ดอกอะไร..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 8 กันยายน 2011 เวลา 23:05 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ต้นอะไร ไม่มีใบ มีแต่ดอก..

ผมลุยไปลำลูกกาเพราะงาน ขับรถตระเวนไปหาเป้าหมาย กลางทุ่งกลางนา สนุกครับ ได้เห็นอีกภาพหนึ่งของวิถีเกษตรริมมหานคร แทนที่จะใช้นาปลูกข้าว ดันมาปลูกหญ้าขาย ไปวันนี้อยากถ่ายรูปใจจะขาด แต่งานก็ต้องรีบเร่งให้ทันเวลา นึกเล่นๆว่า หากมีเวลาเอ่อระเหย อยากขับรถมานั่งชมทุ่งแถวนี้จริงๆ

ขับไปขับมาเห็นต้นไม้ประหลาดต้นนี้ ถูกตัดเหลือแต่ตอ ดันออกดอกพุ่มเบ่อเริ่ม เลยต้องหยุดรถ อดไม่ไหว ถ่ายรูปของแปลกซะหน่อย

ใครรู้ช่วยบอกทีดิ..


ตัวตนทางการเมือง

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 1 กันยายน 2011 เวลา 17:04 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ประชาชนอย่างเราที่ค่อยๆห่างการเมืองมากขึ้นในแง่การเข้าไปมีส่วนร่วม แต่ความสนใจยังมีตลอด เราเป็นคนเดือนตุลาและย้อนหลังไปสมัยนั้นเราเองก็ไม่เบา เข้าร่วมขบวนการนักศึกษาในทุกเรื่อง แต่เป็นผู้อยู่เบื้องหลังมากกว่าจะยืนอยู่หน้าเวที ความผิดปกติในมหาวิทยาลัยเราก็ลุยมาแล้ว การเมืองระดับประเทศ ปัญหาทางสังคม โดยเฉพาะกรณีชาวนาทางภาคเหนือ เราก็เฉียดตายมาหลายครั้ง

คนหนุ่มไฟแรงมีเพื่อนร่วมงานที่ใจตรงกัน มีฝ่ายสนับสนุน การเรียนเป็นรอง ทำกิจกรรมเป็นเรื่องมาก่อน อิอิ

หากทบทวนย้อนไปก็ยังยืนยันว่าเราคิดถูกแล้ว ทำถูกแล้ว เพียงแต่ความยับยั้งชั่งใจยังไม่มากเท่าไหร่ แต่เราก็มีผู้ใหญ่ให้สติอยู่บ่อยๆ ผลพวงของการทำการเมืองในวัยนักศึกษานั้น หลายคนเพลินมาจนถึงปัจจุบัน เรียนจบแล้วก็เดินสู่เส้นทางการเมืองสนามใหญ่มาตลอด

เมื่ออายุมากขึ้น ภาระทางหน้าที่การงานเปลี่ยนไป บทบาทที่แสดงตรงๆนั้นลดลง แค่ติดตามและแสดงความเห็นบ้าง และเฉียดๆไปเฉียดมาเท่านั้น ไม่ได้กระโดดเข้าไปขลุกเหมือนแต่ก่อน

รัฐบาลอภิสิทธิ์นั้นมีนโยบายดีดีหลายเรื่องแม้ว่าบางเรื่องจะเป็นประชานิยม เรียกว่า เอากะเขาบ้าง…โดยเฉพาะนโยบาย “ประกันราคาข้าว” มีข้อดีข้อด้อย เมื่อมาถึงรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ก็เปลี่ยนมาเป็น “การจำนำข้าว” ซึ่งพยายามขายจุดดีของนโยบายนี้

อย่างผมกล่าวข้างบนคือ มีส่วนดีมีจุดอ่อนทั้งสองนโยบาย แต่ทำไมประชาธิปัตย์ยืนยันประกันราคาข้าว เพื่อไทยยืนยันจำนำข้าว ต่างฝ่ายต่างพูดจุดดีของตัวเองและกลบจุดอ่อน ตรงข้าม ตีนโยบายของการเมืองคู่แข่ง…

ผมมาพิจารณา หากประชาธิปัตย์กลับมาเป็นรัฐบาลอีก ก็ทิ้งการจำนำข้าว กลับมาใช้ประกันข้าว และหากเพื่อไทยกลับมาเป็นรัฐบาลอีกก็ทิ้งประกันราคาข้าวแล้วย้อนกลับมาเอาจำนำราคาข้าว.. มันอะไรกัน นักการเมือง…ประเทศไทยเป็นของนักการเมืองเท่านั้นหรือ…ที่จูงประเทศไทยไปทางโน้นที ทางนี้ที

มิได้กล่าวถึงนโยบายอื่นๆอีก

เป็นไปได้ไหม..ไม่ว่าใคร พรรคไหนมาเป็นรัฐบาล แม้ตัวเองมีนโยบายใหม่ๆมาแต่เป็นเรื่องเดียวกันกับที่พรรคการเมืองอื่นๆทำมาแล้ว ก็นึกถึงชาติ ประชาชนเป็นหลัก โดยการให้หน่วยงานวิชาการเอาประเด็นนั้นๆมาจัด ประชุม เสวนาหาข้อสรุปว่ารูปแบบที่ดีที่สุดอยู่ที่ตรงไหน ….อย่ากลัวเสียหน้า แต่เอาประชาชน ชาติ เป็นหลัก

