เกาะลันตา ติดตาติดใจ

ไม่มีความคิดเห็น โดย sutthinun เมื่อ 14 มีนาคม 2010 เวลา 4:51 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 120

(ก่อนลงเรือไปเที่ยวเกาะพีพีดูดีกันทุกคน)

เกาะแก่งฝั่งทะเลอันดามันของไทย เป็นแดนสวรรค์ของนักท่องเที่ยวทั้งไทยและต่างประเทศ หลายบางแห่งมีชื่อเสียงเป็นที่รู้จักของชาวต่างชาติ เราจะเห็นฝรั่งเดิน-นอนผึ่งแดดเต็มชายหาด มีจำนวนมากกว่าคนไทยไปเที่ยวด้วยซ้ำ คำว่าท่องเที่ยวอาจจะมีความหมายว่า แหล่งต่างๆเหล่านี้มีตัวเลือกที่น่าสนใจแตกต่างกันออกไป บ้านเมืองเรามีทั้งอารยธรรมและวิถีไทยเป็นจุดขาย ประกอบกับสภาพแวดล้อมและภูมิอากาศที่เหมาะสม การพัฒนาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวจึงก้าวหน้าไม่ด้อยกว่าอุตสาหกรรมอย่างอื่น ในแต่ละวันเราไม่ทราบว่ามีนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติเพ่นพ่านอยู่ในเกาะแก่งต่างๆกี่หมื่นคน

(ฝรั่งจะนั่งๆนอนๆอาบแดด แต่คนไทยชอบนั่งในร่ม เป็นความลงตัวที่เห็นได้ทุกชายหาด)

คนไทย เที่ยวไทย เงินทองไม่รั่วไหล ช่วยไทยเจริญ

วันนี้ไปเจอเด็กหนุ่มชาวฟิลิปปินส์มาทำงานในร้านอาหารของโรงแรม การท่องเที่ยวเป็นการลงทุนที่ไม่ต้องนำเข้าวัตถุดิบมากเหมือนอุตสาหกรรมอย่างอื่น เป็นการลงทุนด้านทรัพยากรธรรมชาติ ในภาคใต้จุดเด่นจะอยู่ที่แดดอุ่น-หาดทราย-น้ำทะเลสะอาดสดใส-อาหาร-ที่พัก-การเดินทาง-อัตราแลกเปลี่ยนเงินตรา-อุปนิสัยใจคอของคนในชาติ-คงจะต้องรวมถึงความสงบสุขของชาติด้วย

(ต้นทุนทางธรรมชาติเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่มีค่ามหาศาล)

การเตรียมความพร้อมบริการให้สอดรับกับการท่องเที่ยว

เห็นว่าหลายเกาะเจริญรุดหน้าจนนึกว่าเราไปเที่ยวต่างประเทศ

เรือบริการนักท่องเที่ยวแล่นเข้าออกทั้งวัน

การแสดงโชว์ต่างๆเป็นช่องทางสร้างงาน

สินค้าที่ระลึกเป็นของคู่กันอยู่แล้ว

ผมชอบใจที่เตียงผ้าใบจำนวนมากวางเรียงใต้ร่มไม้

ชวนให้งีบยามบ่ายได้อย่างวิเศษ

ไปใช้บริการฟรีมาแล้ว ขอบอก

(เลียงมื้อค่ำที่ดื่มด่ำกับธรรมชาติด้วย)

คืนนี้

คุณสุนทร เชาว์กิจค้า แห่งชายหาดSouthern Lanta Resort

บริการสถานที่ริมชายหาดเป็นที่จัดเลี้ยง

แถมเจ้าตัวยังมาร้องเพลงร่วมคุยและจัดบริการพิเศษแก่หนุ่มๆ

เป็นค่ำคืนที่ชื่นมื่นเป็นพิเศษ

ชาวสสสส1 นั่งกินลมชมดาวท่ามกลางเสียงคลื่นครื่นๆซ่าส์

อาหารเหลือที่จะพรรณนา

การแสดงโชว์เรียกเด็กชาวต่างชาติมาสนุกเต้นๆร้องๆตาม

การแสดงควงไฟในคืนเดือนมืดดูเจิดจ้ายิ่งนัก

เกาะพีพีดอน เกาะพีพี และเกาะไวกิ้ง

สวยงามเหมือนอยู่ในโปสการ์ด

น้ำใสเหมือนอยู่ในกระจก

ถ่ายภาพปลาบนเรือยังได้

ทิวทัศน์แต่ละจุดชวนตะลึง

ได้ดำผุดดำว่ายชมปะการังที่สุดแสนวิเศษอีกวันหนึ่ง

(ตีนกบใหญ่ไป ถามหาตีนไก่เขาบอกไม่มี)

