แม่สาคร

2264 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 25 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:40 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 16837

แม่สาคร ช่วงฉ่ำ เป็นชาวบ๊าน ชาวบ้าน

ในมุมมองของคนสมัยใหม่ก็ว่าแม่เป็นบ้านนอก เปิ่น

พูดจาอะไร ใครได้ยินแล้วก็ยิ้มๆ เพราะภาษาที่ใช่ บ่งบอกความเป็นคนบ้านนอก

จะเดินเข้าร้านใหญ่ๆ แม่ก็ถอดรองเท้าเข้าร้าน เอารองเท้าวางไว้หน้าร้าน

ครั้งหนึ่งนานมาแล้ว ให้แม่มีประสบการณ์ขึ้นเครื่องบินจากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ

แม่ก็ยกมือไหว้เครื่องบิน ยกมือไหว้แอร์โฮสเตทเขาไปทั่ว

สมัยที่ผมได้เข้าเรียนที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ พ.ศ. 2512 พ่อให้เงินค่ารถและค่าใช้จ่ายประจำเดือนผมเพียง 500 บาทจำนวนนี้รวมค่ารถจากกรุงเทพฯไปเชียงใหม่ในนั้นด้วย แม่แอบเอาเงินยัดใส่มือผมอีก 60 บาท

..กลัวลูกไม่พอกิน แต่แม่มีเพียงเท่านี้..

อีกครั้งหนึ่ง ครบกำหนดที่เปิดเทอมเรียนมหาวิทยาลัย จะต้องมีค่าเทอมแต่ทางบ้านไม่มีเงิน แม่เป็นคนดึงมือผมลงไปเก็บขวดใต้ถุนบ้านที่สะสมไว้เอาไปล้างทำความสะอาด แล้วเอาไปขายพอได้ค่ารถไปเชียงใหม่ แต่ค่าเทอมนั้นจะส่งตามไป ผมทราบว่าการแก้ปัญหาไม่มีเงินคือ แม่ต้องไปกู้ยืมเงินหลวงตาเจิมวัดตูมข้างบ้านส่งเป็นค่าเทอมให้ผม

…….ฯลฯ……..


เมื่อผมลงมาเยี่ยมแม่ที่บ้านในทุกช่วงโอกาส

ตอนที่ลากลับผมก้มกราบแม่

แม่จะดึงแขนผมไป หอม ฟอดใหญ่ทุกครั้ง พร้อมบอกว่า

“แม่คิดถึงลูกนะ หมั่นมาเยี่ยมแม่เมื่อมีโอกาสนะลูก”

มีคนทักว่า พ่อจะเสียชีวิตก่อนแม่ แม่สาครจะอยู่จนคลานเลย…

แม่สาคร ชาวบ๊านชาวบ้าน ทำนา ทำสวนครัว เป็นแม่บ้านของครูประชาบาล ส่งลูกเรียนหนังสือ 7 คน …. แม่ชอบอ่านหนังสือธรรม ชอบทำบุญเหมือนชาวบ้านทั่วไป

แม่สาคร วัย 89 ปี แบกสังขารที่มีหัวใจโต ความดันต่ำ ไตวายขั้นสุดท้าย ตับพิการ ปอดติดเชื้อ มือเท้าบวมเป่งเพราะระบบภายในหมดอายุ หมดศักยภาพที่จะทำหน้าที่ต่อไปได้

แม่สาครชาวบ๊าน ชาวบ้านท่านนี้นอนบนเตียงมา 2 เดือนเศษ

เตียงข้างๆล้มหายจากไปคนแล้วคนเล่า ต่อหน้าต่อตาปริบๆของแม่สาคร

แล้วคืนวันที่ 23 ตี 1อีก 50 นาทีผมเขียนงานเสร็จก็ล้มตัวลงนอนที่บ้านขอนแก่น อีกเพียง 5 นาทีเท่านั้นเสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้น เสียงน้องชายผมบอกว่า “แม่เราไปแล้วพี่….”

ถึงคราวที่แม่สาครละสังขารไปด้วยความสงบ

..ผมรักแม่ครับ..


กะปูด

139 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 22:21 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 3693

นั่งเขียนงานอยู่ ได้ยินเสียง ก๊ก.. ก๊ก..

โผล่ไปดูที่หน้าต่างผ่านมุ้งลวด

เห็นเจ้านกกะปูดกำลังทุบอะไรอยู่

ขยับไปแอบดูใกล้ๆผ่านมุ้งลวด

นั่นมันหอย เมื่อฝนตก ดินชื้น หอยก็เดินกันทั่วรั้วบ้าน

นั่นมันอาหารเลิศรสของเจ้านกกะปูดรึนี่

เจ้ากะปูดตาแดง ใช้ปากจิกหอยแล้วก็ทุบ

จนเปลือกหอยแตกออก

แล้วก็ใช้ความคมของปากจิกเอาเนื้อออกมาจากเปลือก

ตัวกำจัดหอยโดยธรรมชาติ

… วงจร ห่วงโซ่อาหาร …


ถึงท่านสีสุวัน ๓

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:05 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 994

๓ : โปแกรม PhotoScape การ Download โปรแกรมท่านพิมพ์คำนี้ลงใน Google ท่านก็จะได้ข้อมูลเกี่ยวกับ PhotoScape มากมาย ท่านก็เลือก Download โปรแกรมนี้ใน version ล่าสุด ดูเหมือนจะเป็น Version 3.5 ฟรีนะครับ


No.1 แสดงผลการค้นหาโปรแกรม PhotoScape ใน Google

เมื่อ Download และ install แล้วก็ลองเปิดดูหน้าตาของโปรแกรมนี้นะครับ

หรือ

No. 2 แสดงหน้าตาของโปรแกรม PhotoScape เมื่อ download แล้ว install แล้ว และลองเปิดดู

โปรแกรมนี้มีลูกเล่นเยอะ ก็เจ้าวงกลมที่มีรูป สัญลักษณ์ต่างๆนั้นล้วนเป็นลูกเล่นทั้งนั้น ลองเล่นดูนะครับ จะขอกล่าวเฉพาะส่วนที่ใช้ปรับแต่ภาพเท่านั้น

๔ : การแก้ไขภาพ ลูกเล่นส่วนนี้ของ PhotoScape ทำอะไรได้มากมายจริงๆ ผมใช้ประจำ กล่าวได้ว่าเป็นหลักก็ได้ เพราะลูกเล่นอื่นๆเกือบไม่ได้ใช้เลย


การแก้ไขภาพก็คือการเอาภาพของเราที่มีข้อที่สมควรปรับแก้มาใช้โปรแกรมนี้ ลูกเล่นนี้จัดการแก้ไข เช่น กรณีที่รูปที่เราถ่ายมามันเอียง


ดังรูปตัวอย่างนี้ เราก็สามารถใช้ลูกเล่นของ PhotoScape จัดการได้ดังนี้

  • เมื่อเปิดโปรแกรม PhotoScape แล้ว เราไปคลิก “แก้ไขภาพ” เราจะได้รูปที่ที่หน้าจอของเรา


เราก็ดูทางซ้ายมือของจอ พยายามเลื่อนเคอร์เซอร์ไปที่ directory ที่มีรูปที่เราต้องการแก้ไข ปรับปรุง เมื่อพบแล้วเราก็เอาเคอร์เซอร์ไปคลิกรูปที่เราต้องการแก้ไข รูปนั้นก็จะไปปรากฏในช่องว่างใหญ่ทางขวามือพร้อมที่จะให้เราจัดการอื่นๆต่อไป


รูปนี้ที่เราจะแก้ไขก็คือ รูปถูกถ่ายมาไม่อยู่ในแนวระนาบ มีลักษณะเอียง ทางขวามือต่ำลง ทางซ้ายมือสูงขึ้น เราต้องการใช้ลูกเล่นของ PhotoScape ปรับแก้ไขให้รูปนี้อยู่ในแนวระนาบ เราทำได้ดังนี้


ที่หน้าจอของ PhotoScape ที่มีรูปที่เราต้องการแก้ไขนั้น ตรงลูกศรชี้จะมีสัญลักษณ์ ที่มีความหมายให้สามารถปรับแก้ภาพลักษณะนี้ได้ เราก็คลิกไปที่สัญลักษณ์นี้ เราจะได้หน้าจอเป็นอย่างนี้..


หน้าจอเราจะเห็นรูปซ้อนกัน รูปหน้าสุดจะมีตารางปรากฏให้เห็นถึงระนาบมาตรฐานของรูป ซ้อนกับรูปที่เราต้องการแก้ไข จากนั้นเราก็เอาเคอร์เซอร์คลิกแช่ไว้ที่สัญลักษณ์ตรงลูกศรแดงชี้ แล้วลองขยับไปมา เราก็จะพบว่า รูปนั้นมีการปรับระนาบไปตามที่เราขยับ

เราก็ดำเนินการขยับเคอร์เซอร์ไปจนกว่ารูปที่เราแก้ไขนั้นปรับอยู่ในสภาพระนาบที่สุด แล้วก็ไปคลิก “ตกลง” รูปนี้จะหายไปและรูปเดิมที่ปรากฏหน้าจออยู่นั้นจะใช้เวลานิดหนึ่งทำการปรับให้อยู่ตามแนวระนาบที่เราจัดทำไว้นั้น

นี่คือรูปสุดท้ายที่เราได้มาทางหน้าจอคอมพ์ของเรา

จากนั้นเราก็สามารถ resize หรือย่อ หรือขยายรูปนี้ได้ ตามความต้องการขนาดขอรูปที่เราต้องการนำไปใช้
โดยเราคลิกไปที่ลูกศรของปุ่ม “ย่อ/ขยาย” เราจะได้ภาพข้างล่างนี้

แล้วเราก็เลิก scale ที่เราต้องการ คลิกไปตรงขนาดที่ต้องการ รูปเราก็จะ ย่อ หรือขยายไปอยู่ขนาดที่เราคลิกนั้น แล้วเราก็ save ไว้ เราก็จะได้รูปที่ต้องการดังข้างล้างนี้

เราจะได้รูปเดิมที่ไม่เอียง พร้อมที่จะเอาไปใช้ประโยชน์อื่นๆต่อไป

ต่อ ตอนที่ 4


ถึงท่านสีสุวัน ๒

508 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 14:13 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 3750

๒ : ยุค DSLR กล้องพัฒนาไปมากมายเป็นประโยชน์มหาศาลโดยเฉพาะวงการแพทย์ และวิทยาศาสตร์แขนงต่างๆที่จำเป็นต้องใช้รูปถ่ายประสิทธิภาพสูง ถ่ายง่าย ดูซิ เจ้าดาวเทียมสหรัฐนั้น วัตถุขนาด 1 เมตรเคลื่อนไหว ดาวเทียมซูมเข้ามาเห็นละเอียดยิบ นอกจากนี้ยังใช้ภาพถ่ายไปเป็นประโยชน์ทางการเกษตรด้วยมากมาย เช่น เนื่องจากประเทศไทยส่งออกข้าวเป็นอันดับหนึ่งของโลก ปริมาณข้าวและคุณภาพข้าวแต่ละปีนั้นเป็นปัญหาต่อคู่แข่งการส่งข่าวออกทั้งสิ้นคือไปแข่งราคาตลาดโลกกัน ปริมาณการผลิตต่อปีและที่จะส่งออกนั้นมีผลต่อการกำหนดนโยบายของประเทศคู่แข่ง

ผู้รู้กล่าวว่าดาวเทียวอเมริกาวนมาเหนือหัวบ้านเราถ่ายรูปแปลงข้าวทั่วประเทศของเราในแต่ละช่วงเวลาไว้ ประกอบกับข้อมูลทางราชการ สถิติต่างๆที่เปิดเผยนั้น อเมริกาสามารถคาดการณ์ได้ว่าปีนี้ไทยจะผลิตข้าวได้เท่าไหร่ กินเท่าไหร่ มีสถิติอยู่แล้ว จะส่งออกเท่าไหร่ เขาจะแข่งขันกับเราจะทำอย่างไรได้บ้าง ข้อมูลเหล่านี้มีส่วนสำคัญในการเอาไปกำหนดนโยบายการค้าข้าวกับไทย และประเทศอื่นๆ

