บ้านพักในเมือง..

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กรกฏาคม 24, 2012 เวลา 13:47 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1056

ที่พักอาศัยนั้นเป็นเรื่องใหญ่ ธุรกิจด้านนี้ทำกำไรมานาน ก็เป็นเรื่องปกติ ใครๆก็ต้องการมีบ้านของตัวเอง เด็กหนุ่มสาวเมื่อมีงานทำเป็นหลักแหล่งแล้วก็เริ่มมองหาบ้านพักกันแล้ว ที่ดินราคาแพงและหายากก็ต้องสร้างที่พักเป็นทรงสูง เป็นอาคารชุด เรียกว่า คอนโดฯ แบบบ้านก็แคบลง ที่จอดรถเมื่อจอดแล้วก็แทบจะออกจากรถไม่ได้..

ผมยังขำ..ทาวน์โฮมที่ผมไปซื้อให้ลูกสาวพักอาศัยในกรุงเทพฯนี้ คนซื้อได้ตัวบ้านแต่ก็ต้องต่อเติมห้องครัวรั้วบ้าน อื่นๆตามอัธยาศัยและกระเป๋า แต่มีสิ่งหนึ่งที่สะท้อนออกมาคือ ไม่มีที่ตากเสื้อผ้าที่ซักแล้ว หลายบ้านต้องเอาที่ตากเสื้อผ้ามากางและตากที่หน้าบ้านตัวเอง แหมคุณเอ้ย..ชุดชั้นในขนาดอะไร สีอะไร เห็นโม๊ดดด….ตอนเอาผ้าออกมาตากก็กระมิดกระเมี้ยน บางบ้านก็อาย เอาผ้าบางๆผืนใหญ่ๆมาคลุมอีกชั้นหนึ่ง ไม่ให้เห็นรายละเอียด เอากะแม่ซิ.. บ้านราคามากกว่า 2 ล้าน ไม่มีที่ตากผ้า นี่คือสภาพที่อยู่อาศัยคนชั้นกลางในกรุงเทพฯ

หลายสิบปีก่อนมีโครงการดีดีชื่อ “โครงการร่วมกันสร้าง” เป็นการสร้างบ้านที่เพื่อนๆและผู้สนใจลงมือช่วยกันสร้างบ้านร่วมกัน เพื่อให้ถูกใจผู้อยู่ และลดต้นทุนการก่อสร้าง โดยเฉพาะกลุ่มคนชั้นกลางและต่ำที่มีรายได้ไม่มากเพียงพอไปซื้อบ้านจัดสรร.. ผมชื่นชมกลุ่มคนเหล่านั้นที่เดินออกไปร่วมกันในการทำงานเพื่อที่พักให้แก่ครอบครัวของเขา

มาปัจจุบันมีสหกรณ์การเคหะ เกิดขึ้นทุกภาคของประเทศ มีหลักการรวมคนยากจน หรือคนชั้นกลางลงไปชั้นต่ำที่มีรายได้น้อยที่อยู่ในเมืองไม่มีที่พัก หรือที่พักไม่เพียงพอต่อครอบครัวที่มีจำนวนคนมากขึ้น จึงมีกลุ่มคนร่วมมือกันหาเงินมาก่อสร้างบ้าน ในราคาถูก แล้วให้ผู้สนใจมาซื้อในระบบผ่อนส่งที่มีกำลังส่งได้ และต้องเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ เพื่อสร้างหลักประกันในการดำเนินกิจการนี้

นั่นเป็นเรื่องคร่าวๆ ซึ่งผมชอบใจมาก ชื่นชม การทำงานเพื่อสังคมคนยากจนแบบนี้ แม้ว่ารายละเอียดมีปัญหาที่ต้องแก้ไขกันมากมายทีเดียว

