เตรียม ตัว ตาย

อ่าน: 2836

ไหน ๆ ก็เป็นป้ายสุดท้ายที่ทุกชีวิตต้องจอดกันโดยถ้วนหน้าเนาะคะ จะช้า จะเร็ว หรือในสภาพไหนเท่านั้นเอง

ขั้นตอนหนึ่งของการเตรียมตัวตายของครูปู คือ การบริจาคดวงตา บริจาคอวัยวะและบริจาคร่างกายที่เหลือให้กับสภากาชาดไทย เพื่อสมัครรับตำแหน่งอาจารย์ใหญ่ของนักศึกษาแพทย์ต่อไปค่ะ

ข้อมูลการบริจาคดวงตา อวัยวะและร่างกายให้กับสภากาชาดไทย

บอกน้อง ๆ ในที่ทำงานว่า

“พี่มันคนทะเยอทะยานมักใหญ่ใฝ่สูง ตอนอยู่ก็เป็นแค่รองอาจารย์ใหญ่ตอนตายก็อยากก้าวหน้ากว่านี้หน่อยเลยอยากเป็นอาจารย์ใหญ่อ่ะ ฮ่า ๆ”

(หนนี้ไม่ค่อยมีใครยอมขำด้วยเลยแฮะ?)

พอคิดได้อย่างนี้แล้ว ความฟุ้งต่อเรื่องต่าง ๆ ลดลงถนัดตา

ชีวิตเหลือแค่สิ่งที่ควรทำกับสิ่งที่อยากทำเท่านั้นเอง

ไิอ้ที่เคยมองว่าดี ว่าแน่ ก็ไม่เห็นดี เห็นแน่ไปได้สักกี่น้ำ

ดีหน่อยที่ยังพอจะเหลือเป็นซากที่ยังประโยชน์ให้กับผู้อื่นได้อยู่บ้าง

เท่านั้นจริง ๆ เนาะ


ตั้งใจบริจาคดวงตา บริจาคอวัยวะและร่างกายไว้ตั้งนานแล้วล่ะค่ะ ได้ทดลองแหย่ ๆ ทางบ้านดูติด ๆ กันมาหลายปีแล้ว แต่เสียงตอบรับยังไม่ค่อยเป็นเอกฉันท์สักเท่าไหร่ บ้างก็ตกอกตกใจ บ้างก็ตำหนิกลับหาว่า คิดอะไรไม่เป็นมงคล อยู่ดี ๆ แช่งตัวเองบ้าง เลยต้องทิ้งช่วงให้ทำใจมาเรื่อย ๆ ทุกปี

เขาเลี้ยงเรามาจนปีกกล้าขาสั้น เอ๊ย ขาแข็งขนาดนี้ เขาควรจะได้รับเกียรติให้เป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ในชีวิตเราอยู่แล้วล่ะค่ะ

ปีนี้จึงฉวยโอกาสวัน (สมมติว่า) เกิดครบ 41 ปี ของตัวเอง ทำเรื่องบริจาคดวงตา บริจาคอวัยวะ และบริจาคร่างกายกับสภากาชาดไทยเสียที จึงโทรไปปรึกษาคุณแม่เพราะในแบบฟอร์มการบริจาคร่างกายเขาให้ระบุว่าต้องการให้เขาทำศพให้ หรือต้องการรับศพมาฌาปณกิจเอง แม่อึ้งไปพักนึง แล้วตอบมาด้วยเสียงเครือ ๆ

“ก็ต้องเอามาทำเองสิ”

“ได้ ๆ ไม่มีปัญหา ว่าแต่ทำไมแม่ต้องทำเสียงงั้นด้วยล่ะ นี่ปรึกษานะ ไม่ได้แปลว่ารีบมาก แค่วางแผนไว้ก่อน ฮ่า ๆๆ ล้อเล่ง ๆ