ผมก็ฝอยไปเรื่อยไม่เข้าเรื่องซักที กำลังโม้ว่า กล้องถ่ายรูปมีประโยชน์มากมายเกินกว่าคนทั่วไปใช้เก็บภาพที่ระลึกมาเท่านั้น

แม้ว่ากล้อง DSLR จะมีความสมบูรณ์มากๆแล้วเกือบไม่ต้องทำอะไรเลย แค่กดชัดเตอร์ก็จะได้รูปสวยๆมาแล้ว เพราะระบบคอมพิวเตอร์ในกล้องถูกพัฒนาให้ปรับค่าต่างๆโดยอัตโนมัติให้คนที่กด shutter release ไม่ต้องทำอะไรเลย

กระนั้นก็ตามแม้ว่ากล้องจะดีแค่ไหนก็ตาม หากปัจจัยภายนอกไม่เอื้อให้บ่อยครั้งเราก็ได้รูปที่ไม่พึงปรารถนา เช่น

มือสั่น เอ้า…ก็สร้างเทคโนโลยีป้องกันการสั่นมาให้

แสงน้อย ก็สร้างระบบการชดเชยแสงในตัวกล้องมาให้

แสง Contrast มาก ก็สร้างระบบเฉลี่ยแสงมาให้

หากเป้าหมายมีแสงสลัวๆ ก็ทำระบบวัดแสงมาให้และเชื่อมกับแฟลชอัตโนมัติ หากแสงไม่เพียงพอเกินไปแฟลชก็จะทำงานอัตโนมัติ…

กล้องรุ่นใหม่ๆยังสามารถโฟกัสได้หลายจุดในเฟรมเดียวกันอีก โอยเก่งไปหมดเจ้ากล้อง DSLR ในปัจจุบันนี้

เหลือแต่ว่า ผู้ถ่ายรูปจะมีศิลปะในการหามุมกล้องอย่างไรจึงจะสวย ออกมาดูดี จะถ่ายอย่างๆไรให้วนเวียนอยู่ในหลักการถ่ายรูป เรื่ององค์ประกอบก็สำคัญ เรื่องความชัดลึก เรื่อง Composition ฯลฯ และเรื่องการรอคอยจังหวะ เรื่องการคาดการณ์ล่วงหน้าว่าอะไรจะเกิด เราจะถ่ายรูปเหตุการณ์นั้นๆควรจะอยู่จุดไหนดีที่สุด ฯลฯ เหล่านี้ต้องเรียนรู้ไปถ่ายรูปไป วิเคราะห์วิจารณ์กันไป

บุคลากรที่พัฒนาการถ่ายรูปดีที่สุดคือกลุ่มนักข่าว นักเขียนบทความ นักสะสมรูปเฉพาะเรื่อง ท่านเหล่านี้จะต้องถ่ายรูปออกมาเป็นงานศิลปะแขนงหนึ่งทีเดียว ภายในเสี้ยววินาทีนั้นจะต้องได้รูปนั้นๆออกมา นี่คือมืออาชีพจริงๆ

อย่างไรก็ตามใครๆก็อยากถ่ายรูปให้ได้ดี แต่ก็มีอุปสรรคภายนอกมากมาย เช่น รูปขณะรถวิ่ง เรือวิ่ง ยากนะครับที่จะหามุมกล้องดีดีมาได้

ปัจจุบันจึงมี program จัดการเรื่องรูปมากมาย ที่จะมาช่วยแก้ไข ปรับปรุงรูปถ่ายของเราให้ดูดีได้ ผมจะไม่ขอกล่าวถึงโปรแกรมอื่นๆ จะกล่าวเฉพาะโปรแกรม PhotoScape เท่านั้น เพราะผมคุ้นกับมันเป็นอย่างดี…

ต่อตอน ๓



ถึงท่านสีสุวัน ๑

146 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 19 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:45 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2283

ท่าน “สีสุวัน สังบัวบุลม” หรือ Sisouvan Sangbouaboulom รู้จักกับผมทาง fb ในชมรมคนรักมวลเมฆ ท่านเป็นอาจารย์ที่วิทยาลัยเทคนิคในเวียงจัน ก็ติดต่อกันเรื่อยมาตามโอกาส ผมไปเวียงจันก็ไม่มีโอกาสนัดพบท่าน

มีครั้งหนึ่งท่านถามผมเรื่องการปรับแต่งรูปที่ถ่ายมาให้ดูดี ผมก็รับปากท่าน แต่ไม่ได้ลงมือสักที เลยถือโอกาสนี้ เขียนตามความเข้าใจของผมเสียที ผมเชื่อว่าแต่ละท่านก็มีเทคนิคเฉพาะตน หากท่านมีคำแนะนำเสริม เพิ่ม ก็เป็นประโยชน์แก่ผู้อ่านทั่วไปนะครับ

๑ : ก่อนอื่นๆทำความเข้าใจเรื่องกล้องสักนิดว่า ยุค DSLR หรือ Digital Single Lens Reflect หรือกล้องดิจิตอลที่เรารู้จักกันในปัจจุบันนั้นเข้ามาแทนที่กล้อง SLR หรือ Single Lens Reflect Camera เขาเรียกย่อๆว่า SLR ซึ่งเป็นกล้องรุ่นเก่าที่ไม่มีระบบอัตโนมัติต่างๆมากนัก ระบบธุรกิจด้านกล้องพัฒนามานานและญี่ปุ่นก็เป็นเจ้ายุทธ์จักรด้านนี้ ผมเติบโตและบ้ากล้องแบบลูกทุ่งมาสมัย Nikon F2 ใครบ้ากล้องย่อมรู้จักตัวนี้ว่ามันยอดเยี่ยมแค่ไหน และหนักจนคอเคล็ดเลยหละ

สมัยนั้น คร่าวๆเป็นว่า พ.ศ. 2520 ลงไปในอดีตนั้นใครที่เล่นกล้อง SLR นั้นจะต้องเรียนรู้วิธีถ่ายรูปมากกว่าปัจจุบันหลายเท่าตัว เพราะต้องตั้ง shutter speed และ Aperture เอง หรือตั้ง ความเร็ว shutter และรูรับแสงเอง ซึ่งมีหลักการ ทฤษฎีให้เรียนรู้กัน ซึ่งแค่เจ้าสองตัวนี่ก็มีเทคนิคมากมายว่าหากวัตถุประสงค์จะถ่ายรูปดอกไม้ควรตั้งอย่างไร หากจะถ่ายรูปวิว ควรจะตั้งอะไรอย่างไร การถ่ายรูป Portrait ควรจะ focus ตรงไหน เทคนิคทั้งนั้น คนไทยฝีมือดีดีในสมัยนั้นก็มีมากมาย มีการประกวดภาพถ่ายระดับชาติด้วย

คนเล่นกล้องสมัยนั้นเสียเงินมหาศาล เพราะเมื่อล้างอัดมาแล้ว ต้องจ่ายเงินน่ะซี ฟิล์มหนึ่งมี 36 รูปๆละ 10 บาทขนาด Postcard หากถ่ายหลายม้วน เธอเอ้ยข้าวปลาไม่ต้องกินกัน สมัยนั้นจะถ่ายสักรูปก็ต้องมั่นใจว่า ดี ใช้ได้ ถูกต้องตามหลักการถ่ายรูปแล้ว ตั้งค่าต่างๆถูกต้องแล้ว ผมนั้นยังหนุ่มแน่น ยังไม่มีภาระก็ทุ่มเงินเดือนซึ่งไม่กี่บาทลงมาที่รูปหมด อิอิ..โสน้าน่า



สมัยนั้นไม่มีคอมพิวเตอร์ และโปรแกรมตกแต่งรูปเหมือนปัจจุบัน ถ่ายไปอย่างไรก็ล้างอัดมาอย่างนั้น รูปสีที่ล้างมาทิ้งลงถังขยะก็มากมายเพราะเบลอบ้าง ฯ เจ้าของร้านล้างอัดเขาก็ชอบ ทั้งๆที่รู้ว่าจะล้างอัดมาแล้วก็ใช้ไม่ได้ เขาก็ล้างมาให้ เพราะเขาไปเงิน อิอิ อยู่เชียงใหม่สมัยนั้นก็รู้จักมักจี่กับร้านล้างอัดรูปหลายร้าน เดี๋ยวนี้หายไปไหนหมด…


บ้าขนาดลงทุนล้างอัดรูปขาวดำเอง ใช้ห้องส้วมที่พักนั่นแหละเป็นห้องมืด ขอยืมเครื่องมือเจ้าของที่พัก(เช่าที่พักอยู่) ซึ่งบ้ากล้องเหมือนกัน ศึกษากระบวนวิธีแล้วไปซื้อน้ำยามาล้างอัดจนสว่าง เอารูปขาวดำที่ล้างมาได้ ห้อยผึ่งเต็มห้อง ไม่ต้องหลับนอนกัน ถ่ายรูปอะไรหรือ..ก็คุณตุ๊ คนข้างกายนี่แหละเป็น Subject ห้า ห้า ห้า หากไม่สวยก็โดนทุบซะน่วมเลย ห้า ห้า ห้า…

เนื่องจากเราย้ายที่ทำงานไปทั่ว ไม่รู้ว่าไปซุกอยู่ที่ไหนบ้างภาพชุดนั้น ไปคว้ารูปสีมาได้ ก็มาแปลงเป็นขาวดำซะพอเป็นตัวอย่างนะครับ


เรียนรู้ จากความเป็นไป

58 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 18 พฤษภาคม 2011 เวลา 21:19 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1665

ชีวิตที่ต้องทบทวนวิถี

ช่วงเวลาของชีวิตลอยล่องไปกับกระแส

กระแสหลายๆกระแส

คนจำนวนมากพยายามบังคับหางเสือ

ให้ลอยไปตามกระแสอย่างปลอดภัย

บางคนไม่ยอมตามกระแส

แม้จะต้องขวาง หรือทวนกระแสด้วยซ้ำไป

เมฆเกิดขึ้น ลอยละล่องไปเพราะปัจจัยแห่งความเป็นไป

เมฆก้อนเดียวกัน ต่างเวลากัน ก็สะท้อนแสงที่ต่างกัน

ก่อนที่จะสลายตัวไป ตามปัจจัยแห่งความเป็นไป

เพราะมีเหตุ จึงเกิดสภาวะ

เพราะมีปัจจัย สภาวะจึงเป็นไป

รับรู้ เรียนรู้ จากความเป็นไป


ก้าวหน้ามาก แต่ยังมีอีกหลายก้าว

125 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 13 พฤษภาคม 2011 เวลา 9:10 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4043

วันที่ 11-12 พ.ค. 54 มีการจัด “เวทีวิชาการชาวบ้านกับการจัดการความรู้เพื่อความมั่นคงทางอาหารเรื่องพันธุกรรมเพื่อความเป็นไท” ที่ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ท่านที่อยู่ในวงการคงหลับตาออกนะครับว่าใครจะมาร่วมงานบ้าง จัดโดย NGO และศูนย์วิจัยข้าวหลายแห่ง มีนักวิชาการจากศูนย์วิจัยข้าวหลายท่านมาร่วมงานด้วย และ NGO คนดังหลายท่าน


ผมชื่นชม NGO ที่รวมตัวกันทำเรื่องนี้มานาน เมื่อผมเหลียวหลังไปมองน้องๆเหล่านี้ก้าวหน้ามาก โดบเฉพาะเรื่องการค้นหาสายพันธุ์พื้นบ้าน การตามสายพันธุ์พื้นบ้าน การขยายพันธุ์พื้นบ้าน การทำวิจัยแบบพื้นบ้าน และมีความพยายามจะยกระดับกระบวนการนี้ให้เป็นวาระแห่งชาติของวงการ

ผมเห็นด้วยและสนับสนุน หลังจากที่ชาวนาเราปลูกข้าว กข. 6 มะลิ 105 มานานจนทิ้งข้าวพื้นบ้านไปเกือบหมด หลายพื้นที่หมดแล้วจริงๆ  NGO เป็นกลุ่มแรกๆที่หันหลังกลับมาฟื้นความหลากหลายทางชีวภาพสิ่งนี้ โชคดีที่ศูนย์วิจัยข้าวของราชการให้ความร่วมมือและเดินเคียงคู่กันไป NGO พี่ใหญ่ถึงกับออกปากชื่นชมราชการส่วนนี้ซึ่งปกติไม่ค่อยญาติดีกันเท่าไหร่


เท่าที่ฟังผู้มาร่วมงานและเครือข่ายการทำงานนี้ของ NGO พบว่ามากันทั่วประเทศ เหนือ กลางใต้ อีสานมาหมด ตอนแรกกะผู้มาร่วมงาน 400 คน นี่ปาเข้าไป 600 คน จนผู้จัดงานบอกขาดทุนไป 6 หมื่นกว่าบาท และไม่ได้เก็บสตางค์คนที่มา..

