บันทึกตะกอนความสุขปี ๒๕๕๑

อ่าน: 4816

ช่วงปีใหม่ปีนี้ไม่ได้กลับบ้านเพราะจะรอกลับช่วงกลางเดือนให้ตรงกับเวลาที่น้องสาว  P แม่น้องหมิง คลอดหลานชายคนแรกพอดี จึงเป็นช่วงเวลาพิเศษที่จะได้ใช้เวลาอยู่กับตัวเอง ใช้ชีวิตให้ช้าลง ไม่ต้องเร่งรีบกระเหี้ยนกระหือรือนู่นนี่นั่น ชิงไหวชิงพริบกับใคร

นอนบิดไปบิดมาเล่นบนเตียง กินผัดแครอทรูปดอกไม้ฝีมือตัวเองด้วยความภาคภูมิใจ นั่งเล่นกับเจ้ากุ๊งกิ๊งให้เบื่อหน้ากันไปข้างนึง หลังจากเจ้าหล่อนต้องเรียกร้องความสนใจด้วยท่าแปลกใหม่ทุกวันตลอดปีที่ผ่านมา

มีเวลาเหลือพอที่จะได้นั่งทบทวนสิ่งที่ตัวเองทำมาตลอดทั้งปี

บางอย่างคิดแล้วก็ ทำไปได้เนาะเรา

บางอย่างคิดไปก็ทำให้อมยิ้มไปได้ด้วยล่ะค่ะ

ชีวิตคนเรานี่ก็แปลกดีเนอะ ทั้งความสบและไม่สบอารมณ์ ความชื่นชอบชื่นชม เสียงหัวเราะเสียงร้องไห้ รอยยิ้มและหน้าตาบูดบึ้งสลับขึ้นลงเป็นกราฟชีวิตอยู่ตลอดเวลา

ได้ข้อคิดจากผู้ใหญ่ท่านหนึ่ง ว่า “สิ่งดี ๆ ในรอบปีนี้ถือว่ามีมากมายหรืออาจเป็นเพราะเรารู้จักมองโลกให้สวยงามมากขึ้นก็เป็นได้” จากบันทึกนี้ จึงอยากบันทึกตะกอนความสุขของปีที่ผ่านมาเพื่อเป็นการสะกดจิตตัวเองให้คิดถึงแต่สิ่งดี ๆ จะได้มีแรงผลักดันให้เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ต่อไปนี้คือตะกอนความสุขของชีวิตครูปูที่เกิดขึ้นตลอดปี 2551 ที่เพิ่งผ่านมาค่ะ

1.  ปลดหนี้สินของครอบครัวจนหมด

เรื่องนี้ถือเป็นความเก็บกดของชีวิตครูปูเลยค่ะเพราะตั้งแต่เด็กจะแอบเห็นแม่ร้องไห้เพราะเจ้าหนี้ตามมาทวงแล้วไม่มีจ่ายเขาหลายต่อหลายครั้ง

ความสงสารแม่จับหัวใจในวันนั้นส่งผลต่อพฤติกรรมการใช้ชีวิต การใช้สตางค์และทุกอย่างในชีวิตครูปูตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา

เนื่องจากอาชีพประมงไม่มีความแน่นอน เที่ยวไหนดีก็กลายเป็นเสี่ยไปเลย เที่ยวไหนไม่ได้หรือได้น้อย หนี้ค่าน้ำมันค่าน้ำแข็ง ค่าซ่อมเครื่อง ค่าลูกน้องเป็นหลักแสนก็จะเริ่มพอกพูนขึ้น

จะว่าไปแล้วเงินที่หามาได้แค่นำมาใช้จ่ายหมุนเวียนเป็นค่ากินใช้ในบ้านและส่งลูก ๆ เรียนได้เท่านั้น เมื่อใดที่ประสบปัญหา บ้าน ที่ดินที่มีก็ต้องจำนำจำนอง ทองหยองเพชรพลอยเก่าแก่ของยายก็ต้องขายเพื่อนำเงินมาหมุน

