ค่าใช้จ่ายของมิตรภาพ

อ่าน: 1632

เพื่อนครูปูคนนี้รู้จักกันมาหลายปีแล้วค่ะ แต่ก่อนจะคุยกันถูกคอเป็นพิเศษเรื่องการเมือง พักนี้ไม่ค่อยได้เจอหรือพูดคุยกันมีแต่เจอกันใน MSN บ้าง มีเรื่องโทรมาถาม ช่วยกันไปเอื้อกันมาทั้งเรื่องงานเรื่องส่วนตัวนู่นนี่นั่นประสาเพื่อนเสมอ ๆ

แต่หลัง ๆ มานี่ การพูดคุยกับเพื่อนคนนี้ทำครูปูสะอึกได้เกือบทุกครั้ง ด้วยเพราะกลุ่มคำและวิธีการแสดงความคิดเห็นที่รุนแรง เกินความจำเป็น

ที่ว่าไม่จำเป็นนี่ ไม่ได้หมายถึงอุดมการณ์ ความมุ่งมั่นจะทำอย่างนั้นจะรณรงค์อย่างนี้ของเขาหรอกนะคะ ถ้า เชื่อ ถ้า ศรัทธา เสียแล้ว และ เห็นชัด จน แน่ แก่ ใจแล้ว ว่าดี ว่ามีประโยชน์ก็ทำไปเถอะค่ะ สิทธิของใครก็ของคนนั้น ตราบใดที่ยังไม่ไปละเมิดสิทธิของคนอื่น แึ้ค่ได้แต่เอาใจช่วยว่า ไอ้สิ่งที่คิดว่ารู้ น่ะ ขอให้มันมีส่วนที่ใช่ มากกว่าส่วนที่ ไม่ใช่ ก็แล้วกันนะเพื่อนนะ

โดยส่วนตัวคิดว่าการแลกเปลี่ยนมุมมองความคิดหรือแม้แต่การพูดคุยกัน เราควรให้เกียรติและเหลือพื้นที่ทางความคิดให้กับคู่สนทนาบ้าง  น่าจะมีช่วงที่ได้ผลัดกับพูด ผลัดกันฟัง ผลัดกันเสนอ ผลัดกันตอบ ผลัดกันอธิบาย อย่างนี้น่าจะได้ “อะไร ๆ” จากการสนทนากันไปบ้าง

ก็ไม่ใช่การดีเบตที่จะต้องเอาชนะคะคาน อวดอ้าง ชิงดีชิงเด่นกันนี่นา

เพื่อนกันนาเฟ๊ย เพื่อนกัน

คุยกัน เอาความรู้ เอาไมตรี เอาเครือข่าย จะมีประเด็นอื่นแถมก็ว่ากันไปตามจริตของคู่สนทนาเพราะถ้าจริตไม่ตรงกันก็คงไม่ได้มาเป็นคู่สนทนากันหรอกนิ

อย่างครูปูเองรู้ตัวเหมือนกันล่ะค่ะว่าพูดมาก  :P  ต้องพยายามรู้ตัวให้ได้ค่ะว่าไม่ควรผูกขาดการพูดอยู่ฝ่ายเดียว หรือเลือกเฉพาะเรื่องที่เราอยากพูด โดยไม่ได้สนใจความต้องการหรือความพึงพอใจของคู่สนทนาบ้างเลย

ถ้าคิดจะคุยกับใครแล้วไม่ได้สนใจเรื่องนี้ อยู่้บ้านแล้วนั่งพูดนอนพูดคนเดียวน่าจะสบายใจกว่า ไม่มีคนขัดคอด้วย ไม่ต้องคอยสังเกตอาการใครด้วย หรือไม่ก็เขียนเอาก็ได้ค่ะ คนอื่นจะได้หมดโอกาสแทรกให้เสียอารมณ์  ส่วนเขียนเสร็จแล้วใครจะมาคอมเมนท์ว่าอย่างไร ถึงตอนนั้นก็ระบายเสร็จไปแร่ะ เบรกไม่ทันแร่ะ สุขสมอารมณ์มัน เอ๊ย อารมณ์หมายไปแร่ะเรา คริคริคริ :)