งานนี้มีเวทีที่สำคัญหลายอย่างที่ผมชอบคือเอาชาวบ้านตัวจริงที่ทำเรื่องข้าวพื้นบ้านมาพูดมาเล่า อธิบายการเก็บรักษาพันธุ์ และขยาย เอามูลนิธิข้าวขวัญของพี่ใหญ่ตัวเอ้ของวงการ NGO ที่ทำเรื่องนี้มานานที่สุพรรณบุรี มีตัวแทนโรงเรียนชาวนา และที่ถือว่าเป็นเรื่องใหม่สำหรับผมคือเรื่อง “กฎหมายพันธุ์พืช” มีอาจารย์นักกฎหมายมาสรุปสาระเรื่องนี้ให้ที่ประชุมเข้าใจ นี่ก็ระเบิดเวลาอีกลูกหนึ่งของสังคมเพราะสาระนั้นเป็นปฏิปักษ์กับวิถีชีวิตชาวบ้านที่จะเติบโตขึ้นมา และก็เกิดเหตุขึ้นแล้วด้วย


ผมตั้งใจฟังทั้งสองวันว่าก้าวหน้าไปแค่ไหน อย่างไร และจะเอาไปใช้ ไปต่อยอดในพื้นที่ทำงานพัฒนาชนบทได้อย่างไรบ้าง มากมายครับ

แต่งานที่เห็นว่ามีอีกหลายก้าวที่กลุ่มนี้จะต้องเดินต่อไปคือ

  • การศึกษาและบันทึกลักษณะรายละเอียดประจำสายพันธุ์พืช โดยเฉพาะข้าวพื้นบ้านชื่อนั้นๆ มีการบอกกล่าวกันเท่านั้น การบันทึกก็มีอยู่ในวงแคบๆของศูนย์วิจัยข้าว แต่ที่ชาวบ้านทำกันเองนั้นต้องการนักวิชาการลงไปแนะนำทำการบันทึก ซึ่งเป็นงานมหาศาล ราชการทำเองไม่หมด
  • การศึกษาวิเคราะห์คุณค่าสารอาหารประจำสายพันธุ์ข้าว มีการทำในวงจำกัดเท่านั้น และชาวบ้านไม่มีปัญญาที่จะทำ ราชการต้องเข้ามา หรือเอกชนต้องเข้ามา หรือสถาบันการศึกษาต้องเข้ามาช่วย

เหล่านี้เป็นประเด็นวิจัยเพื่อสังคม เพื่อชาวบ้าน เพื่อประเทศชาติทั้งนั้น อย่ามาโฆษณาครัวโลกเลยหากไม่ก้าวลงมาช่วยกันทำเรื่องพื้นๆเหล่านี้

ในงานนี้มี NGO ลาวเข้ามาร่วมสัมมนาด้วย ท่านทำงานอยู่ที่เมืองสะหวันนะเขตกล่าวว่าจากการสำรวจชุมชนลาวพบว่า ข้าวพันธุ์พื้นบ้านหายไปหมดแล้ว มีแต่พันธุ์ของทางราชการที่ตอบสนองปุ๋ยเคมีทั้งสิ้น น่าเสียดายจริงๆที่ความหลากหลายทางชีวภาพของเราหดหายไปเพราะความหลงผิดของมนุษย์เรานี่เอง แต่ก็ชื่นชมศูนย์วิจัยข้าวไทยของกรมวิชาการเกษตร และกลุ่ม NGO ขยับเรื่องนี้มานานแล้ว

ผมเองก็แตะๆอยู่บ้างในอดีต แต่ไม่ได้ลงลึกเรื่องนี้สักเท่าไหร่ เห็นทีจะมีงานใหญ่ทำเสียแล้ว…


วัดป่าฮวก ตอนที่ 3

227 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 22:12 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 3575

การบูรณะครั้งที่ผ่านมานั้น ได้ปูพื้นหน้าโบสถ์ ซ่อมฝ้าเพดานภายในโบสถ์ เสาหน้าเอนเอียง พื้นโบสถ์และหลังคาบางส่วน ยังต้องการซ่อมแซมอีกมาก โดยเฉพาะหลังคา ภาพภายในและบริเวณรอบๆวัด


มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุนเล่าว่า ช่วงที่มีการบูรณะทางขึ้นวัดภูสี คนงานสตรีหลายท่านถือโอกาสมานอนพักผ่อนในโบสถ์เอาแรง ก่อนที่จะไปทำงานต่อ แต่พอเคลิ้มๆหลับ ก็พบว่ามีคนตัวใหญ่สูงมาขับไล่ออกไป บอกว่าที่นี่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ที่สตรีจะมานอน….!!!??


วัดป่าฮวก สร้างเคียงคู่ภูสี ขนานถนนหน้าพระราชวัง หันหน้าไปทางทิศเหนือ ดังนั้นหากไปยืนหน้าโบสถ์มองไปทางทิศเหนือ ขวามือก็เป็นภูเขามีร่องรอยการสร้างกุฏิพระ เดิมเป็นป่าไผ่รวก หรือไม้ฮวก อันเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้ ท่านสมบุน กล่าวว่าในอนาคตหากเป็นไปได้จะสร้างกุฏิพระขึ้นมาในสถานที่เดิม เพื่อจะได้มีพระมาจำพรรษา และจะได้ดูแลโบสถ์อันสำคัญแห่งนี้ด้วย


ผมมองหน้าท่านสมบุน แล้วก็ชื่นชมจิตใจท่านจริงๆ ท่านสมบุนกล่าวต่อไปว่า “…ผมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพฯที่พระราชทานทุนหลวงให้ไปเรียนที่เชียงใหม่ ทุกวันนี้หากผมจะใช้ความรู้ไปหากินวาดรูปขายที่ตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ผมก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่สำนึกผมนั้นต้องการสนองเจตนาของสมเด็จพระเทพฯมาวาดรูปที่โบสถ์นี้ขายเพื่อเอาเงินเข้ากองทุนบูรณะโบสถ์หลังนี้ต่อไป….”


โฮ น้ำตาผมจะไหลเอา เมื่อได้ยินท่านสมบุนกล่าวเช่นนั้น…. ใจผมนึกไปว่าหากมีโอกาสใดๆที่จะหาเงิน หาทองมาทำนุโบสถ์หลังนี้ ผมก็จะทำ…

วันนั้นค่ำเกินไปท่านสมบุนขอตัวกลับไปบ้านพัก ผมขอนัดท่านสมบุนใหม่ในวันถัดไปเพื่อขอสัมภาษณ์ต่อ ผมเดินกลับที่พักผ่านตลาดกลางคืนหลวงพระบางที่เต็มถนนหน้าพระราชวัง ผมเดินลัดเลาะชายภู ริมน้ำคาน ด้วยสมองที่อิ่มเอิบ คิดไปร้อยแปดเกี่ยวกับโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุน และพระกรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระเทพฯ….

บ่ายห้าโมงวันรุ่งขึ้นผมไปพบท่านสมบุนตามนัดหมาย เราคุยกันไปเรื่อยๆโดยผมอัดเทปไว้ด้วย และขออนุญาตเอาไปเขียนที่ลานปัญญา ท่านสมบุนไม่ติดขัดอย่างใด จู่ๆท่านก็ดึงมือผมเดินออกมาหน้าโบสถ์ตรงประตูเข้าด้านซ้ายมือแล้วกล่าวว่า….


บานประตูองค์นี้ถูกขโมยไปขายเพิ่งได้คืนมาเมื่อสามเดือนที่แล้ว..??? ขโมยปีนเข้าทางหน้าต่างแล้วมาถอดบานประตูไปขายให้พ่อค้าคนไทย..!!!!!! เข้าใจว่าเป็นไปตามใบสั่ง… แต่บุญเหลือเกิน..เพราะสถานที่นี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เราทราบเรื่องทั้งหมดและได้คืนมาด้วยความสมบูรณ์ มีพ่อค้าคนไทยที่ค้าขายของเก่าสองรายสั่งเอาบานประตูองค์นี้ โชคดีที่พ่อค้าทั้งสองคนทะเลาะกัน คนหนึ่งไปกระซิบบอกตำรวจ เราเลยได้เรื่องทั้งหมดและตามไปจับเอามาได้ กำลังจะลำเลียงเอาออกจากลาว บุญเหลือเกิน…

ผมขนลุกซู่เมื่อทราบรายละเอียดเช่นนั้น ใจนึกว่า ช่างบาปเหลือเกินคนที่ทำ คนที่สั่งซื้อ…เมื่อเอากลับมาและติดตั้งที่เดิมท่านสมบุนจึงต้องลงมาดูแลใกล้ชิดกว่าแต่ก่อน

ใจผมนึกว่า อยากสนับสนุนท่านสมบุนที่จะทำนุบำรุงโบสถ์แห่งนี้ งานที่ผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้นนั้นราคาเป็นพันล้าน หมื่นล้าน หากเจ้าของโครงการแบ่งเจียดเศษกะตังมาทำ CSR โดยการอนุรักษ์สมบัติทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย….

คนตัวใหญ่แต่สถานภาพกระจอกอย่างผมก็คิดได้แค่นี้แหละในตอนนี้…..


