตเรา บางทีก็มีเรื่องตื่นเต้นเข้ามาแบบไม่คาดคิด

 

เมื่อสัปดาห์ก่อน ผมได้รับ เมล์ ทาง fb มาจากรุ่นน้อง มช.คนหนึ่ง บอกว่าอยากคุยกับผมมาก ช่วยโทรไปหาหน่อย

เราไม่ได้พบกันหลายสิบปี เขาเป็นน้องรหัส และเรียนจบ ดร.รุ่นเดียวกับพระเทพฯทางการศึกษาและไปเป็นอาจารย์ที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งที่เชียงราย ตอนนี้ เออรี่ มาอยู่บ้านเฉยๆที่เชียงใหม่ เขาเป็นคน active มากจึงได้รับการยกให้เป็นประธานรุ่นเสมอ ไม่ว่าจะไปเรียนที่ไหนก็ตาม แม้ว่าเพื่อนร่วมรุ่นจะ Re-union ก็ให้เขาเป็นหัวหน้า

เรื่องที่น้องปรึกษาก็คือ จะมีการพบปะกันระหว่างเพื่อนร่วมรุ่นเขาที่ขอนแก่นประมาณ 50 คน อยากเชิญผมไปร่วมด้วยเป็นพิเศษ เพื่อเซอร์ไพรซ์ เพื่อนๆเขา โดยเขาไม่บอกใครๆว่าผมจะโผล่ไปในงานนี้…

สมัยเรียนหนังสือนั้น ผมกับเพื่อนร่วมรุ่นปฏิวัติรุ่นพี่ ล้มระบบเชียร์ของคณะที่มีรุ่นพี่ควบคุมอยู่ แล้วเรามาทำเอง อ้าว…. ก็ทำตามความคิดเราไง.. ผมรับหน้าที่เป็นประธานเชียร์ ไปดีดดิ้นหน้าห้องให้น้องแหกปากร้องเพลงเชียร์ ผมนึกย้อนไปแล้วยังนึกว่า เออ ตู..ทำไปได้ไงวะ เราทำกิจกรรมกับน้องๆค่อนข้างเยอะ เราจึงสนิทสนมกันมาก แต่เมื่อผ่านปีสองไปแล้ว ผมก็เปลี่ยนไปอีกคือต่อต้านระบบว๊าก.. หรือระบบ SOTUS แบบปัญญาอ่อน ไร้สาระ

ผมเดินเข้าร่วมกระบวนการนักศึกษาที่ร้อนแรงที่สุดในสมัยนั้น ไม่เรียนหนังสือเป็นหลัก เอาแต่ทำกิจกรรม ออกชนบท นัยว่า ตู อุดมคติเหลือล้นฟ้าล้นแผ่นดิน.. จริงๆผมเรียนสายวิทยาศาสตร์ เอกด้านชีววิทยา เพราะชอบเรื่องธรรมชาติ แต่เมื่อบรรยากาศของกลุ่มหลอมเรา เด็กบ้านนอกอย่างผมที่มีทุนทางสังคมแบบชนบทอยู่แล้ว ก็เดินลิ่วๆอยู่ในเส้นทางนั้นอย่างเต็มที่ โดยทางบ้านไม่รู้เรื่องเลย..

การก้าวเดินเส้นทางนั้นทำให้ผมรู้จักพี่ๆ เพื่อนๆ น้องๆ ต่างคณะมากมาย แต่ทั้งหมดเป็นเพื่อนทำกิจกรรม หนึ่งในนั้นคือ เสี่ย อ๋อย กลุ่มบ้านเลขที่ 111 นี่แหละ

อ้าว..พอเล่าความหลังก็เพลินไปเลย..

ผมกับน้องรหัสคุยกันทางโทรศัพท์นาน เราถามไถ่น้องๆคนอื่นๆที่ยังพอจำชื่อเสียงได้ หนึ่งในนั้นคือ ประธานรุ่นของเขาที่เป็นคนใต้ ตัวดำปื๊ด ยิ้มทีเห็นฟันขาว ใจดี เข้มแข็ง รักเพื่อน และชอบทำกิจกรรม เขาชื่ออุดม เขาเป็นประธานเชียร์คณะต่อจากผม เราจึงสนิทสนมกัน ช่วยเหลือกัน ปรึกษาหารือกัน และก็ห่างหายไปนานแสนนาน ผมไม่ทราบเรื่องราวของเขา เขาก็คงไม่ทราบว่าผมทำอะไรที่ไหน

ผมถามถึงอุดม น้องรหัสผมบอกว่า เขาเสียชีวิตไปแล้ว ทราบจากอาจารย์ที่คณะนั่นแหละ น้องยังบอกว่าเมื่อปีที่แล้วรวมรุ่นกันที่เชียงใหม่ยังไปทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้อุดมกันอยู่เลย..???!!!!!!

