สาคูวัดใจ

โดย krupu เมื่อ 17 กุมภาพันธ 2011 เวลา 17:00 ในหมวดหมู่ aar, การจัดการความรู้, การบริหารจัดการ, ข้อคิดชีวิต, มุมมองของชีวิต, สังคม #
อ่าน: 29578

ช่วง 3-4 เดือนมานี่ ทุกวันหยุดครูปูต้องเข้าไปดูความเรียบร้อยในโรงเรียนเพราะมีนักเรียนจากโรงเรียนต่าง ๆ ติดต่อขอเข้ามาเยี่ยมชมตลอด จึงตระเวนหิ้วขนมหรือของอร่อยฝากน้อง ๆ ที่ทำงาน เพื่อชดเชยกับที่ละเลยเพราะเร่งรีบระหว่างสัปดาห์

ลองขับรถซอกแซกออกนอกเส้นทางดูไปเจอบ้านทาวน์เฮาส์หลังหนึ่งสภาพทรุดโทรมพอควร หน้าบ้านมีโต๊ะพับตัวหนึ่งยื่นออกมาจากประตูบ้านพอดี บนโต๊ะเป็นกล่องโฟมเล็ก ๆ วางอยู่ไม่กี่กล่อง พอเดาจากผักเคียงได้ว่าน่าจะเป็นสาคูไส้หมู มีข้าวต้มมัดวางอยู่อีกไม่ถึง 10 มัด กล้วยน้ำว้าวางอยู่อีก 2-3 หวี คนขายเป็นคุณป้าใส่ชุดนอนยาว ๆ ลายดอก นั่งยิ้มแป้นอยู่หลังโต๊ะ

ด้วยความที่เป็นโรคแพ้คนแก่เห็นเป็นไม่ได้จึงเหยียบเบรคเสียหัวทิ่ม เปิดกล่องสาคูดู น่ากินแฮะ แถมถูกด้วย 8 ลูกใหญ่ แถมผักกาดหอม ผักชี พริกสดไม่อั้น ชุดละ 10 บาทเอง

หลังจากซื้อไปแจกน้อง ๆ หลายคนลงความเห็นว่าอร่อย แป้งสาคูก็นุ่ม เลยติดใจเป็นลูกค้าประจำคุณป้าเสียเลย ช่วงเย็นก่อนกลับบ้านก็อุดหนุนสาคู 1 กล่อง 10 บาท กินแทนข้าวเย็นแทบทุกวัน  วันหนึ่งระหว่างไปยืนรอคุณป้าทำสาคูตามสั่ง จึงชวนคุยทราบว่าคุณป้าอยู่บ้านเฉย ๆ ไม่รู้จะทำอะไรจึงทำขนมขายก๊อก ๆ แก๊ก ๆ เลยยุให้เพิ่มราคาเป็น 12 บาท น้ำมันก็แพง ทุกอย่างแพงหมด ผักไม่น่าจะให้ลูกค้าหยิบเอง น่าจะจัดเป็นชุด ๆ จะได้คุมปริมาณได้ คุณป้าก็ยิ้ม ๆ บอก

“ไม่เป็นไรค่ะ เดี๋ยวเขาไม่ซื้อป้าก็แย่สิคะอาจารย์”

“อืม อ๋อ ค่ะ”

ตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมาครูปูกลายเป็นไกด์แนะนำร้านสาคูร้านนี้ทุกครั้งที่มีโอกาส (ถ้าจำไม่ผิดเคยหิ้วขึ้นรถป๋าขาไปให้ ป้าจุ๋ม พ่อครูบากับแม่หวีชิมที่สวนป่าด้วยแล้วนี่นา)  มีอาจารย์และผู้ปกครองหลายคนตามไปอุดหนุน พอเจอคุณป้าทีนึงก็จะขอบคุณที่แนะนำลูกค้ามาให้ งานประชุมต่าง ๆ ก็เสนอที่ประชุมผู้บริหารให้เปลี่ยนจากเบเกอรี่ที่เสิร์ฟตอนช่วงเบรคเป็นสาคูของคุณป้าแทน เพราะลุ้นว่าของดีราคาถูกแบบนี้น่าจะช่วยกันอุดหนุนในปริมาณมาก ๆ คุณป้าจะได้กำไรเป็นน้ำเป็นเนื้อหน่อย