เพื่อนผมได้รับติดต่อให้เข้าไปช่วยสหกรณ์การเคหะลักษณะนี้ในจังหวัดหนึ่ง เขาเชิญผมให้ไปเป็นวิทยากรพูดถึงเรื่องปัจจัยความสำเร็จของการพัฒนาสหกรณ์จากบทเรียนในการทำงานของผมที่ผ่านมา บอกว่า เอาประสบการณ์ไปเล่าให้ฟังกันหน่อย เพื่อเพื่อนก็ไป แต่ผมมีข้อมูลเรื่องสหกรณ์การเคหะแห่งนั้นน้อย จึงได้แค่เอาหลักการ และประสบการณ์บางส่วนที่เคยทำสหกรณ์มาบ้างไปเล่าสู่กันฟัง

มีประเด็นมากมายที่ให้คิดถึงเรื่องปัญหาของคนในเมือง โดยเฉพาะเรื่องที่อยู่อาศัย เพื่อนบอกว่า หลักการที่นี่สมาชิกต้องมาซื้อหุ้นของสหกรณ์ และเป็นสมาชิกกลุ่มออมทรัพย์ที่บังคับว่าจะต้องออมทรัพย์วันละ 40 บาทเป็นอย่างต่ำ แล้วก็เอาบ้านไปหลังหนึ่ง ส่วนใหญ่ก็เป็นข้าราชการผู้น้อย เป็นลูกจ้างรายวัยรายเดือน เป็นแม่ค้าหาบเร่ เป็นนายสิบแก่ๆ เป็นจ่าแก่ๆ ที่มีครอบครัวมีลูกมาภาระ ฯลฯ เห็นภาพนะครับที่คนเหล่านี้สารพัดอาชีพและภูมิลำเนาแต่มาทำงานที่นี่กันแล้วก็ต้องมาหาที่พักอาศัยกัน ไม่ต้องไปเช่าที่พัก….แต่ปัญหามากมายที่เกิดขึ้นในระหว่างการดำเนินงาน…หรือตั้งแต่เริ่มโครงการก็ว่าได้ เหมือนบ้านจัดสรร แต่เป็นบ้านจัดสรรของคนระดับล่าง

ประเด็นใหญ่ที่ผมเห็นคือ เจ้าหน้าที่สหกรณ์นั้นต้องทำงานแบบนักพัฒนาเอกชน ที่ต้องเข้าถึงสมาชิกทุกคน มิใช่เพียงเขามาทำตามเงื่อนไขแล้วได้บ้านไปแล้วก็จบสิ้น วันไหนที่เขาเดินเข้ามาสำนักงานถึงจะพูดคุยด้วย คงไม่ได้ เจ้าหน้าที่จะต้องทำงานเชิงรุก มืออาชีพ ต้องทำทะเบียนสมาชิกอย่างละเอียดในเชิงเศรษฐกิจ สังคม สุขภาพ และฯลฯ และจะต้องจัดทีมงานออกเยี่ยมเยือนสมาชิก เพื่อทำความรู้จักและสร้างแรงเกาะเกี่ยว เพราะวัตถุประสงค์ที่สำคัญคือ ต้องสร้างบรรยากาศหมู่บ้าน เหมือนหมู่บ้านในชนบทให้ได้ แม้ว่าจะไม่มีทางเหมือนก็ตาม แต่การเยี่ยมเยือนเป็นปกติ การพูดคุยแลกเปลี่ยนกันเป็นประจำนั้น จะช่วยให้เห็นสภาพ สถานภาพของแต่ละครอบครัว ของกลุ่มบ้าน ของหมู่บ้าน แล้วแปรเรื่องราวเหล่านั้นออกมาเป็นกิจกรรมต่างๆที่เหมาะสม เช่นมีกลุ่มผู้สูงอายุ กลุ่มแม่บ้าน กลุ่มผู้มีทักษะพิเศษ กลุ่มวัยรุ่น กลุ่มนักเรียน กลุ่มเด็กเล็ก ฯลฯ