วัดป่าฮวก ตอนที่ 2

826 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 20:33 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 5941

ขอแนะนำท่านผู้ทำหน้าที่เฝ้าโบสถ์หลังนี้ ท่านชื่อ สมบุน บุนทะวง เป็นชาวหลวงพระบางที่ได้รับพระราชทานทุนหลวงจากสมเด็จพระเทพฯพร้อมเพื่อนอีก 4 คน ไปเรียนที่คณะวิจิตรศิลป์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรื่องการอนุรักษ์งานโบราณโดยตรง เมื่อจบท่านก็มารับราชการกรมศิลป์หลวงพระบาง ซึ่งทั้งกรมมีเจ้าหน้าที่ด้านอนุรักษ์เพียง 2 คน ไม่มีงบประมาณจากรัฐทำการอนุรักษ์ ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปัจจุบันท่านใช้ฝีมือตัวเองผลิตงานขายแล้วเอารายได้มาทำกองทุนเพื่ออนุรักษ์ต่อไปโดยเฉพาะโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุนจะมานั่งที่โบสถ์นี้หลังจากเลิกงานราชการแล้วและวันหยุดเท่านั้น วันเวลาอื่นๆโบสถ์จึงไม่เปิด และท่านเท่านั้นที่ถือกุญแจ เปิดแต่ผู้เดียว รูปวาดพระพุทธที่ท่านสมบุนถือนั้นผมซื้อและให้ท่านเซ็นด้านหลัง ผู้ใดไปหลวงพระบางต้องการติดต่อท่านก็อนุญาตเอาเบอร์โทรติดต่อท่านได้นะครับ เบอร์นั้นอยู่ที่รูปกลางตัวเลขด้านขวามือล่างนะครับ


ท่านสมบุนเล่าว่าแต่ก่อนสมัยปฏิวัติที่นี่ใช้เก็บ “ผูกคัมภีร์” ต่างๆของโบราณเต็มไปหมด เมื่อปลดปล่อยแล้วก็ย้ายเอาไปไว้ในพระราชวัง ที่นี่ก็ทิ้งร้างไปเลย

ท่านไม่ทราบว่าสมเด็จพระเทพฯท่านทราบเรื่องวัดนี้ได้อย่างไร สมเด็จพระพี่นางก็เคยเสด็จมา พระองค์เจ้าหม่อมศรีรัตน์ท่านก็มา เจ้านายไทยมากันเยอะครับ ผมเป็นคนต้อนรับท่านเหล่านั้น…สมบุนกล่าว


เมื่อเรียนจบแล้วก็มาร่วมกับช่างศิลป์กรมศิลปากรไทยฟื้นฟูรูปวาดฝาผนังในโบสถ์นี้ที่ชำรุดมากมาย บางรูปแตะไม่ได้เลยเป็นฝุ่นผงร่วงปลิวลงมาเลย ต้องใช้วิชาและความพยายามมาก ใช้เวลามากกว่าจะฟื้นคืนมาได้เท่าที่เห็น ซึ่งที่เสียหายไปไม่สามารถซ่อมได้ก็มีเยอะ


ภาพเหล่านี้นอกจากเป็นพุทธประวัติที่พบเห็นทั่วไปแล้ว หลายภาพสะท้อนวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และสภาพธรรมชาติสมัยนั้น เช่นความบูรณ์ของป่า มีสัตว์ป่ามากมาย มีนกหลายชนิด ที่ปัจจุบันหายไปแล้ว

ในระหว่างที่ผมคุยกับท่านสมบุนนั้นก็มีสองสามี ภรรยา หน้าตาเป็นคนไทยกำลังจะเดินขึ้นไปภูสี เห็นความสูงชันก็คงเปลี่ยนใจเดินเข้ามาที่โบสถ์ที่เราคุยกันอยู่ ผมสอบถามท่านทั้งสอง ก็เดาไม่ผิด ท่านเป็นอดีตข้าราชการศึกษาธิการอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันทำหน้าที่เกี่ยวกับศาสนาให้กับบ้านเมืองยามที่ออกจากราชการแล้ว ท่านให้ชื่อผมไว้ ผมเอาไปเก็บที่ไหนไม่ทราบ ขออภัยท่านด้วย


หลังจากที่ท่านทราบว่าโบสถ์หลังนี้สร้างโดยรัชการที่ 5 ท่านบอกว่า โฮ..ขนลุกเลย เพราะวันนี้พาภรรยาไปกราบพระประธานในโบสถ์ที่หลวงพระบางถึง 8 วัดแล้ว แห่งนี้เป็นแห่งสุดท้าย วัดที่ 9 แล้วมาทราบเช่นนี้ บุญเหลือเกิน ท่านขอตัวเข้าไปกราบพระประธานด้านในพร้อมภรรยาท่าน ส่งเสียงสวดดังลั่นเลย สักครู่ท่านออกมา ท่านไม่พูดอะไรเดินลิ่วๆไปหลังโบสถ์

สักพักใหญ่ๆก็เดินออกมาหน้าพบกับพวกเรา แล้วท่านก็พูดว่า หลักฐานที่น่าจะสนับสนุนได้อีกอย่างคือ องค์พระเจดีย์ด้านหลังโบสถ์หลังนี้ ท่านสันนิฐานเอาเองว่า “น่าจะเป็นที่เก็บอัฐิเจ้าจอมพระองค์โปรด” ของท่านผู้สร้างโบสถ์หลังนี้ เพราะตามคติโบราณ เมื่อเจ้าจอมสิ้นก็จะเอาอัฐิไปบรรจุไว้ที่หลังโบสถ์ที่ทรงสร้าง เมื่อใดที่มีกิจมาทำบุญตามประเพณี หรือวันสำคัญใดๆที่มาวัดนี้ มาที่โบสถ์นี้ ก็จะถือโอกาสมาคารวะอัฐิเจ้าจอมด้านหลังพร้อมกันด้วย


ท่านยกตัวอย่างวัดสวนดอกที่เชียงใหม่…นั่นคือวัดหลวงชั้นเอก ด้านหลังวัดมีเจดีย์หลายพระองค์ ล้วนแต่เป็นที่บรรจุอัฐิเจ้านายชั้นสูงฝ่ายเหนือทั้งสิ้น รวมทั้งเจ้าจอมด้วย…

เจดีย์ด้านหลังรูปทรงมิใช่ธรรมดา และมีการหุ้มด้วยทองแดงที่องค์พระเจดีย์ด้วย ด้านหน้ามีสถานที่สำหรับวางดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องบูชา ท่านสันนิฐานไว้เช่นนั้น สำคัญจริงๆโบสถ์หลังนี้

เป็นบุญเหลือเกินที่ได้มากราบเป็นวัดที่ 9 ท่านอดีตศึกษาธิการอำเภอตื่นเต้นไม่หาย….


วัดป่าฮวก ตอนที่ 1

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:18 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1280

ถ้าไม่บันทึกเรื่องนี้คงนอนไม่หลับ เพราะติดค้างมาหลายวัน แผนที่ยุ่งๆนี่คือหลวงพระบาง ผมต้องการชี้ให้เห็นที่ตั้งของ “วัดป่าฮวก” ที่ผมเกริ่นไว้แล้วนั้น ย้ำว่าอยู่ตรงฐานภูสี ตรงข้ามพระมหาราชวังเจ้ามหาชีวิต อยู่ทางขวามือของบันไดขึ้นภูสี


เนื่องจากวัดนี้ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ จึงมีน้อยคนนักที่จะแวะเข้าไป และหากชายคนนั้นไม่เขียนป้ายบอกถึงความสำคัญของวัดนี้ ก็คงจะยิ่งน้อยไปอีกที่จะมีคนแวะเข้าไป เพราะ เป็นโบสถ์ หรือสิมเก่า ดูภายนอกก็งั้นๆ ไม่เห็นจะน่าเดินเข้าไปใช้เวลาอะไรเลย แค่เห็นก็เพียงพอแล้ว อะไรทำนองนั้น


ผมเองก็คิดเช่นนั้น ยิ่งมากับทัวร์เขาก็จะเร่งเวลาที่จะต้องไปดูโน่นดูนี่ตามโปรแกรม

แต่วันนั้นผมมีเวลาจึงเดินเข้าไปก็ต้องตะลึง และขนลุกที่ทราบว่าสร้างโดยรัชการที่ 5 ของประเทศไทย สภาพที่เห็นนี้ได้รับการบูรณะแบบง่ายๆมาแล้วครั้งหนึ่งโดยสมเด็จพระเทพฯท่านทรงพระดำริ โดยให้ทุนการศึกษากับคนหลวงพระบางไปเรียนปริญญาเรื่องการอนุรักษ์โดยตรงที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 5 ทุน แล้วให้กลับมาสะสมเงินบริจาคแล้วทำนุบำรุง ท่านทรงพระปรีชามากจริงๆ ผมนึกเองในใจ ทำไมไม่ตีปีบขอรับการบริจาคแล้วแห่ ยกโขยงกันมาซ่อมแซม ประกาศให้ครึกโครม ผมเดาเอาว่า ก็เพราะโบสถ์หลังนี้อยู่ที่หลวงพระบาง อยู่ตรงหน้ามหาราชวัง อยู่ในเมืองมรดกโลก หากทำเช่นนั้น ผลดีก็มี แต่ผลไม่ดีก็อาจจะมีมากกว่า สู้ทำเงียบๆ แต่ทำแบบยั่งยืนคือสนับสนุนให้คนหลวงพระบางไปเรียนเอาความรู้มาและมาทำนุบำรุงกันไป เงียบๆดีกว่า


ภาพขวามือคือพระมหาราชวังที่ผมยืนถ่ายรูปจากหน้าวัดป่าฮวก ภาพซ้ายมือคือวัดในบริเวณมหาราชวัง ที่สง่า โอฬาร สวยงามมากๆ ความรู้สึกของคนธรรมดาอย่างผมรู้สึกได้ว่าสิ่งสมควรทำกับวัดป่าฮวกนั้นคืออะไร ทำนุบำรุงแบบเงียบๆ


สิ่งที่ผมบันทึกนี้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บอกเล่า ไม่สามารถยืนยันว่าถูกต้องแค่ไหน เพราะผมสอบถามจากท่านผู้มาเฝ้าโบสถ์วัดป่าฮวกซึ่งได้รับทุนจากสมเด็จพระเทพฯ ว่า หลายสิบปีก่อนนั้นวัดป่าฮวกมี “หน้าบัน”ที่เป็นรูปครุฑแล้วตัวครุฑหลุดหายไปเหลือแต่ฐาน ต่อมาคนหลวงพระบางเอารูปแกะช้างสามเศียรมาติดแทนที่ครุฑบนฐานเดิม

สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ารัชการที่ 5 มาทรงสร้างไว้นั่นก็คือ หลักฐานครุฑนี่เองเพราะครุฑคือสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย แล้วที่หายไปนั้นแน่ใจหรือว่าเป็นครุฑ คำถามนี้ตอบว่า หนึ่งฐานที่คงเหลือนั้นคือฐานครุฑที่มีอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯ และท่านผู้เฝ้าโบสถ์กล่าวว่า “เจ้านายไทย” มาถ่ายรูปอย่างละเอียดไปแล้วไปตรวจสอบหลักฐานที่หอสมุดแห่งชาติ พบว่ามีภาพเก่า โบราณของหน้าบันโบสถ์หลังนี้ และปรากฏรูปครุฑจริงๆ…!!!!????


มากกว่านี้ ภาพบนฝาผนังในโบสถ์เป็นภาพที่มีทั่วไปในโบสถ์ของกรุงเทพฯมหานคร ซึ่งไม่มีภาพเหล่านี้ในโบสถ์ของวัดที่หลวงพระบางเลยสักแห่งเดียว ท่านผู้เฝ้าโบสถ์ยังมีความเห็นแย้งบ้างว่า ความจริงภาพในโบสถ์ในเมืองไทยปัจจุบันนั้น บางแห่งก็เป็นฝีมือช่างลาว เช่นภาพที่วัดในทางภาคเหนือเป็นต้น..


ผมไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะจึงไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ท่านผู้เฝ้ากล่าวต่อไปว่า กรมศิลปากรไทยส่งนักวิชาการมาหลายครั้ง และกล่าวยืนยันข้อมูลเช่นนั้น

สวยงามเหลือเกิน และยิ่งทราบว่านี่คือโบสถ์ที่พระมหากษัตริย์ไทยมาทรงสร้างไว้ ก็ยิ่งตื่นเต้น

มีตอนต่อไป..