………

การคุยสิ้นสุดลงโดยการรับเชิญไปงานรุ่นที่ขอนแก่นในเวลาที่นัดหมาย สถานที่ที่นัดหมายเพื่อให้เพื่อนร่วมรุ่นเขาตื่นเต้นกัน…. ผมตกลง

ถัดจากนั้นเพียงวันเดียว ไม่ทราบว่าผมมีอะไรมาทำให้ผมเปิดคอมพ์ และเข้าไปใน gmail ที่ผมมี address อยู่ แต่ไม่เคยบอกใคร ไม่เคยใช้ และไม่ได้เปิดดูนานนับปีแล้ว โฮ….มีเมล์เข้ามาเกือบสองพัน เท่าที่ผมดูส่วนใหญ่เป็นความรู้เกล็ดต่างๆ อะไรที่น่าสนใจผมก็เก็บไว้ อะไรที่งั้นๆ ผมก็ลบไป นอกนั้นมีรูป มี Clip บางช่วงผมลบแบบไม่ได้ดูอย่างละเอียดด้วยว่าเป็นอะไร เพราะมันเยอะมากกกกกก

จนเกือบหมด ผมเหลือบไปเห็นเมล์มาจากน้อง มช. บอกชื่ออุดม เป็นน้องมีรหัส 132….. อยากติดต่อผมช่วยเมล์กลับด้วย ผมดูเดือนที่ส่งมา ก็ไม่ถึงปี แต่เป็นชื่อที่น้องรหัสที่โทรมาเชิญผมเข้าร่วมงานรุ่นเขาบอกว่า เสียชีวิตแล้ว แต่นี่มีเมล์มาถึงผม

ความตื่นเต้นผมมีมากแค่ไหนคิดเอาเองครับ….

เท่านั้นเองผมลงมือจัดการหาอาจารย์ goo ค้นหาทุกอย่างที่มีชื่ออุดม เวลาผ่านไปชั่วโมงกว่าๆ ผมพบรายละเอียดของอุดมแล้ว ยืนยันว่าเขายังมีชีวิตอยู่ ผมดีใจมากอย่างบอกไม่ถูก… ผมจัดการ หาเบอร์โทรศัพท์เขา และช่างโชคดีจริงๆ เราได้เบอร์มา ….

เราคุยกันอย่างมีความสุข ต่างตื่นเต้น และบอกไม่ถูกว่าเกิดขึ้นได้อย่างไรเนี๊ยะ…..

วันเสาร์นี้ อุดม จะเข้าร่วมการชุมนุมรุ่น มช. รหัส 132….ครั้งนี้ด้วย ที่ขอนแก่น

ที่บ้านเลขที่ 888/8


ยามเฝ้าบ้าน..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 12, 2012 เวลา 13:11 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 992

ในสถานที่ผู้ประกอบการต่างๆมักจะมี ยาม หรือเรียกให้ไพเราะคือ การ์ด เฝ้าดูความปกติหรือผิดปกติของสถานที่ ซึ่งเขาจะมีมาตรฐาน หรือเกณฑ์ชี้วัดว่าหากมีสิ่งผิดปกติก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า อาจจะเกิดสิ่งไม่ดีไม่งามต้องตรวจสอบทันทีและรายงานให้ผู้บังคับบัญชาทราบ  เรื่องเหล่านี้เป็นการฝึกฝน อบรม หรือเป็นความชำนาญการเฉพาะส่วน

คนป่วยนั้นทางโรงพยาบาลก็จะมีระบบเฝ้าระวังทั้งด้วยเครื่องมือสารพัดแบบ และทั้งหมดนั้นคนจะเป็นผู้มาติดตามว่ามีอะไรผิดปกติไปบ้าง หากระดับการเต้นของหัวใจผิดไปจากเกณฑ์ก็จะมีการตรวจสอบทันที ว่ามีสาเหตุมาจาก อะไร เมื่อพบก็เยียวยาทันทีโดยแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ

นี่คือระบบของอาชีพ..ที่พัฒนาไป แต่ทั้งหมดนั้นมักมีเรื่องของการประกอบธุรกิจเข้ามาเกี่ยวข้อง หรือพูดให้ชัดคือเรื่องผลประโยชน์ที่อาศัยความเชี่ยวชาญเป็นเครื่องมือทำมา หากิน ว่ากันอย่างนี้แหละ  รวมไปถึงบริษัทที่ปรึกษาที่ผมสังกัดแบบลอยๆนี่แหละ

แต่สังคมเรามีใครทำหน้าที่ติดตามตรวจสอบภาพรวมอย่างเป็นบทบาทหน้าที่จริงๆบ้าง  ดูเหมือนมี แต่ไม่มี