หลังจากลงทุนซื้อมาแจกเอาใจผู้บริหารทุกคนแล้ว มติก็เป็นเอกฉันท์ ครูปูรีบแจ้นโทรสั่งสาคูล็อตใหญ่ทันที 110 กล่อง คุณป้าแจ้งว่าติดภาระรับดูแลผู้สูงอายุอยู่คนหนึ่ง ด้วยความเสียดาย ครูปูก็ขอตื๊อหน่อย เมื่อคุณป้าพอจะมีเวลา ให้ค่อย ๆ ผัดใส้ ปั้นไว้ แล้วทยอยทำตั้งแต่เช้าไปเรื่อย ๆ เพราะกว่าจะส่งคนไปรับของก็บ่ายนู่น คุณป้าจึงหลงกลรับปาก

“อย่างไรแล้วอาจารย์ปูให้ใครมาวางมัดจำป้าซัก 50 บาทนะคะ ป้าจะได้มั่นใจว่าอาจารย์ปูเอาแน่”

ไอ้เราก็ไม่ได้คิดอะไร ได้ยินเงื่อนไขแล้วล่ะ แต่ไม่จริงจังเท่าคุณป้าเลยไม่ได้สนใจจำ

“เอาแน่สิป้า โธ่ หนูอุตส่าห์หารายได้ให้คุณป้านะคะีนี่”

“อ๋อ ค่ะๆ”

พอถึงวันนัดหมาย น้องฝ่ายดูแลเรื่องจัดเลี้ยงมาถามตอนสาย ๆ ว่าตกลงวันนี้ได้แน่นะสาคูน่ะ  จึงโทรไปหาคุณป้าเพื่อย้ำว่าวันนี้บ่าย ๆ จะส่งคนไปรับ

“อ้าว ก็อาจารย์ไม่เห็นมาวางมัดจำเลย ป้าก็นึกว่าไม่แน่นอน ป้าก็เลยยังไม่ได้ทำอ่ะค่ะ”

“แว๊ก….คุณป้า! ไหงงั้นล่ะคะ บ่ายนี้เขาจะเลี้ยงกันอยู่แล้ว”

“ก็ป้าบอกอาจารย์แล้วว่าต้องมามัดจำป้าไว้ซัก 50 บาท อาจารย์ก็ไม่เห็นส่งใครมาเลยนี่คะ”

อึ้งไปเลยครับลูกเพ่

“คุณป้าขา ร้านคุณป้าอยู่แค่หลังโรงเรียนนี่เอง หนูก็เป็นอาจารย์ที่นี่ แล้วหน้าหนูที่อุดหนุนกันมานานสองนานนี่ มันไม่มีค่าความน่าเชื่อถืออยู่บ้างเลยเหรอคะ ค่าขนมน่ะเดี๋ยวจะให้คนที่ไปรับเอาไปชำระทั้งหมดคือ 1,100 บาท คุณป้ากังวลอะไรกับเงิน 50 บาทล่ะค่ะ ถ้าอาจารย์เบี้ยวไม่ไปเอา คุณป้าก็เดินมาเฉ่งอาจารย์ปูที่โรงเรียนได้อยู่แล้วนี่ ?”

“ค่ะ อันนั้นป้าทราบแต่มันเป็นกฎของป้าค่ะ ถ้าสั่งก็ต้องมามัดใจไว้ก่อน 50 บาท เผอิญอาจารย์ไม่ได้มัดจำไว้ป้าก็ไม่ได้ทำอ่ะค่ะ”

อยากจะร้อง การี๊ดดดดดดด…

แต่…

อั้นไว้ก่อนดีฝ่า

ตอนนี้ไอ้เจ้าน้องที่มีหน้าที่จัดเลี้ยงหน้าเสียแล้ว จะไปหาขนมปริมาณเยอะขนาดนั้นจากไหน เดี๋ยวบ่ายก็จะเริ่มประชุมแล้ว หันไปถามคุณป้าอีก

“ตกลงนี่คุณป้าไม่ได้เตรียมการอะไรไว้เลยใช่ไหมคะ”

“ป้าปั้นแต่ไส้ไว้แล้วค่ะ”

“ห๋า… ปั้นไว้แล้ว ปั้นไว้เท่าไหร่คะ”

“ปั้นไว้ครบ 110 กล่องล่ะค่ะ”

“อ้าว แล้วคุณป้าบอกตะกี้ว่าไม่แ่น่ใจแล้วปั้นไว้ทำไมล่ะคะ”

“ก็อาจารย์สั่งไว้ ป้าก็ปั้นไว้สิคะ”

“เง้อ อาจารย์งงกะคุณป้าแร่ะ ไหนบอกไม่ชัวร์กับหนูแล้วปั้นไส้ทำหยังล่ะคะ?”