หากเอาพรรคเป็นหลักเพราะเป็นผู้คิดนโยบายนี้ ก็ยืนยันแม้จะเห็นชัดๆว่ามีจุดอ่อน มีจุดด้อย แต่ก็ดันทุรังเดินต่อไปเพราะหาเสียงมาแล้ว.. เดินติดๆ ขัดๆต่อไปแม้ว่าจะรู้ทั้งรู้

แบบนี้เรียกว่า “ตัวตนทางการเมือง เพื่อพรรค” ไม่ใช่เพื่อชาติเป็นหลักใหญ่ที่สุด

หากไม่ก้าวข้าม ตัวตนทางการเมืองไปได้ สังคมไทยก็ถูลู่ถูกังแบบนี้ต่อไปเรื่อยๆ แล้วอย่ามาพูดเลยว่า ประเทศเพื่อนบ้านก้าวแซงหน้าเราไปแล้ว

ก็เพราะ “ตัวตนทางการเมือง” ของพวกเป็นใหญ่นี่แหละ….


นังแดง 2..

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 29 สิงหาคม 2011 เวลา 11:26 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ต้มขาไก่ใส่ฟัก เราสองคนพ่อลูกซดแต่น้ำกะกินเนื้อฟัก เนื้อขาไก่สองสามชิ้นถูกเขี่ยกองไว้ เพราะเราไม่กิน ผมเองกินมังสะวิรัติแต่เป็นแบบเขี่ย เพราะลดความเข้มงวดลงมาจากเดิมที่นั่งร่วมโต๊ะกับใครไม่ได้ มันแปดเปื้อน ว่างั้น….

ผมติดใจน้ำพริก ที่ซื้อมาจากตลาดและผักต้ม น้ำพริกรสชาติพอดี ไม่เผ็ดมาก เปรี้ยว หวาน มันเค็มลงตัวพอสมควร (แต่สู้แม่บ้านผมไม่ได้ อิอิ) ผมมาอยู่กรุงเทพครบเดือนก็ตระเวนไปตามตลาดโน่นนี่เพื่อทำความรู้จักแหล่งอาหารและอื่นๆ น้ำพริกเจ้านี้นับว่าถูกปากมากกว่าทุกแห่ง ส่วนผักลวกนั้นผมเพิ่งมาพบว่า เขาลวกผักไว้หลายชนิดกองไว้ใครอยากกินอะไรก็เอาที่หนีบ หนีบใส่จานหรือตะกร้าเล็กๆ หรือใส่ถุง จะมากจะน้อยก็กะคะเนเอาเอง แล้วส่งให้แม่ค้า เขาจะประมาณราคาแล้วก็บอกเรา ส่วนมากไม่เกิน 10-15 บาท ถือว่าถูก

ผมกินน้ำพริกทุกมื้อเย็นหากอยู่ที่บ้านของลูกสาว ก็ง่ายดีเพราะแถวนี้ไม่มีร้านมังสะวิรัติ แม้จะสั่งทำได้ แต่ก็สู้น้ำพริกไม่ได้ ก็โตมากับน้ำพริกจนกลิ่นตัวเป็นน้ำพริกไปแล้ว อิอิ อิอิ

ลูกสาวมักไม่มีเวลา ทำงานเช้า เลิกดึก เสาร์ อาทิตย์ก็ไปเรียน ป.โท ผมก็ต้องลงมาดูแลบ้านที่กำลังต่อเติมให้ ทั้งทำงานไปด้วย กินข้าวคนเดียวมาเกือบทุกมื้อ เมื่อวานลูกสาวสอบเสร็จก็มาขลุกอยู่ที่บ้าน อ่านหนังสือ เล่นเกมส์ เล่นคอมพ์อะไรของเขาไป ผมก็ทำงานบ้าง ดูโน่นดูนี่บ้าง คุยกับเพื่อนบ้านใหม่บ้าง…

มื้อเย็นเมื่อวานเราเลยไปซื้ออาหารมากินกันสองคนพ่อลูก ผมมีวัตถุประสงค์สองข้อ ข้อหนึ่งอยากพาลูกไปรู้จักตลาด ที่ต่อไปเธอก็แวะไปซื้ออาหารมากินได้ ไม่ต้องไปกินที่ร้านใดๆให้เปลืองเงิน สองเราจะได้คุยกันบ้าง เพราะมีเรื่องจะคุยกับเธอหลายเรื่อง

อาหารมื้อนั้นผมกินจนพุงกางเพราะเธอไม่ค่อนกิน สาวๆมักกลัวอ้วน ส่วนผมไม่บันยะบันยัง ซัดเต็มสปีด มีพุงว่างแค่ไหนใส่จนแน่นไปหมด อิอิ แต่น้ำพริกก็เหลือผมเก็บใส่กล่องใส่ตู้เย็นไว้ ส่วนผักต้มหมดเกลี้ยง น้ำซูปเหลือติดก้นถ้วย ขาไก่นั้นไม่มีใครกิน ผมนั้นไม่กินอยู่แล้ว แต่ลูกสาวก็ไม่กินไม่ใช่เพราะเธอเป็นมังสะวิรัตินะ แต่เบื่อ… เธอจึงเอาไปทิ้งใส่ถุงขยะ จะเอาให้น้องหมาก็มืดค่ำแล้ว เพื่อไม่ให้เป็นภาระ เอ้า ทิ้งก็ทิ้ง