เจ้าหน้าที่สหกรณ์มีงานทำมากมาย รุกงานของเขาต้องอยู่ที่บ้านทุกหลัง ไม่ใช่โต๊ะทานในสำนักงาน

นี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งที่แลกเปลี่ยนกันในวันนั้นครับ


ประเทศไทยในสนามกอล์ฟ..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กรกฏาคม 8, 2012 เวลา 22:39 ในหมวดหมู่ สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย #
อ่าน: 1369

การที่ผมไม่มีก๊วนกอล์ฟ มีผลดีที่ได้พบนักกอล์ฟหน้าใหม่ๆ หรือหน้าเก่าแต่ไม่เคยร่วมก๊วน เมื่อมาร่วมก๊วนก็มีโอกาสรู้จักกัน หากทุกครั้งเป็นเช่นนี้ หมายความว่าทุกครั้งเรามีคนรู้จักใหม่ๆเพิ่มขึ้น การรู้จักคนเพิ่มขึ้นทำให้เรารู้จักนิสัย และความเป็นคน..(เอาเข้านั่น..)

วันนี้เป็นอีกวันที่ออกรอบกันเพียงสองคน กับคนที่เราไม่รู้จักมาก่อน แรกๆก็สงวนท่าทีกัน แค่ยกมือไหว้แก่กัน ดูท่านผู้นั้นจะไม่พยายามคุย แค่มาออกกำลังกาย เพราะผมสังเกตอายุอานามก็ใกล้ๆผม เมื่อผมเริ่มเปิดความสัมพันธ์โดยการทักทายและตั้งคำถาม ท่านผู้นั้นก็เริ่มแนะนำตัว เป็นใคร ทำอะไรที่ไหน คร่าวๆแบบเราพอเข้าใจ ผมก็แนะนำตัวตามปกติ

เมื่อท่านผู้นั้นทราบว่าผมเป็นใคร ทำอะไร เท่านั้นเอง คำถามและการพูดคุยก็พรั่งพรูออกมาจนความสนใจแทบไม่ได้อยู่ที่การตีกอล์ฟ แต่เป็นสาระที่เราคุยกันมากกว่า

ท่านมีอดีตเป็นครู ลาออกมาทำธุรกิจเฟอร์นิเจอร์ ท่านสรุปตัวเองว่าประสบผลสำเร็จพอสมควร แต่ฟังท่านเล่าประสบการณ์ในวงการธุรกิจกับนักการเมืองค่ายต่างๆ กับอำนาจในวงราชการ ระบบพรรคพวก และการแสวงหาประโยชน์จากอำนาจหน้าที่ แล้วผมรู้สึกหนักมากๆ แม้ว่าเรื่องราวทำนองนี้จะรับรู้มาแล้ว แต่สิ่งที่ท่านเล่านั้น มันเป็นตัวอย่างที่ชัดเจนที่ออกมาจากปากผู้มีส่วนได้เสีย

นักธุรกิจต้องแบกรับการยื่นโนติสผลประโยชน์จากทั้งนักการเมืองและข้าราชการที่ท่านกล่าวว่ามันหนักมากขึ้น มากขึ้น ธุรกิจท่านจะอยู่ไม่ได้หากไม่เป็นไผ่ลู่ลม แต่ก็คับแค้นในใจยิ่งนัก.. จนท่านกล่าวว่า ท่านจะจ่ายให้ได้เพียงบางส่วนเท่านั้น หากมากกว่านี้ก็ไม่สู้ ซึ่งท่านก็สารภาพว่า งานจำนวนมากก็หลุดมือไป

ท่านกล่าวว่านักการเมืองนั้นตัวหนักที่สุด ไม่ว่าค่ายไหนก็ตาม ที่ลอยหน้าลอยตานั้นน่ะ เบื้องหลังดูไม่ได้เลย ซึ่งชาวบ้านไม่ได้รับรู้เรื่องราวหลังความเป็นผู้มีเกียรตินั้นหรอก