การตรวจสอบติดตามการเคลื่อนตัวของสังคมนั้น คือการติดตามดูทิศทางการเปลี่ยนแปลง การรับสิ่งใหม่ๆแล้วเกิดอะไรบ้าง อะไรเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้น อะไรเปลี่ยนแปลงไปทางไม่ดี อะไรเปลี่ยนแปลงไปทางทั้งที่ดีและไม่ดี สภาพัฒน์ฯหรือ สถาบันอุดมศึกษาหรือ กระทรวงศึกษาธิการ หรือทบวงมหาวิทยาลัย หรือผู้ว่าราชการจังหวัด หรือนักการเมือง หรือ ฯลฯ

ดูเหมือนเรามีแต่การนำเสนอสิ่งใหม่ๆ จะทำให้ดีขึ้นอย่างนั้นอย่างนี้ แต่ผลกระทบทั้งทางตรงทางอ้อมนั้นไม่มีใครติดตามตรวจสอบ จนกว่าจะเกิดปัญหาแล้วก็มาแหกปากกัน ซึ่งหลายเรื่องก็ส่งผลเสียหายมากมายทั้งชีวิตทรัพย์สิน พื้นที่ และสังคมโดยรวม หากจะกล่าวแบบกำปั้นทุบดินก็ได้ว่า ก็ประชาชนทุกคนนั่นแหละช่วยกันติดตามตรวจสอบ  ผมก็ว่าถูกต้อง แต่หลายเรื่องนั้นต้องการผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาทำการศึกษาตรวจสอบด้วยความ รู้พิเศษ ประชาชนทั่วไปอาจบอกได้เพียงปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้นเท่านั้น จริงอยู่ชาวบ้านมีภูมิปัญญา แต่เรื่องที่เข้าไปใหม่ๆนั้น ภูมิปัญญาที่ชาวบ้านมีนั้นไม่ได้ครอบคลุมเรื่องราวใหม่ๆเหล่านี้ด้วย

จากการที่คลุกคลีกับชนบท แลกเปลี่ยนกับเพื่อนฝูงที่ทำงานชนบท เห็นสิ่งที่ไม่พึงปรารถนามากมายที่เป็นผลกระทบจากการเข้าไปของสิ่งใหม่ๆ แต่ไม่มีใครศึกษาอย่างจริงจัง ไม่มีฝ่ายของรัฐที่ทำหน้าที่เป็น “ยามเฝ้าบ้าน” คอยสังเกตสิ่งที่ผิดปรกติ แล้วเอาสาระนั้นๆมาประชุม ปรึกษา แลกเปลี่ยน กันให้ทะลุปรุโปรง เรามีสถาบันอุดมศึกษาที่มีผู้รู้ มีเครื่องมือ สอดคล้องกับเจตนาของการตั้งมหาวิทยาลัยที่กล่าวว่าเพื่อท้องถิ่น เพื่อสังคม เรามีหน่วยงานราชการของรัฐที่มีบุคลากรที่มีความรู้ เรามีโครงสร้าง มีระบบ แต่ไม่ได้ทำหน้าที่เป็นยามเฝ้าบ้านอย่างจริงจัง


เราเห็นบริษัทธุรกิจไปลงทุนในชนบทแล้วทิ้งของเสียทั้งที่เห็น และไม่เห็น มากมาย เราเห็นในเมืองบริโภค หรือใช้ทรัพยากรธรรมชาติแบบเกินความจำเป็นมากมายเพียงเพราะ “ก็ผมมีเงินอ่ะ” “มันเป็นค่านิยม” “มันเป็นความเจริญ”  เรารุกรานธรรมชาติจนแปรปรวนแล้ว “ยังไม่รู้สึก”

ผมเห็นชาวนาปรับตัวครั้งใหญ่ในเรื่องวิถีการทำนาปีและนาปรัง  เห็นชาวบ้านที่เลี้ยงปลาในกระชังต้องล้มเลิกและเป็นหนี้สินมากมาย การเลี้ยงปลาในกระชังส่งผลกระทบต่อเนื่องที่สำคัญหลายประการ เห็นขยะกระดาษที่เมื่อกี้ยังห่อหุ้มเป็นกล่องสินค้าในร้านแล้วดูดีมีราคา เพียงเอาสิ่งของข้างในออกไปใช้ กล่องนั้นก็ทิ้งไปแบบไร้ค่ากลายเป็นขยะทันที ตะเกียบไม้ไผ่ถูกห่อหุ้มด้วยกระดาษระบุญี่ห้อ ดูทันสมัย มีอนามัย สะอาด ดูดี เมื่อใช้เสร็จก็ทิ้งลงเป็นขยะ …. เหล่านี้มันคือมูลค่าที่บวกเข้าไปในราคาสินค้านั้นแล้ว และทำลายทรัพยากรธรรมชาติมหาศาล