ตอนเด็ก ๆ แม่เคยพูดว่า หากแม่แก่แล้วเราลำบากแบบนี้แม่คงต้องไปนั่งปอกกุ้งตามสะพานปลาเหมือนพวกคนงานที่เราเห็นแน่ ๆ

ครูปูพูดสวนไปทันควันทั้งที่ยังเรียนไม่จบด้วยซ้ำว่า

“แม่จำไว้นะ ความลำบากแบบนั้นจะไม่เกิดขึ้นกับแม่แน่นอน ตราบที่ปูยังมีชีวิตอยู่ แม่คอยดูนะ”

แม่ได้แต่หัวเราะ แหะ แหะ คงนึกอยู่ในใจว่า “โธ่ ตัวเท่าลูกหมา”

2.   ปรับโครงสร้างความคิดของตัวเองได้บ้างแล้ว

จากที่ไม่เคยไว้ใจใครเพราะคิดว่าแน่ ว่าเก่งอยู่คนเดียว ก็หัดฟังคนอื่นเป็น พยายามไม่เพ่งโทษความผิดคนอื่นอย่างเดียว

ย้ายฐานคิดจากที่ตัวเองเป็นศูนย์กลาง ไปที่มุมมองของคนอื่นได้บ้าง บังคับตัวเองให้เป็นนักขอโทษ อดทนเป็นผู้ฟังที่ดีได้ หัดเสริมแรงหัดหลับตากับความผิดเล็กน้อยได้บ้างแล้ว เลยพอจะเป็นเป็นที่ปรึกษาที่คนเค้าอยากปรึกษาสำหรับที่ทำงานและครอบครัวได้บ้างแล้วล่ะค่ะ

ทำให้บรรยากาศที่ทำงานดีมาก งานเป็นระบบขึ้น น้อง ๆ มีความมั่นใจขึ้นเพราะมีโอกาสได้แสดงศักยภาพและขยายผลต่อแขนขาได้อีกมาก  โดยมีเราเป็นคุณอำนวยอยู่เบื้องหลัง การควบคุมก็ง่ายขึ้น 

เมื่อคิดได้แล้ว ครูปูยิ่งลิงโลดใจ ด้วยการประกาศต่อคนนู้นคนนี้ว่า ต่อไปนี้เราจะไม่ทะเลาะกัน ทุกเรื่องที่เกิดขึ้นครูปูปวารณาตัวเองว่าจะเป็นฝ่ายใช้ความอดทนพยายามอธิบายให้ทุกคนเข้าใจให้ได้เอง

คอยดูนะ !

ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา แทบจะไม่ค่อยได้ใช้ความพยายามอย่างที่โม้ไว้เลยล่ะค่ะ ดูมันง่ายขึ้นเองโดยอัตโนมัติ เหมือนในโฆษณาอะไรซักอย่างที่ว่า “ดีใจจังค่ะ เดี๋ยวนี้ชีวิตเดี๊ยนง่ายขึ้นมากเลยค่ะ” อิ..อิ..อิ

3.   รู้แล้วจริง ๆ ว่าชีวิตตัวเองมีค่า

เพราะหลาย ๆ เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับลูกศิษย์แล้วมีเราเป็นคนคอยลากคอยจูง คอยตามจิกตามตี ใช้ทุกกลเม็ดเคล็ดลับ แกล้งงอนแกล้งไม่พูดด้วย ประกาศตัดศิษย์ตัดครู ลากตัวไปส่งสถานบำบัด บังคับฝืนใจเอาไปส่งค่ายปรับพฤติกรรม ล้วนเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้เขาผ่านปัญหานั้น ๆ มาได้จนเติบโตมีหน้าที่การงานมีครอบครัว แล้วกลับมาหา มากอด มากราบวันไหว้ครู วันเกิด วันปีใหม่