ท่านเป็นห่วงบ้านเมืองว่ามันจะล่มจมเพราะความมักใหญ่ใฝ่สูงของนักการเมืองตัวพ่อคนนั้น การที่ท่านทำธุรกิจและมีเพื่อนฝูงอยู่วงในของรัฐบาลและนักการเมืองที่มักแวะเวียนไปขอรับการสนับสนุนทุนการเลือกตั้งนั้น ย่อมมีข้อมูลลึกๆมาเล่าสู่กันฟัง แม้ว่าจะไม่พิสูจน์ได้ว่าจริงหรือไม่จริง หรือผิดเพี้ยนจากความจริง แต่ก็มีหลายอย่างบ่งบอก หรือสนับสนุนสาระที่คุยกัน

…”ผมเป็นห่วงความจริงเหล่านี้ที่ไม่มีโอกาสเปิดเผยออกมาสู่ชาวบ้านทั่วไป แล้วเขาเหล่านั้นก็กลายเป็นน้ำในภาชนะที่ตัวพ่อถือไว้ในมือ จะเอียงให้น้ำไหลไปทางไหนก็ได้ ด้วยอำนาจเงินที่ปล้นไปจากประเทศ”……

และสิ่งที่ผมห่วงที่สุดคือ ….”การเตรียมการยึดประเทศให้เบ็ดเสร็จ และเปลี่ยนแปลงสิ่งที่คนไทยเคารพสูงสุด”…. นั่นคือคำกล่าวอย่างจริงจังก่อนที่ท่านจะขอตัวกลับไป

ผมยกถุงกอล์ฟขึ้นท้ายรถกลับบ้านด้วยสมองที่หนักอึ้งจริงๆ….


เมื่อลาน..จะไขลาน

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กรกฏาคม 2, 2012 เวลา 21:04 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1338

ตั้งแต่เรียนที่เชียงใหม่สมัย 40 ปีที่แล้ว ทุกคนต้องพูดถึงซุปเปอร์สโตร์ที่ชื่อ ตันตราภัณฑ์ เพราะมีทุกอย่างที่อยากได้ แต่เจ้าของเป็นทุนท้องถิ่น และฟังมาว่า เซนทรัล ที่ดังอยู่ที่กทม จะไม่ขึ้นไปขยายสาขาที่เชียงใหม่ เพื่อไม่ไปแข่งขันกับทุนท้องถิ่น แต่แล้ว ก็ไม่อยู่ เซนทรัลเกิดขึ้นที่เชียงใหม่ ขอนแก่น อุดร…. บิ๊กซี โลตัส ไปขยายกิจการ ใหม่ๆก็ต่อต้านกัน ตอนนี้ก็เงียบไปแล้ว ผมเห็นชาวบ้านขนญาติพี่น้องนั่งปิคอัพมาเที่ยว บิ๊กซี โลตัส กันกี๊บก๊าบ ซื้อกันระเบิด เกินความพอเหมาะพอดี เพราะระบบธุรกิจมีอุบาย แยบยลที่จะกระตุ้นการจับจ่ายมากขึ้นกว่าความจำเป็นที่ควรจะเป็น เพื่อรุ่นน้องคนหนึ่งเป็น NGO ตัวแม่ในอีสาน ประกาศว่าชาตินี้จะไม่เหยียบเซนทรัล และเธอก็ไม่ทำจริงๆเท่าที่ผมรู้…