ถ้าตะบี้ตะบันจะนำเสนอแต่ Agenda ที่พกมาด้วยความภาคภูมิใจ แกมคาดหวังอย่างเต็มเปี่ยม โดยไม่สนใจใคร อย่างนี้ไม่น่าจะเรียกว่า “คุยกัน” นะคะ น่าจะเรียกว่า “พูด(คนเดียว)” มากกว่าค่ะ

คุย ๆ กันไปแล้วเกิดไม่เห็นด้วยก็ไม่จำเป็นต้องเออออไปด้วยก็ได้เนาะคะ แสดงแค่ท่าทีรับทราบตามมารยาทก็น่าจะพอ แค่รับฟัง รับรู้ว่าคู่สนทนาเขาคิดแบบนี้ เราจะได้เข้าใจว่าที่เขาพูดแบบนี้ เลือกทำแบบนั้น เพราะเขาเชื่อแบบนั้น นั่นเอง

ครูปูว่าอริยะขัดขืนที่ชัดที่สุด คือ นิ่งค่ะ ยิ่งถ้าเจ้าตัวไม่รู้ตัวมาก ๆ แล้วมีอาการรุกเร้าเรามากขึ้นนี่ สำหรับตัวเองจะนิ่งค่ะ นิ่งแบบที่ว่า ไอ้เจ้าท่าทีว่ารับทราบตามมารยาทแบบเมื่อซักครู่ก็หายไปด้วยอ่ะนะคะ

การคุยกันครั้งล่าสุดนี่อาการแบบนี้ของเพื่อนหนักขึ้น  คือ  ไม่ว่าจะคุยเรื่องอะไร ประเด็นไหน ก็มีเพียงวิธีคิดของเขาแบบเดียว วิธีทำของเขาแบบเดียวเท่านั้น ที่ดี ที่ถูก ที่สมเหตุสมผล เข้าท่า วิเศษ เลิศเลอ ทุกเรื่องอยู่ฝ่ายเดียว ?

อะไรที่ถามไป พี่แกตีตกไปดื้อ ๆ ไม่มีคำอธิบาย ไม่มีการแลกเปลี่ยน

“เธอไม่ต้องไปคิดเรื่องนั้น มันมาจากไอ้นี่ไง ฉันบอกเธอกี่หนแล้ว ยังจะไปมัวสงสัยทำไมอีก ถามเหมือนคนไม่รู้เรื่อง รู้โลกเลยนะเธอ”

แป่ว!

ทุกคำถามมีคำตอบที่สำเร็จรูปรออยู่แล้วทั้งสิ้น คำตอบเดียวนี้นี่เองที่ใช้อธิบายและเชื่อมโยงได้ทุกปรากฎการณ์ เรียงร้อย รัดรึงเข้าด้วยกันแบบมหัศจรรย์พันลึก ???

WOW!  อะไรมันจะสำเร็จรูปได้ขนาดน้าน…

นั่งนึกอยู่ตลอดว่า

เอ ทำไมเพื่อนเรามันไม่สังเกตบ้างเลยว่าเราอึดอัดขนาดไหน

ทำไมถึงเมามันอยู่คนเดียวได้ทุกที

คุยกับเราแต่ไม่มีเราอยู่ในห้วงคำนึงเลยเรอะ ???

ทำไมเรารู้สึกเหมือนไม่มีสิทธิพูด ถาม เสนอ (ก็เล่นไม่ฟังไม่เว้นช่องเลยนี่หว่า) รู้สึกว่าถูกริดรอนสิทธิตลอดระยะเวลาที่คุยกันเลยอ่ะ ฟังไปฟังมาแล้วเหมือนนั่งอยู่ต่อหน้าผนังเลยวุ๊ย ทำอะไรก็ไม่ได้เลย ได้แต่เอาหน้าถู ๆ เอาหัวไถ ๆ ไปตามความยาวของผนังนั่น

ก็เท่านั้น

นี่ถ้าเป็นคนอื่น ครูปูก็คงใช้วิธีอารยะขัดขืนอย่างที่ว่ามา

แต่คิดไปคิดมา เราสองคนเป็นมากกว่าคนแปลกหน้า ที่แค่เฉย ๆ ชา ๆ กันไป เที่ยวหน้าก็อย่าหวังจะได้มาคุยกันอีกเลยนะ

