ทางการเขาสั่งมาว่า…

อ่าน: 8888

เพิ่งได้รับแจ้งจากหน่วยงานต้นสังกัดขอให้ชี้แจงตามข้อร้องเรียนของผู้ปกครองท่านหนึ่ง เรื่องการดูแลติดตามปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนักเรียนคนหนึ่ง  “เมื่อสามปีที่แล้ว???

โดยประเด็นของผู้ปกครองขณะนี้คือต้องการขอค่าเทอมคืนจากทางโรงเรียนให้ได้  ก่อนหน้านี้ก็ได้รับโทรศัพท์แนะนำจากเจ้าหน้าที่ที่รับเรื่องว่า

คืน ๆ เขาไปเหอะอาจารย์เรื่องจะได้จบ ๆ ไป

จึงตอบปฏิเสธไปและยินดีจะทำหนังสือชี้แจงกรณีดังกล่าวแทน ดังนี้

งานพัฒนาวินัยนักเรียนนักศึกษา ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาได้รับทราบพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนของนายกล้า (นามสมมติ) จากอาจารย์ที่ปรึกษาและอาจารย์ประจำวิชา ได้แก่ การขาดเรียนโดยไม่มีเหตุอันควรต่อเนื่องหลายวัน การไม่สนใจการเรียน พฤติกรรมกระด้างกระเดื่องต่ออาจารย์ผู้สอนทุกท่าน เมื่อเข้าไปสังเกตพฤติกรรมพบว่านายกล้ามีท่าทีเฉยเมยต่อทุกสิ่งรอบตัว พฤติกรรมต่างกับเพื่อนร่วมห้องโดยสิ้นเชิง จึงได้เชิญอาจารย์ที่ปรึกษาเข้าร่วมวิเคราะห์ข้อมูลกับหัวหน้างานอาจารย์แนะแนวและที่ปรึกษา หัวหน้างานพัฒนาวินัยนักเรียนนักศึกษาและรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาพบว่านายกล้า อายุ 21 ปี จบชั้น ม.3 จากโรงเรียนอัสสัมชัญศรีราชา ถูกคุณพ่อลงโทษให้หยุดเรียนแล้วออกมาอยู่บ้านเฉย ๆ ถึง  4 ปี เนื่องจากพฤติกรรมเกเรไม่สนใจการเรียน ก้าวร้าวกระด้างกระเดื่องกับพ่อแม่และครูผู้สอน จนเห็นว่าอายุมากขึ้นแล้วน่าจะสามารถเปลี่ยนแปลงความคิดได้บ้าง หากปล่อยไปเรื่อย ๆ ก็จะไม่ได้รับการศึกษาไม่มีอนาคต จึงนำมาฝากเรียนโดยหวังว่าโรงเรียนคงช่วยเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมดังกล่าวจนสำเร็จการศึกษาด้วยดีได้

เมื่อพบว่านายกล้ายังคงมีพฤติกรรมแบบเดิมไม่เปลี่ยนแปลงแม้แต่น้อย จึงเรียนเชิญคุณพ่อเข้ามาพบเพื่อค้นหาต้นเหตุของพฤติกรรมดังกล่าว  คุณพ่อจึงเข้ามาพบในวันที่ 20 กันยายน 2551แล้วให้ข้อมูลเพิ่มเติมว่าการที่นายกล้าขาดเรียนติดต่อกันหลายวันก็เนื่องจากได้ไปตั้งเงื่อนไขกับคุณพ่อว่าต้องการใช้เงินจำนวน 6,000 บาท โดยไม่แจ้งเหตุผลให้ทราบ หากไม่ได้ตามที่ต้องการก็จะหยุดเรียนไปเรื่อย ๆ จึงได้ร่วมกับคุณพ่ออบรมและทำความเข้าใจกับนายกล้าในแต่ละประเด็น  ขณะนั้นนายกล้ามีท่าทีนิ่งเฉยมิได้ต่อต้านหรือตอบรับแต่อย่างใด คุณพ่อได้สัญญากับทางโรงเรียนว่าจะติดตามควบคุมดูแลบุตรชายให้ใกล้ชิดขึ้นจะไม่ให้เกิดปัญหาเช่นที่ผ่านมาอีกเลย เนื่องจากคุณพ่อหย่าร้างกับคุณแม่ คุณพ่อมีครอบครัวใหม่ มีธุรกิจที่ต้องดูแล คุณแม่ก็ไปทำงานที่ต่างจังหวัด นายกล้าจึงอยู่คนเดียวในบ้านพักที่หมู่บ้านแห่งหนึ่ง จึงอาจจะคุ้นชินกับการที่ไม่ต้องเกรงใจใคร เมื่อมาอยู่ร่วมกับอาจารย์และเพื่อน ๆ ในสังคมของโรงเรียนจึงอาจต้องใช้เวลาปรับตัวอยู่บ้าง

