ศิษย์คิดหลอกครู

อ่าน: 2004

ตอนตั้งโรงเรียนใหม่ ๆ มีนักศึกษาอยู่แค่ 200 กว่าคน ครูจึงจำเด็กได้อย่างแม่นยำ ซี้ย่ำปึ้กกันทุกคน ชื่อนามสกุล ชื่อเล่น  หน้าตา ฉายา วีรกรรม ชื่อแฟน ที่อยู่้ เบอร์โทรศัพท์ กลุ่มเพื่อน ชื่อ อาชีพพ่อแม่  พี่ น้อง ปู่ ย่า อา ลุง ฯลฯ พฤติกรรม อุปนิสัย ชอบอะไร ไม่ชอบอะไร จริตเอียงไปทางไหน รู้ปายโม้ด…

ครูก็มีแค่ไม่ถึง 10 คน แล้วก็ต้องผลัดกันสอนคนละหลายวิชา ทำทุกกิจกรรมกับเด็ก ๆ เป็นที่ปรึกษา เยี่ยมบ้าน ไปเข้าค่าย ไปงานชุมชน ก็กลุ่มนี้แหละ ฯลฯ

คือมันมีกันอยู่แค่นั้น เจอกันทั้งวัน เดี๋ยวก็เจอ เดี๋ยวก็คุย คุยกับเจ้าคนนี้ก็ได้ข้อมูลเจ้าคนนู้น พอคุยกับเจ้าคนนู้นก็จะได้ข้อมูลของเจ้าคนนั้น cross check กันได้แทบทุกเรื่อง ก็เจ้าตัวนั่นล่ะเป็นคนเล่าให้เพื่อน ๆ ฟังเอง  เด็กวัยรุ่นนี่เขาไม่มีความลับกับเพื่อนกันหรอกนะคะ  (แต่กับเราไม่แน่)

เพื่อนจึงเป็นแหล่งข้อมูลที่สำคัญที่สุด อยากรู้อยากตรวจสอบใครเรื่องอะไรก็ไม่ต้องไปไหนไกล เรียกมาถามให้ถูกคน ถูกกลุ่ม ถูกวิธี ก็มักจะไม่พลาด

ที่น่าสังเกตคือข้อมูลเหล่านี้แทบไม่เคยได้รับจากผู้ปกครองเลย ผู้ปกครองเสียอีกกลับต้องมาขอให้ครูช่วยล้วงจากเพื่อน ๆ ลูกให้หน่อย บ้านช่องไม่กลับไปนอนบ้านใคร ตอนนี้สนิทกับกลุ่มไหน  ขอสตังค์ไปเท่านี้ ไปใช้อย่างที่ขอจริงหรือเปล่า ฯลฯ

แต่บัดนาวนักศึกษาปาเข้าไปเกือบ 2,500 คนแล้ว ภารกิจก็มากขึ้นตาม จะขึ้นไปสอนเพื่อจะได้สัมผัสกับเด็กใหม่ ๆ บ้าง ก็ยังไม่ว่างขนาดนั้นเลยเสียที เดี๋ยวเรื่องด่วน เดี๋ยวเรื่องด่วนที่ซู๊ดต้องรีบลงมาดำเนินการแทน

เฮ้อ… บ่น ๆ ๆ  :(

ผลพลอยเสียที่ตามมาก็คือการรู้จักเด็กรุ่นใหม่ ๆ น้อยลง ข้อมูลเชิงลึกก็เริ่มร่อยหรอ ข้อมูลดาด ๆ ที่ได้จากขั้นตอนการทำความรู้จักผู้เรียนเป็นรายบุคคลก็ไม่ได้ลึกมากเหมือนกับการได้นั่งคุยเอง ได้สังเกตอากัปกริยาท่าที การพูดจา วิธีคิด พื้นฐานอารมณ์ สังคม ด้วยตนเอง จึงต้องฝากความหวังไว้ที่เหล่าอาจารย์ที่ปรึกษาทุกท่าน ซึ่งก็เป็นธรรมชาติของสถานศึกษาเอกชนอย่างที่แม่ใหญ่ว่าคือสมองไหลได้ตลอดเวลา ทำให้การดูแลไม่ต่อเนื่อง ข้อมูลก็สะดุด กว่าจะเปลี่ยนมือ ปรับการยอมรับ สำหรับเด็กวัยรุ่นเรื่องแบบนี้ใช้เวลาพอสมควรเลยล่ะค่ะ