“ค่ะ ป้าก็เตรียมไว้แต่ไม่ได้ทำสาคูเท่านั้นเองค่ะ”

สูดหายใจลึ๊ก… สุดใจสไตล์ก้อง นูโว

“เอ่อ แล้วถ้ามีไส้ครบอย่างนี้แล้ว ถ้าคุณป้าเริ่มลงมือตั้งเตาปั้นแป้งสาคูเดี๋ยวนี้เลยจะยังพอทันไหมคะ” (ยัง ยังจะพยายามอีก!)

“ก็ต้องทำเรื่อย ๆ นะคะ”

“ค่าาาานั่นล่ะค่ะ คุณป้าช่วยคำนวณให้หนูหน่อยสิคะ ด้วยความเร็วที่คุณป้าเคยทำถ้าลงมือตอนนี้บ่ายนี้คุณป้าจะได้สักเท่าไหร่”

“คงไม่ถึงร้อยกล่องหรอกค่ะ อาจารย์ปู”

“เอ้า งั้นคุณป้าทำเลยแล้วกันค่ะ ได้เท่าไหร่เอาเท่านั้น อาจารย์ก็จะได้รับผิดชอบส่วนที่อาจารย์สั่งได้บ้าง ไหน ๆ คุณป้าก็ปั้นไส้ไว้แล้ว”

“ได้ค่ะ แต่เอ่อ.. ยังไงแล้ว อาจารย์ปูให้ใครเอาเงินมาวางไว้ให้ป้าซัก 50 บาทนะคะ”

“คุณป๊าาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาาา!”

“ขาาาาาาาาาาาา อาจารย์” :)

:(

ถอนหายจายเฮือก…หย่าย ๆ เอาวะ

“ได๋ค่าาาาาาา เดี๋ยวเอาไปให้ 1,100 เลยล่ะค่ะ จะได้หมดเรื่องหมดราวกันไป”

“ไม่ต้องหรอกค่ะ ป้าขอแค่มัดจำ 50 บาทพอค่ะ”

?????

:(

เล่าเรื่องนี้ให้ที่ประชุมฟัง บางคนก็บอกให้ยกเลิกไปเลยปวดหัวเปล่า ๆ บางคนก็ขำ ๆ

แต่ตัวเองยังคงพยายามทำความเข้าใจตรรกะของคุณป้าท่านนี้ต่อไป

คิดทั้งในส่วนของเราที่ก็ยังเข้าข้างตัวเองว่าอุตส่าห์ช่วยหารายได้ให้ ทำไมถึงยังมีกฎเกณฑ์เงื่อนไขยุ่งยากอะไรอีก นาน ๆ จะขายล็อตใหญ่ ๆ ได้ทีนึง ทำไมยังจะไปยักแย่ยักยัน เดี๋ยวลูกค้าเขาก็หาว่าเรื่องมากพาลไม่อุดหนุนกันพอดี

แต่พอคิดแทนคุณป้า ก็เริ่มนึกว่าหรือนี่อาจเป็นสิ่งที่คุณป้ายึดเป็นเงื่อนไขสไตล์ส่วนตัว ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความน่าเชื่อถือของใคร ๆ อาจเป็นกฎเหล็กส่วนตัวที่ใช้ค้าขายก๊อก ๆ แก๊ก ๆ แบบนี้เรื่อยมาแต่ไหนแต่ไรก็เป็นได้นะ

ถ้าเป็นอย่างนั้นก็เท่ากับว่าเราก็กำลังเอาความคิดแบบเรา วิถีแบบเราไปยัดเยียดให้คุณป้าเขาอ่ะดิ