หลังจากการให้สัญญาในครั้งนั้นพฤติกรรมของนายกล้าก็ยังไม่ดีขึ้น หนำซ้ำยังได้รับแจ้งจากคุณพ่อและคุณแม่ของนางสาวก้อย (นามสมมติ) ว่านางสาวก้อยไปติดพันกับนายกล้าโดยตามไปขลุกอยู่ที่บ้านของนายกล้าในหมู่บ้านแห่งนั้นกลับบ้านมืดค่ำทุกวัน นางสาวก้อยเพิ่งอายุ 15 ปี ผู้ปกครองกังวลกับพฤติกรรมดังกล่าวเป็นอย่างมากเกรงว่าหากเกิดเรื่องชู้สาวขึ้นจะทำให้เสียการเรียนทั้งคู่ จึงมาปรึกษากับทางโรงเรียนเพื่อให้ประสานผู้ปกครองของนายกล้าให้ควบคุมพฤติกรรมดังกล่าว หากเกิดกรณีเกินเลยผู้ปกครองสามารถเอาผิดกับนายกล้าในข้อหาพรากผู้เยาว์ได้ เมื่อโรงเรียนประสานคุณพ่อนายกล้าในประเด็นนี้อีกครั้ง คุณพ่อนายกล้ากลับถอดใจและแจ้งว่าไม่ต้องการจะเกี่ยวข้องกับนายกล้าอีกต่อไปเนื่องจากตั้งแต่รับปากกับทางโรงเรียนไว้เรื่องที่จะควบคุมและแก้ไขพฤติกรรมของนายกล้าก็ไม่สามารถทำได้ตามสัญญาแม้แต่เรื่องเดียว คุณพ่อจึงขอไม่ยุ่งเกี่ยวหรือรับรู้พฤติกรรมทุกประการของนายกล้าอีกต่อไป

ทางโรงเรียนเห็นว่าเป็นเรื่องที่สำคัญอย่างยิ่งยวดที่จะยืนกรานในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมดังกล่าวของนายกล้า ด้วยวัยเท่านี้นายกล้าควรจะตระหนักถึงความสำคัญของการศึกษาที่จะนำไปประกอบอาชีพหาเลี้ยงตัวเองและอยู่ร่วมกับผู้อื่นในสังคมให้ได้ แต่ทีท่าและพัฒนาการทางความคิดของนายกล้ากลับสวนทางกัน และการออกแบบวิธีการดำเนินการแก้ไขจำเป็นต้องได้ข้อมูลที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมการปิดตัวเองและต่อต้านสังคมของนายกล้า

อย่างไรก็ตามคุณพ่อยังยินดีจะชำระค่าเทอมให้ หากโรงเรียนสามารถปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของนายกล้าได้ หากปรับเปลี่ยนไม่ได้จริง ๆ คุณพ่อยินดีให้โรงเรียนดำเนินการตามเห็นสมควร เนื่องจากนายกล้ามีพฤติกรรมดื้อรั้นไม่เชื่อฟังใครทั้งนั้น โรงเรียนจึงพยายามประสานคุณแม่เพื่อให้เข้ามารับทราบพฤติกรรมของนายกล้าแทนคุณพ่อ ขณะนั้นทราบว่าคุณแม่ทำงานรับจ้างอยู่ที่ จ.ชลบุรี คุณแม่แจ้งว่าไม่สามารถลางานได้ จึงอธิบายถึงความสำคัญที่จะต้องแก้ไขปรับปรุงพฤติกรรมของนายกล้าให้ทราบอย่างชัดเจน คุณแม่ก็ไม่มีความคิดเห็นหรือแนวทางใด ๆ ให้กับทางโรงเรียน  แจ้งเพียงว่าไม่สามารถมาพบได้ จึงแจ้งไปว่าหากผู้ปกครองยังไม่มาพบเพื่อแก้ไขปัญหาและนายกล้ายังคงไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมต่าง ๆ เหล่านั้น ทางโรงเรียนอาจสั่งพักการเรียนโดยไม่มีกำหนดจนกว่าผู้ปกครองจะมาพบ คุณแม่ก็ยังคงผลัดวันที่จะมาพบไปเรื่อย ๆ