ผมทดลองใส่รองเท้าตีนเป็ดลงน้ำเป็นครั้งแรก

จึงเก้ๆกังๆเพราะไม่คุ้นเคยแต่ก็สนุก

หลังจากได้รับคำแนะนำเราก็หายป๋อมแป๋ม

รองเท้ามนุษย์กบมีหลายเบอร์ให้เลือก

ต้องแน่นสนิทพอดีเท้าจึงจะใช้ได้ดี

อัยการชาวเกาะถ่ายภาพเป็นหลักฐานไว้แล้ว

ไม่รู้จะเอาออกมาอวดวันไหน

เราพักที่เกาะลันตา จังหวัดกระบี่ทั้ง2คืน

อ่าวมาหยา-ปลาการ์ตูนเป็นทริปวางแผนของคนมืออาชีพ

ระยะทางเรือไปยังจุดต่างๆใช้เวลา 40-30-20 นาที ซึ่งเหมาะมาก

แม้แต่จุดกินข้าวมื้อเที่ยงก็สวยร่มเย็น

เป็นภัตตาคารธรรมชาติ

ดำน้ำมาหิวๆข้าวมื้อกลางวันที่เตรียมมาจึงอร่อยมาก

อิ่มแล้วอยากจะนอนแต่ก็มีคำเล่าขานว่า

ที่ๆเราจะไปสวยกว่านี้อีก

โธ่ ช่างหาสิ่งมาเร้าใจอยู่เรื่อย

เหนื่อยแต่สนุกคุ้มกับเวลาที่ตั้งใจจะมาสูดอากาศทะเล

นักศึกษาสสสส1. ติดใจเริ่มมองหาพื้นที่ใหม่ๆกันแล้ว

มีเสียงแว่วๆว่าชุมพร.. ชุมพร..

แสดงว่าฝังใจกับทะเลไทยเสียแล้ว


พักใจไปฟังทะเลครวญ

อ่าน: 166

“ทะเลสวยต้องมีคลื่น

สังคมจะราบรื่นต้องแก้ปัญหา

เรื่องม็อบเป็นของธรรมดา

ไปเที่ยวทะเลดีกว่าสบายใจ”

(ลงเครื่องมาเจอเมนูเด็ดของตรัง อิ่มจนอืดทั่วหน้า)

ฝั่งทะเลอันดามันนั้นล่ำลือว่าสวยนัก เป็นแหล่งพักผ่อนของนักเดินทางทั่วโลก มรดกไทยแห่งนี้มีดีหลายประการ ที่เป็นต้นทุนของอุตสาหกรรมท่องเที่ยว ดังนั้นช่วงที่เว้นวรรคในวันเบา ๆ  ชาวสสสส. 1 จึงนัดกันมาลุยทะเลฟังเสียง คลื่นซ่า คลื่นซ่า ..  อ่านต่อ »


แหม! ตีปีกผั่บๆ

อ่าน: 146

ขณะที่กรุงเทพ ฯ กำลังตึงเครียด คณะฯ สสสส.1 ชวนกันไปคลายเครียดที่ทะเลใต้เมืองตรังและกระบี่ เท่าที่ดูโปรแกรมจะไปตระเวนตามเกาะแก่งต่าง ๆ เพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรีของรุ่น ตอนแรกนึกว่าจะยกเลิก ถามแม่ทัพนายกองแล้วยืนยันว่าไปแน่! จ่ายค่าเครื่องบินไป-กลับจนกระเป๋าเหี่ยวแล้ว จึงเดินหน้าลูกเดียว ผมตีตั๋วรถทัวร์เที่ยว 5 ทุ่ม คาดว่าจะมาถึงกทม. 05.00 . แล้วต่อไปดอนเมืองได้เลย ตอนขึ้นรถพนักงานบอกว่าจะถึง 03.30-04.00 . อ้าว พลาดการตรวจสอบอีกแล้วสิเรา เขาบอกว่าถ้าจะถึง 05.00 .ต้องไปเที่ยวหกทุ่ม แหม เพิ่มเที่ยวรถอีกแล้วสินี่ ไม่เป็นไร จะจดจำไว้เป็นบทเรียน ขึ้นรถผิดเวลายังดีกว่ามีแฟนผิดวัตถุประสงค์