หลวงพระบางอีกครั้ง

30 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 10:08 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2197

จะไปไชยบุรี มีหลายทาง แต่ที่นิยมกันคือ บินจากเวียงจัน ไปลงหลวงพระบาง แล้วนั่งรถจากหลวงพระบางไปไชยบุรี เมื่อมีโครงการที่นั่น รถโครงการก็มารับ แล้วก็ปุเลง ขึ้นเขาลงห้วย ฝุ่นตลบ หัวแดงไป และอันตราย อย่างที่เคยเขียนถึงอุบัติเหตุมาแล้วนั่นแหละ เครื่องบินจากเวียงจันไปหลวงพระบางนั้น มีหลายเที่ยวต่อวัน ทุกวัน เป็นเครื่องขนาดกลาง เพราะหลวงพระบางเป็นเมืองมรดกโลกคนมาเที่ยวมากมายมหาศาล อีกเส้นทางหนึ่งที่ไปไชยบุรีคือ ขึ้นเครื่องตรงจากเวียงจันไปไชยบุรีเลย แต่มีสัปดาห์ละสองเที่ยวคือวันอังคารและวันศุกร์ เท่านั้น เป็นเครื่องบินเล็กมี 11 ที่นั่ง หรือบางวันอาว์เปลี่ยนบอกว่าเป็นเฮลิคอบเตอร์ เสียงดังจนหูอื้อ จริงๆมีรถโดยสารวิ่งตรงเหมือนกันแต่ใช้เวลาทั้งวันและใครที่เมารถละก็หลายคนไม่แนะนำ..


ครั้งที่แล้วผมนั่งเครื่องไปลงที่หลวงพระบางและคอยรถเสีย 2 วันเพราะรถเสียและติดงานจึงมีเวลาท่องหลวงพระบาง ได้รับคำแนะนำจากสนามบินหลวงพระบางให้ไปพักที่ เรือนพักจิดลัดดา ราคาคืนละ 400 บาทห้องเล็กๆพอซุกหัวนอนไม่มีเฟอร์นิเจอร์อะไร สภาพใหม่ เพราะหลวงพระบางมีแต่นักท่องเที่ยว จึงต้องการที่พักมากมาย ใครมีบ้านก็ทำเป็นเรือนพักหมด หาเงินเข้ากระเป๋าดีกว่า ที่พักแบบนี้เป็นพวก Back packer มาพักกัน เจ้าของเดิมมีอาชีพขายทอง พนักงานเป็นอดีตช่างตีทอง พูดภาษาต่างประเทศเป็นไฟทั้งอังกฤษ ญี่ปุ่น ถามว่าไปเรียนที่ไหนมา เขาบอกว่าเรียนจากการคุยแบบหน้าด้านๆเอง


ที่พักแห่งนี้ติดกับภูสี ซึ่งคือวัดภูสี เป็นภูเขาลูกเล็กกลางเมืองหลวงพระบาง อยู่ในโปรแกรมการท่องเที่ยวที่เชิญขึ้นไปชมเมืองหลวงพระบางทั้งเมืองและดูพระอาทิตย์ตกที่สวยงาม นึกถึงดอยสุเทพ แต่ไม่สูงเท่า ภูสีอยู่ตรงหน้าพระราชวังเจ้ามหาชีวิตเลยทีเดียว


ผมชอบเส้นทางเดินขึ้น หากเทียบกับดอยสุเทพแล้วนั้น บันไดเดินขึ้นดอยสุเทพนั้นตรงดิ่ง เลย แต่ที่ภูสีนั้นวนไปมา แบบพยายามค่อยๆลาดชันขึ้นไป ตรงหักศอกก็มีที่พักเหนื่อยเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่จะได้พัก และตลอดเส้นทางเดินจะปกคลุมด้วยต้นจำปี จำปา อายุเป็นร้อยๆปี ช่วงออกดอกนึกซิว่ามันจะหอมแค่ไหนระหว่างเดิน ผมนึกไปถึงปราสาทวัดพูที่จำปาสัก ก็เช่นเดียวกันมีต้นจำปาตลอดเส้นทางเดินขึ้น นึกถึงเพลงนี้


ผมไม่มีรายละเอียดของภูสีแห่งนี้ แต่คิดว่าเป็นสถานที่ประกอบพิธีทางประเพณีและศาสนาของนครหลวงพระบางแน่นอนเพราะอยู่หน้ามหาราชวัง และดูจากคุณยายที่เอาดอกไม้ ธูปเทียน มาขายเพื่อสักการะ ชุดสักการะนี้ทำแบบฝีมือชาวบ้านที่ประณีต สวยงามบ่งบอกถึงความศรัทธา ที่เอามาขายได้ ผมก็อุดหนุนคุณยาย แปลกที่เขาขายเป็นคู่ไม่ขายเดี่ยว คุณยายก็บอกว่า คนเราต้องมีคู่การถวายความเคารพสักการะก็ควรทำเป็นคู่ ทำพร้อมกัน หรือหากมาคนเดียวก็ถวายเผื่อแก่กัน… ผมไม่คิดเชิงธุรกิจแต่เชื่อในความหมายของท้องถิ่น


อิอิ ใครยังไม่มีคู่ก็ไปหลวงพระบางแล้วไปทำบุญที่นี่เน้อ…อิอิ อาจจะได้คู่เป็นชาวต่างชาติ เพราะมากมายจริงๆ เดินไปทางไหนก็จะชนโดยเฉพาะพวกฝรั่งเศส อาจเพราะลาวและที่นี่เคยเป็นเมืองขึ้นรึเปล่า..เขาเลยตามมาดู…อดีตแผ่นดินในปกครองของเขา..

ฮือ..ไม่อยากคิดมาก เพราะผมไม่ชอบการเป็นเมืองขึ้นใคร….

เพราะนั่นคือผู้รุกราน…


ความสวยบนหาดทราย

11 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 เมษายน 2011 เวลา 22:40 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 866

ตลอดริมโขงจะมีกองทรายตามตลิ่ง

มากน้อย ใหญ่เล็ก ต่างกันไปตามสภาพทางธรรมชาติ

มันอาจจะเป็นหาดทรายทั่วๆไปที่ไหนๆก็มี

แต่ในกองทรายเหล่านี้มีผงทองคำตามธรรมชาติซ่อนอยู่

ที่ชาวบ้านตักทรายไปร่อนน้ำ ทั้งวัน อาจจะได้ผงทองมาเพียงธุลีหนึ่ง

บนหาดทราย บางแห่งมีไม้ดอกที่ไม่ทราบชื่อ และรายละเอียด

เสียดายไม่พบชาวบ้านที่จะอธิบาย

อือ…

มีความสวยบนหาดทราย


คำพูดอำมาตย์ไทย..

596 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 20 เมษายน 2011 เวลา 15:36 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 5245

ครบรอบชาติกาล 100 ปี ท่านหม่อมคึกฤทธิ์ ผมขออนุญาตกล่าวถึงท่าน ผมรู้จักท่านทางผลงานท่านเท่านั้น เพราะคุณพ่อผมเป็นครูใหญ่โรงเรียนวัด ทุกวันจะรับหนังสือพิมพ์สยามรัฐ และหน้าสามของสยามรัฐ(หากจำไม่ผิด) ก็จะมีกลอนของท่านทุกวัน ผมชอบอ่านหลังจากที่พ่ออ่านเสร็จ ลูกๆก็แย่งมาอ่านต่อ ผมนั้นติดสำนวนท่าน ชอบสำนวนท่าน

ครูสมัยนั้นต้องรับวิทยาสาร ชัยพฤกษ์ วิทยาจารย์ และอื่นๆ ฟังวิทยุ ฟังละคร ซึ่งหลายเรื่องเป็นนิยายของท่านหม่อม เช่น หลายชีวิต…. เนื่องจากท่านเป็นปราชญ์ผู้ใหญ่ในวงการ ท่านก็พูดตรงไปตรงมา ผมยังจำได้ที่ท่านด่าเขมร ด่าอเมริกัน แสบสันยิ่งนัก ผมดูโขนที่ท่านแสดง

สมัยที่ผมไปเรียนที่ มช. ก็มีโอกาสฟังท่านร่วมอภิปรายวิชาการร่วมกับอาจารย์ใน มช.หลายครั้ง ท่านเป็นผู้รู้จริงๆ และรู้ลึกซึ้งไปหมด หายากที่จะทัดเทียมท่าน

เคยตั้งใจจะต้องไปเยี่ยมชมวังสวนผักกาด จนป่านนี้ก็ไม่ได้ไป

สมัยที่ผมต้องเดินทาง 5 กม.ไปเรียนหนังสือที่โรงเรียนประจำอำเภอ ผ่านตลาดวิเศษชัยชาญ ผ่านร้านอาจารย์เจิมศักดิ์ ผ่านร้านหนังสือ ที่พ่อรับสยามรัฐเป็นประจำ ผมก็ต้องแวะเอาสยามรัฐกลับบ้านไปให้พ่ออ่าน ทุกวัน ทุกเดือนทุกปีทำเช่นนั้น จำได้ว่าครั้งหรือสองครั้งผมคุยกับเพื่อนเพลิน เดินเลยร้านหนังสือ ไม่ได้เอาสยามรัฐ กลับถึงบ้านพ่อดุซะ นอนไม่หลับเลย เพราะเหมือนยาเสพติดวันไหนไม่ได้อ่านสยามรัฐ ก็ขาดอะไรไป ดูเหมือนครั้งหนึ่งพ่อต้องให้ผมเดินกลับไปเอาสยามรับมาจนได้….

เมื่อผมเข้าเรียน มช. ก็มีเพื่อนอยู่ในวงการนักเขียน ก็มี สถาพร ศรีสัจจัง คนดังแห่ง มอ.และ ธงชัย สุรการ พี่นิสิต จิรโสภณ(ถูกถีบตกรถไฟเสียชีวิต) ทั้งหมดนี้ล้วนเป็นศิษย์ท่านอาจารย์องุ่น มาลิค ท่านอาจารย์ นิธิ เอียวศรีวงค์ และอีกหลายคน… ในวงการนักเขียนมหาวิทยาลัยก็จะเชื่อมต่อกันกับนักเขียนมหาวิทยาลัยอื่นๆ ก็นัดพบกัน คุยกัน ทำหนังสือร่วมกัน และในสมัยนั้น สำนักพิมพ์สยามรัฐเป็นแหล่งส้องสุมทีเดียวหละ ผมก็พลอยติดสอยห้อยตามมาด้วยทั้งที่ไม่ได้เขียนอะไรกับเขา มารู้จักร้านหนังสือศึกษิตสยามที่ราชดำเนิน คลังหนังสือปัญญาชนสมัยนั้น

เมื่อท่านหม่อมมาเล่นการเมืองพรรคกิจสังคม ก็ตามลีลาบทบาทของท่านอยู่จนท่านสิ้นไป ท่านก็สร้างสีสันทางการเมืองไว้มาก ดูเหมือนว่าสมัยการเมืองของท่านนั้นเป็นยุคแรกๆที่มีการใช้เงินซื้อเสียง ที่เรียก “โรคร้อยเอ็ด”

ไม่มีอะไรหรอก เห็นสื่อมวลชนกล่าวถึงท่านในวาระ 100 ปีชาติกาลของท่านผู้ยิ่งใหญ่ ผมก็แค่เขียนถึงท่านเพียงเศษธุลีเท่านั้น เพราะผมอยู่นอกวง เป็นแค่ ผู้ติดตามห่างๆเท่านั้นครับ แต่เคารพและเชิดชูท่านยิ่งนัก

จำวาทะยิ่งใหญ่ของท่านได้คือ “ทุกข์ของชาวนาคือทุกข์ของแผ่นดิน” แม้ว่าท่านจะเอามาจากคำพูดของจีน แต่ท่านเป็นคนไทยคนแรกที่กล้าพูดคำนี้ครับ

ในฐานะที่ท่านเป็นอำมาตย์…..


การเดินทางที่ไม่จบสิ้น..