จนกระทั่งปิดเทอมในเดือนตุลาคม 2551  จึงร้องขอให้คุณแม่มาพบในวันประชุมผู้ปกครองประจำปี ซึ่งเป็นข้อตกลงของนักเรียนนักศึกษาทุกคนจะต้องนำผู้ปกครองมาพบเพื่อรับทราบผลการเรียนและพัฒนาการด้านต่าง ๆ ในวันที่ 16 ตุลาคม 2551  คุณแม่ก็ไม่มาตามที่ได้ตกลงไว้ ระหว่างนั้นนางสาวก้อยก็ยังไปขลุกอยู่กับนายกล้าทุกวันและนายกล้ายืนกรานว่าตนจะรักใคร่ชอบพอกันโรงเรียนไม่ต้องมายุ่งเกี่ยว

จนกระทั่งเปิดเทอมภาคเรียนที่ 2/2551 ในเดือนพฤศจิกายน 2551 นายกล้าก็ยังมาเรียนตามปกติ โรงเรียนก็ยังคงติดตามเรียนเชิญคุณแม่อย่างต่อเนื่อง คุณแม่ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะให้ความสำคัญกับเรื่องดังกล่าว และยังไม่มีคำตอบให้กับทางโรงเรียนอยู่ดีว่าจะมาพบและรับฟังเพื่อแก้ไขปัญหาพฤติกรรมต่าง ๆ ของบุตรชายเมื่อใด เมื่อเห็นว่าระดับการให้ความร่วมมือของผู้ปกครองดังกล่าวเป็นอุปสรรคอย่างยิ่งต่อการปกครองนักเรียนนักศึกษาจึงสั่งห้ามนายกล้าขึ้นเรียนจนว่าจะมีผู้ปกครองมาแสดงตัวรับรู้รับทราบพฤติกรรมดังกล่าวก่อน คุณแม่จึงยอมเข้ามาพบในวันที่ 17 พฤศจิกายน 2551 ในประเด็นพฤติกรรมต่าง ๆ ของนายกล้าดังนี้

1. พฤติกรรมก้าวร้าวอาจารย์ผู้สอน

2. ขาดเรียนแบบไม่มีเหตุอันควรบ่อยครั้ง

3. แต่งกายผิดระเบียบ

4. ไม่ตั้งใจเรียน

5. พฤติกรรมกระด้างกระเดื่องไม่เชื่อฟัง พ่อแม่และอาจารย์ไม่สามารถตักเตือนได้

6. พฤติกรรมไม่เหมาะสมกับสภาพการเป็นนักเรียนนักศึกษาเชิงชู้สาวกับนางสาวก้อย

คุณแม่ก็ได้แต่รับฟังปัญหาดังกล่าวเฉย ๆ มิได้มีความคิดเห็นหรือแนวทางใด ๆ หรือแม้แต่จะอบรมว่ากล่าวนายกล้าแต่อย่างใด  ได้แต่สอบถามว่าแล้วโรงเรียนจะทำอย่างไร  ยิ่งกว่านั้นคุณแม่ยังแจ้งต่อทางโรงเรียนว่าประเด็นชู้สาวเป็นเรื่องส่วนตัวเด็กเขามีใจกันเองโรงเรียนไม่น่าจะเข้าไปเกี่ยวข้อง จึงแจ้งไปว่าเรามิอาจเพิกเฉยต่อพฤติกรรมที่ขัดต่อการเสริมสร้างคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของเยาวชนเช่นนี้ได้ เนื่องจากขัดต่อหลักการพัฒนาผู้เรียนซึ่งเป็นนโยบายหลักของสถานศึกษาโดยสิ้นเชิง