แหมนะ ตะเอง…นี่เค้าพูดไว้ก่อนนะ มันไม่มีอะไรแน่นอนซักกะอย่างเนาะแม่เนาะ สมมตินะถ้าลูกนั่งรถไปทำงานแล้วสิบล้อเอาไปกินซักวันนึงก็จบใช่ป่าว แล้วถ้าเกิดเป็นอะไรปุ๊บปั๊บขึ้นมา ที่เหลือจะทำอะไรกันถูกไหม รู้ไหมว่าความต้องการสุดท้ายของลูกคืออะไร จะให้ทำศพแบบไหน จะบอกใครบ้าง บ้านให้ใคร รถให้ใครใช่ป่าวล่ะ เงินเก็บให้ใคร เงินประกัน เงินค่าทำศพอีกก้อนใหญ่ นี่สมมตินะ สมมติ

เราคุยกันเพื่อการเตรียมการอย่างหนุกหนานนะ เพราะฉนั้น แม่ห้ามเงียบ ห้ามซึมเป็นอันขาด บังคับ ๆ ฮ่า… “

“เออ ๆ แม่รู้แล้ว”

“ตัวเองก็เหมือนกันนะ วางอะไร ๆ ไว้บ้างได้แล้ว อยากให้อะไรเป็นไปอย่างไร ตอนเราไม่อยู่ ลูกหลานจะได้ทำได้ถูกใจ”

“อืม เนอะ จริง ๆ แม่ก็เคยคิดไว้นะ แต่พอคิดไปคิดมาก็เศร้า ก็กลัวเหมือนกันวุ๊ย!”

“ลูกก็เหมือนก๊าน… แค่คิดเรื่องตายก็แกว่งเหมือนกันทั้ง ๆ ที่ไม่รู้ว่ามันเป็นไง

เอ… แม่  ตายไปแล้วนี่มันคงหมดความรู้สึกไปแล้วล่ะมั้ง ไม่งั้นคนที่ตายไปแล้วคงกลับมาเล่าให้เราฟังแล้วล่ะ หรือเราคิดมากไป ตอนอยู่ก็คิดนู่นนี่นั่นกันจั๊ง นี่ยังอุตส่าห์คิดเผื่อตอนตายอีกแนะ ท่าจะบ้านะเนี่ยะเรา ฮ่า…”

“เออ เนอะ ถ้าแม่ไม่อยู่นะ ไม่ต้องไว้หลายวันนะ ยุ่งยาก ทำแบบไหนก็ได้ที่พวกลูก ๆ ไม่เดือดร้อนน่ะ”

“ใช่ ๆ ปูก็เหมือนกันนะแม่ ตอนแรกคิดไว้ว่าอยากให้เขาจัดการให้เสร็จสรรพไปเลย ได้รับพระราชทานเพลิงศพด้วยนะแม่ แต่ถ้าแม่อยากจะให้เป็นยังไงก็ตามใจแม่แล้วกัน ขอร้องอย่างเดียว แม่อย่าไปคิดอะไรมากนะเรื่องนี้ ไม่งั้นปูก็ไม่รู้จะไปปรึกษาใคร เดี๋ยวพอตัดสินใจทำอะไรไปแล้ว ตัวเองจะมาน้อยใจอีกนะว่าลูกมีอะไรไม่ค่อยปรึกษา”

“แม่รู้…ว่าปูนะคิดแต่เรื่องดี ๆ ทำแต่เรื่องดี ๆ อยู่แล้วแหละ แม่แค่ตกใจแล้วก็ทำใจไม่ค่อยได้เท่านั้นเอง”

“คร้าบ ลูกเข้าใจ กลับกัน ถ้าแม่ไปก่อน ปูก็คงทำใจลำบากเหมือนกัน ปากดีไปงั้นเองแหละ ฮ่า…”

“ฮ่า…”

“เดี๋ยวที่เหลือลูกจะทำพินัยกรรมไว้ พูดไปเท่ ๆ งั้นเองยังไม่รู้ว่าเขาต้องทำยังไงให้มันมีผลครอบคลุมทางกฎหมายด้วย อันนี้เราคุยกันประสาแม่ลูกนะ ปูมีชื่อเป็นลูกป้ากับลุงเขา ถ้าไม่วางอะไรไว้บ้างเวลาเป็นอะไรไป ตัวเองก็จะไปอึก ๆ อัก ๆ กันในหมู่พี่น้องอีกนะ เพราะฉนั้นคุยกันไว้เลย ถ้าเป็นอะไรไป ปูยกอะไรให้ใคร แม่ว่าอย่างนี้ดีไหม”

“อืม แม่เข้าใจ ๆ”

“นี่ลูกก็พยายามเร่งโปะบ้านกะว่าอย่างเก่ง 5-6 ปีนี้ก็น่าจะหมดแล้ว ยังไงก็แล้วแต่ลูกจะทำงานแค่อายุไม่เกิน 50 แล้วพอ ที่เหลือลูกจะลาล่าลูลู่ไปทำไอ้สิ่งที่อยากทำแล้วล่ะ ฮิ๊ว…….”