นั่นเป็นมุมหนึ่งที่จะมองได้ แต่อีกมุมหนึ่งก็สามารถมองได้ว่า ซุปเปอร์สโตร์นั้นเหมาะกับสภาพเมือง เพราะไปที่เดียวได้ครบทุกอย่างที่ต้องการ ไม่ต้องซ้อหมูที่นี่ ซื้อผักที่โน้น ต้องเดินทางไปอีก ตึกหนึ่ง จะซื้อเสื้อผ้า ต้องเดินทางไปอีกมุมของเมือง เหมือนสมัยก่อน แต่ความหนาแน่นของคนในเมือง รถติด มลพิษ การประหยัดเวลา ระบบซุปเปอร์สโตร์จึงเหมาะ ไปที่เดียวได้หมด ส่วนจะถูกจะแพง จะโอไม่โอในคุณภาพสินค้านั้น ก็ว่ากันไป นี่ก็อีกมุมหนึ่งในการมอง

และมุมอื่นๆอีก

ทุกปีผมจะเอาเงินให้ลูกจำนวนหนึ่งเพื่อให้เธอไปซื้อหนังสือที่เธออยากอ่าน อยากได้ อยากมี โดยเราไม่ได้จำกัดประสงค์ใดๆเลย เธอก็ดีใจหายซื้อหนังสือนิยายดังๆ หรือหนังสือดังๆแห่งยุคที่เป็นภาษาอังกฤษมาอ่าน เราก็แอบชื่นชมเธอ ว่า เออ หนังสือใช้ได้ และเธอก็สนใจที่จะพัฒนาภาษาของเธอ ดังนั้นทุกครั้งที่มีมหกรรมหนังสือที่ศูนย์ประชุมแห่งชาติสิริกิตติ เธอก็จะขอเงินไป Shopping หลังๆมานี่เธอพอมีรายได้ เธอก็ไปเองไม่ขอเงินเราแล้ว

ผมสรุปว่าเธอไป Shopping ความรู้ที่เธอสนใจ ที่มีคนจัดระบบความรู้ไว้แล้วในรูปหนังสือแบบต่างๆมากมาย สารพัดชนิด สารพัดสาขา สารพัดรูปแบบ สารพัดราคา สารพัดสำนวน สารพัดผู้เขียน ก็มันเป็นมหกรรมหนังสือ หรือมหกรรมความรู้ก็ได้ แน่นอนมีหนังสือที่ขายดีเพราะอยู่ใน trend มีหนังสือดังและขายดีเพราะผู้เขียนดัง แถมไปนั่งให้เห็นหน้า ไปเซ็นชื่อให้อีก และมีหนังสือดีมากๆจำนวนไม่น้อยที่ขายไม่ดี เพราะผู้เขียนไม่ดัง และไม่มีประชาสัมพันธ์

ลานปัญญา

ผมมองว่าเป็นคล้ายๆซุปเปอร์มาเก็ตด้านความรู้ เรื่องราวบันทึก หลายสาขาอาชีพ หลายประสบการณ์ หลากหลายสำนวน และมีผู้เขียนบันทึกเองนั่นแหละนอกจากเขียนแล้วก็ยังไป Shopping บันทึกคนอื่นๆ นอกจากผู้เขียนบันทึกเองแล้วที่ทำเช่นนั้น สมาชิกที่ไม่ประสงค์จะออกนามอีกจำนวนไม่น้อยที่มา Shopping โดยไม่ทิ้งร่องรอยไว้อีกด้วย


(เส้นทางเดินของลานปัญญา แม้จะวกไปมา แต่ก็สวยงาม
: รูปจากอินเทอร์เน็ต)

ผู้ใดสนใจเรื่องอะไรก็ไปอ่าน ไปศึกษาเรื่องนั้น ออกจากเรื่องนี้ ไปเรื่องโน้น แล้วกลับมาเรื่องนี้อีก อิสระเต็มที่ ภายใต้กติกา.. หากจะกล่าวว่า ลานปัญญาเป็นซุปเปอร์สโตร์ความรู้ก็เป็นร้านไม่ใหญ่นัก กะทัดรัดตามที่มาหรือพัฒนาการของซุปเปอร์สโตร์แห่งนี้ ส่วนความรู้จะเผ็ดร้อน จี๊ดจ๊าด หรือจืดชืดอย่างไรนั้นก็ขึ้นกับร้านค้าเล็กๆที่เอาสินค้ามาแสดง หรือขึ้นกับเจ้าของบันทึกว่าเป็นคนที่มีลีลาวาดลวดลายอย่างไร ก็เป็นสิทธิเฉพาะตัวจริงๆ เป็นทักษะ ความชอบ สไตล์ของใครของมัน แต่ผมก็เห็นพัฒนาการการเขียนของหลายท่านที่ดีขึ้นจริงๆ