ยอมให้คุณป้าเขาเป็นเจ้าของกฎเกณฑ์หรือเงื่อนไขอะไรสักอย่างไม่ได้เหรอ  ถึงจะดูไม่ค่อยเอื้อต่อการค้าขาย แต่ประเด็นของแกอาจไม่ได้อยู่ที่รายได้หรือกำไรที่เพิ่มขึ้นเพียงอย่างเดียวก็ได้นี่ คุณป้าอาจต้องการทำให้ช่วงเวลาที่มีอยู่คุ้มค่าขึ้น ได้พบปะผู้คน ได้เพื่อนคุย ได้สนทนา ได้สังคม ได้เป็นใครคนหนึ่งที่กุมอำนาจในการกำหนดสิ่งที่ตัวเองอยากทำในแบบของตัวเองก็เป็นได้ ไม่ว่าจะเป็นราคาขาย เงื่อนไข วิธีขาย เวลาเปิดปิดร้าน คนอายุุปูนนี้อุตส่าห์ลุกขึ้นมาลงทุนหลังขดหลังแข็งขนาดนี้ทั้งที จะยอมให้แกได้ทำตามที่แกต้องการบ้างไม่ได้เลยหรือไง

พี่ป้าน้าอาปู่ย่าตายายเราเองเรายังหยวนเยอะกว่านี้อีก เรื่องที่ไม่สมเหตุสมผลกว่านี้เรายังขำมานักต่อนัก แต่กับคุณป้าคนนี้ทำไมเราไม่ขำล่ะ ฮึดฮัดไปทำหยัง ?

คนแก่ที่ขยันขันแข็งหารายได้เล็ก ๆ น้อย ๆ เข้าบ้านคนนี้นี่นา ที่เราอยากอุดหนุนแต่แรก แต่พอเห็นอะไรที่ไม่ถูกใจไม่สบอารมณ์ตามความคิดเรา เราก็จะล้มเลิกความคิดที่จะช่วยเหลือแต่แรกทิ้งซะดื้อ ๆ อย่างนี้เนี่ยะนะ ?

ช่วยเหลือแบบหวังผลตอบแทนนี่หว่าเรา :(

ว่าแ้ล้วครูปูก็ยังคงรับหน้าที่เป็นเจ้าหน้าที่ฝ่ายประชาสัมพันธ์และพนักงานรับส่งสินค้าให้กับร้านคุณป้าต่อไป ได้ยอดสั่งล็อตใหญ่ ๆ เป็นระยะ ๆ 50 กล่อง 100 กล่องทุกอาทิตย์ โดยจะเป็นนายหน้าโทรสั่งและเป็นคนวางมัดจำ 50 บาทแทนคนสั่งก่อนทุกครั้งไป  คุณป้าก็เพิ่มปริมาณสาคูขึ้นทุกวันแล้วขยายเวลาจากขายเพียงครึ่งวันเป็นเต็มวัน ตัิดใจยกเลิกงานเสริมอีกงานที่เหนื่อยหนักกว่าไปได้เพราะสังขารเริ่มไม่ไหวแล้ว

หัดยอมหัดเคารพในวิถีของคนอื่นเขาบ้างเหอะ

เรื่องมันก็ไม่ได้เสียหายร้ายแรงกระทบกระเทือนให้ใครบาดเจ็บล้มตายเสียหน่อย

หยวน ๆ กันไปบ้างก่ะได้

คนเรามันจะถูก จะดี จะเก่งไปหมดคนเดียวเลยเรอะ?

ดีเด่มาจากไหนกันถึงได้มองคนอื่นว่าต้องปรับตรงนู้น ต้องปรุงตรงนี้ ต้องพัฒนานู่นนี่ไปเสียหมด

เขาก็อาจจะชำนาญคุ้นชินกับแบบที่เขาเป็น

เขาเคยเอาตัวรอดมาได้ในแบบของเขาก็แล้วกันแหละ

เก่ง ดี รู้มาก รู้ลึกอยู่คนเดียวเลยเหรอแม่คู๊ณ?

ยังไม่เคยเห็นใครเก่งกาจมาดแมนแสนเพอร์เฟ็คเป็นยอดมนุษย์ ใส่กางเกงในไว้นอกกันสักคน

เออ ลองคิดจากมุมนี้ดูก็ดีเหมือนกันวุ๊ย :P

โอย… ที่ป๋่าบอกว่าพออายุเข้าหลักสี่แล้วจะมีอาการแก่ลงไปถนัดนี่

มันรวมไอ้อาการขี้บ่นแบบนี้ด้วยหรือเปล่าอ่ะคะ

แง่ว!

:(

Post to Facebook

« « Prev : คนละมุมเดียวกัน

Next : จดหมายรัก…ถึงพ่อครูบา » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

1431 ความคิดเห็น