แล้วไอ้ตรงที่สะดุดนี่เองที่ทำให้เกิดปัญหา พ่อแม่เป็นใคร หน้าตาเป็นยังไง ใช่คนนี้หรือเปล่า อาจารย์ที่ปรึกษาเท่านั้นที่เคยต้อนรับพูดคุย ยิ่งถ้ามีการเปลี่ยนเบอร์โทรศัพท์ใหม่ ทีนี้ล่ะแย่เลย อาจารย์ที่ปรึกษาใหม่ที่เข้ามารับหน้าที่อาจโดนขาโจ๋ประจำห้องอำเอาได้

อย่างเช่นรายนี้ที่เผอิญอาจารย์ที่ปรึกษาที่รับมืออยู่ประจำลาออกไปประกอบธุุรกิจส่วนตัว เมื่อมีเหตุให้ต้องเชิญผู้ปกครองก็ถือโอกาสหลอกเอาคนนั้นมาเป็นพี่คนนี้ มาเป็นน้า เพื่อจะอำอาจารย์ที่ปรึกษาคนใหม่

รื่องการหลอกครูทางโทรศัพท์นี่เกิดขึ้นตลอดเวลา บางรายแอ๊บเสียง อะแฮ่ม ๆ ทำเป็นพ่อเด็ก

คุณพ่อกำมะลอ: อาจารย์ที่ปรึกษาของ น.ส…. ใช่ไหมครับ

ครู : ใช่ค่ะ มีอะไรให้ช่วยคะ

คุณพ่อกำมะลอ : เอ่อ ผมเป็นผู้ปกครองของ น.ส…. ครับ วันนี้ขอลานะครับ ไม่สบายครับ (เสียงเบามาก)

ครู : เอ ไม่ทราบว่าผู้ปกครองเป็นอะไรกับเด็กคะ

คุณพ่อกำมะลอ : เอ่อ ผมเป็นพ่อครับ (เสียงเบ๊าเบา)

ครู : เป็นอะไรกับเด็กนะคะ

คุณพ่อกำมะลอ : เป็น…เป็นพ่อเขาครับ (เสียงแบาและพร่าจนเหมือนเอามือบังปากไว้อีกที)

ครู : เอ๊ะ คุณพ่อที่ขายของชำอยู่ตลาดทุ่งสองห้องน่ะเหรอคะ

คุณพ่อกำมะลอ : เอ่อ ครับ ๆ

ครู : คุณพ่อเคยคุยกับอาจารย์มั้ยคะเนี่ยะ

คุณพ่อกำมะลอ : อ๋อ ไม่เคยครับไม่เคย

ครู : อ้าว แล้วถ้าไม่เคย เมื่อวานใครเป็นคนโทรมาแจ้งว่าลูกสาวยังไม่กลับบ้านล่ะค่ะ แต่วันนี้กลับโทรมาขอลาต่ออีก 1 วัน ตกลงคุณพ่อท่านเมื่อวานกำมะลอ หรือคนที่กำลังพูดอยู่นี่กำมะลอคะ แล้วทราบไหมคะ การแอบอ้างบุคคลมีความผิดตามกฎหมายนะคะ แล้วทางโรงเรียนก็เอาเรื่องแน่นอน เบอร์โทรศัพท์โชว์อยู่โท่นโท่ขนาดนี้ ตำรวจเขาให้บริษัทโทรศัพท์ตามเรื่อง 5 นาทีก็รู้ผลแล้วล่ะค่ะ

คุณพ่อกำมะลอ : แกร่ก!