ถุงขยะใหญ่ขึ้นโขผมก็มัดปากถุง และใส่ไปอีกชั้นหนึ่งกลัวมันแตก แล้วจะเอาไปทิ้งถังขยะ แต่ความไม่พร้อมเพราะบ้านใหม่ ถังขยะยังไม่มี เลยวางไว้หน้าบ้านก่อน

สายวันนี้ผมกลับมาจากส่งลูกไปทำงาน กลับมาบ้านเพื่อทำงานในหน้าที่ที่บ้าน สักครู่ใหญ่ๆ เจ้าหมาแดงเดินมาดมๆที่ถุงขยะดำหน้าบ้าน ผมก็เฉยๆไม่ได้คิดอะไร ทำงานไป ดูมันไป เอนังแดงไม่ไป มันเดินรอบถุงแล้วดมจมูกฟิดๆ ผมก็ไม่ได้สนใจเดี๋ยวมันคงไป เพราะผมใส่ถุงสองชั้น ครู่หนึ่งผมเหลือบไปดูนังแดงอีก มันกำลังกินอะไร…

ผมลุกขึ้นยืนแอบดูในบ้าน นังแดงมันกัดถุงดำมุดเข้าไปคาบอะไรมากินทำให้ถุงขยะแตก ด้วยสัญชาติญาณของคน ผมส่งเสียงไล่มันไป ด้วยคิดเพียงเหตุผลว่า ขยะแตกก็จะทำความสกปรกพื้นถนนหน้าบ้าน ไม่ได้ ไม่สอาด นังแดงไม่ไป ยังกินต่อแต่ทำท่าระวังมากขึ้น ผมจึงเปิดประตูออกไปไล่มัน มันจึงผละออกไปแถมไปยืนรีรออยู่ไกลๆ

ผมเดินไปดูถุงขยะมันถูกนังแดงกัดเอาขาไก่ที่เราทิ้งไปมากิน…. ผมแหงนหน้าไปดูนังแดง มันยังยืนดูผมแบบระวัง โอยท้องมันป่อง นมยานทุกเต้า มันคงมีลูกน้อย มันหิว มันคงมาหาอาหารเพื่อชีวิตของมันและลูกน้อย เพียงมาขอเศษอาหารที่เราทิ้งไป…มันไม่รู้จักความสะอาด สกปรกหรอก แต่มันรู้จักความหิวและสัญชาติญาณการเอาตัวรอด  เดินหาอาหารเพื่อลูก แดงคงมีหลายชีวิตรอนะ….

ผมอึ้งกับการกระทำของผมเอง…ทำไมหนอเราถึงไม่รอบคอบ ความสกปรกมันอยู่ที่เรา สกปรกก็ทำสอาดได้ แต่จิตใจเราซิ สกปรกกว่า หยาบกว่า….ผมตำหนิตัวเองพร้อมกับจะไปหยิบขาไก่ที่เหลืออยู่ที่มีเนื้อเต็มให้นังแดง

แต่นังแดงไม่อยู่แล้ว มันเดินจากไปแล้ว…..


ซักผ้า

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 11 สิงหาคม 2011 เวลา 19:28 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ผมไม่ได้ลงมือซักเสื้อผ้าเองมานานมาก จนลืมไปว่าเมื่อไหร่ มาตอนนี้ต้องซักเองเพราะบ้านลูกสาวมีแต่ตัวห้อง อุปกรณ์ทั้งหลายยังไม่มี เพราะต้องติดตั้งสิ่งจำเป็นอย่างอื่นก่อน จะหอบเอาไปจ้างร้านซักรีดก็เสียดายเงิน เราทำได้นี่นา สมัยเด็กๆเราทำมากับมือจนโต

ตั้งแต่มีเครื่องซักผ้ามานี่ เราก็ไม่ได้ทำงานแบบเด็กๆเลย เครื่องซักผ้ายี่ห้อนี้ก็ดีจริงๆ ซื้อมาตั้งแต่ลูกสาวยังเป็นเด็กเล็กๆ จนโตทำงานแล้ว เครื่องซักผ้าก็ยังทำงาน เราก็เสียค่าน้ำ ค่าไฟ ค่าผงซักฟอกและค่าพนักงานบริษัทมาตรวจสอบเครื่องเป็นระยะ มันดีมากจนลูกสาวไม่สนใจยี่ห้ออื่นเลย

นึกถึงสมัยก่อนที่เราเป็นเด็กบ้านนอก หมู่บ้านไม่มีระบบประปา น้ำดื่มก็ใช้น้ำฝนที่รองเอาใส่ตุ่มไว้ ส่วนน้ำใช้ก็อาศัยน้ำคลองจากแม่น้ำน้อย ที่แยกจากแม่น้ำเจ้าพระยา ผ่าน อ.โพธิ์ทอง อ.วิเศษชัยชาญ อ.ผักไห่ .. ผ่านวัดสี่ร้อยของท่านขุนรองปลัดชู ที่กำลังฮือฮาอยู่