“เออ ดี แม่เห็นด้วย พักซะบ้าง”

“อืม ลูกกลัวแก่มากไป แล้วต้องไปเจ็บ ไปป่วย มัวแต่เสียเวลารักษาตัวเอง แถมอดเที่ยวอีกต่างหาก ไม่ใช่ทำเป็นโม้ว่าจะดูแลแม่ดูแลยายแต่กลับต้องไปนอนแบ่บให้แม่ดูแลล่ะ กรรมเลย ไม่เอาหรอก เหอ เหอ”

“พูดไปพูดมาแม่นึกขึ้นมาได้ เมื่อวันก่อนนะ ป้าแหววมาเยี่ยมยายแล้วนั่งคุยเรื่องปูกัน ป้าแหววบอกว่า ไอ้ปูเนี่ยะ ท่าทางมันจะเรียนเยอะไป มันคิดอะไรแต่ละเรื่องไม่เห็นเหมือนชาวบ้านชาวช่องเขาเลย แล้วเราก็ว่ามันไม่ค่อยได้ด้วยนะ เพราะฟังไปฟังมา มันก็คิดดี ๆ ทั้งนั้นเลย เถียงมันไม่ค่อยจะได้ซักกะเรื่อง พูดไปพูดมาหันมาถามแม่อีกนะ ตัวเองเลี้ยงมันยากมั้ย”

“ฮ่า… แล้วแม่ตอบไปว่าไงล่ะ”

“แม่ก็บอกว่าจะไปยากอะไร เถียงมันไม่ได้ก็อย่าไปเถียงมันก็แค่นั้นเอง ให้มันทำอย่างที่มันอยากทำดูก่อน เดี๋ยวมันกลับมาเล่าให้ฟังเองแหละว่าเป็นยังไง ไปเถียงกับมันให้เหนื่อยทำไม สู้มันไม่ได้อยู่แล้วนี่ ฮ่า……”

“เอ่อ แม่ขา ทำไมแม่หัวเราะดังที่สุดในชีวิตที่หนูเคยได้ยินมาเลยล่ะคะ

อันนี้ วัยรุ่น ม่าย เข้า จายยยยย อ่ะ”

:(

Post to Facebook

« « Prev : นั่งนับอิฐก้อนต่อไป

Next : ก่อนน้ำมา » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

12 ความคิดเห็น

  • #1 maeyai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 กันยายน 2011 เวลา 13:01

    คิดดีจังตั้งแต่วัย 40 ต้นๆ แม่ใหญ่เคยคิดเหมือนกัน เมื่อตอนอายุ 55 แถมระบุไว้เสร็จสรรพว่าจะไป(แบบสบายๆ ตอนอายุ 65)ลูกๆรุมค้อนควัก เพื่อนๆต่างด่าว่าบ้า และพอตอนครบ 65 ก็บอกให้ไปตอรองเบื้องบน ขอต่ออายุไม่ต้องกำหนด แม่ใหญ่ก็ฟังเพื่อนอย่างขำๆ ตอนนี้ก็เลยเส้นตายที่ขีดไว้เองมาสองปีแล้ว ถือเป็นกำไร จะไปเมื่อไหร ไม่มีกังวลอะไร ทรัพย์สมบัติไม่เหลือ ยกให้คนที่ควรได้ไปหมดแล้ว แสนจะเบาสบายจริงๆเลยครูปู เพราะเราได้ “ตายก่อนตาย” ไปเรียบร้อยแล้ว