ปรากฎว่าเย็นวันนั้น ลูกสาวคุณพ่อกลับบ้านได้ในบัดดล ไอ้เจ้าหนุ่มที่ดัดเสียงเป็นคุณพ่อมาหลอกครู บอกตัดความสัมพันธ์พร้อมทั้งหัก sim card โทรศัพท์หมายเลขที่โทรมาหลอกครูทิ้งทันทีเพราะกลัวความยุ่งยากที่จะเกิดขึ้น

อีกรายแต่งชุดเครื่องแบบคล้ายนักเรียนนายร้อยแน่นเปรี๊ยะ มานั่งตัวแข็งแด่กอยู่ต่อหน้าอาจารย์ที่ปรึกษาเพื่อรับทราบพฤติกรรม เมื่อสอบถามไป ก็บอกว่าเป็นพี่ชายบ้าง น้าบ้าง คนข้างบ้านบ้าง ละล่ำละลั่กไป ในขณะที่ยังนั่งเก๊กหลังตรงแด่ก หน้าแทบไม่หันซ้ายขวา มีแต่ลูกกะตาที่เหลือบไปมาตอนตอบคำถาม เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษาผิดสังเกตเพราะตอบคำถามเรื่องข้อมูลทางบ้านผิด ๆ ถูก ๆ จึงสงสัยว่าน่าจะเป็นผู้ปกครองกำมะลอ เมื่ออาจารย์ที่ปรึกษามาแจ้ง ครูปูจึงขอให้แยกสอบระหว่างตัวเด็กกับคนที่อ้างว่าเป็นผู้ปกครอง

เค้นเด็กไปสักครู่ความลับก็แตก บอกว่าเจ้านักเรียนนายร้อยชุดแน่นเปร๊ยะนั่นไม่ได้เป็นผู้ปกครองหรอก เป็นแค่ไอ้หนุ่มที่ปิ๊งปั๊งกันทางอินเทอร์เน็ต แล้วก็คบกันเป็นแฟน เด็กก็ไม่รู้ว่าเป็นนักเรียนนายร้อยจริงไหม แต่ทุกครั้งที่ไปเที่ยวกัน เขาก็จะแต่งชุดเต็มยศนี่มา พอเด็กเล่าให้ฟังว่าติดปัญหาที่โรงเรียน โดนเชิญผู้ปกครอง ขานี้ก็เลยรับอาสามาแสดงตัวแทน แถมวันนี้แต่งเต็มยศหนักว่าทุกวันที่เคยเห็นเสียด้วย

พอถามว่าพ่อแม่จริง ๆ รู้หรือยังว่าเอาใครก็ไม่รู้มาหลอกว่าเป็นผู้ปกครองก็ร้องไห้โฮ บอกว่าพ่อแม่ไม่รู้เรื่องเลย แล้วก็ไม่เคยรู้จักไอ้เจ้าหนุ่มนี่ด้วย ถ้าพ่อรู้ต้องเป็นเรื่องใหญ่แน่ แถมต้องโดนแม่ีตีตายแหง ๆ เลยงานนี้

ครูปูจึงกระซิบให้หัวหน้างานพัฒนาวินัยฯ ลองไปคุยกันแบบชิว ๆ ประสาผู้ชายดู เพื่อจะได้ยอมรับแล้วก็เชิญกลับ จะได้จบ ๆ ไป เดี๋ยวพวกเราจะได้เริ่มคุยกับผู้ปกครองตัวจริงเสียที

ไอ้น้องเอ๊ย นี่พี่ขอพูดตรง ๆ นะ น้องเป็นอะไรกับเด็กก็ว่ามา จะเป็นฟงเป็นแฟนอะไรยังไงกัีนแน่ บอกพี่มาเลย เดี๋ยวพี่เรียนท่านรองฯ ให้ เรื่องใหญ่มันจะได้ควบคุมได้นะน้องนะ แต่น้องเล่นใส่เครื่องแบบเหมือนจะมาบลั๊ฟกันอย่างนี้ สำหรับที่นี่ไม่มีความหมายหรอก น้องเชื่อพี่เหอะ เราสุภาพบุรุษเหมือนกัน ถ้าน้องเป็นตำรวจ เป็นนักเรียนนายร้อยหรืออะไรพี่ก็ไม่รู้ น้องก็น่าจะยึดถือสัตย์ ยึดเกียรติในตัวเองเนอะ ก็น่าจะบอกข้อมูลมาตรง ๆ พวกพี่ก็หัวหงอกกันหมดแล้ว รุ่นน้ารุ่นพ่อน้องได้แล้วมั้ง”

“เอ๊ะ โรงเรียนนี้ นี่ยังไงกันครับ ในเมื่อผู้ปกครองแสดงตัวแล้วยังไม่รับติดต่ออีก ผมมาเซ็นเอกสาร น้องเขาจะได้ขึ้นเรียนเสียที มาสงสัยผมเรื่องอะไรไม่ทราบ”

(แน้… ยังจะเปรี้ยวไม่เลิก!)