เราสองคนเป็นมากกว่านั้นนะ คือ เราเป็นเพื่อนกัน

คิดได้ดังนั้นจึงบอกเพื่อนไปตามที่ตัวเองคิดและรู้สึกทั้งหมดนั่นเลยค่ะ

บอกตรง ๆ ว่าการคุยกันแบบนี้ทำให้เรารู้สึกอึดอัดขึ้นเรื่อย ๆ  ขืนคุยกันแบบนี้ต่อไป เดี๋ยววันหนึ่งเกิดเราถามมาก (ซึ่งถามอยู่แล้วล่ะค่ะ) หรือพูดแย้งแบบไม่เห็นด้วย จะพาลโกรธกันเสียเปล่า ๆ เปิดอกคุยกันซะเลยแล้วกัน อยากให้เขาลองแยกความคิดเห็น วางไว้แค่เป็นความคิดเห็น หรือสงเคราะห์อธิบายความเห็นนั้นให้เราเข้าใจบ้าง แล้วลองฟังความคิดเห็นจากในส่วนของเราดู อย่าด่วนตัดสินเรา อย่าจ้องจับผิด เช็คชื่อ ผลักไส จี้ถาม เพื่อแบ่งฝ่ายเราตลอดเวลาแบบนี้

แล้วที่สำคัญคือนาน ๆ ได้คุยกันทีนึง ถ้าคุยกันเรื่องการเมืองไม่ถูกคอ เราข้ามมันไปได้ไหม ข้ามไปคุยเรื่องอื่น เรื่องที่เราคุยกันได้ เมื่อก่อนทำไมเราคุยกันสนุกกว่านี้ได้ล่ะ เราเพื่อนกันเน่อ คุยกันบ้างเหอะ อย่าปล่อยเรานั่งหง่าว แล้วคุยไปสรุปไป สนุกไปคนเดียวแบบนั้นดิ

เท่านั้นเอง!!!


“ปู ตกลงเธอสีไหนกันแน่เีนี่ยะ ห๊า บอกมาตรง ๆ เลยนะ หรือว่าดัดจริตเป็นคนตรงกลางแต่เอียงข้างทางกะเท่เร่กับเขาอีกคน”

นิ่งไปพักกกกกกกนึง พูดไม่ออก

ปกติเป็นคนไม่ต้อนรับความก้าวร้าวของใคร คราวนี้เจอกับเพื่อนตัวเอง จุกไปถึงคอหอยแน่ะค่ะ

“แบบนี้ ฉันว่าเธอมากไปแล้วว่ะ เอาอย่างนี้แล้วกัน เธอเอาที่ฉันพูดไปคิดดูก่อนนะ ฉันก็จะเอาที่คุยกับเธอทั้งหมดไปคิดดูเหมือนกัน แต่ถ้ายังอยากคุยกันอีกนะเพื่อนนะ อย่าใช้อารมณ์หรือคำพูดเสียดแทงกันเลย อย่างนั้นมันไม่เหมือนเพื่อนกันอ่ะ เป็นฉัน ฉันไม่ทำใส่เพื่อนนะ กลับคิดว่า กับเพื่อนมีอะไรน่าจะตรง ๆ แฟร์ ๆ นะ ก็เลยเสี่ยงพูดกับเธอไปแบบนั้น ทั้ง ๆ ที่ก็รู้นะว่ามีเปอร์เซ็นสูงที่จะโดนเธอตอกแบบนี้ แล้วก็จริงเสียด้วย แต่ก็ไม่เป็นไรหรอก ให้ย้อนเวลากลับไปอีกฉันก็จะทำเหมือนเดิมนั่นแหล่ะ เพราะฉันว่าเราคุยกันแบบนี้ไม่เวิร์คจริง ๆ เอาเป็นว่าเราแยกย้ายกันไปใช้เวลาอย่างที่ว่าแล้วกันเนอะ”