169 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 20 เมษายน 2011 เวลา 0:20 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4881

ไม่รู้เป็นกรรมอะไรของผมซิครับ มีงานมาให้ทำแล้ว ผมต้องปฏิเสธ เพราะไปขัดกับความเห็นของเพื่อนๆจำนวนมาก รวมทั้ง คุณตุ๊ คนข้างกายบอกว่า อย่าไปทำงานนี้นะ…ก็งาน Public scoping กรณีเหมืองแร่โปแตสที่อุดร บางท่านอาจจะติดตามข่าวการต่อต้านของกลุ่มชาวบ้านและนักวิชาการจำนวนหนึ่งแล้วนะครับ เพื่อนพ้องน้องพี่เหล่สายตามองผมเป็นพวกนายทุนไปแล้ว ส่วนทางหน่วยงานที่ผมสังกัดก็คิ้วขมวดมองผมเป็นพวกต่อต้าน กล้าปฏิเสธงานที่ให้ทำ เพราะผมนั้นเคยยืนตรงจุดที่ฝ่ายต่อต้านยืนอยู่ และ เข้าใจว่าพี่น้องทำอะไรอยู่

วันนี้ก็มีการประชุมเรื่องการสร้างเขื่อนไชยบุรีที่เวียงจัน มีกลุ่มต่อต้านทั้งไทย ลาว และฝรั่งต่างชาติมาต่อต้าน ผมก็ถูกมอบหมายงานให้ไปทำงานที่ไชยบุรีเรื่องการ Resettlement นี่แหละ ต้องรีบทำเพราะสิ้นเดือนนี้จะระเบิดหินกลางแม่น้ำโขงแล้ว รีบไปเดี๋ยวนี้ ไป supervise กลุ่มบริษัทที่ทำหน้าที่โยกย้ายประชาชน เหมือนที่อาว์เปลี่ยนทำที่เมืองหงสา แต่คนละกรณี


วันนี้ผมก็มาโด่เด่ที่หลวงพระบางเตรียมตัวเข้าไชยบุรีพรุ่งนี้ และยาวไปจนสิ้นเดือนเลย ความจริงเขามอบหมายให้ผมมาตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว ผมผัดผ่อนมาเพราะแม่ผมไปนอนอยู่ห้อง ICU ต้องลงมากรุงเทพฯดูแลท่านสองสามครั้ง ตอนนี้ก็ตัดใจให้น้องๆดูแลแทนผม ทั้งที่ใจผมอยู่ข้างเตียงแม่


ผมมีเวลาที่หลวงพระบางเพราะรถที่จะมารับกำลังซ่อม และอีกคันก็ติดภารกิจ จึงมีเวลาเตร็ดเตร่ ผมจึงเดินขึ้นภูสี เป็นภูเขากลางเมืองหลวงพระบางที่ใครๆมาหลวงพระบางต้องเดินขึ้นไปดูพระอาทิตย์ลับภูเขา ดูเมืองหลวงพระบาง มรดกโลกที่มีฝรั่งแน่นไปทั้งเมือง ผมซื้อดอกไม้ธูปเทียนไปกราบพระบนเจดีย์ยอดภูสี ตรงข้ามพระราชวังเจ้ามหาชีวิต เสร็จแล้วลองเสี่ยงทายเซียมซี

ผมภาวนาอนาคตของผม ผมได้เลข 10 ไปหยิบกระดาษเสี่ยงทายปรากฏว่าไม่มีใบเสี่ยงทายเลขนี้ มันหมดไป เอาใหม่ ผมเสี่ยงทายคุณแม่ ขอให้ท่านดีวันดีคืน หากจะสูญสิ้นไปก็อย่าเจ็บปวดทรมานท่านเลยผมได้เลข 25 ไปหยิบใบเสี่ยงทายพบว่า ไม่มีอีก หมด


อากาศร้อนมากเดินลงทางมหาราชวังอีกเพราะผมทราบดีว่าตกเย็น หรือกลางคืนจะมีตลาดไนท์บาซาร์ ผมเคยมาแล้วหลายปีก่อน มาวันนี้โฮ ตลาดขยายเต็มถนนยาวเหยียด ก่อนลงไปตลาดบาซ่าร์ มีโบสถ์เก่าหลังหนึ่ง อยู่ตรงข้ามถนนกับมหาราชวังเจ้ามหาชีวิต อยู่ทางขวามือขาขึ้นภูสี ผมเดินไปเห็นมีคนหนึ่งนั่งอยู่ข้างบน คงเป็นคนเฝ้า


มีป้ายภาษาอังกฤษอธิบายว่าเชิญชมโบสถ์เก่าที่ด้านในผนังมีภาพเขียนพุทธประวัติ มีเพียงโบสถ์หลังเดียวเท่านั้นในหลวงพระบางที่มีภาพเขียน และเป็นสัญลักษณ์หนึ่งของเมืองมรดกโลก เขาอธิบายเช่นนั้น ผมถอดรองเท้าแล้วเดินเข้าไปกราบพระพุทธรูปประธาน แต่แล้วผมก็ตะลึงเพราะมีป้ายเล็กๆเขียนไว้ว่า สร้างโดยรัชการที่ 5 ของไทย…???

ผมมีเรื่องยาวเหยียดเกี่ยวกับโบสถ์หลังนี้ กับชายคนเฝ้า เก็บเอาไว้ก่อน…

แต่จะมากราบขออภัยพ่อครู และทุกท่านว่า ผมถูกส่งตัวไปไชยบุรีเสียแล้ว ไม่สามารถมาโคราชกราบย่าโมได้ ด้วยความเสียใจ ผมถูกรับผิดชอบงานสำคัญของการสร้างเขื่อนไชยบุรี ที่เร่งด่วนจะระเบิดหินปลายเดือนนี้ จะต้องย้ายชาวบ้านภายในเดือนนี้เท่านั้น…..??!!

โอ้ พระเจ้า แม่อยู่ ICU, งานโคราช, งานส่วนตัวที่เชียงใหม่, งานด่วนไชยบุรี ฯลฯ


ธูปที่วัด…

18 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 17 เมษายน 2011 เวลา 23:46 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป, ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1403

วันที่ไปกราบพระวัดอรุณราชวรารามนั้น คนมากมายจนแน่น แน่นไปหมด อาจเป็นเพราะชื่อวัดเป็นสิริมงคล คืออรุณ… คือการเริ่มใหม่ วันใหม่ วันที่สดใส อะไรทำนองนั้น แต่ผมและครอบครัวไม่ได้ไปกราบพระเพราะชื่อวัด แต่เพราะคุณตุ๊อยากไป อยากพาลูกสาวเข้าวัดในวันสำคัญๆ และเราใช้ชีวิตใกล้ชิดกับลูก น้อยมากๆ ต่างคนต่างอยู่ ติดต่อกันทางโทรศัพท์และอีเมล์มากกว่า


ผมก็เห็นด้วยที่ต้องการมีเวลาให้แก่กัน เราเหมือนเป็นที่ปรึกษาให้แก่ลูก แม้ว่าวิชาชีพจะแตกต่างกัน แต่หลักการ ประสบการณ์หลายเรื่องเราสามารถแนะนำ หรือแสดงความเห็นแลกเปลี่ยนกับเธอได้ ให้เธอตัดสินใจเอง


เรียกได้ว่าเธอเป็นคนรุ่นใหม่ เพราะเบ้าหลอมของเธอนั้นเป็นสังคมสมัยใหม่ เทคโนโลยี่ใหม่ๆ แวดวงของเธอมีแต่ In trend ซึ่งตรงข้ามกับเรา พ่อแม่ สองคน ที่คลุกคลีกับสังคมชนบท ความขาดแคลน ปัญหา ฯลฯ แต่ก็ไม่เป็นอุปสรรค เราเอาความต่างมาแซวเล่นกันสนุกๆในครอบครัวมากกว่า

วันนั้นเราไปสามวัด คนแน่นทั้งสามวัด สิ่งหนึ่งที่ผมแปลกใจแต่นึกชื่นชมเพราะมีคนจุดธูปไหว้พระ ขอพรหนาแน่นเป็นพิเศษ ท่านลองนึกซิว่า ควันธูปที่ทุกคนจุดนั้นมันจะอบอวนมากแค่ไหน ยิ่งทางวัดเอา สแลนซ์มุงกันแสงแดดด้านบนไว้ ยิ่งปิดมิให้ควันธูปลอยขึ้นไป

แต่ภาพที่ผมเห็นนั้นก็คือ มีวัยรุ่นหน้าตามอมๆ ตัวอ้วนๆมาทำหน้าที่รวบเอาธูปเล็กธูปใหญ่ที่ประชาชนจุดบูชาพระนั้นเอาออกจากกระถางทั้งหมด เขารวบเป็นกำใหญ่ๆแล้วเดินเอาไปจุ่มน้ำในถังที่เขาเตรียมไว้ให้ธูปดับ แล้วก็เอาไปใส่ในเข่งจนเต็ม ผมเข้าใจเจตนาเขาดีว่าทำเพื่ออะไร


จากรูปนี้ท่านคงเดาออกนะครับว่า จำนวนคนมากแค่ไหนถึงมีจำนวนธูปเท่าที่เห็น หากไม่ดับธูปแล้วเอามากองเช่นนี้ ควันธูปคงมหาศาล ประชาชนที่มากราบพระขอพรคงสูดเอาควันพิษเหล่านี้เข้าไป

เราไม่ได้จุดธูป เมื่อเข้าไปกราบพระด้านในแล้วก็ออกมา ผมเห็นอาแป๊ะเฒ่าท่านหนึ่งกำลังคัดเอาธูปดอกใหญ่ๆออกมาแล้วกองไว้ต่างหาก ผมสนใจว่าท่านจะเอาไปแปรรูปเป็นอะไรหรืออย่างไร จึงเข้าถามว่า เอาไปทำอะไรครับ

อาแป๊ะ บอกว่า เอาไปจุดไล่ยุงที่บ้าน ดีมากๆเลย…..??!!!


สรงน้ำพระ..

268 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 14 เมษายน 2011 เวลา 23:14 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 3287


ผมไม่ได้มาใช้ชีวิตในกรุงเทพฯมานานแล้ว มาบ้างก็จริงแต่ประชุมเสร็จก็กลับไม่เคยออกไปสัมผัสกรุงเทพฯว่าเขาใช้ชีวิตระหว่างวันอย่างไรบ้าง บ้านเมืองตึกรามเป็นอย่างไรบ้าง อาศัยช่วงกรุงเทพฯปลอดฝูงคน ลูกสาวเลยพานั่งรถผ่านป่าคอนกรีตสองสามแห่ง ผมตะลึงสังคมในเมืองหลวงจริงๆ

ทุกช่องว่างของถนนเป็นธุรกิจไปหมดสิ้น ออกจากบ้านก็ต้องใช้เงิน จะหากินข้างถนนก็ยาก จะเข้าร้านก็ข้าวจานละ 150 บาทขึ้นไป มิน่าเงินเดือนลูกสาวหมดเกลี้ยง อิอิ

ผู้พักอาศัยห้องพักตามอพารต์เม้นท์ก็ก้มหน้าหาเงินมาจ่ายค่าเช่าห้อง ซึ่งแน่นอนไม่ต่ำกว่าเดือนละ 5 พันบาท น้ำไฟเสียต่างหาก เจ้าของอพาร์ตเม้นท์มีรถป้ายแดงจอดเรียงกัน 5 คัน มีตั้งแต่ minicooper ที่วัยรุ่นผู้มีเงินนิยมกัน มีแลมโบกินี่ ที่วิ่งเร็วเหมือนจรวด มี พอร์ช มี BMW มีมาเซลลาติ ทั้งหมดป้ายแดง ผมดูแล้วเหมือนตุ๊กตาของเล่นของกลุ่มคนรวยในเมือง.. ช่างเขาเถอะ แม้เขาจะมีจรวดไปกลับดวงจันทร์ภายในวันเดียวก็ช่างเขาเถอะ