“โอเช ถ้าน้องตอบอย่างนี้ พี่ก็ขอให้น้องโชคดีนะน้องนะ”

ว่าแล้วหัวหน้างานพัฒนาวินัยฯ ก็มารายงานซะละเอียดยิบ ครูปูเองซึ่งฟังมาตั้งแต่ต้นแล้ว แล้วคิดว่าได้ข้อมูลชัดเจนขนาดนี้ ใครก็ได้น่าจะสรุปกับไอ้หนุ่มนี่ให้รู้เรื่องไปซะได้ เราก็ยุ่งยิ่งกว่าลิงแก้แหอยู่แล้ว อุตส่าห์หาบันไดให้ลงแล้วนะ มั่วแล้วยังดื้ออีกน้อคนเรา

เอาก็เอาวะ หม่ะ

หัวหน้างานพัฒนาวินัย ฯ ก็เชิญมาพบครูปู พร้อมทั้งแนะนำครูปูเสีัยน่ากลัวเชียว

“เอ้า น้อง นี่คือท่านรองผู้อำนวยการของเรานะ ปฏิบัติหน้าที่และตัดสินใจแทนท่านผู้อำนวยการทุกประการ เพราะฉะนั้นน้องต้องทราบนะว่าสิ่งที่จะพูดคุยต่อไปนี้่มีความหมายแน่นอน เชิญ!”

(แนะนำซะ ขนาดตัวครูปูเองยังกลัวตัวเองเลยอ่ะ คิดดู :( )

“เป็นไงน้อง ตกลง เป็นใครมาจากไหนคะนี่ ใส่เครื่องแบบของที่ไหน หน่วยงานสถานบันไหนคะ”

“ผมจะเป็นใครมาจากไหน แล้วไม่ทราบมันเกี่ยวอะไรกับเรื่องที่ผมมาเป็นผู้ปกครองเด็กล่ะครับ อาจารย์มีอะไรให้เซ็นก็เอามาเซ็นเลย ผมก็จะได้ไปทำธุระต่อ ให้เดินไปห้องนู้นที ห้องนี้ที เดี๋ยวคนนู้นมาถาม เดี๋ยวคนนี้มาถาม ผมงงไปหมดแล้ว แล้วผมก็เสียเวลาไปเยอะแล้วนะ”

“เกี่ยวสิคะ้น้อง เพราะพี่จะได้ทราบว่าจะส่งน้องเข้าคุกขี้ไก่ของหน่วยงานไหนน่ะซิ่!!!

แต่อันดับแรก เดี๋ยวน้องไปเยี่ยมคุก สน.บางเขน ก่อนเลยแล้วกัน อาจารย์คุยกับพ่อเด็กแล้วเขาบอกตระกูลนี้ไม่มีใครเขารู้จักเธอ เด็กก็บอกว่าเธอก็แค่คนที่ไปปิ๊งปั๊งกันทางอินเทอร์เน็ต แล้วจะทะลึ่งมาเซ็นเอกสารอะไรไม่ทราบ เธอมาแอบอ้างว่าเป็นผู้ปกครองเพื่อดำเนินการที่เกี่ยวกับสิทธิเด็ก รู้ไหมเนี่ยะว่ามันผิดกฎหมาย