ระบบใหญ่จะเข้ามาจัดการสิ่งเหล่านี้อย่างไร แต่ผมมองไปที่ชุมชนเล็กๆในชนบทที่จะพูดคุยกัน ร่วมมือกัน ทำความเข้าใจกับมัน และหาทางจัดการกับสิ่งเหล่านี้อย่างเป็นระบบ …ฯลฯ

เปล่า..ฯ.. ได้แค่คิดครับ ได้แค่บ่น เพราะสถานภาพผมห่างออกมาจากความรับผิดชอบแบบเดิมๆแล้ว แต่คิดแล้วพูด ดีกว่าคิดแล้วเก็บไว้ เผื่อมีคนมองเห็น และมีโอกาสก็อาจจะคิดต่อ สานต่อจนเกิดกระบวนการ “ยามเฝ้าบ้าน” ที่ดีของสังคม

อิอิ ขอน้ำแก้วหนึ่งดิ คอแห้งอ่ะ…..


หิรัญญิการ์

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 9, 2012 เวลา 11:10 ในหมวดหมู่ ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2381

ตั้งแต่น้ำท่วมกรุงมานี่ หมู่บ้านไหนที่น้ำไม่ท่วมก็ขายดีมาก เป็นโอกาสผู้ประกอบการทันที สำหรับผู้อยู่อาศัยนั้นได้ตัวบ้านมาก็ตกแต่งเพิ่มเติมตามความชอบของใครของมัน ตามกำลังเงินในกระเป๋า ซึ่งจะเห็นความแตกต่างมากมาย


อย่างกระจกในห้องต่างๆก็ติดม่าน ติดลูกกรงเหล็ก ติดแผ่นพรางสายตา และหน้าบ้านที่โล่งก็เอาต้นไม้ที่ชอบมาปลูกกันสายตาจากภายนอกมองเข้าไป แม้ชั้นสองของห้องพัก


สำหรับห้องพักของลูกสาวนั้น ผมเคยออกความเห็นแต่เธอบอกว่านี่เป็นบ้านเธอขอรับผิดชอบเอง ผมก็ได้แค่ยืนมองห่างออกมาเพื่อให้เธอจัดการเองตามความเห็น ความชอบของเธอ เราก็แค่ออกความเห็นบ้างนิดหน่อยเมื่อเห็นว่าอะไรเหมาะ อะไรควร อย่างต้นไม้พรางสายตานี้ มีญาติพี่น้องเอามาให้ แต่เจ้าไม้เลื้อยที่เห็นนั่น แม่เธอนำมาให้ เป็น หิรัญญิการ์ ที่เรารู้จักแต่ชื่อไม่เคยมีประสบการณ์ปลูก

ปลูกง่ายมากครับ แค่ฝังดินใส่ปุ๋ย รดน้ำ ก็โตวันโตคืนทันตาทันใจทีเดียว เมื่อเขาเริ่มเลื้อยโตขึ้นก็เกิดไอเดียว่า เอ เจ้านี่น่าที่จะบังคับการเลื้อยของเขาให้เป็นต้นไม้พรางสายตาหน้าบ้านซะดีมั๊ง


ว่าแล้วลูกสาวก็จัดการเอาส่วนยอดอ่อนพันเลื้อยไปตามที่เธอต้องการคือ หักลงมาที่ซี่ลูกกรงหน้าบ้านเรียงไปทีละซี่ แผนเป็นเช่นนั้น เมื่อต้นเขาโตเลื้อยไปถึงเลข 2 เธอก็จับโน้มลงไปที่ 1 เพื่อให้มาที่ลูกกรงซี่ที่ 2, 3 ถัดมาทางซ้ายมือนั่น

เรารดน้ำไป โตเร็วจริงๆไม่น่าเชื่อ เราพบว่าใบเขาใหญ่ หนาและสะอาด สวยอาจเพราะสถานที่นี่ไม่มีฝุ่นละออง หรือเพราะเรารดน้ำที่จะล้างใบเขาด้วย สวยครับ ใบที่หนานั้นใช้พรางสายตาได้ดี และเป็นสีเขียว ถูกใจ ปัญหาที่เราพบคือ เวลาเราเลื่อนประตูเพื่อเอารถเข้า ออก ประตูเหล็กจะมาถูกกับใบและยอดใหม่ที่แตกมาจากตากิ่งทำให้ใบช้ำและยอดตรงนั้นช้ำ