ผมไปกราบพระวัดอรุณ โฮ คนแน่น เพราะใครๆก็คิดเหมือนเรา จึงหลบมาหาของกิน เดินไปเดินมาในซอยข้างกองทัพเรือมีบ้านทรงเก่าเขาดัดแปลงมาเป็นร้านอาหารชื่อ อิ่มอุ่นอรุณสวัสดิ์ เราเข้าไปนั่งสั่งอาหารมาทาน มุมสวยงามเป็นห้องกระจก เป็นครอบครัวช่วยกันทำอาหาร ดูวุ่นวายเพราะมีแค่สามสี่คน แม้แขกจะไม่มากเท่าไหร่ แต่การประกอบอาหารไทยนั้นต้องปรุงสดๆถึงจะอร่อย และมีส่วนประกอบเยอะ ช่วงสงกรานต์คงจะหาส่วนประกอบยากสักหน่อยหากไม่ตุนไว้ก่อน


เพิ่งเปิดได้ไม่ถึงปี ยังใหม่อยู่จึงขาดๆเกินๆไปบ้างแต่ก็ใช้ได้ครับอาหารอร่อย หากคุณตุ๊ชมละเป็นใช้ได้ เพราะเธอทำอาหารอร่อยถูกปากผม นี่แหละถึงได้อ้วนเอาๆ อิอิ


ผมชอบมากๆประการหนึ่งคือ เขาตั้งโต๊ะให้ใครก็ได้ที่ผ่านไปมาสรงน้ำพระพุทธรูปหน้าร้านเขา ดีจังเลย ผมได้สรงน้ำพระตรงนี้ด้วย นี่คือการสืบต่อวัฒนธรรมไทย นี่คือแรงเกาะเกี่ยวคนกับความเชื่อที่เกี่ยวข้องกับศาสนา การสรงน้ำพระพุทธรูปว่าจะช่วยให้เราได้รับการปกปักรักษาจากคุณพระคุณเจ้า แม้จะเป็นความเชื่อ แต่ก็เป็นพลังบวกประการหนึ่ง เชื่อในสิ่งที่ดี ไม่ได้ไปทำร้ายใคร คิดดี ทำดี ก็มีแต่เรื่องดีดี

สาธุ สาธุ สาธุ


					


แผนสอง

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 11 เมษายน 2011 เวลา 22:31 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 776

ผมจำได้ว่านานมาแล้วที่เครื่องบินการบินไทยตกที่ภูเก็ต เพื่อนผมเป็นคนใต้และทำงานกรมป่าไม้เสียชีวิตไปด้วยพร้อมกับท่านอื่นๆนับร้อยคน ครั้งนั้นการบินไทยมีการทบทวนแผนอุบัติภัยขององค์กรครั้งใหญ่ มีการประชุมเตรียมงานวางแผนละเอียดยิบพร้อมระบุผู้รับผิดชอบและระบบการติดต่อและอื่นๆไว้หมด หากเกิดอุบัติภัยขึ้นทันทีที่ผู้บริหารทราบและประมวลข้อมูลได้มากเพียงพอแล้วก็จะกดปุ่มสั่งการให้ทุกคนที่มีชื่อในแผนงานดำเนินการทันทีโดยไม่ต้องรีรออะไร ซึ่งเรียกแผน A หรือแผนหนึ่ง

ไม่ว่าบุคคลที่มีชื่อในแผนจะอยู่ที่ไหน ทำอะไร ต้องละงานและมาดำเนินการตามบทบาทหน้าที่ที่กำหนดไว้แล้วในแผนหนึ่งนั้นทันที ท่านที่อยู่ในแวดวงนี้คงอธิบายได้ดีกว่าผมนะครับ

องค์กรที่เป็นระบบธุรกิจที่มีความเสี่ยงเช่นนี้ต้องดำเนินการจัดทำแผนรับมืออุบัติภัยอย่างละเอียดรอบคอบ และปรับปรุง ซ้อมแผนเป็นประจำเพื่อให้เกิดความรื่นไหล คล่องตัว และหาข้อบกพร่องเพื่อปรับปรุงให้ดีที่สุด เพราะชีวิตผู้โดยสารนั้นเป็นที่สุดที่ต้องช่วยเหลือทันที ไม่มีเวลามาถามหรือประชุม หรือโอ้เอ้แต่อย่างใด…

จำได้ว่าคราวเกิดสึนามิที่ภาคใต้นั้นมีเด็กฝรั่งเห็นปรากฏการณ์น้ำทะเลลดลงกะทันหัน เด็กคนนั้นตะโกนว่ากำลังจะเกิดสึนามิ แล้ววิ่งหนีขึ้นที่สูง ทั้งที่คนพื้นที่ไม่รู้เรื่องเลย และเสียชีวิตมากมาย เด็กคนนั้นถูกฝึกมาในระบบโรงเรียนของเขา..?!!

นึกเลยไปถึงว่าในสังคมเมืองปัจจุบันมีความเสี่ยงมากมาย จากเล็กน้อยเช่น ไฟฟ้าดับ ไปจนถึง ไฟไหม้ เกิดพายุรุนแรงรอบพันปี..ฯลฯ…. สังคมเรายังขาดระบบเตือนภัยอย่างที่คุณตฤณได้ทำอยู่

ในหมู่บ้านจัดสรรนั้น แค่ไฟดับ ก็เห็นสตาร์ทรถไปซื้อเทียนกันเป็นแถว ไม่ได้เตรียมตัวเลย ยังมีภัยอีกมากมายที่มีความเสี่ยงในการใช้ชีวิตประจำวัน คู่มือแบบนี้มีบ้างไหม ผมว่าอาจจะมีบ้าง แต่ไม่แพร่หลาย

เพื่อนรักผมเป็นกรรมการผู้จัดการ โรงงานผลิตกระดาษที่น้ำพอง ขอนแก่น วันนั้นผมพบที่สนามบินขอนแก่น เดินงุ่นง่านใหญ่ ถามว่าเกิดอะไรหรือ เขาบอกว่าลืมมือถือไว้ในรถที่มาส่งขึ้นเครื่อง “ตายเลย ทุกอย่างอยู่ในมือถือนั่น ไม่มีมือถือทำอะไรไม่ถูกเลย”….

ผมว่าเราและท่านก็อาจจะเคยเกิดเหตุการณ์ทำนองนี้มาบ้างเหมือนกัน ย้อนไปที่ แผนรับมืออุบัติภัยของสายการบินแห่งชาตินั้น นอกจากเขามีแผน A หรือแผนหนึ่งแล้ว ยังมีแผนสอง แผนสาม อีก เพราะทุกอย่างต้องเดินต่อไปได้ หากแผนหนึ่งติดขัดใดๆก็ตามซึ่งเกิดขึ้นได้ แผนสองต้องทำงานต่อไปได้…

ในวิถีชีวิตของเราภัยความเสี่ยงมีมากมาย เราเองควรมาทบทวนเรื่องนี้อย่างจริงจังมากขึ้น เพราะความเสี่ยงมีมากขึ้นเรื่อยๆ ยิ่งมีข่าวการเปลี่ยนแปลงของธรรมชาติมากมายและทั้งหมดกระทบต่อวิถีเราทุกคน

“แผนหนึ่ง” ไม่พอด้วยซ้ำไป ต้องมี “แผนสอง” สำรองในกระเป๋าด้วย


ดำหัวอุ้ย..

326 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 เมษายน 2011 เวลา 0:20 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4761

เรามีภารกิจจะต้องขึ้นเชียงใหม่ ที่บ้านโป่งแยง ต.โป่งแยง อ.แม่ริม เราไปพบอุ้ยตุ่น ทองเรือน ท่านอายุ 78 ปี เรารู้จักท่านมาตั้งแต่สมัยทำงานสะเมิงปี 2518 เพราะเราขับมอเตอร์ไซด์ผ่านบ้านของท่านประจำเนื่องจากเป็นทางผ่านจากเชียงใหม่เข้าสะเมิง

ผมเข้ามาทำงานวิจัยให้สมาคมสังคมศาสตร์แห่งประเทศไทยเรื่องการเปลี่ยนแปลงการถือครองที่ดินในพื้นที่ ต.โป่งแยงนี้ จึงต้องเข้ามาศึกษาข้อมูลเชิงลึกของพื้นที่ อุ้ยตุ่นเป็นผู้สูงอายุท่านหนึ่งของชุมชน จึงขอสัมภาษณ์ท่านถึงพัฒนาการทางประวัติศาสตร์ท้องถิ่นจึงทราบเรื่องราวในอดีตมากมายของพื้นที่นี้รวมไปถึงเรื่องราวของเมืองเชียงใหม่ด้วย เช่น สนามบินเชียงใหม่นั้นเดิมเป็น “นาปง” ผู้ชายทั่วเมืองเชียงใหม่ต้องถูกเกณฑ์มาใช้แรงงาน สร้างสนามบิน เครื่องบินแรกๆที่มาลงก็เป็นปีกไม้..??

โป่งแยงสมัยก่อนเป็นชุมชนชาว “ลั๊วะ” ที่เคร่งเรื่องความเชื่อผีมากๆ เมื่อคนเมืองเริ่มเข้ามามากขึ้น มีการผิดผีมากขึ้น ชาวลั๊วะ ก็ย้ายหมู่บ้านหนีขึ้นภูสูงขึ้นไป คนเมืองก็เข้ามาแทนที่ชุมชนแถบนี้ มีทั้งชาวบ้านทั่วไปและคนที่หนีการเกณฑ์แรงงาน และการเสียภาษีที่เรียก “ฐา 4 บาท” หรือ “เงินรัชชูปการ”* ถ้าไม่มีเงินก็ต้องไปใช้แรงงาน หากไม่มีเงินและไม่อยากถูกใช้แรงงานก็ หนีเข้าป่าลึกอย่าเดียว โป่งแยงจึงเป็นที่หลบการใช้แรงงาน และส่วนหนึ่งก็หนีลึกเข้าไปอีก ก็คือถิ่นสะเมิง ที่ผมเข้าไปทำงานในสมัยปี 2518 นั้น

อุ้ยตุ่น ปัจจุบันได้รับเงินผู้สูงอายุเดือนละ 500 บาท และอบต.เพิ่มให้อีก 500 บาท อุ้ยมีตำแหน่งในชุมชนเป็น นางเทียม หรือคนทรง หรือคนทำพิธีเจ้าพ่อ… อันเป็นสิ่งเหนือธรรมชาติศักดิ์สิทธิ์ที่ชาวโป่งแยงกราบไหว้

วันที่ผมและครอบครัวไปหาอุ้ยตุ่นนั้น โป่งแยงจัดงานวันผู้สูงอายุพอดี มีการรดน้ำดำหัวผู้สูงอายุ เมื่อเสร็จพิธีผมก็ไปรับอุ้ยตุ่นมาที่บ้านท่าน เมื่อเราพูดคุยกันพอสมควร ผมจึงมอบเงินจำนวนหนึ่งให้น้องขวัญ ลูกสาวผมไปกราบดำหัวอุ้ยตุ่น และขอพรจากอุ้ย

อุ้ยตุ่นให้ศีลให้พรยังกะพระสวดแน่ะ..พวกเราทุกคนประมาณ 7 คนยกมือพนมรับพรจากท่านด้วย

  • ผมต้องการให้ลูกสาวผมซึ่งเธอเป็นคนยุคสมัยใหม่ได้สัมผัสประเพณีเดิมของล้านนาและของสังคมไทยโยลงมือทำเองคุกเข่าลงและเข้าไปหาผู้ใหญ่อย่างคารวะ นอบน้อม แม้จะดูเธอแก้งก้าง แต่ก็ฝึกไว้ ลงมือทำไว้
  • ผมต้องการพาครอบครัวมาแสดงความเคารพอุ้ย ที่ท่านมีเมตตาต่อผมและครอบครัวหลายประการในอดีตที่ผ่านมาและแม้จะเป็นปัจจุบัน
  • ผมต้องการเดินตามครรลองวัฒนธรรมประเพณีของท้องถิ่นเมื่อถึงวาระใดๆก็ควรทำสิ่งนั้นๆอันเป็น “ฮีตคอง” เมื่อเรามีโอกาสต้องทำ