เอ มุมมองมุมนี้ก็ไม่เลวนะ หากเรามาช่วยกันสร้างซุปเปอร์สโตร์แห่งนี้ให้น่าสนใจสมาชิกก็ต้องช่วยกัน สร้างสีสันแห่งความรู้และรสชาติให้น่าสนใจ แต่ก็ขึ้นกับหลายๆส่วนด้วยที่อาจจะต้องสรุปบทเรียนและยกระดับกันขึ้นมาบ้างเหมือนกันครับ

ย้อนไปที่เรื่องที่เชียงใหม่ พบว่าเมื่อมีเซนทรัลมาตั้ง พบว่า ตันตราภัณฑ์ก็ปิดตัวลงไป เมื่อโลตัส บิ๊กซีไปตั้งที่ขอนแก่น ซุปเปอร์สโตร์ท้องถิ่นก็เปลี่ยนรูปแบบสินค้าไปหมดสิ้น ร้ายชัยมหาที่ผมเป็นลูกค้าเก่ามานานตั้งแต่สมัยรุ่นพ่อเขา เดี๋ยวนี้กลายเป็นร้านขายเฉพาะขนมปังและสินค้าที่เกี่ยวกับขนมปัง และทำได้ดีมาก ผมก็เป็นลูกค้าขนมปังโฮลวีทของเขา

ลานปัญญาก็ยังเป็นซุปเปอร์สโตร์แห่งความรู้แม้จะเล็กๆ แต่เมื่อมี fb มีอื่นๆ เมื่อย้อนกลับมามอง ลานปัญญา ก็น่าสนใจที่จะแลกเปลี่ยนหามุมที่เหมาะสมของลานในโลก Social network หรือก็พัฒนาในตัวของลานเองอยู่แล้ว….

ความเห็นของท่านน่าสนใจครับ


เมื่อนักมวลเมฆเผชิญภัย..

8 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ กรกฏาคม 1, 2012 เวลา 19:16 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1477

รูปที่เห็นนี้คือบึงทุ่งสร้างซึ่งมีขนาดใหญ่ เป็นบึงที่เทศบาลนครขอนแก่นพัฒนาให้เป็นแหล่งรับน้ำเสียจากเมืองเอามาบำบัดตรงเลขที่ 5 ก่อนปล่อยลงสู่น้ำชีต่อไป พื้นที่ 4 คือสวนสาธารณะที่ชาวขอนแก่นจะมาออกกำลังกายทั้งเด็ก ผู้ใหญ่กันแน่นตอนเย็นๆ พื้นที่ส่วนใหญ่ปัจจุบันรกมาก เทศบาลปล่อยให้วัชพืชขึ้นเต็มไปหมดโดยเฉพาะขอบตลอดแนวบึงแห่งนี้ กลายเป็นสถานที่ใครต่อใครแอบเอาขยะมาทิ้ง


จุดที่ 1 คือพื้นที่ที่มีคนมามากที่สุดคือชาวบ้านจะมาจับปลาโดยใช้เบ็ดตก เทศบาลห้ามใช้ยอและเครื่องมืออื่นๆ ตรงนี้จะมีชมรมร่มบินมาเล่นบ่อยที่สุด และชมรมเครื่องบินเล็กก็มาใช้พื้นที่ตรงนี้เช่นกัน กลุ่มที่เลี้ยงสุนัขก็มักจะเอามาปล่อยให้น้องหมาวิ่งเล่น ผมเองก็ชอบมาใช้จุดนี้เป็นที่ดูเมฆประจำ