แคว๊กๆ

(ต้นชมจันทร์ไม่มีมือยึดตัวเอง ต้องปลูกตำลึงให้เป้นพี่เลี้ยง)

อ่านต่อ »


โรคทางสังคม

3 ความคิดเห็น โดย sutthinun เมื่อ 11 มีนาคม 2010 เวลา 7:22 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 148

เหตุการณ์บ้านเมือง ก็เหมือนกับสภาพอากาศ ย่อมที่จะเกี่ยวข้องทั้งด้านดีด้านร้าย มีร้อนมีหนาว มีฝนมีความแห้งแล้ง มีเหตุมีผลไร้สาระปะปนกันไป โรคปากไม่มีหูรูด ชอบมุมมิบใส่ร้ายนินทา หาเหตุหาเรื่องเผาคนอื่น คิดและวนเวียนอยู่กับเรื่องเดือด ๆ คะนองปากคะนองใจบานปลายออกไปเรื่อย ๆ จนเป็นที่มาของวิกฤติการณ์ เราจะหยุดการปลุกระดมความเสื่อมนี้ได้อย่างไร อาการเหล่านี้ ยาสีฟันยี่ห้อไหน ๆ ก็รักษาปากเหม็นจิตใจเน่าไม่ได้ เราจะทำยังไงดีละครับ คนไม่รู้หน้าที่ไม่มีความรับผิดชอบมากขึ้น พระสงฆ์ยังออกมาเย้ว ๆ กับเขาด้วย ถ้าศาสนาไม่เป็นยารักษาวินัยให้สังคม เราจะเอาสารอะไรมาบำบัดรักษาโรคป่วนเมือง

กฎหมายเป็นหม้าย

ชอบท้าทายเป็นกฎหมู่

ความสำนึกชอบก็เลอะเลือน

การบิดเบือนกำลังพัฒนาการไม่รู้จบ

  • แล้งนี้ยาวนานและสาหัสนัก

เขื่อนต่าง ๆ แม่น้ำต่าง ๆ วิกฤติจนสุดกู่

อย่าว่าแต่ทำนาปรังเลย

น้ำจะทำประปาก็ขาดแคลนเสียแล้ว

แต่แล้งน้ำใจน่ากลัวกว่า

  • เราจะอยู่ในสังคมที่ผิดปกตินี้อย่างไร

คืนนี้ผมต้องเข้ากรุงตอน 5 ทุ่ม

คาดว่าจะไปถึงดอนเมืองตอนตี 5

ไม่รู้จะผ่านด่านตรวจกี่แห่ง

จะโดนตรวจอะไรบ้าง

ไหน ๆ ก็ไหน ๆ ทำไมไม่ตรวจเลือดด้วย

จะได้รู้ว่าเป็นโรคเบาหวานหรือโรคใจหวาน

เมื่อทุกอย่างผิดปกติ อะไร ๆ ก็ป่วนไปหมด นึกไม่ออกว่าจะเจออะไรบ้าง ถ้าเจอการตรวจแบบบ้าเลือดอาจจะตกเครื่องได้ วันที่ 12-14 นักเรียนโค่งนัดสังสรรค์กันที่ทะเลจังหวัดตรัง-กระบี่ ช่วงเดินทางกลับวันที่ 14 ลงเครื่องที่สุวรรณภูมิตอนเย็น จะเข้ากรุงเทพโดยสวัสดิภาพได้อย่างไร จะเจอด่านและด่านอีกเท่าไหร่? ถ้าตรงกับวันที่ม็อบกลับ ถนนจะไม่ติดแหง๊กเป็นตังเมหรือครับ

โอยปวดขมอง..ไม่ไปก็จองตั๋วแล้ว ได้แต่นั่งรำพัน ทำไมมานัดก่อหวอดตรงกับเรา หรือเราจัดงานไปตรงกับเขา

อำนาจนี่หนอ

มัวเมาแล้วมันรักษายากว่าเมามายสุราเสียอีก

พวกติดยาบ้ายังพาไปหาพระที่วัดได้

พวกติดม๊อบจะพาไปที่วัดไหน

เดี๋ยวนี้มีม็อบแท้ม็อบกระจ๊อก

พวกปากแทรกแซงสันติสุขจัดอยู่ในกลุ่มหลัง

พวกแรกยกไว้ในฐานะปากทำลายสันติภาพ

ใครมีปากช่วยดูแลให้ดี

อย่าเผลอปากอย่าเผลอใจ

สถานการณ์อย่างนี้หุบปาก-หุบใจ ไว้ดีที่ซู๊ด!