น้ำจากแม่น้ำน้อยนี้ สมัยก่อนสะอาด หรือกล่าวอีกทีคือ ไม่ปนเปื้อนสิ่งมลพิษทั้งหลาย เพราะการเกษตรสมัยก่อนไม่ใช้ปุ๋ยเคมี ยาปราบศัตรูพืช และอื่นๆ คุณภาพน้ำจึงดีกว่าสมัยนี้ บางปีฝนแล้งน้ำฝนที่เก็บไว้ไม่พอกิน ก็ใช้น้ำคลองที่แหละ

ครอบครัวใหญ่อย่างบ้านผมนั้น ต้องเตรียมน้ำดื่มไว้ตลอดปี โดยเฉพาะช่วงทำนา ต้องมีน้ำพร้อมดื่มพร้อมใช้ หากใช้น้ำคลองทดแทนน้ำฝนที่หมดก่อน ก็ใช้วิธีง่ายๆคือ หาบน้ำใส่ตุ่มให้เต็ม เอาสารส้มมาแกว่ง การแกว่งก็มีวิธี คือ สารส้มเป็นก้อนใหญ่ เราก็เอามือจับแล้วจุ่มลงในตุ่มน้ำที่หาบมาใส่จนเต็มนั้น แล้วแกว่งวน จะทวนเข็ม หรือตามเข็มนาฬิกาก็แล้วแต่ถนัด แกว่งน้อยไปก็จะไม่ทำให้น้ำใส แกว่งนานเกินไปน้ำก็จะเปรี้ยว

ใส่ผงคลอลีน ที่มีคุณสมบัติฆ่าเชื้อต่างๆในน้ำนั้น ใส่น้อยไปก็อาจจะไม่มีผลทางทำให้คุณภาพน้ำปลอดภัย ใส่มากไปก็มีกลิ่นฉุน ดื่มไม่ได้ ทิ้งไว้ข้ามวันข้ามคืน หรือหลายวัน น้ำในตุ่มนั้นก็พร้อมดื่ม โดยการเปิดฝาตุ่มออกมาดมกลิ่นคลอลีนว่าหมดไปหรือยัง

น้ำในตุ่มที่เราแกว่งสารส้มนั้น คุณสมบัติของสารส้มจะทำให้สารแขวนลอยมีความหนักมากขึ้นตกลงก้นตุ่มเราเรียกตะกอน จะมากน้อยก็แล้วแต่ปริมาณการแขวนลอยของคุณน้ำดิบ เมื่อตกตะกอน ก็ต้องระมัดระวังในการตักน้ำมิให้กระเทือนมากนัก เพราะตะกอนก็จะฟุ้งขึ้นมาทำให้น้ำนั้นไม่ใส

ชนบททั่วไปนั้น มีจำนวนมากที่ไม่ได้ใช้สารส้มแกว่งน้ำให้สะอาดก่อนซักผ้า แน่นอนเสื้อผ้านักเรียนนั้นก็ไม่ขาวใสเหมือนปัจจุบัน ยิ่งซักยิ่งเปลี่ยนสี อิอิ…

ช่วงวันหยุดเราจะหอบเสื้อกางเกงที่ใช้แล้วกองใหญ่มาซัก หลังจากตักน้ำดิบเต็มตุ่ม เอาสารส้มแกว่งให้ใสแล้วทิ้งไว้พักใหญ่ๆสารแขวนลอนตกตะกอนหมดแล้วเรามีเทคนิค ง่ายๆเอาตะกอนออกจากก้นตุ่มด้วยใช้ท่อพลาสติกมาทำกาลักน้ำแล้วใช้มือบังคับปลายข้างที่อยู่ในตุ่มให้ดูดตะกอนออกไปจนหมด เราก็เหลือน้ำสะอาดในตุ่มพร้อมตักใช้ซักผ้ากองใหญ่ได้โดยไม่กังวนว่าตะกอนจะฟุ้งขึ้นมา…

แต่วันนี้ผมซักผ้าจากระบบน้ำประปา ขยี้ตามใจต้องการ ไม่มีกระบวนการแบบอดีตอีกแล้ว…


สองเรา..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 4 สิงหาคม 2011 เวลา 17:00 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ตัวเอง…พาเค้าไปที่ไหนเนี่ย

อย่าพาไปแถวเมืองกาญจน์นะ เค้ากลัวอ่ะ…


หมากเม่าข้างบ้าน

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 สิงหาคม 2011 เวลา 14:27 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ลูกน้องยาหยีเอาต้นไม้โปรดมาให้คือ ลำดวน บอกว่าหอบเอามาจากศรีสะเกศ เมื่อหลายปีก่อนโน้น ก็เอามาปลูกติดกับตัวบ้าน หวังว่าออกดอกมาจะให้หอมทั้งบ้านเลย แต่นานวันเข้า ดอกลำดวนก็ไม่เห็น แต่ได้หมากเม่าป่าแทน ก็ “โอ”อยู่เพราะคิดในใจตอนนั้นว่าจะเอามาบีบมาคั้นทำน้ำหมากเม่าดื่มซะเลย


ปีนี้ลูกดกแต่ไม่ใหญ่เหมือนที่อินแปง หรือที่อื่นๆที่เราเห็นของชาวบ้าน สีมันสวย ความจริงเปิดหน้าต่างก็เอื้อมมือไปหยิบได้เลย มันใกล้ชิดบ้าน เราพบว่า ทั้งนกสารพัดชนิดและกะรอก มากินโต๊ะจีนกัน เราเลยตัดสินใจบริจาคให้นกเขาซะ อย่าไปเอามากินเลย