ไม่มีเสียงตอบรับค่ะ

รู้แต่ว่าทุกเส้นทางการติดต่อขาดหมด ทั้ง MSN และ facebook โทรศัพท์คงไม่ต้องพูดถึง

ก็ไม่ได้ต่างไปจากที่คาดไว้เท่าไหร่หรอกค่ะ เพียงแต่ก็ได้เห็นว่าสัมพันธภาพระหว่างกันที่ดูเหมือนจะเหนียวแน่นหวานชื่นนั้น แค่รอยปริของความที่ ยัง ไม่เข้าใจบางเรื่อง ณ ฟากใดฟากหนึ่ง ประกอบกับการให้ความสำคัญ “ของฉัน ของเธอ”  มากกว่า “ของเรา” ก็อาจถึงขั้นทำให้แตกหักและขมปี๋ได้ ภายในช่วงเวลาแค่อึดใจเดียวเท่านั้น

หากเอาเวลาและความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีให้กันมาเทียบกันดู ก็คงเป็นเรื่องที่น่าเสียดายไม่น้อยเลยทีเดียว

ก็ได้แต่ทำใจว่า

นี่ อาจเป็นค่าใช้จ่ายที่ “เราทั้งคู่” ต้องรับผิดชอบ

ฐานที่ไม่สามารถประคับประคองมิตรภาพนี้ไว้ได้ต่อไป

ก็เป็นได้เนาะคะ

Post to Facebook

« « Prev : ทำเท่าที่ได้ ให้เท่าที่มี

Next : ศิษย์คิดหลอกครู » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

6 ความคิดเห็น

  • #1 ทวิช จิตรสมบูรณ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 4:53

    ผมมีความติดคล้ายครูปูมากในประเด็นเหล่านี้

    ปกติผมก็ชอบเสนอวาระ ทำนองเจ้าโปรเจคทางความคิดน่ะแหละ แต่ผมเชื่อว่าผมมีสติในการ “เว้นพื้นที่” เสมอ

    ในการประชุม ผมเสนออะไร ไม่ว่าในฐานะสมาชิกหรือประธาน ถ้ายังมีสติอยู่ ผมจะต้องไม่ลืมประโยคว่า “จึงเสนอที่ประชุมมาเพื่อช่วยกันคิดในเรื่องนี้ด้วยครับ”

    อดีตลูกน้องผมคนหนึ่ง ตอนนี้เธอเป็นใหญ่คับฟ้าแล้ว เป็นประธานการประชุมบ่อยๆ ผมเสนอแนวคิดบางประการต่อที่ประชุมหลายครั้ง เธอมักตอบว่าทำนองว่า “ไม่ดีหรอกค่ะ เอาแบบนี้ดีกว่า คือ….”

    แป่ว

    ตอนหลังๆ ผมเลยกลายเป็นคนพูดน้อยที่สุดในการประชุมร่วมกับเธอผู้นั้น

    คนบางคนเหมือนรู้มาก แต่ลอกความคิดคนอื่นมาว่าต่อทั้งนั้น แล้วก็ไม่ให้เครดิทต้นฉบับเขาเสียอีก บางที่ลืม ก็เอาความคิดเรานั่นแหละ มาเล่าให้เราฟังต่อ เจอมาบ่อยๆ

    คนบางคนพูดมากแต่น่าฟัง คนบางคนพูดน้อยแต่น่าเบื่อมาก

    คนบางคนพูดปานกลาง ทั้งน่าฟังน่าเบื่อระคนกัน

  • #2 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 6:39

    ปากเป็นเอก เลขเป็นโท หนังสือเป็นตรี
    เรื่องอย่างนี้ก็ต้องแล้วแต่วาสนาหนา
    วันไหนจะเจอปากดี หรือปากร้าย
    เราจะมากะเกณฑ์เอาอย่างนั้นอย่างนี้ไม่ได้หร๊อก..

    ปากอยู่ที่เขา รูหูอยู่ที่เรา
    ถ้าไม่ชอบใจก็เอาสำลียัดหู
    ดูจะง่ายกว่าไปยุ่งกับปากมหาภัย

    เรื่องอย่างนี้ บางทีก็เผลอกันได้
    ปากเราก็ยังหลุด บางทีก็ไม่มีหูรูด
    แต่ถ้ารู้วิธีรูดใจไว้บ้างก็ดีนะเธอ
    โลกนี้จะน่าฟัง น่าอยู่
    ไม่อยากฟัง..ก็ถอยออกมาอยู่นอกรัศมีปาก แค่นี้ก็จบ
    อิ อิ