จุดที่ 2 เป็นพื้นที่ที่เข้ายากสักหน่อย แต่ชาวบ้านทั้งใกล้ไกลจะมาจับปลา ซึ่งสามารถใช้ยอมาจับปลาได้ ทั้งยอเล็กและยอใหญ่ ชาวบ้านมาไกลสุดจากจังหวัดกาฬสินธุ์ ผมเองก็ชอบมาใช้จุดนี้ดูมวลเมฆเช่นกัน แต่ไม่บ่อยเท่าจุดที่ 1

จุดที่ 3 เป็นจุดที่เข้ายากเพราะรก มีวัชพืชหนาแน่น แต่ผมก็มาบ้างเป็นบางครั้งเพราะมุมมองเมฆสวยยามพระอาทิตย์ตกดิน

เมื่อสัปดาห์ก่อนผมหิ้วกล้องไปล่าเมฆ เมื่อมีจังหวะ มีโอกาส ผมเอาน้องหมา เก้าอี้สนามที่พับได้ไปด้วยเผื่อจะได้นั่งรับลมเย็นๆและดูเมฆไป เอาหนังสือเล่มที่ชอบไปเล่มหนึ่ง ปล่อยให้น้องหมาเดินเล่นตามประสาเขา วันนั้นมีสิ่งผิดปกติเกิดขึ้นที่เป็นเหตุให้ผมต้องบันทึกฉบับนี้เก็บไว้

มีรถเก๋งคันหนึ่งจอดในที่ที่ผมเคยจอด ห่างออกไปมีมอเตอร์ไซด์ สองคันจอดอยู่ ท่าทางคนแปลกไปจากความเป็นปกติ เมื่อผมจอดรถ ท้ายเก๋งคันนั้นแต่ห่างออกมาสมควร เอาน้องหมาลง เอากล้องออกมา เดินดูโน่นนี่ แต่พยายามชำเลืองดูเจ้าของรถ เห็นชายกลางคนยืนกอดอกมองไปทางน้ำในบึง แต่ก็พยายามเหลือบมองผมอยู่ ผมพยายามหันไปดูเมฆทางตะวันตก และก็เห็นชายอีกคนหน้าตาดุๆ นั่งซุกอยู่ในดงหญ้าห่างไปสัก 20 เมตร

ผมเดินกลับไปมาที่รถ และเรียกน้องหมาให้มาอยู่ใกล้ๆ และสังเกตเห็น เด็กหนุ่มที่ขี่มอเตอร์ไซด์มานั้นมองมาทางผมเหมือนกัน และดูผิดปกติจริงๆ ผมประมวลความแล้วคิดไปในทางร้ายว่าเป็นกลุ่มค้ายาเสพติดนัดกันมาส่งยาในที่ที่ไม่ค่อยมีใครเข้ามาตรงนี้ แต่เขาไม่รู้ว่าตรงนี้ผมมาดูเมฆแม้จะไม่บ่อยก็ตาม พักใหญ่ๆที่ผมพยายามดูเมฆว่ามีดีพอที่จะถ่ายรูปเก็บไว้บ้างไหม ผมสังเกตเห็นเจ้าของรถเก๋งเดินกลับมาที่รถ เปิดรถและเข้าไปนั่งข้างในผมเดาว่าเขาใช้กระจกหลังสังเกตผมอยู่ และชายดุๆที่นั่งกลางป่าหญ้านั้นก็เดินเข้ามาหาชายเจ้าของรถ คุยกันเบาๆ