ทางโรงเรียนยืนกรานว่าผู้ปกครองต้องมีแนวทางการกำกับดูแลบุตรที่สอดรับกับมาตรการของทางโรงเรียนเท่านั้นเพราะโรงเรียนเป็นสถานที่ฝึกอบรมเยาวชนให้มีคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของสังคม เช่น ความรับผิดชอบ ความกตัญญูรู้คุณ ความอ่อนน้อมถ่อมตน การเชื่อฟังพ่อแม่ครูอาจารย์ ความตั้งใจขยันหมั่นเพียรในการศึกษาเล่าเรียน การวางตนให้เหมาะสมต่อเพศตรงข้าม เป็นต้น หากโรงเรียนและครูบาอาจารย์มิสามารถดำเนินการตามพันธกิจของสถานศึกษาได้ก็มิต่างอะไรกับการเป็นเพียงพนักงานรับจ้างของพ่อแม่ที่ต้องทำตามคำสั่งเท่านั้น ไม่ต้องมีหลักการไม่ต้องมีแนวคิด ไม่ต้องคำนึงถึงเรื่องการปลูกฝังอบรมบ่มนิสัยใด ๆ ทั้งสิ้น

ต่อให้เห็นว่านักเรียนนักศึกษามีพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมก็คงไม่มีสิทธิเข้าไปท้วงติงอบรมให้เกิดการเปลี่ยนแปลงหรือพัฒนาขึ้นแต่อย่างใด วงการการศึกษามีทีท่าล้มเหลวอย่างที่เป็นอยู่ก็เนื่องจากเยาวชนขาดการปลูกฝังจิตสำนึกและคุณธรรมต่าง ๆ ดังที่กล่าวมาแล้ว  ครูบาอาจารย์ก็ไม่ปฏิบัติตามหน้าที่ในวิชาชีพ หรือไม่สามารถกระทำได้เพราะไม่ได้รับความเคารพเชื่อฟังเหมือนถูกลดสถานะวิชาชีพลงเป็นเพียงอาชีพรับจ้างที่ต้องเชื่อฟังคำสั่งของเจ้าของเงินคือพ่อแม่ ห้ามยุ่งเกี่ยว ห้ามโน้มน้าว ไม่มีสิทธิตีกรอบ หว่านล้อม โน้มน้าว ชี้แนะแนวทางที่เหมาะที่ควรใด ๆ ทั้งสิ้น

หรือการไม่ควบคุมสิ่งยั่วยุอื่น ๆ ที่เร่งเร้าให้เด็กให้ความสำคัญและสนใจมากกว่าพ่อแม่มากกว่าครอบครัว มากกว่าการศึกษาหรืออนาคตของตนเอง ค่านิยมใจเร็วด่วนได้ฉาบฉวยทั้งเรื่องการบริโภคและเรื่องเพศอย่างนี้มิใช่หรือที่ก่อให้เกิดปัญหาต่าง ๆ ตามมามากมาย ยิ่งถ้าพ่อแม่ผู้ปกครองไม่เข้าใจไม่ให้ความสำคัญและไม่จริงจังเข้าไปอีก เด็กก็จะยิ่งขาดหลักยึดเหนี่ยวและไม่มีต้นแบบให้ได้เรียนรู้ว่าสิ่งใดเหมาะ สิ่งใดควร สิ่งใดที่สังคมชื่นชม สิ่งใดที่สังคมตำหนิไม่ต้อนรับ

การขาดแคลนความเชื่อและความศรัทธาในเรื่องความกตัญญูรู้คุณ เกียรติยศ ศักดิ์ศรี ความชื่อสัตย์ ซื่อตรงและจิตสำนึกในเรื่องต่าง ๆ ในสังคมนั่นเองที่ทำให้เกิดปัญหาร้อยแปดพันประการเช่นปัจจุบัน