เนื่องจากมันใกล้ตัวบ้านมาก สัตว์ทั้งหลายจึงระแวงเรา เราก็อยากดูเขามากิน เขาก็กลัวเราตามสัญชาติญาณ กินไประแวดระวังไป แค่เราขยับตัวอยู่ในบ้านผ่านมุ้งลวดเขาก็บินหนีไปแล้ว ผมตั้งกล้องจะถ่ายภาพสวยๆเขาผ่านมุ้งลวดก็ไม่สำเร็จ เลยไม่ได้ภาพสวยๆ

เจ้ากะรอกนี่ร้าย เขามาหักกิ่งเลย คาบเอาไปนั่งกินที่ต้นอโศกที่ปลูกติดกัน หมดก็มาเอาใหม่ แล้วก็กระโดดไปที่อื่น


เฝ้าดูเขาเป็นนานสองนาน พบว่า เขากินแค่จำนวนหนึ่งแล้วก็จากไปกินอย่างอื่นอีก เรียกว่าไม่กินอิ่มอย่างเดียวแล้วกลับบ้านไปนอนรัง แสดงว่าเขากินอาหารหลากหลาย ทั้งๆที่ผลสุกมากมายเขากินจนพุงแตกก็ไม่หมดต้น แต่เขาไม่ทำ ตัวใหม่ก็มา นกชนิดอื่นก็มาแทนที่ ไม่เห็นมันแสดงความหวง ประกาศเขตปลดปล่อยเหมือนแดงยึดราชประสงค์ แค่มากินแล้วก็ไป อาจจะคาบไปฝากลูกที่รังบ้าง ก็ไม่กี่เมล็ด

เจ้ากะรอกเป็นสัตว์ใหญ่กว่านกก็เหมือนกัน มากินแต่เช้ามืด แล้วก็ไปต้นก้ามปูแทะอะไรตามกิ่งตามยอดก้ามปู ทำไมเขาไม่กินหมากเม่าจนอิ่มที่เดียวแล้วก็ไปนอน พรุ่งนี้ก็มากินอีกที่นี่ แล้วก็ไปนอน ไปเที่ยว ไปวิ่งเล่น แต่คงไม่เดินขบวนแน่นอน

มองเชิงบวกคือ เขารู้จักแบ่งปัน เขารู้จักกินของหลากหลาย เขาไม่หวงของกิน ไม่ประกาศเขต และไม่เห็นจิกตีกันเลย แม้บางเวลามีทั้งกะรอกมีทั้งนก

แต่คนเรามีสมองดีกว่า มีวัฒนธรรม มีพฤติกรรมกักตุน หวงของ สะสม ประกาศเขต จะด้วยเหตุผลใดๆก็ตาม สังคมนก สังคมสัตว์จึงสงบ ร่มเย็น เพราะเขาแบ่งปัน จริงๆเขาไม่รู้จักแบ่งปัน แต่พฤติกรรมทั้งหมดนั้นสังคมเขาสงบดีนี่…


เออ คนหนอคน พระเจ้าให้สมองมาแต่ก็ให้กิเลสมาด้วย….

ป.ล. หยดน้ำบนหมากเม่าคือผลของนกเต็นครับ


ที่นั่งหลังสุดมุมสุด

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 2 สิงหาคม 2011 เวลา 14:36 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ต้องขึ้นลงกรุงเทพฯ ขอนแก่น บ่อยเพราะทั้งงานในหน้าที่รับผิดชอบและงานของลูกสาว ผมใช้บริการรถประจำทาง นครชัยแอร์ ที่ใช้คำย่อว่า NCA เพื่อประหยัดค่าใช้จ่ายที่ใช้เดินทาง

NCA นั้น ภรรยาผมเคยเป็นหนึ่งในทีมไปประเมินผลมาตรฐานของรถและบริการร่วมกับวิศวกรและด้านอื่นๆ พบว่ารถโดยสารที่วิ่งบริการในปัจจุบันนั้น NCA ถือว่ามีมาตรฐานสูงสุด หลายท่านใช้บริการแล้วทราบดี NCA มีบริการหลายสายจากกรุงเทพฯไปอีสานหลายจังหวัด ไปภาคเหนือหลายจังหวัด ผมไม่ทราบว่าไปใต้บ้างหรือเปล่า เขามีสถานีส่วนตัวอยู่ที่ถนนกำแพงเพชร แยกเป็นอิสระจากหมอชิต แต่ใครจะไปขึ้นที่หมอชิตก็จะแวะไปรับ แต่เท่าที่ทราบผู้โดยสารมาที่สถานีของเขาโดยตรงหมด เลยไม่ได้แวะไปหมอชิต