ท่าไม่ดีซะแล้วเราเผ่นดีกว่า ผมเอาน้องหมาขึ้นรถและขับออกไป ตามถนนรอบบึงและตั้งใจกลับบ้าน ใจหนึ่งก็คิดว่าน่าจะแจ้งให้ตำรวจทราบ บังเอิญจริงๆ ระหว่างขับรถนั้นมีสายตรวจตำรวจขับมอเตอร์ไซด์ผ่านมาสองคนซ้อนกัน ผมเรียกตำรวจแล้วลงไปอธิบายสิ่งที่ผมเห็น สถานที่ ยังไม่ทันจบดี ตำรวจก็ชิงพูดออกมาว่า พวกส่งยา เมื่อตำรวจรู้สถานที่ ก็ขับรถออกไปเพื่อดูสถานที่นั้น ผมก็แยกกลับบ้านไป

อีกสองวันต่อมาผมอยากไปถ่ายรูปเมฆอีก แต่คราวนี้ผมไม่ไปที่เดิม ซึ่งเป็นเลข 3 ผมไปเลข 2 ผมเห็นชาวบ้านมายกยอ จึงเดินเข้าไปคุยด้วย ไกลออกไปตรงพื้นที่ดินเป็นลักษณะกลมๆนั้นมีคนสองคนเดินสวนทางออกมา ผมจึงมองหน้าเขา หนุ่มใหญ่ถือถุงพลาสติก ถือไม้ลักษณะกันหมาเพราะมีชาวเมืองเอาหมาสามตัวมาปล่อยให้วิ่งเล่นกัน

สองคนนั้นผ่านไปผมเห็นเขาแปลกๆ สักพักเมื่อผมให้เวลากับเมฆบนท้องฟ้า เด็กหนุ่มก็เดินกลับมา ท่าทางเขาแปลกด้วยสีหน้า ผมตัดสินใจทักทายเขา เขาคุยด้วย ผมก็แนะนำตัวคร่าวๆว่ามาถ่ายรูปเมฆ แนะนำชมรม เขาเองแนะนำตัวว่าชอบถ่ายรูปเหมือนกัน แต่ชอบถ่ายตึก เขาเรียนบริหารฯที่มหาวิทยาลัยแห่งหนึ่งในขอนแก่น….

เราแลกเปลี่ยนกันพักใหญ่ แล้วผมก็วกไปเรื่องวันก่อนว่าไปยืนถ่ายรูปตรงนั้นเลข 3 แล้วพบคนแปลกๆอาจจะเป็นกลุ่มค้ายา… เด็กหนุ่มสวนกลับมาว่า พี่ระวังโดนเขาเก็บนะ..? ผมไม่โต้ตอบอะไรทั้งที่ใจอยากจะพูดถึงมากมาย สักพักเราก็แยกทางกัน

เมื่อกลับมาถึงบ้าน ทำภารกิจต่างเสร็จแล้วมีเวลาส่วนตัวก็เอากล้องมา load ภาพออกไปใส่คอมพ์ แล้วก็ ตรวจเช็คว่ารูปเมฆวันนี้มีเฟรมไหนที่น่าสนใจบ้าง จะได้เอามา post ใส่ชมรมแต่ไม่มี่รูปดีเด่นเพียงพอเลย ผมก็ดูไปเรื่อยๆ

พบว่าผมบังเอิญถ่ายรูปเด็กขับมอเตอร์ไซด์วันก่อนไว้ โดยยังไม่ได้เอารูปออกจากกล้อง ผมก็ลองเข้าไปดูทีละรูป และลองขยายภาพเด็กหนุ่มกับมอเตอร์ไซด์ดู

ให้ตายซิ….เด็กที่อยู่กับมอเตอร์ไซด์กับเพื่อนเขา ดูใบหน้าเขาแล้ว เป็นคนเดียวกันกับที่เราพบในวันถัดมาที่เลขที่ 2 และเป็นคนพูดกับเราว่า พี่ระวังโดนเขาเก็บนะ…..

นักชมมวลเมฆเผชิญเรื่องที่ไม่คาดคิดซะแล้ว….



Main: 0.049628973007202 sec
Sidebar: 0.063961029052734 sec