และเมื่อนานวันเข้าเราพบว่า ความฝันของลูกสาวที่จะให้ยอดอ่อนของเขาเลื้อยไปตามซี่ลูกกรงจนเต็มพื้นที่นั้นคงไม่ได้แล้วหละ เพราะ ไม่พบว่ายอดอ่อนที่เลข 1 นั้นจะเติบโตตามต้องการ เขากลับแคระแกรน แต่ที่เลข 2 เป็นยอดอ่อนที่แตกมาจากตากิ่งนั้นกลับเติบโต อวบอ้วนชูสูงขึ้นหนีแรงดึงดูดโลกทุกวัน และมีแตกกิ่งมาใหม่ที่ 3 อีก และชูยอดอ่อนสูงขึ้น อวบอ้วน

เมื่อเราสังเกตเห็น ก็เข้าใจธรรมชาติของไม่เถาเลื้อยชนิดนี้เบื้องต้นแล้วว่า เขาพยายามไต่ขึ้นที่สูงเท่านั้น ไม่ออกข้าง ตามที่เราต้องการ


เราเลยทดลองว่า หากเอาเชือกมาผูกยอด 2 โน้มลงตรงเลข 4 ดูว่าเขาจะไปอย่างไรต่อ แต่ก็พอเดาได้ แต่ก็อยากดู

ลำต้นที่เลื้อยนั้นอวบอ้วน มีลักษณะแข็งไม่อ่อนเหมือนยอดตำลึง ผมไปเปิดวิกิพีเดียดู พบว่า เขามีดอกสีขาวใหญ่ หอมอ่อนๆ เรียก Nepal Trumpet หรือ Heral’s Trumpet หรือ Easter Lily Vine ชื่อน่ารักเชียวครับ

เขียนเรื่องเบาๆท่ามกลางบ้านเมืองที่ร้อนแรงจังเลย…


ความจนไม่ใช่กรรมพันธุ์..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 8, 2012 เวลา 20:06 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1759

ไปทำงานที่ระยอง สองสามวัน มีโอกาสทำความรู้จักระยองบ้าง ความจริงเป็นเมืองน่าอยู่นะครับหากไม่มีความเสี่ยงในเรื่องมลภาวะที่เกิดจากอุบัติเหตุโรงงานอุตสาหกรรมนับร้อยๆโรงงาน มีธรรมชาติที่สวย ติดทะเลอุดมสมบูรณ์ แต่เมื่อเป็นเขตอุตสาหกรรม ความเปลี่ยนแปลงก็เกิดขึ้นมากมาย

ไม่คุยเรื่องนี้หละ….

แต่ผมเห็นบั้นท้ายคนนี้ เอ้ย…รถคันนี้แล้วก็ยิ้มในใจ


คลื่นสังคม..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 7, 2012 เวลา 23:50 ในหมวดหมู่ สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย #
อ่าน: 1150

คลื่นที่ถาโถมซัดชายฝั่งนั้น ทำให้ชายฝั่งได้รับความเสียหาย มนุษย์รู้จักป้องกัน หนักเป็นเบา โดยการเอาก้อนหินมาวางทีละก้อนเป็นคันหินกันคลื่น ลดความรุนแรงลง

แต่คลื่นก็ไม่ลดลง

คลื่นเกิดขึ้นเพราะมีเหตุปัจจัย…..

สังคมเรา กระบวนการยุติธรรมของสังคมกำลังโดนคลื่นบางชนิดถาโถมใส่อย่างรุนแรง แนวหินชะลอความรุนแรงคืออะไรเล่า อะไรคือเหตุปัจจัยการเกิดคลื่นที่ถาโถมสังคมยามนี้

หากแนวหินพังทลายไป ชายฝั่งจะเป็นเช่นไร

หากแนวหินในสังคมพังทลายไป สังคมจะเป็นเช่นไร…


การ์ดแต่งงาน..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 4, 2012 เวลา 2:44 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2416

ผมไปงานแต่งงานมาก็มาก เคยเป็นตัวแทนฝ่ายเจ้าสาวก็เคย เป็นผู้กล่าวในงานก็เคย ถูกเชิญร้องเพลงก็เคยแต่ไม่สำเร็จหรอกนะ เพราะผมไม่เคยร้องเพลงในงานแบบนี้ คุยกันกับคนที่บ้านว่า แสดงว่าเราแก่มากแล้วนะเนี๊ยะที่เขาเชิญเราไปเป็นผู้กล่าวในงานแบบนี้ ก็ไม่เคย ใหม่ๆก็ประหม่าเอามากทีเดียวแหละครับ

สัปดาห์ที่แล้วผมกลับไปบ้านขอนแก่นเห็นซองจดหมายเชิญยาหยีและผมไปงานแต่งงาน หน้าซองสวยและหรูผิดแปลกไปจากที่เคยได้รับ เมื่อเปิดซอง สิ่งที่ประทับใจแรกสุดคือการออกแบบการ์ดแต่งงานครับ ง่ายๆ เรียบๆ แต่สีสวยมาก พื้นขาวธรรมชาติของกระดาษ แต่ขอบขลิบสีน้ำเงินเข้ม กรอบในถัดเข้ามาเป็นเส้นสีทอง เห็นแรกสุดก็ประทับใจ เรียบง่ายแต่สวย