พนักงานขับรถไม่มีขับสวีดสวาด นิ่มนวล ไปเรื่อยๆ และประกาศก่อนออกรถว่า ..ผมสัญญาว่าจะพาผู้โดยสารทุกท่านไปถึงที่หมายอย่างปลอดภัย … มีพนักงานบริการเธอแต่งตัวเหมือนแอร์โฮสเตทเลย ทำหน้าที่คล้ายๆกันคือบริการเสริฟน้ำอาหารเครื่องดื่ม และอื่นๆที่ผู้โดยสารต้องการ เช่นที่ที่นั่งทุกที่นั่งจะมีจอทีวีเล็กๆด้านหน้าที่ติดกับที่นั่งท่านอื่นด้านหน้า และมีลำโพงอยู่ที่เบาะนั่งของตัวเอง แบบนั่งเอาหัวติดที่นั่งก็ได้ยินเสียง ถือว่าทำให้เป็นส่วนตัวมากขึ้น ลดความรำคาญจากผู้โดยสารข้างเคียง ที่จอทีวีก็มีหลายรายการให้เลือกตั้งแต่ เกมส์ เพลง หนังชุดต่างๆที่เขาเปลี่ยนไปทุกสัปดาห์

ที่นั่งลดลงมากเหลือเพียงยี่สิบกว่าที่นั่ง เหยียดเท้าได้ มีแผ่นกั้นระหว่างที่นั่งในกรณีที่ไม่รู้จักกันก็เอาลงมากั้นได้ มีโต๊ะที่เลื่อนออกมากางทานอาหารได้ ที่นั่งนวดไฟฟ้า ปรับเอนด้วยไฟฟ้า .. มีห้องน้ำตรงกลางคัน มีประตูปิดเปิดสองชั้น ป้องกันกลิ่นออกมา พนักงานจะมาเอาแอร์รีเฟลชเชอร์พ่นทุกๆสองชั่วโมงพร้อมเปลี่ยนถุงขยะ ..โอยทันสมัยไปหมด บริการดีไปหมด

อาหารการกินก็แจกไม่อั้น ผมว่ามากเกินไป เช่นน้ำแจกตั้งสามสี่แบบ ทานแล้วก็เข้าห้องน้ำ ครั้งหนึ่งผมนั่งจาก ขอนแก่นลงกรุงเทพฯ บังเอิญมีที่นั่งเดี่ยวเหลือเพียงที่เดียวตรงประตูห้องน้ำพอดี แม่เจ้า…..ก็ผู้โดยสารทั้งหญิงทั้งชายเดินเข้าห้องน้ำกันตลอด ผมว่าทุกคนยกเว้นผมที่นั่งรู้สึกรำคาญ เพราะบ่อยมากเกินไปที่นั่งตรงนั้นจะต้องรับสภาพ คราวต่อๆมาผมไม่เลือกที่นั่งตรงนั้นเลย หากไม่มีที่นั่งเหลือผมก็เลื่อนเวลาเดินทาง อิอิ…

ลืมบอกไปว่าทั่นั่งมีสองแถว แถวหนึ่งมีสองที่นั่ง อีกแถวนั่งเดี่ยว เป็นส่วนตัวสูงมาก บริการ NCA เต็มทุกเที่ยวเท่าที่ผมทราบ เพราะราคาไม่แพงมากนัก แต่นั่งสบาย บริการดี ใครๆก็ซื้อมาตรฐานแบบนี้ ผมว่าบริษัทอื่นๆคงคิดปรับปรุงบริการมาตรฐานเหมือนกันแหละ

แต่เมื่อคืนผมเสร็จงานหน้าที่ เสร็จธุระส่วนหนึ่งของลูกสาวก็บึ่งขึ้นขอนแก่น เพื่อเตรียมตัวข้ามไปลาวสักสองวัน จองตั๋วได้เที่ยวเที่ยงคืน คนก็เต็ม ได้ที่นั่งค่อนไปข้างหลังรถ ที่นั่งเดี่ยวเต็มก็ต้องนั่งคู่ เอาเถอะคงหลับไปตลอดทาง ผมคิดเช่นนั้น

ผมไปนั่งคอยตั้งแต่หัวค่ำห้องรับรองผู้โดยสารหากซื้อ First class ก็มีห้องนั่งแยกต่างหาก ใครขี้เมื่อยก็สามารถซื้อบริการนวดฝ่าเท้าได้อีก ได้ยินเสียงพนักงานนวดทำงานตลอด แสดงว่ามีคนใช้บริการหนาแน่นเหมือนกัน การจัดการเขาจำลองแบบการบิน ทำได้ดีมาก ชุดที่นั่งคอยเดินทางไปผู้โดยสารชุดใหม่ก็เข้ามาแทนที่ทำให้มีที่นั่งหมุนเวียนตลอดไม่ถึงกับแน่น ยกเว้นญาติพี่น้องมาส่งกันทำให้ยืนบ้างก็มีแต่ไม่นานก็มีที่นั่ง

เมื่อพนักงานเรียกขึ้นรถผมก็ปล่อยให้ทุกคนขึ้นไปก่อน พยายามขึ้นทีหลังเพราะผมนั่งด้านในไม่ต้องผ่านคนอื่น เอากระเป๋าฝากไปใต้ท้องรถ อีกใบก็เอาไปด้วยเพราะมีคอมมีหนังสือ ผมเอาหนังสือที่ชอบมาอ่านเพลินไปพักหนึ่ง รถขับไปเรื่อยๆ นิ่มๆคนที่เปิดทีวีดู ฟังเพลง เล่นเกมส์เริ่มทยอยปิด พนักงานบริการที่เดินบริการแจกสะบั้นก็หยุดพักหนึ่ง ผมเพลินกับสาระในหนังสือที่ผมโปรดที่สุดของอาจารย์ฉัตรทิพย์ เพลินกับสาระพักใหญ่ๆก็เกิดเรื่องครับ…..