    จะคอยพูดให้ปากตรงกับใจ
    จะไม่ให้ที่รักจั๊กกระเดี๊ยม
    จะบัดกรีปากให้เร่เรียม
    จะตระเตร

    แต่ตอนนี้ปากปัญหาพาระทม

    ขออภัยถ้าพูดไปไม่ถูกหู
    รู้ตัวอยู่ทำยังไงให้หายขม
    เอาน้ำผึ้งป้ายห

  • #3 ทวิช จิตรสมบูรณ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:53

    อันอ้อยตาลหวานลิ้นแล้วสิ้นซาก
    แต่ลมปากหวานหูไม่รู้หาย (..ท่านภู่แต่ง)
    อันชะอมขมลิ้นแล้วสิ้นไป
    แต่ขมใจด้วยลมปากยากจะลืม (..คนถางทางเติม)

  • #4 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 1 พฤษภาคม 2011 เวลา 22:47

    ขอบพระคุณค่ะ ท่านอาจารย์และท่านพ่อ ^^

    คำพูดก็เป็นเพียงลมปากอ่ะเนาะคะ แต่เผอิญมันก็สะท้อนถึงสิ่งที่คิดอยู่ข้างในได้เป็นส่วนใหญ่เสียด้วยนี่สิ แล้วการที่พูดอย่างนั้นซ้ำ ๆ มันก็แสดงให้เห็นชัดขึ้นเรื่อย ๆ ว่าคิดอย่างนั้นจริง ๆ ซึ่งก็ไม่แปลกหรอกค่ะ คนไม่เหมือนกันจะให้คิดให้พูดอะไรไปในทำนองเดียวกันคงไม่ได้

    หนูก็เลยคิดว่าการเว้นระยะห่าง ให้เหลือพื้นที่ตรงกลางไว้บ้าง ก็น่าจะแฟร์ดีนะคะ ยังพูดคุย ยังคบกันบนความต่างนี้ไปได้ เพราะตัวเองก็ได้ใช้พื้นที่ส่วนตัวแสดงตัวตนไปแล้ว จะแสดงอย่างโจ๋งครึ่ม หรือค่อย ๆ แง้มออกมาอย่างไร ก็ยังยืนอยู่ในเขตตัวเอง ถ้าคู่สนทนาทำเช่นเดียวกัน มันก็จะไม่เกิดพื้นที่ทับซ้อน ไม่เกิดการบีบบังคับ ความรู้สึกอึดอัดกระอักกระอ่วนก็น่าจะเลี่ยงได้

    แต่ถ้าไม่เข้าใจ เล่นยัดเยียดความคิด ความรู้สึก แพล่มอยู่ฝ่ายเดียวทั้งวัน แถมคาดหวังให้คนอื่นเห็นด้วยและชื่นชมอยู่ตลอดเวลา ห้ามขัดใจ ห้ามเบรก พื้นที่กี่ส่วน ๆ ไม่สน ของใครบ้าง ต่อหน้าใคร ผู้หลักผู้ใหญ่ เวลาใด สถานการณ์ไหน ไม่สน แม่จับจองจ้องจะแพล่มแต่เรื่องตัวเอง ความเชื่อของตัวเองเท่านั้น ใครพูดอะไรมา ก็ฟังไม่เป็นต้องรีบพูดทับไปทุกเรื่องทุกคน ไม่ว่าหน้าอินทร์หน้าพรหม

    แบบนี้ถ้าไม่ได้เป็นเพื่อนกันหรือจริงใจกันสุด ๆ เขาก็คงโกยเถอะโยมกันเป็นแถว ๆ จะมีใครเสี่ยงไปเบรก ไปบอก ไปเตือนล่ะคะ ถ้าคนที่อยากเตือนเขาประเมินจากอาการแล้วเห็นว่า “ป่วยหนัก” จึง “ไม่กล้าเตือน” อันนี้ล่ะค่ะ ที่หนูว่าเศร้า

    ส่วนตัวหนูเองคิดอยู่คำเดียวล่ะค่ะ คือ เขาเป็นเพื่อน เราควรจริงใจกับเพื่อนมากพอที่จะเตือนที่จะบอก