ผมอ่านตัวหนังสือก็งง งง เพราะไม่คุ้น เมื่อเปิดไปด้านในก็ยิ่งตกใจเพราะเห็นพระนามของสมเด็จฯ ผมนึกในใจว่า ตายแล้ว..ใครหนอช่างมาเชิญเราไปงานอันสูงส่งเช่นนี้


เมื่อมองหน้าถัดไปก็ร้องอ๋อ…ท่านอาจารย์อคิน รพีพัฒน์นี่เอง ท่านแต่งงานบุตรีท่าน เราก็ทราบมาก่อนแล้วว่าสกุลท่านนั้นเป็นสายเดียวกับสมเด็จท่าน อาจารย์เคยเล่าให้ฟังมาบ้างว่าเป็นพระญาติสนิทที่เหลือไม่กี่พระองค์แล้ว

ผมยังจำได้ว่าเมื่อท่านอาจารย์เกษียณ ท่านไปสร้างบ้านที่เชียงใหม่เพราะต้องการธรรมชาติและอากาศที่ดี แต่บังเอิญมีงานก่อสร้างอะไรไม่ทราบเสียงดังมากทำให้อาจารย์พักผ่อนไม่ได้เลย การเข้าเฝ้าครั้งหนึ่งของอาจารย์ต่อสมเด็จพระนางเจ้าฯ อาจารย์ก็บ่นให้ฟังว่าพักผ่อนไม่ได้เพราะเสียงโรงงานและการก่อสร้างดังมาก หลังจากนั้นไม่กี่วันเสียงนั้นก็สงบลง

ท่านอาจารย์อคินท่านเรียบร้อยมากๆ อาจเป็นเพราะท่านเติบโตมาจากวัง ท่านมักจะไหว้ผู้อื่นก่อน แม้อายุน้อยกว่าก็ตาม หลายครั้งผมต้องขอร้องท่าน อย่าทำเช่นนั้นกับผมเลย ผมละอาย อาจเป็นเพราะท่านเป็นนักมานุษยวิทยาที่เคร่งครัดมากท่านหนึ่ง งานเขียนของท่านเรื่อง “ยกกระบัตร” หรืองานเขียนเกี่ยวกับสลัม หรือตำรามานุษยวิทยา ท่านลงไปคลุกคลีกับชาวบ้านมากเกินกว่าเราจะนึกได้ว่าผู้สูงศักดิ์เช่นท่านจะวาวตัวแบบนั้นได้ จนนักวิชาการรุ่นนั้นเรียกเชิงแหย่ท่านว่า “เจ้าที่อยากเป็นไพร่”

นักสังคมวิทยา มานุษยวิทยา จะต้องศึกษางานเขียนของท่าน ผมเองก็มีงานเขียนของท่านเป็นตำราหลักที่ผมเอามาศึกษา เพราะผมไม่ได้เรียนในระบบมาก่อน อาจจะโชคดีที่ผมมีโอกาสใกล้ชิดท่านสมัยที่ท่านเป็น ผอ.สถาบันวิจัยและพัฒนา มข. ที่ท่านรับยาหยีผมเข้าไปทำงานด้วยเป็นกรณีพิเศษ หลังจากที่เธอจบการศึกษามาจาก ISS เนเธอร์แลนด์โน่น ผมมีโอกาสทำงานศึกษา วิจัยกับท่านอาจารย์อคิน และสมัยที่ผมทำงานที่สุรินทร์ ท่านอาจารย์อคินก็คู่กับ อ.เจิมศักดิ์เป็นวิทยากรอบรมผมและทีมงานในเรื่องการทำงานพัฒนาชนบท


ท่านอาจารย์สูบบุหรี่จัดมากๆ แต่ก็มาหยุดเอาช่วงที่ท่านเป็น ผอ. RDI มข.นี่แหละ การสูบบุหรี่ทำให้เป็นสาเหตุความเจ็บป่วยบ่อยครั้ง ช่วงหลังบุตรีท่านดูแลใกล้ชิดจึงมีสุขภาพที่แข็งแรง ยังเดินทางไปไหนๆเรื่อยๆ ผมเคยกล่าวถึงท่านว่า ท่านเล่าให้ฟังว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาโทของท่านนั้นดีกว่าวิทยานิพนธ์ปริญญาเอก ดูจะเป็นเรื่อง “ระบบเศรษฐกิจไทยยุคต้นรัตนโกสินทร์” (หากผิดพลาดขอประทานอภัยด้วยครับ) ที่ท่านกล่าวว่า ท่านโดนอาจารย์ที่ปรึกษาขว้างทิ้งตั้ง แปดครั้ง เก้าครั้ง เพราะไม่พอใจงานเขียน ท่านอาจารย์ก็ก้มหน้าไปปรับปรุงแก้ไขจนที่สุดท่านได้รับคำชมเชยยิ่งว่าปริญญานิพนธ์ฉบับนั้นดีที่สุด