คุณแม่กลับปฏิเสธแนวทางทั้งหมดและแจ้งว่าหากโรงเรียนเรื่องมากนักก็ยินดีจะลาออก โดยยื่นเงื่อนไขว่าจะขอค่าเทอมที่คุณพ่อชำระไปแล้วนั้นคืนทั้งหมด จึงได้แจ้งไปว่าคุณแม่มีสิทธิที่จะยื่นเรื่องได้เพียงแต่ต้องรอการอนุมัติจากผู้บริหารก่อนจึงจะดำเนินการด้านอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องได้  คุณแม่จึงโวยวายและต่อว่าทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเพื่อจะขอรับเงินคืนให้ได้ทันที  รองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาได้พยายามอธิบายเหตุผลให้คุณแม่เข้าใจแต่กลับถูกคุณแม่ต่อว่าด่าทอกลับด้วยถ้อยคำผรุสวาทหยาบคายต่อหน้าอาจารย์และนักเรียนนักศึกษาจำนวนมากในโรงเรียน เมื่อเห็นว่าคุณแม่ไม่อยู่ภาวะที่สามารถจะประสานงานด้วยการให้เกียรติซึ่งกันและกันได้ จึงระงับการประสานงานหรือพูดคุยกับคุณแม่ลงทันที แล้วแจ้งเรื่องดังกล่าวให้คุณพ่อทราบเพราะคุณพ่อเป็นผู้ชำระค่าเทอม คุณพ่อจึงแจ้งแก่ทางโรงเรียนว่าทราบดีว่าคุณแม่มีลักษณะอุปนิสัยและอารมณ์เช่นนี้ จึงเป็นเหตุให้ต้องหย่ากันเนื่องจากเป็นคนไม่มีเหตุผลและเลี้ยงลูกแบบตามใจ คอยปกป้องแบบไม่มีเหตุผลตลอดมา

ในส่วนของค่าเทอมที่คุณพ่อได้ชำระไปแล้วนั้น เนื่องจากเป็นเงินของคุณพ่อเองจึงไม่ติดใจเอาคืนเพราะเข้าใจว่าปัญหาทั้งหมดเกิดจากพฤติกรรมของบุตรชายตนเองและเข้าใจดีว่าโรงเรียนพยายามทำหน้าที่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ตามที่คุณพ่อร้องขอแล้ว  เมื่อบุตรชายไม่สามารถปฏิบัติตามกฎระเบียบของส่วนรวมได้ก็เห็นด้วยกับการดำเนินการทุกประการของทางโรงเรียน จึงได้แจ้งเรื่องดังกล่าวให้คุณแม่ทราบ เมื่อได้รับทราบคำชี้แจงดังกล่าวแล้วคุณแม่ก็ยังคงยืนยันจะเอาค่าเทอมกลับให้ได้อีกทั้งยังทวีความหยาบคายขึ้นเป็นลำดับ โดยใช้สรรพนามกูมึงโวยวายขู่อาฆาตรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาว่าให้ระวังตัวให้ดี อาจารย์หลายท่านจึงร่วมกันเชิญคุณแม่กลับ หลังจากนั้นรองผู้อำนวยการ ฝ่ายกิจการนักเรียนนักศึกษาก็ได้รับโทรศัพท์ด่าทอด้วยถ้อยคำที่หยาบคายจากคุณแม่เป็นระยะ ๆ อีกทั้งยังมายืนตะโกนด่าทอหน้าประตูโรงเรียนเพื่อเป็นการประจานถึงเรื่องดังกล่าวในวันต่อ ๆ มาอีกด้วย

ในประเด็นของค่าเทอมที่ทางโรงเรียนเห็นว่าไม่มีเหตุอันควรที่ต้องคืนให้กับคุณแม่นั้น ก็ด้วยพันธกิจในการที่จะต้องยืนหยัดปรับเปลี่ยนพฤติกรรมที่เป็นปัญหาและต้องสร้างคุณลักษณะอันพึงประสงค์ให้กับนักเรียนนักศึกษาทุกคนให้ได้ จะเห็นได้ว่าการดำเนินการทั้งหมดนี้โรงเรียนมีเจตนาอันดี ดำเนินการด้วยความมุ่งมั่นและไม่ย่อท้อ ซึ่งเป็นความจริงใจต่อวิชาชีพและความหวังดีอย่างบริสุทธิ์ใจของคณาจารย์ทุกส่วนฝ่าย หากโรงเรียนคืนเงินให้กับผู้ปกครองก็เท่ากับว่าสิ่งที่กระทำมาทั้งหมดเป็นสิ่งที่ไม่ถูกต้อง สมควรยกเลิกและชดเชยคืนแก่ผู้ปกครอง อีกทั้งนายกล้ายังได้ปรากฏตัวมาเรียนในเทอมที่สองแล้วอีกด้วย