    แหะ แหะ กรณีนี้แค่ผลออกมาไม่ค่อยสวยเท่าไร ก็เท่านั้นเอง หนูก็คิดว่าตัวเองทำหน้าที่ในส่วนของตัวเองแล้วนะ ใครจะคิดอย่างไรก็ไม่เป็นไรหรอกค่ะ หนูคงไปเปลี่ยนวิธีคิดใครเขาไม่ได้หรอก เช่นเดียวกับที่เขาก็ไม่สามารถมาโน้มน้าวหรือเปลี่ยนวิธีคิดหนูได้เช่นกัน

    ^^

  • #5 meepole ให้ความคิดเห็นเมื่อ 2 พฤษภาคม 2011 เวลา 22:15

    สวัสดีค่ะ เพิ่งเข้ามาอ่าน เคยเจอมาเหมือนกันค่ะในอดีต ก็ฟังๆ บางเรื่องไม่เถียง เพราะเชื่อคำโบราณ ที่ห้ามไว้ถ้าไม่อยากเสียมิตรภาพไปก็อย่าพูดหนึ่งในนั้นคือ เรื่องการเมืองนี่ล่ะ แล้วก็ศาสนา พอมากไปก็จะบอกว่าไม่ฟังได้ไหม เหนื่อยใจไม่ชอบฟังล่ะ แต่ตอนนี้ไม่ค่อยคุยกันเรื่องนี้นักไกล้แก่กันแล้ว ก็มักจะถามไถ่กันเรื่องสุขภาพ และข้อคิดชีวิต

    แต่ยังไงหากมีความเป็นเพื่อนกัน มีส่วนดี เสีย แตกต่างกัน อะไรๆ ก็ยกออกไปบ้าง อย่าคิดมาก ไม่ต้องโกรธเพราะเรื่องความคิดต่างกัน เพราะเป็นเรื่องธรรมดาโลกจริงๆค่ะ แต่หากเพื่อนทำร้ายเรา หลอกลวงเราก็ค่อยคิดออกห่างอีกที เหมือนที่ krupu ว่าล่ะค่ะ เราไปเปลี่ยนชีวิต วิธีคิดใครไม่ได้ ต้องจัดการตัวเราเองดีที่สุด หากเขาไม่ยุ่งไม่พูด เราก็แค่วางเฉย ก็จบค่ะ ถ้าเป็นเพื่อนที่ดีแต่เข้าใจผิดกันก็ให้รีบ clear นะคะผลจะเป็นอย่างไร ก็อีกเรื่อง เพราะเราทำในส่วนที่ควรทำแล้ว

  • #6 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 4 พฤษภาคม 2011 เวลา 8:52

    กำลังจะมาตอบคอมเมนท์แต่เหลือบไปเห็นบันทึกนี้ของป๋า Logos เสียก่อนค่ะ http://lanpanya.com/wash/archives/2402 จึงได้คิดว่า

    ถูกผิดแล้วไง นิป๋านิ ชีวิตยังมี key word มัน ๆ น่าสนใจกว่านั้นอีกตั้งแยะ
    มิตรภาพเอย ความปรารถนาดีต่อกัน ความกตัญญูรู้คุณ การช่วยเหลือกัน ความรัก ความอบอุ่น ความปลอดภัย การอยู่รอด ฯลฯ

    ถ้าเห็นแล้วว่าการเสียเวลากับการชิงไหวชิงพริบหาถูกหาผิดกันนั้น ในที่สุดก็ไม่มีใครได้อะไรเลย คงต้องหัดเรียนรู้ที่จะข้ามมันไปให้ได้กันบ้างเนอะ

    มัวเสียเวลาติดแหง่กอยู่แค่ตรงนั้น เรื่องนั้นเรื่องเดียว ไปไหนไม่ได้ไกลซักกะที
    เสียเวลา เสียโอกาสในการเรียนรู้เรื่องอื่น และกระทบกับโอกาสในการเติบโตอีกต่างหาก
    เฮ้อ… เกี่ยวกันไหมนี่

    ขอหิ้วไปฝากเพื่อนคนนี้ด้วยนะคะ อิอิอิ

    ขอบคุณค่ะป๋า ^^


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.05499792098999 sec
Sidebar: 0.077988147735596 sec