นี่เป็นเหตุหนึ่งที่ทำให้งานเขียนของท่านต่างๆนั้นได้รับคำชมเชยมาก

นอกจากท่านจะเก่งในงานเขียนแล้ว สิ่งที่ประหลาดมากสำหรับผมคือ ท่านยังเป็นศิลปินงานลายเส้นที่สวยงามอีกด้วย ท่านบอกว่ามันช่วยสร้างสมาธิในการทำงานมาก ท่านชอบวาดลายเส้นรูปเกี่ยวกับคนและงานที่ท่านศึกษา เช่นรูปบ้านเรือนชนบท วิถีชนบท


ยาหยีกับผมไม่ได้ไปงานมงคลสมรสที่สูงส่งครั้งนี้หรอกครับ บอกตรงๆว่า มิกล้า กลัวทำตัวไม่ถูกว่าจะวางตัวอย่างไรกับแขกเหรื่อที่ยิ่งใหญ่ในสังคมไทย แต่ได้กราบขออภัยท่านอาจารย์ตรงๆและร่วมทำบุญกันตามประเพณีไทยเรา

เป็นครั้งหนึ่งในชีวิต ที่ได้การ์ดแต่งงานแบบนี้…….


ผมเป็นนักอนุรักษ์นิยม..?

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มิถุนายน 2, 2012 เวลา 21:31 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1049

ผมจำได้ว่าสมัยที่ผมเรียนที่ มช. ปี 2512 นั้น วงสังคมกำลังคลั่งไคล้ค่านิยมบางอย่างที่มาจากตะวันตก เช่น การไว้ผมยาว ฟังเพลงร๊อก คุยกันถึงอิสรภาพ การปลดปล่อย สันติภาพ….. หลายเรื่องเป็นประเด็นใหญ่ในสังคม ในมหาวิทยาลัยก็มีการจัดเวทีอภิปราย มีมุมสนทนา และมีการเขียนบทความในหนังสือภายในมหาวิทยาลัย

ผมนั้นมาจากบ้านนอก ครอบครัวปิด คือเติบโตมาด้วยครอบครัวใหญ่ที่ต้องทำงานหนักมาตั้งแต่เด็ก ไปเรียนกรุงเทพฯก็พักอาศัยกับคุณตาคุณยายที่นับถือกันมิใช่ญาติแท้ ความเกรงใจ ความไม่กล้า และเจียมเนื้อเจียมตัวทำให้ผมเก็บตัวมากกว่าที่จะจ๊ะจ๊ากับใครๆ เมื่อไปเรียน มช.เหมือนก้าวออกมาจากห้องที่ปิด แต่ผมโชคดีที่มีเพื่อนที่ดี มีกลุ่มที่เดินไปในทางที่ดี เป็นกลุ่มที่ทำกิจกรรมและเป็นนักอ่านนักพูดคุยแลกเปลี่ยน ถกเถียง ตั้งคำถาม

กระนั้นผมก็รื่นไหลไปกับค่านิยมวัยรุ่นสมัยนั้นคือ ผมบนหัวค่อนข้าง “ยาว” แต่ไม่ถึงกับห้อย “ย่าม” ใส่รองเท้า “ยาง” เมื่อปิดเทอมกลับไปบ้านวิเศษชัยชาญ พ่อผมโกรธมากที่เห็นผมยาว และไล่ให้ไปตัดผมเดี๋ยวนั้นทันที หากไม่ทำก็ถึงกับจะตัดลูกตัดพ่อกันเลยทีเดียว เรียกว่า พ่อรับไม่ได้ที่ผมไปเอาค่านิยมวัยรุ่นสมัยนั้นมาประพฤติ แม้ว่าผมจะมีความเห็นค้านในใจ ที่สมัยนั้นมักอธิบายการกระทำแบบนี้ว่า “การประพฤติดีไม่ดีไม่ได้อยู่ที่การแต่งตัว การไว้ผมยาว….” แต่ด้วยระบบครอบครัวโบราณผมไม่มีสิทธิที่จะพูดแบบนั้นหรอก แค่นึกในใจ แล้วผมก็เดินไปตัดผมสั้นปกติ….