เมื่อทำแล้ว อิ่มใจ พึงพอใจ สบายใจ เป็นสุขอย่างหนึ่ง

*= http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B9%80%E0%B8%87%E0%B8%B4%E0%B8%99%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8A%E0%B8%B9%E0%B8%9B%E0%B8%81%E0%B8%B2%E0%B8%A3


เนื่องมาจากสารคดีฉบับเดือนมีนาคม…

268 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 เมษายน 2011 เวลา 21:50 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4423

เนื่องจากหนังสือสารคดี ผ่านทางดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ ผู้ก่อตั้งชมรมคนรักมวลเมฆ ได้ขอรูปผมไปลงใน “สารคดีฉบับใหม่นี้เดือนมีนาคม 54″  ผมจึงอยากบันทึกเบื้องหลังไว้สักหน่อย…

ผมมีอาชีพเป็นนักพัฒนาชุมชน สมัยก่อนเรียกอาสาสมัคร ต่อมาสรุปว่าเป็นอาชีพได้ประเภทหนึ่ง พัฒนาตัวเองไปตามจังหวะชีวิตจนมาเป็น Freelance งานด้านสังคมชุมชน

ผมเป็นคนบ้ากล้องมานานแล้ว สมัยไม่มี DSLR ผมก็บ้าขนาดล้างฟิล์มเองในห้องน้ำที่พักยันสว่าง แต่เป็นภาพขาวดำ เอามาห้อยระโยงระยางเต็มห้อง สมัยนั้นผมทำงานชนบทที่เชียงใหม่ในป่าในเขา ชอบวิถีชีวิตธรรมชาติแบบชนบท จึงถ่ายรูปแล้วเอามา Develop สมัยนั้นที่เชียงใหม่มีชมรมคนบ้ากล้องอยู่กลุ่มหนึ่ง ชอบถ่ายรูป เป็นสไลด์แล้วเอามาฉายดูแล้วก็ติชมกัน จำได้ว่า ท่าน ทอม เชื้อวิวัฒน์ เคยขึ้นไปเป็นวิทยากร ผมเป็นเด็กเป็นเล็กก็นั่งแอบฟังผู้ใหญ่เขาคุยกัน แล้วก็จดจำเอาความรู้ไปใช้ การตั้ง Sutter speed ให้สัมพันธ์กับ Aperture การวาง Composition การเช็ค Dept of field การใช้ Filter สีต่างๆ การใช้ Flash การถ่ายรูป Portrait การถ่ายภาพ Silhouette จะถ่ายภาพสีก็ต้อง Over ครึ่ง stop จะถ่ายสไลด์ก็ Under หนึ่ง stop ถ่ายรูปกลางวัน กลางคืน เช้า เย็น ล้วนต้องใช้ทักษาการ set ค่าต่างๆของตัวกล้องทั้งสิ้น เพราะกล้องสมัยนั้นเป็น Manual และเป็น SLR ความรู้เหล่านี้มีเรียนในระดับปริญญาตรี แต่ผมเรียนจากเข้าร่วมฟังผู้สันทัดกรณีคุยกันและซื้อหนังสือมาอ่าน แต่ ทั้งหมดเป็นกล้องแบบ SLR ใครไม่ทราบว่าแปลว่าอะไรไปเปิด GOO เอานะครับ


รูปนี้ประทับใจมาก ระหว่างทางกลับมาขอนแก่น

โอย เงินเดือนนักพัฒนาก็น้อยกว่าเบี้ยเลี้ยงของท่านผู้ใหญ่สมัยนี้ หรือน้อยกว่าเบื้ยประชุมของท่านทั้งหลาย ผมก็อดออมเอา หากรวมๆกัน โฮ….หลายตังค์ ผมเปลี่ยนกล้องไป 4 ยี่ห้อ Minolta, Cannon, Yachica จบลงที่ Nikon F2 และ Nikon FM ความที่ต้องย้ายที่ทำงาน ทำให้ผมทิ้งกล้องไปหลายปี มาอีกทีก็ที่มุกดาหาร มาเป็น Freelance ทำงานชนบทกับเขตปลดปล่อยแห่งแรกในประเทศไทย พี่น้องชนเผ่าบรู ที่ดงหลวง มุกดาหาร หน้าที่การงานบังคับให้ต้องใช้กล้องถ่ายรูปเพื่อบันทึกกิจกรรมที่เอาไปทำรายงาน Quarterly report, Yearly report, Progress report โอยสารพัด report


รูปซ้ายมือถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร ขวามือระหว่างทางกลับขอนแก่น

กล้อง DSLR เข้ามาเมืองไทยนานแล้ว แต่ผมไม่ได้สนใจ จนภาคบังคับนี่แหละจะต้องซื้อกล้องส่วนตัวมาใช้กับงาน แม้ว่าที่ทำงานจะมีงบซื้อกล้องก็ตาม แต่ความเป็นส่วนตัวมันสะดวกกว่ามาก ผมก็กลับมาจับกล้องอีกครั้ง ที่มุกดาหารเรามีร้านถ่ายรูปที่เราเป็นลูกค้าประจำ แรกๆก็ยังล้างอัดภาพสี แล้วเอารูปไป scan แล้วแปลงเป็น file .pdf เป็นสกุลอื่นๆ ก็เพื่อเอามาทำรายงาน โอยมันหลายขั้นตอน เอา DSLR ดีกว่าจบเลย สะดวก รวดเร็ว ยิ่งมี Program ตัวช่วยสำหรับปรับปรุงภาพ digital ก็ยิ่งสนุกใหญ่ เราถ่ายรูปกิจกรรมแบบไม่ยั้งแล้วเอามาคัดทำรายงาน ต้นฉบับก็เก็บไว้จนล้นหน่วยความจำเครื่อง


ทั้งสองรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร

ต้องไปซื้อ External HD มาถ่ายออกจากเครื่อง แรกๆ เจ้า External HD ก็ใหญ่โตมโหระทึก หน่วยความจำก็ไม่มาก เต็มอีก ต่อมามี ตัวเล็กๆและหน่วยความจำมากมาย พกพาสะดวก ก็ซื้อมาเก็บ อิอิ มีแต่รูปเมฆกับดอกไม้และภาพชนบทที่ตัวเองชอบ เต็มไปหมด


ทั้งสองรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร

มาสนใจเมฆก็อาจารย์ชิวนี่แหละ แหมมาถูกเวลาจริงๆเพราะมันเป็นธรรมชาติที่ผมชอบอยู่แล้ว และเป็นงานอดิเรกที่ปลดปล่อยตัวเองออกจากงานภารกิจซะบ้าง และมีความสุขกับกิจกรรมนี้กับธรรมชาติ เห็นเมฆเห็นสัจจะธรรม ว่าเข้าไปนั่น ก็มัน “เกิดขึ้น ตั้งอยู่ สิ้นสุดไป” เมฆ “สวยสุดใจ เดี๋ยวเดียวก็สลายไป” มี “หลังพายุร้ายก็มีความสงบนิ่ง” “ความสวยนั้นมันเป็นคุณสมบัติทางธรรมชาติ ไม่มีใครไปตกแต่งเขา” มิติของความสวยนั้นอยู่ที่ “Time and Space” “สวยมากสวยน้อยอยู่ที่ผัสสะของเรา” ฯลฯ


ทั้งสองรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร

“คาถาเรียกหมวกเมฆ” ผมไม่แน่ใจว่าน้องลูกเกด หรือน้องท่านใดเรียกผมเช่นนั้น อาจเป็นเพราะว่า ผมถ่ายรูปหมวกเมฆมาค่อนข้างมาก

  • เพราะผมมีโอกาสมาก คือ ผมอยู่ชนบทมีพื้นที่กว้างขวางบนท้องฟ้าที่ไม่มีตึกรามบ้านช่อง เสาไฟฟ้า มาบดบังมวลเมฆ
  • เวลาที่เกิดหมวกเมฆเป็นเวลาที่ผมเลิกจากงานเป็นส่วนใหญ่และมีโอกาสเห็น นี่คือข้อสังเกตส่วนตัวผิดถูกขออภัยนะครับ
  • สถานที่ที่ผมใช้ดูเมฆนั้นเป็นยอดภูเขาที่มุกดาหาร ยิ่งเปิดโอกาสให้ผมเห็นท้องฟ้าไปไกลแสนไกล เกือบสามร้อยหกสิบองศา ไม่มีเมฆก้อนไหนรอดพ้นสายตาผมไปได้ อิอิ


ทั้งสองรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร

  • ผมเดินทางบ่อย เป็นปกติอยู่แล้วที่เช้าตรู่วันจันทร์ผมก็ขับรถไปมุกดาหาร เย็นเลิกงานวันศุกร์ผมก็กลับมาขอนแก่น 250 กม. ผมขับรถคนเดียว จะจอดฉี่ข้างทางก็ไม่มีใครว่า ขอให้มิดชิดซะหน่อย จะจอดถ่ายรูปเมฆให้เวลาเท่าไหร่ ก็ไม่มีใครมาจับเวลา ชนเผ่าม้งกล่าวว่า “แม่น้ำเป็นของปลา ท้องฟ้าเป็นของนก” ผมแอบคุยเล่นกันที่บ้านว่า “ท้องฟ้าเป็นของนกและของบางทราย” อิอิ.. อิอิ…เอิ้กกกกก


ทั้งสองรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร

ช่วงฤดูฝนนั้นมวลเมฆมากมาย ยิ่งมีโอกาสเห็นปรากฏการณ์บนท้องฟ้าเยอะเพราะมีเงื่อนไข ปัจจัยเอื้อให้เกิด เราก็หยิ่งมากหน่อย หยิ่งคือแหงนมองท้องฟ้าบ่อยๆไง เชิดหน้า


หมวกเมฆรูปนี้ถ่ายที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร ผมประทับใจหมวกใบนี้มาก


รูปนี้ถ่ายที่ถนนวงแหวนขอนแก่นด้านทิศตะวันออกเฉียงเหนือ

ขอบคุณ ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ หรือน้องชิวของผมที่เป็นผู้ฉุดประกายการใช้เวลาส่วนตัวท่องไปในท้องฟ้าแล้วผมก็พบความสวยงามเสมอๆ

ขอบคุณภูมโนรมย์ที่ผมต้องขึ้นไปเกือบทุกเย็น หลังเลิกงานจนสนิทกับหมอดูชาวบ้านที่นั่น และสุนัขอีกฝูงหนึ่ง …. มันเป็นความสุขคนบ้านนอก ผมเชื่อว่าทุกท่านก็หาความสุขส่วนตัวแบบนี้ได้ครับ….

และท้องฟ้าจะเป็นของนกและของท่านด้วยครับ…..


เทิดทูนท่านผู้ทำดี..

9 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 เมษายน 2011 เวลา 1:02 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป, ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 655

ชื่นอกชื่นใจที่สังคมยกย่องคนดี คนทำดี

อย่างน้อยที่สุดเป็นกำลังใจท่านผู้สร้างสรรค์สังคมในสาขาต่างๆ

แน่นอนยังมี นาย นาง อีกมากมาย ที่รางวัลยังเอื้อมมือไปไม่ถึง

เหมือนปิดทองหลังพระ

แต่ท่านเหล่านี้ และ เหล่านั้น ก็ไม่ได้ทำดี เพื่อรางวัล

แต่ทำดีเพราะสันดานดี

ขอเทิดทูนท่านผู้ทำดี ด้วยความจริงใจยิ่ง

เนื่องในโอกาสพ่อครูบาฯรับรางวัลแก่ชีวิต



Main: 0.12589502334595 sec
Sidebar: 0.05147910118103 sec