เอ้า ต้องรู้ดิ แต่งเครื่องแบบเสียเต็มยศขนาดนี้ จริงไม่จริงก็ไม่รู้ แต่เดี๋ยวก็รู้เพราะตำรวจ สน.บางเขน กำลังจะถึงแล้ว ที่นี่เป็นศูนย์ประสานงานชุมชนแจ้งเหตุของ สน. แล้ว ผอ.ก็เป็น กตตร.ของ สน.บางเขนด้วย เธอเลือกอำผิดที่แล้วล่ะ  รีบโทรเรียกทางบ้านมาได้เลย แล้วไม่ว่าเธอจะใหญ่มาจากไหน หน่วยงานอะไร พี่ก็จะคุยกับหน่วยของเธอด้วย ไม่ดูแลกันเลย พฤติกรรมเหมือน 18 มงกุฎมาแอบอ้างบุคคลอย่างนี้ได้ยังไง  ทหารบ้าบออะไรเกียรติยศ ศักดิ์ศรี ไม่มีเลย

ตะกี้อาจารย์เขาอุตส่าห์ให้โอกาส เธอก็ยังดื้ัอแพ่งอีก  นี่แค่กำมะลอแต่งชุดมาเดินเบ่งไปวัน ๆ หรือเป็นมิจฉาชีพตัวจริงเสียงจริงกันแน่เนี่ยะ แต่ไม่เป็นไรหรอก เดี๋ยว ตำรวจมาก็รู้  รปภ.ล็อคตัวไว้นะ อย่าให้ไปไหน”

หน้าซีดเป็นไก่ไหว้เจ้าเลยทีนี้

“พี่ครับ พี่ครับ”  พยายามเรียกครูปู ที่แกล้งเดินหนีให้สมบทบาทเหมือนกำลังอารมณ์เสีย

ใครเป็นพี่เธอไม่ทราบ” น้าน… เอาซะหน่อย :P

“รองครับ ท่านรองครับ ผมขอโทษได้ไหมครับ ผมไม่มีเจตนาจะมาหลอกนะครับ เผอิญน้องเขาบอกว่าถ้าพ่อแม่เขารู้เรื่อง เขาจะไม่ได้เรียนแน่ผมก็เลยอาสามาแค่นั้นเองครับ”

ทีนี้น้องรู้แล้วใช่ไหมว่ามันไม่ใช่แค่นั้น เธอทะลึ่งแต่งเครื่องแบบมา หน่วยงานต้นสังกัดเธอเขารู้เรื่องไหมเนี่ยะ”

“เอ่อ คือผมยืมชุดเพื่อนมาใส่น่ะครับ”

แป่ว!!!!!!!!!!!!!!!!!!!!

“อ๋อ ตกลงน้องนี่ไม่ใช่มิจฉาชีพ แต่เพี้ยนใช่ไหม”

เริ่มยิ้มแบบขวยเขิน

“คือ เพื่อนผมมันจบนายร้อยน่ะครับ ผมเลยขอชุดมันมาใส่”

หันไปทางเหล่าคุณครูที่นั่งทำหน้าเหรอหรา บ้างก็กลั้นหัวเราะไว้ไม่อยู่ กั่กๆๆ กันไป

“เอ่อ ใครก็ได้โทรไปบอก สน.บางเขนทีว่าไม่ต้องมาแล้ว แล้วกดเรียกโรงพยาบาลศรีธัญญามาแทนแล้วกัน”

ทีนี้เลยได้ฮากันขนานใหญ่

ไอ้เจ้าน้องคนนี้ก็ได้แต่นั่งทำหน้าปุเลี่ยน ปุเลี่ยนไป หลังจากขอบัตรประำจำตัวประชาชนไปทำสำเนาไว้และขอรับทราบข้อมูลส่วนตัวไว้แล้วจึงให้กลับไปได้ เรืองนี้จึงกลายเป็นเรื่องเล่าเร้าสติให้กัับเหล่ามือใหม่หัดหลอนทั้งหลาย

ว่าที่คิดจะหลอกครูกันน่ะ

แน่ใจนะ

ว่าตัวเองไม่ได้ถูกหลอกไปด้วยอ่ะ

คริ..คริ..คริ..

Post to Facebook

« « Prev : ค่าใช้จ่ายของมิตรภาพ

Next : นั่งนับอิฐก้อนต่อไป » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

24 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.05241584777832 sec
Sidebar: 0.075128078460693 sec