ก็ที่นั่งแถวหลังสุดมุมสุดนั่น อาเสี่ยตัวใหญ่ ใหญ่กว่าผมสักสองเท่า แกหลับแล้วแกกรน ดังสนั่นโลกไปเลย ผมว่าแกรู้ตัวว่าแกกรนอุตสาห์เลือกที่นั่งหลังสุด มุมสุดแล้วนะ แต่เสียงกรนของแกนี่ดังไปถึงหน้ารถจริงๆ ไม่ว่าระจะเบาจะวิ่ง ใครจะลุกออกมาเข้าห้องน้ำ แกไม่ตื่น แกหลับแบบไม่เกรงใจใคร แถมร้องเพลงที่ไม่มีใครอยากฟัง ให้เราที่นั่งอ่านหนังสือเพลินๆต้องทนฟัง…โอยไม่รู้จะทำอย่างไรดี…

สงสารเด็กสาวๆ หนุ่มๆ ที่นั่งหน้าเหยเกใกล้ๆแกนี่ซิ

คงฝันร้ายไปหลายวันแน่เลย….ห้า ห้า ห้า

ผมพยายามหลับเป็นนาน ไปไปก็สะดุ้งตื่นเพราะกรนของแกสำลัก ดังสนั่นออกมาน่ะซี….

NCA น่าจะมีมาตรการอะไรสักอย่างแก้ปัญหานี้นะครับ เพราะมิเช่นนั้นครั้งต่อไปจะซื้อที่นั่งชักเสียวว่าจะถูกหวยหรือเปล่า อิอิ


บ้านหลังแรก..

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 30 กรกฏาคม 2011 เวลา 15:48 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ผมไม่ได้คลุกคลีกรุงเทพฯ จึงไม่รู้จักกรุงเทพดีพอ คราวที่ลูกสาวตัดสินใจว่าจะเอาบ้านไม่ต้องไปส่งค่าเช่าคอนโด เอาค่าเช่าคอนโดมาผ่อนบ้านดีกว่า คิดสะระตะแล้วก็ เมื่อลูกคิดเช่นนั้น และตลาดงานของเขาอยู่ที่ กทม. แม้ว่าผมจะไม่ชอบที่จะมาอยู่กรุงเทพฯก็ตาม แต่เมื่อลูกสาวเลือกเช่นนั้น ก็ตกลง


เราตระเวนหาบ้านมาหลายเดือน ญาติพี่น้องต่างช่วยกันแนะนำ เดินทางไปดูก็หลายครั้ง ถึงกะมัดจำแล้วทิ้งไปก็มี มาถูกใจที่แห่งหนึ่งไม่ไกลจากบ้านญาติในเสนานิเวศน์นักเลยตัดสินใจเอาที่นี่ มาติดต่อเดินเรื่องหลายต่อหลายครั้งจากไม่รู้เรื่องการซื้อบ้านก็พอเข้าใจดี พอคุยกับใครๆได้ มาดูการก่อสร้างที่กำลังขยายไปเรื่อยๆ เพราะคนต้องการที่พักมาก ญาติที่เป็นวิศวกรจากจุฬามาด้วยก็ชี้ให้ดูว่า เดี๋ยวนี้ไม่ใช้เสาแล้วก่อกำแพงสำเร็จรูปก็ขึ้นหลังคาได้เลย

ผมนึกไปถึงเมื่อสามสิบ สี่สิบปีที่แล้วที่พักที่เชียงใหม่ เป็นห้องเช่า เจ้าของเป็นสถาปนิก ห้องพักไม่มีเสาเลย สมัยนั้นงงๆมากบ้านอะไรไม่มีเสา มาเดี๋ยวนี้ใช้กันหมดแล้ว ประหยัด และรวดเร็ว


ที่หมู่บ้านนี้ใช้แรงงานเด็กจากพม่าและเขมร อย่างเด็กกลุ่มนี้มาจากเสียมเรียบ ผมพอสื่อสารได้นิดหน่อยเพราะสมัยทำงานที่สุรินทร์ก็ไปเรียนภาษาเขมรที่วิทยาลัยครู แต่นี่เป็น ขะแมร์กรอม ไม่ใช่ ขะแมร์ลือ แต่ก็พอสื่อสารได้นิดหน่อย ดูเธอยังไม่บรรลุนิติภาวะเลย…


อย่างรูปซ้ายมือนั้นดูภายนอกเป็นสี่ห้อง จริงๆแบ่งเป็นสองหลังติดกัน จริงๆก็คือห้องแถว แต่ออกแบบให้เหมือนบ้านนั่นแหละ เดี๋ยวนี้จะซื้อบ้านเขาพิจารณา อย่างแรกเงินในกระเป๋า สองทำเลที่ตั้ง สามระบบการคมนาคม สี่น้ำท่วมหรือไม่ท่วม ตามลำดับ ญาติที่เขาอยู่กรุงเทพฯมานานแสนนานก็บอกว่า ตรงนี้ดีที่สุดสำหรับลูกสาว ก็เลยตัดสินใจ ต้องมาจองตั้งแต่ยังไม่เสร็จ แย่งกันยังกะซื้อขนมปังเว้ยเฮ้ย…

หลังจากเป็นรูปร่างโอนกันเรียบร้อยก็มาถึงการตกแต่งเพราะได้แต่ตัวบ้าน จะเข้าอยู่ต้องติดนั่นติดนี่อีกหลายตังค์ คนเบี้ยน้อยหอยน้อยอย่างเราร้องจ๊ากสส์ มันหลายเท่าตัวเทียบกับบ้านขอนแก่นที่ผมซื้อเมื่อสามสิบปีที่แล้ว อ้าวก็สามสิบปีที่แล้ว…ลูกสาวผมย้อนใส่….