นะโยม..


พื้นที่ความรู้เป็นพื้นฐานของสติปัญญา

15 ความคิดเห็น โดย sutthinun เมื่อ 10 มีนาคม 2010 เวลา 14:35 ในหมวดหมู่ สวนป่าฮาเฮ #
อ่าน: 215

(ห่านไม่เคยตื่นสาย ทุกเช้าตรู่จะเดินปรึกษากัน)

เมื่อคืนนี้เทวดาส่งลมเย็นข้ามฟ้ามาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เสียงลมพัดตึงๆทั้งคืน ใบไม้ปลิวว่อน เสียงกิ่งไม้หักโครมคราม จั๊กกระจั่นย้ายไปไหนก็ไม่รู้เงียบฉี่ทั้งคืน สภาพแวดล้อมโลกมีเรื่องชวนปวดหัวมากขึ้นจนจับต้นชนปลายไม่ถูก บ่นกันร้อนแล้งแสนสาหัสอยู่เหม็บๆ จู่ๆก็เย็นเฉียบแบบกะทันหัน เมื่อคืนนอนหนาว..กอดอะไรก็ไม่อุ่น นอนฟังเสียงลมสะดุ้งทั้งคืน

(ลมธรรมชาติไม่มีปุ่มปรับลดระดับเหมือนพัดลมบ้าน)

เช้ามาโอ้โหใบไม้เกลื่อนพื้นดิน เทวดาสอยใบไม้มาให้ทำปุ๋ยอีกแล้ว ขณะเดียวกันก็สอยกิ่งไม้แห้งมาทับหลังคาเล้าไก่ด้วย แต่ก็ยังปราณีที่เอาปลายข้างหนึ่งเกี่ยวกิ่งไม้ไว้ ถ้าปล่อยให้โครมลงมาตรงๆกระเบื้องคงกระเจิงอีกหลายแผ่น ไหนๆก็ต้องจัดการกิ่งไม้ ก็ถือโอกาสกวาดใบไม้ลงจากหลังคาเสียเลย

เปิดห้องเรียนสู่โลกกว้าง ให้ทุกอย่างเป็นครู

ผมไม่ทราบว่าเป็นวรรคทองของท่านผู้ใด แต่ก็ชอบมาก ได้ดำเนินชีวิตประจำวันตามที่กล่าวนี้อยู่แล้ว ตื่นขึ้นมาเอากล้องคล้องคอ เดินลงบ้านไปเที่ยวดูสภาพทั่วๆไปที่โดนลมค่อนข้างแรง ผมไม่ได้เดินคนเดียวหรอกนะครับ เจ้าห่านคอยาวออกเดินก่อนผมเสียอีก เนื่องจากแอบเอาไข่ห่านมาต้มบ่อยๆ จึงให้อภิสิทธิ์ที่จะนอนอยู่ข้างบ้าน และให้อิสระที่จะเดินไปกินบุบเฟ่ต์ตรงไหนก็ได้ เท่าที่สังเกตห่านจะไม่ชอบเข้าไปในที่รกรื้อ ใครก็ไม่รู้บอกว่างูกลัวห่าน เราก็เลยเลี้ยงห่านไว้ขู่งู

(บางทีคนอียิปโบราณเอาแนวคิดการทำมำมี่จากมำมี่กล้วยนี่ก็ได้)

ลำดับแรกเดินไปเจอหนอนกินใบกล้วย หนอนที่ว่านี้จะกัดกินใบตองแล้วม้วนใบเป็นกรวยเข้าห่อหุ้มตัวเอง ผมแกะดูเห็นเป็นหนอนยึกยือตัวเขียวๆ บางตัวที่แก่หน่อยจะออกสีเหลือง ถ้าอายุได้ที่จะเห็นรูปร่างคล้ายๆแมลง ถ้าเด็กๆมาเข้าค่ายวิทยาศาสตร์ ก็จะบอกว่า นี่ไงละมัมมี่ ในต้นกล้วย