…(หน่วยงานต้นสังกัด)..คงทราบดีว่าการที่โรงเรียนเอกชนวางแผนเปิดรับนักเรียนนักศึกษาย่อมต้องมีการลงทุนจัดซื้ออุปกรณ์ จัดจ้างบุคลากรฝ่ายต่าง ๆ เพื่อรองรับนักเรียนนักศึกษาดังกล่าวไว้ล่วงหน้าแล้ว เมื่อนายกล้าไม่สามารถปฏิบัติตนให้อยู่ในสภาพนักเรียนนักศึกษาตามระเบียบได้ กลับสร้างความเสื่อมเสียให้กับทางโรงเรียนและกระด้างกระเดื่องต่อแนวทางการดำเนินการทุกประการของทางโรงเรียน หนำซ้ำผู้ปกครองยังไม่ให้ความร่วมมือตามสัญญาที่ให้ไว้ตอนมอบตัวอีกด้วย เมื่อเป็นเช่นนี้แล้วหากโรงเรียนคืนเงินค่าเทอมให้ก็เท่ากับโรงเรียนไม่ยึดมั่นต่อหลักการในการบริหารจัดการและไม่ยึดมั่นต่อแนวทางในการพัฒนาเยาวชนตามที่ได้ให้คำมั่นสัญญาต่อผู้ปกครองทุกท่านไว้ ประเด็นสำคัญที่สุดของเรื่องนี้จึงอยู่ที่ว่านายกล้าควรได้รับการช่วยเหลือดูแลอย่างเร่งด่วนเพื่อการปรับปรุงพฤติกรรมต่างหาก

อนึ่ง เรื่องดังกล่าวทางโรงเรียนเคยได้รับการสอบถามจากเจ้าหน้าที่เมื่อปี 2551 แล้วทางโทรศัพท์ เนื่องจากคุณแม่ของนายกล้าได้ไปร้องเรียนด้วยตนเอง เมื่อชี้แจงเรื่องดังกล่าวตามลำดับข้างต้น เจ้าหน้าที่ก็ได้ชี้แจงกับคุณแม่ของนายกล้าไปตามนี้  ทราบว่ายอมจำนนด้วยเหตุผลไปแล้ว ต่อมาก็ได้รับการสอบถามเรื่องดังกล่าวจากเจ้าหน้าที่อีกครั้งเมื่อเดือนธันวาคม ปี 2553  จึงขอเรียนชี้แจงอีกครั้งเป็นลายลักษณ์อักษรดังที่กล่าวมาแล้วทั้งสิ้นนี้

ทำหนังสือชี้แจงไปเสีย 4 หน้ากระดาษ A4 เต็ม ๆ แถมยังแจ้งไปด้วยว่าพร้อมและยินดีไปให้ข้อมูลด้วยตนเองไม่ว่าในขั้นตอนใด ๆ

ขณะที่กำลังนั่งร่างคำชี้แจงอยู่นี่ก็ได้รับการติดต่อจาก ผอ.หน่วยงานหนึ่งจากสังกัดเดียวกัน ว่าขอคุยกับครูปูหรืออาจารย์พิชญ์สินีหน่อย  เรื่องที่จะเรียนเชิญไปเป็นวิทยากรในหัวข้อ

“การสร้างแนวทางและเสริมกำลังใจในการทำงาน”

ให้กับครูอาชีวะ

อะไรกันเนี่ยะ???

เลยให้น้องเขาตอบไปงี้ค่ะ

“ครูปูท่านยังไม่ว่างหรอกค่ะ เพราะกำลังง่วนกับการทำหนังสือชี้แจงข้อที่ถูกร้องเรียนเรื่องเดียวกับที่ท่านอยากจะให้ไปอบรมคุณครูนั่นล่ะค่ะ”

ฮิ๊ว………

บอกแล้วไง

ว่าสวยแล้วหยิ่ง

ก็ม่ายมีครายเชื่อ…อ่ะนะ

เหอ เหอ เหอ

:p

Post to Facebook

« « Prev : จดหมายรัก…ถึงพ่อครูบา

Next : ยิ่งให้ ยิ่งได้ » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

1426 ความคิดเห็น