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 กันยายน 2011 เวลา 13:39

    เห็นด้วยจ้ะ ว่าควรทำ และ”ตายก่อนตาย”เหมือนแม่ใหญ่นี่แหละ ^ ^
    ทางบ้านพี่เค้าเซ็นให้ไม่มีปัญหา ตั้งแต่พี่จบ ป.ตรี …อย่างอื่นเหมือนกัน แต่พี่สมัครเป็นอาจารย์ใหญ่ของ มช. อิอิอิ

  • #3 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 กันยายน 2011 เวลา 14:16

    เมื่อตอนเด็ก ๆ เคยดูหนังเกี่ยวกับคนตาบอดที่มีคนใจดีบริจาคดวงตาให้จึงกลับมามองเห็นได้อย่างเดิม ครอบครัวกลับมามีความสุขอีกครั้ง รู้สึกประทับใจผู้บริจาคมาก เป็นวิธีการที่ทั้งฉลาดและต้องมีจิตอันเป็นกุศลอย่างแรง เพราะได้ทำประโยชน์อย่างสูงสุดจากสิ่งที่เขาไม่จำเป็นต้องใช้อีกต่อไป (ต้องนำดวงตามาใช้ก่อน 6 ชั่วโมง ภายหลังผู้บริจาคถึงแก่กรรมแล้ว) นับตั้งแต่นั้นก็หาข้อมูลเรื่องนี้มาโดยตลอด และเริ่มคุยให้คนในบ้านฟังมาเป็นระยะ ๆ แต่ตอนนั้นมีแต่คนว่า”บ้า” พูดอะไรก็ไม่รู้ เหมือนที่แม่ใหญ่เจอเด๊ะเลยล่ะค่ะ 555

    แล้วก็เลยคิดอุบายยึดเอาวันเกิดของทุกปี เป็นวาระที่เลือกจะคุยกับแม่ เสียงตอบรับเพิ่งจะดูโอเคขึ้นก็ปีนี้เองค่ะ จึงรีบฉวยโอกาสในทันใด

    แถมพอรู้สึกว่าเราต้องส่งต่อกายนี้ ตับ ม้าม ไต หัวใจ ปอด ดวงตา ฯลฯ หรือปกติสภาพเพื่อการศึกษาต่อไป ก็เลยหันกลับมาดูแลร่างกายอย่างเอาจริงเอาจังขึ้นค่ะ พยายามรักษาความสะอาดของกายและใจนี้มากขึ้น จะรับอะไรจะบริโภคอะไรจะคิดแล้วคิดอีกมากขึ้น ทั้ง ๆ ที่ก็ไม่นอนดึก ไม่กินเหล้า่ สูบบุหรี่ ไม่เที่ยวเตร่ ไม่ทรมานร่างกาย ไม่กินน้ำอัดลมของหมักดองอยู่แล้ว ที่ต้องปรับปรุงอีกคือ ไม่ค่อยออกกำลังกาย และไม่ค่อยชอบกินผลไม้นี่ล่ะค่ะ

    ต้องตระหนักอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังมีผู้รอคอยความหวังที่จะได้ใช้กายนี้ต่อจากเรา ถ้าเป็นเราบ้าง เราคงอยากได้ของดีที่สุด ชิ้นส่วนที่ดีที่สุดเหมือนกันเนาะคะ

    หากการสูญสิ้นของเรา เป็นการต่อยอดให้อีกชีวิตหนึ่งไปต่อได้
    ครูปูว่านั่น เป็นการตายที่มีความหมายมาก ๆ เลยล่ะค่ะ ^^

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 กันยายน 2011 เวลา 18:43

    เอ….ผมคอยรับบริจาคนะครับ ห้า ห้าห้า พูดเล่นนา

    ตั้งใจไว้อยู่เหมือนกันครับ..