เดินผ่านไปยังต้นท่อนที่ยืนคู่กันอยู่2ต้น เป็นต้นแม่กับต้นลูก ต้นเล็กกำลังระบัดใบสีเขียวอ่อน ส่วนต้นแม่ทิ้งใบโกร๋นกำลังแตกตุ่มใบเล็กๆเต็มต้น ท่อนต้นนี้ตอนที่ผมเข้ามาอยู่สวนใหม่ๆ เป็นพันธุ์ไม้พื้นถิ่นโตขนาดโคนขา ผมขับรถไถผ่านไป ยังนึกว่าจะไถทิ้งหรือปล่อยเอาไว้ สุดท้ายก็ยกหางไถขึ้น ท่อนต้นนี้จึงรอดมาได้อย่างหวุดหวิด ต่อมาผมไปสร้างบ้านอยู่ใกล้ๆ ก็ยังเว้นวรรคไว้ไม่ตัดทิ้งเพื่อมุงหลังคาโรงรถ ท่อนดวงแข็งต้นนี้เจริญเติบโตจนทกวันนี้กอดไม่รอบ หลายปีมาแล้วที่ปล่อยให้เมล็ดปลิวไปงอกในสวน หลังจากนั้นก็ไม่ได้อินังขังขอบกับท่อนต้นนี้

(ถ้าปล่อยธรรมชาติท่อนจะเป็นผักชั้นสูง ถ้าปลูกระยะชิดต้นต่ำเก็บยอดได้ทั้งปี)

ในแต่ละปีที่ท่อนแตกยอดใหม่ คนงานปีนไปเก็บยอดอ่อนมาให้ลวกจิ้มกับน้ำพริกปลาทู ชาวบ้านเขารู้กันดีว่ายอดอ่อนของท่อนนั้นเอามาเป็นลวกจิ้้มรสชาติหวานอร่อยนัก แต่ปีหนึ่งก็มีช่วงแตกใบอ่อนสั้นๆประมาณ 1 สัปดาห์ เข้าทำนองของดีมีน้อยนั้นแหละ ท่านลองคิดดูนะครับ คนเราบทจะเซ่ออะไรก็ช่วยไม่ได้ ทั้งๆที่รู้ว่ายอดท่อนเป็นผักพื้นถิ่นอันดับหนึ่ง แต่ก็ไม่ฉุกคิดว่า..แล้วยังไงต่อละ..

(ถ้าเทวดาสอยฝักแห้งลงมาให้ต้องรีบเก็บ ไม่งั้นเมล็ดแตกกระจายหายหมด)

เพิ่งจะมาปีนี้ละครับ ที่คนโง่พอจะโงหัวคิดอะไรใหม่ๆได้บ้าง ก็มาจากที่Logos เอาคริปเรื่องการปลูกมะรุมระบบชิดในอัฟริกามาลงในลานปัญญา ผมเห็นแล้วได้ประกายความคิดดีมาก เอามาวางแผนเรื่องการปลูกผักยืนต้นพื้นเมืองระบบชิด ตอนนี้ได้ลงมือทำไปแล้ว เช่น มะกล่ำ มะรุม มะขาม มะกรูด ผักโขมจีน ยังรอเมล็ดแคบ้านและมะกอกป่า และยังมองหาพืชอื่นๆที่เหมาะสม พอเดินมาเจอฝักแก่ท่อนที่เทวดาสอยลงมาให้เมื่อคืน ก็ร้องอ๋อในใจ ..ทำไมเราเซ่ออยู่นานนักละวะ ปล่อยให้ท่อนปลิวสะเปะสะปะไปงอกเกลื่อน ทำไมไม่จับท่อนมาเข้าแถวปลุกระบบชิดละ เราก็จะได้ผักพื้นเมืองยืนต้นชั้นเยี่ยมอีก 1 ชนิด

(ระบบน้ำมีแล้ว เอาถาดเพาะเมล็ดไม้ไปวาง กว่าจะถึงหน้าฝนเราก็จะมีกล้าผักพื้นถิ่นดีๆไปปลูก)

คิดแล้วทำทันที เดินเก็บฝักท่อนที่ปลิวตกรอบๆบริเวณต้น แต่ก็น่าเสียดายที่ฝักส่วนใหญ่จะแตกเมล็ดกระจายทิ้ง แต่ก็พอรวบรวมมาได้บ้าง หลังจากแกะเมล็ดลวกน้ำแล้ว เลือกเมล็ดลีบมีตำหนิแมลงเจาะทิ้งจะเหลือประมาณ140เมล็ด ถ้านำไปเพาะน่าจะได้ต้นกล้าประมาณ100 ต้น ก็ยังดีที่ได้ทดลอง ซึ่งผมคิดว่ายังไม่มีใครทำ มหาชีวาลัยอีสานน่าจะเป็นรายแรกในโลกที่ทำการปลูกต้นท่อนระบบชิด เพื่อเป็นทางเลือกและเป็นการเพิ่มชนิดผักพื้นถิ่นอย่างเป็นรูปธรรม เข้ามาในครัวเรือนของคนไทยอีกชนิดหนึ่ง