เมื่อเวลาผ่านไปแม้ผมจะไว้ผมยาวกว่าปกติ พ่อผมก็ไม่ได้ว่ากล่าวอะไร แค่มองๆแค่นั้น อาจเป็นเพราะท่านเห็นว่าผมไม่ได้ประพฤติอะไรผิดไปจากสิ่งที่พ่อแม่คาดหวัง ผมไม่ได้ทำเรื่องเลวร้ายอะไรให้แก่ครอบครัว และไม่มีพฤติกรรมแบบวัยรุ่นสมัยนั้น ตรงข้ามผมทำงานชนบท และที่สะเมิงพ่อผมเคยเดินทางไปดูผมทำงานด้วยตนเอง และท่านก็ไม่ได้พูดอะไรที่ตำหนิผม แต่ชื่นชมที่ทำงานเพื่อสังคม

ผมมีลูกสาว ที่เขาเติบโตมาด้วยตัวเขาเองมากกว่าที่จะอยู่เคียงข้างเรา เพราะเราส่งเขาเรียนหนังสือนั่นเอง เมื่อเรามีโอกาสมาอยู่ใกล้ชิดกัน ผมก็พบว่า มีหลายสิ่งหลายอย่างที่ขัดหูขัดตาผม เพราะเธอก็คือวัยรุ่นของสมัยนี้ หลายครั้งผมก็พูด แต่เธอก็มีคำอธิบาย ทั้งที่ฟังได้และฟังไม่ขึ้นในทัศนะผม แต่ผมก็ไม่ใช้พฤติกรรมที่รุนแรงแต่ทำให้ดูเลย เช่นการมีระเบียบเรียบร้อย ในเรื่องส่วนตัว ในเรื่องส่วนรวมในบ้าน การฟังเพลง การดูหนัง ดูทีวี การกินการอยู่ การทำให้ดู ดูเหมือนจะเป็นการสอนที่ดีกว่าการเอาเหตุผลมาคุยกัน เพราะการคุยกันมันสร้างความเครียด

ผมมานั่งสรุปด้วยตัวเองว่า เด็กสมัยนี้อิสระทางความคิดที่สิ่งแวดล้อมเขามีอิทธิพล ก็เหมือนเราสมัยก่อน เพียงแต่ว่าสิ่งแวดล้อมสมัยนี้กับสมัยเรานั้นต่างกันไปแล้ว แต่หลายเรื่องก็ก้าวข้ามความเหมาะสมดีงามตามวัฒนธรรม ประเพณีของสังคมไทยไป แต่ไม่เลวร้ายเกินกว่าจะรับไม่ได้ เราจึงค่อยๆทำให้ดู


ผมได้รับเมล์จากเพื่อนรุ่นน้อง ส่งเอกสาร และภาพ แจ้งให้ทราบว่า ลูกสาวอาจารย์ของผมท่านหนึ่งที่เราเคารพรักมากและท่านเสียชีวิตไปแล้ว บุตรสาวรับมรดกที่ดินและอาคารกลางเมืองหลวงที่มีมูลค่าไม่น้อย แต่ก่อนที่ท่านอาจารย์จะเสียชีวิตท่านได้ตั้งมูลนิธิขึ้นมาเพื่อดูแลทรัพย์สมบัติและทำประโยชน์เพื่อสังคม แต่บุตรสาวท่านทำผิด มหันต์ ตั้งเป็นคลับ เสพยาเสพติด เป็นเอเย่นสาวสวยขายตัว และฯลฯ…มูลนิธิจึงฟ้อง……

เมื่อเร็วๆนี้มีข่าวว่าที่นักศึกษาใหม่ มธ โพสต์ท่าที่รูปปั้นท่านผู้ก่อตั้งมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ คือท่านปรีดี พนมยงค์ วงการวิภาคกันมากทั้งในทางที่ไม่ดีและที่เข้าใจได้

สังคมเคลื่อนตัวไป หน่อใหม่ของสังคมรื่นไหลไปตามสิ่งแวดล้อมปัจจุบัน แล้วแต่ว่าเขาและเธอจะตกไปอยู่ในวงไหน อย่างไร ครอบครัวมีส่วนในการขัดเกลามากน้อยแค่ไหน สังคมใกล้ชิด มีส่วนให้ความคิดมากน้อยแค่ไหน การกระทำที่เขาและเธออธิบายว่า นี่คือการแสดงสัญลักษณ์ถึงการปลดปล่อย มิใช่การดูถูกเหยียดหยามท่านอาจารย์ปรีดี

ผมไม่ทราบว่าท่านคิดอย่างไรนะ แต่ผมฟังเหตุผลไม่ขึ้น

เอ…รึว่าผมเป็นฝ่ายอนุรักษ์นิยมไปแล้ว….



Main: 0.068643093109131 sec
Sidebar: 0.035018920898438 sec