  • #5 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 กันยายน 2011 เวลา 1:26

    พี่ชายผมบริจาคไปแล้ว ผมเดินตามรอยพี่เดินเข้าไปคณะแพทยศาสตร์ขอบริจาค เขาบอกว่าทางคณะยังไม่ได้รับการรับรองให้รับบริจาคเพราะเพิ่งตั้งใหม่ ถ้าอยากบ.ต้องไปที่ม.ขอนแก่น ..โอย มันยากจัง

    ตอนนี้เลยชะลอไว้ก่อน ระหว่างหันรีหันขวางนี้กะว่า ถ้ารู้ตัวว่าจะตายจะหนีหายไปตายในถ้ำกลางป่าที่เล็งไว้แล้ว จะได้ไม่ต้องลำบากใคร ปล่อยให้หนอน หนู มด มันกินเป็นอาหาร ก็ถือเป็นการบริจาคทานอย่างหนึ่งเหมือนกันเนาะ หิหิ

    อีกอย่างคือปวารณาไว้แล้วว่า ห้ามผ่า ห้ามเจาะ ร่างกายของข้าเพเจ้าโดยเด็ดขาด ปล่อยให้ตายไปตามวาระ

    การบริจาคครั้งนี้ยังไงก็มหาโมทนาด้วยศพเด๊อ ดังเพลงเด็จเตี่ยว่า

    เกิดมาทั้งที มันก็ดีอยู่แต่เมื่อเป็น
    อีกสามร้อยปี มันก็ไม่มีใครจะเห็น

  • #6 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 กันยายน 2011 เวลา 13:33

    ตั้งใจบริจาคแล้วใครรับก็ยินดีทั้งนั้นล่ะค่ะ พี่บางทราย
    ไม่ได้รีบไม่ได้เร่ง ไม่เอาแม้กระทั่งคำขอบคุณ
    แถมสัญญาว่าจะไม่มาตามทวงคืนด้วยล่ะค่ะ ฮ่า…
    ท่าน อ.ทวิช นี่หวงเนื้อหวงตัวเหมือนกันเนาะคะ
    ดีนะที่ครูปูแอบแต๊ะอั๋งไว้แล้วตั้งแต่เจอกันที่ มทส อ่ะค่ะ
    ฮิ๊ว…..

  • #7 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 กันยายน 2011 เวลา 17:51

    ตัวเล็กอยากจะเป็นอาจารย์ใหญ่ ฝืนความจริง ตัวเล็กก็ควรเป็นอาจารย์เล็กแต่ใจใหญ่ นะพอได้

  • #8 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 30 กันยายน 2011 เวลา 21:11

    สาธุ สาธุ สาธุ

  • #9 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 ตุลาคม 2011 เวลา 1:46

    #6 ก็คนเขารักนวลสงวนตัวง่ะ (สงวนไว้ให้เฉพาะคนที่เรารัก เช่น มด ปลวก กบ หนู นก คงรวมปูด้วยแหละ อิอิ)

    ว่าแต่ว่า ตายแล้วบริจาคศพน่ะ ยังไม่ดีเท่าบริจาคกายก่อนตายเสียอีกน่ะ บริจาคก่อนตายยังทำอะไรได้มากกว่าต่อเมื่อตายแล้ว อาจทำคุณบูชาโทษ ให้หมอมาเรียนจนเก่ง แล้วเอาวิชาไปหากินร่ำรวยเฉพาะตน ลืมคุณอาจารย์ใหญ่เสียหมด หมอพวกนี้น่าเป็นผีมาหักคอให้ตายโม๊ดดีไหม

  • #10 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 ตุลาคม 2011 เวลา 8:17

    เมื่อวานไปเปิดดูรายการเจาะใจที่สัมภาษณ์ ดร.วรภัทร์ ตั้งแต่เมื่อวันที่ 28 ม.ค.53 คำถามท้าย ๆ ที่คุณดู๋ถาม ดร.วรภัทร์ ว่า
    “คิดอย่างไรกับระบอบที่มันไม่ค่อยดี คนไม่ดี คนเฮงซวย” (นาทีที่ 5.20 เป็นต้นไป)
    ลองไปฟังคำตอบของอาจารย์กันค่ะ
    มนุษย์เราก็คงเป็นจั๊งสั้นเองเนาะคะ ^^

    http://www.youtube.com/watch?v=sUGYGThirP8&NR=1

  • #11 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 ตุลาคม 2011 เวลา 13:27

    อนุโมทนาค่ะ ครูปู

  • #12 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 ตุลาคม 2011 เวลา 15:16

    ขอบพระคุณค่ะ อุ๊ย


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.069820165634155 sec
Sidebar: 0.10245394706726 sec