พวกลูกศิษย์เก่าเล่าเรื่องราวการกระทำด้วยความโง่เขลาในวัยเยาว์กันอย่างสนุกสนาน ออกรสออกชาติ  แต่ครูอย่างเราฟังแล้วมันสะท้อนใจ  ขำด้วยไม่ออกหรอกค่ะ กลั้นน้ำตาไว้ไม่ค่อยจะอยู่ ทั้ง ๆ ที่จริง ๆ เป็นสาวห้าวไม่ค่อยเสียน้ำตากับอะไรง่าย ๆ หรอกนะคะ

เจ้าพวกลูกศิษย์ก็ปลอบกันใหญ่ “‘จารย์มันผ่านไปแล้ว ร้องไมอ่ะ ไม่เอาน้า ไม่ร้องน้า พวกผมขอโทษ”

ทีนี้เลยยิ่งหนัก กรรแสงกันเป็นหมู่คณะทั้งครูทั้งศิษย์ รวมทั้งครูที่ผ่านมาเจอก็ไม่รอดค่ะ อิ..อิ..อิ

4.    สำเร็จหลักสูตรประกาศนียบัตรการบริหารการศึกษา ด้วยเกรดเฉลี่ย 3.90  แถมด้วยประสบการณ์ความรู้อันทรงค่า

เรื่องนี้ใช้เวลาคิดอยู่นานพอควรเพราะกำลังถามตัวเองว่าใคร ๆ เขาก็จบกันมันดูธรรมดาไปไหม ตอบตัวเองว่าไม่ค่ะ

นอกจากความคิดที่ว่าจะตัองหัดชื่นชมตัวเองบ้างแล้ว ครูปูยังเป็นพวกที่จะไม่เรียนอะไรไปงั้น ๆ แต่จะตั้งคำถามจะค้นจะหาจะลงมือทำด้วยตนเองให้ดีที่สุดเท่าที่จะทำได้

เหตุที่เป็นพวก  perfectionist ที่อยู่ระหว่างการควบคุมนี่เอง จึงทำให้ต่อยอดการเรียนรู้จนหลุดพร่วดเข้ามาในนี้ยังไงล่ะคะ

สิ่งที่เรียนจะถูกนำมาเทียบเคียงกับการงานและชีวิตทันที ทำให้สามารถสร้างระบบต่าง ๆ เพื่อกำกับตรวจสอบและติดตามการทำงานได้หลายประการ ทั้ง ๆ ที่ถูกบอกกล่าวตลอดเวลาว่าอย่าไปอะไรมากเลย เราเป็นผู้บริหารใช้ลูกน้องทำก็หมดเรื่องไป ส่ง ๆ ไปเดี๋ยวก็จบ

5.   รางวัลผู้บริหารสถานศึกษาดีเด่น ของสมาคมโรงเรียนอาชีวศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ประจำปี 2551  เพิ่งได้รับแจ้งเมื่อวันที่ 29 ธันวาคม ที่ผ่านมาว่าจะต้องไปรับรางวัลนี้ในวันที่ 15 มกราคมนี้ที่โรงแรมเอสดีอเวนิว

เมื่อ 5 ปีที่แล้วตอนไปรับรางวัลครูดีเด่นก็ยังขำ ๆ ไม่หาย เพราะดูแล้วครูปูจะค่อนข้างอาวุโสน้อยไปหน่อย

คราวที่แล้วแอบโทรบอกแม่ตอนกำลังรอขึ้นเวที

คราวนี้โทรบอกแม่แต่เนิ่น ๆ แม่แค่หัวเราะ อิ..อิ..อิ

จบข่าว

^_^

Post to Facebook

« « Prev : ประสบการณ์เคว้งคว้าง วังเวง แสบสันต์และขำสุด ๆ

Next : ปลูกป่าชายเลนกับพี่ครูต้อย » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

385 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 1.1876201629639 sec
Sidebar: 0.18531584739685 sec