กระบวนการที่เล่ามาทั้งหมดนี้คือวิธีเรียนของผม

หลังจากรดน้ำต้นไม้ เดินดูแปลงต่างๆ

สังเกตเห็นอะไรก็ลงบันทึกไว้

ได้ลงมือทำอะไรก็รายงานข้อมูลเบื้องต้นไว้

ภาคเช้าจะเดินเรียนตั้งแต่เวลา 06.00-08.00.

กลับมาอาบน้ำทาแป้งดื่มน้ำสมุนไพรปั่นเวลา 08.30 .

รับประทานอาหารเช้าเวลา 08.30-09.00.

หลังจากนั้นถ้าไม่มีอะไรก็จะขลุกอยู่กับคนงาน ช่วยกันคิดช่วยกันทำ ยังมีงานค้างทำอยู่หลายเรื่อง เรื่องทำงานกับคนงานมีความสำคัญสำหรับที่นี่ จำที่ชาวเฮมาช่วยกันปลูกต้นผักหวานบ้านกับต้นผักหวานป่าที่ท่านบางทรายเอามาให้ได้ไหมครับ ผมออกแบบปลูกร่วมกันเพราะคิดว่า ผักหวานบ้านโตเร็วกว่า เราจะได้เด็ดยอดมาทำอาหารก่อน ส่วนผักหวานป่าโตช้าก็ไม่เป็นไร ปล่อยให้ค่อยๆโตตามมาทีหลังได้ แต่วันดีคืนดีคนงานคนเกิดปรารถนาดีขึ้นมา แบกจอบไปขุดพรวนดินใส่ปุ๋ยให้ แกมองเห็นแต่ผักหวานบ้านที่ต้นโต ต้นผักหวานป่าเล็กกระจิ๋วหลิวจึงถูกจอบสับทิ้งเกลี้ยงไม่เหลือสักต้น ..บทเรียนอย่างนี้มีเยอะมาก ต้นสะตอก็โดนฟันทิ้งเพราะเข้าใจผิด ไม่เคยเห็นต้นชนิดนี้ขึ้นมาก่อน ต้นมะกล่ำโตๆก็ไปตัดทิ้งหาว่ามันคลุมหลังคา ทั้งๆที่สางกิ่งออกก็ได้ อุทาหรณ์เรื่องนี้บอกว่า..อย่ากระโตกกระตาก เดี๋ยวความปรารถนาดีจะตกใจ!!

งานที่ว่านี้ส่วนใหญ่เกิดจากการสังเกตแล้วตั้งข้อสมมุติฐานไว้ เป็นวิชาเอ๊ะอย่างนั้นเอ๊ะอย่างนี้ ตรงจุดนี้ไปเข้าสูตร..คิดใหม่ ทำใหม่ หาข้อเท็จจริงใหม่ๆ เข้าทำนองเก่าๆมันเป็นสนิม เรื่องใหม่มันจุ๋มจิ๋มและท้าทาย วิธีนี้ทำให้มีเรื่องใหม่ๆคอยพิสูจน์เยอะมาก ดังตัวอย่างที่เล่ามาข้างต้น การบันทึกประจำวันในลานปัญญา ส่วนหนึ่งจะเป็นงานวิจัยแบบไทบ้าน อีกส่วนหนึ่งจะเป็นการเล่าถึงทักษะชีวิตผ่านประสบการณ์ตรง ถึงจะเป็นงานภาคการเกษตรแต่ก็แอบคลุกเชื้อชีวิตและสังคมผสมลงไปไว้บ้างตามสไตล์คนแซ่ ถึงจะคิดและทำอะไร ขยันแค่ไหน ผมก็คงโง่และเซ่ออยู่ดีนั่นแหละครับ

ท่านใดจะอุปการะความรู้ความคิดก็ขอเชิญนะครับ

ที่ลานปัญญาผมทราบว่าเขาให้Comment ฟรี

ไม่ใช่หรือครับ?



Main: 0.257541894913 sec
Sidebar: 2.07178616524 sec