ผมมาขลุกกับเรื่องบ้านของลูกเสียหลายวัน เดินไปดูบ้านคนโน้นคนนี้ตามประสาคนอยากศึกษาเปรียบเทียบ ความคิดต่างๆว่าเขามองอะไร คิดอะไร แล้วเราควรจะคิดอย่างไร ก็ทราบว่า มีอาจารย์ มข.มาซื้อให้ลูกสาวเหมือนกัน และคนใต้ มาซื้อห้องให้ลูกสาวเท่าที่นับได้ เกือบห้าคน ถามช่างที่มาตกแต่งห้องเขาก็ชี้ว่าห้องโน้นคนขอนแก่นซื้อให้ลูกชาย ห้องนั้นคนเชียงใหม่ แม่เป็นใต้ซื้อให้ลูกสาว

ปรากฏว่าเป็นห้องที่คนรุ่นใหม่มาหาที่พักกันเสียส่วนใหญ่ การที่คนอายุมากออกจากงานนั้นไม่มีให้เห็นเลย มีแต่มาส่งลูก มาอยู่เป็นเพื่อนลูกสักพักหนึ่ง

เป็นที่อยู่ของคนรุ่นใหม่ มิน่าเล่า ผมถามพนักงานเจ้าของโครงการว่า ทำไมตั้งชื่อ The Color Premium เขาอธิบายว่าเป็น Concept สำหรับเด็กยุคใหม่…..

ญาติที่เป็นวิศวกรมาดูบ้านก่อนจะโอนบ้านก็ติเสียสองหน้ากระดาษให้ตกแต่ง ทำใหม่ โอย..ผมไม่รู้เรื่อง อาศัยวิศวกรพี่เขา นี่ก็บอกว่าหลังห้องนั้นหากจะปรับปรุงใส่หลังคาทำห้องครัวเล็กๆก็ต้องตอกเสาเข็ม อย่างน้อย 15 ต้น เพราะดินมันทรุด ซึ่งถามช่างที่มาตกแต่งห้องอื่นๆก็พยักหน้าว่า จริงครับ….

ผมก็วาดรูปแสดงความเห็นตรงนั้นตรงนี้ ควรจะทำอย่างนั้นอย่างนี้ ลูกสาวบอกว่า ไม่ต้องเลย..นี่บ้านหนู..หนูมีไอเดียเพียบแล้ว…ไม่ต้องมาบอกว่าควรทำนั่นทำนี่…. อิอิ

เออ…ออกความเห็นก็ไม่ได้…ทีเงินซื้อบ้านก็มารีดไปจากเราจนหมดตูด…ห้า ห้า ห้า


วัชรพล..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 27 กรกฏาคม 2011 เวลา 22:23 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ไปธุระกับครอบครัวแถวซอยวัชรพล เลยถือโอกาสพาทานอาหารเจที่เสถียรธรรมสถาน ซึ่งตั้งใจจะพาลูกสาวไปรู้จักอยู่แล้ว โอกาสเหมาะแล้ว


ที่นี่ไม่ไกลจากที่พักเขา เขาชอบอ่านหนังสือภาษาอังกฤษมาก ทั้งตำราเรียนและนิยายสนุกๆแบบของเขาเลยพามาแนะนำว่าเบื่อที่บ้านก็หอบหนังสือมานั่งอ่านที่นี่ได้นะ ร่มรื่น แม้คนจะหนาตาแต่ไม่มีใครส่งเสียงดัง ต่างมีมารยาทและเคารพสถานที่ จึงเหมาะมากที่จะมาเจริญสติ หรือมาอ่านหนังสือ

เสถียรธรรมสถานเปลี่ยนจากเดิมไปมาก มีตึกมากขึ้น มีต้นไม้หนาแน่น และมีหินอ่อนที่ดัดแปลงเป็นที่นั่งเต็มไปหมด ที่ว่างน้อยลง แต่เขียว ร่วมเย็น เหมือนสวนป่ากลางกรุง ใครไม่ชอบที่นี่คงไม่มี ผมมากินอาหารแล้วนั่งสงบสติที่วุ่นวายมาทั้งวัน ผมแนะนำสถานที่นี้ให้ลูกสาวเข้าใจและแอบกระตุกความคิดให้เขามาที่นี่บ้างหากเบื่องาน หรือเหนื่อยจากการงาน หวังว่าหากเธอมาจะได้พบแม่ชี หรือผู้ปฏิบัติธรรมอื่นๆและคงมีโอกาสที่เขาจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นต่างๆกัน



หายากสถานที่แบบนี้ในเมืองหลวงที่มีแต่รีบเร่ง ผมคิดว่าที่นี่นอกจากจะเป็นปอดให้คนมาหายใจดีดีแล้ว “การมาอยู่ในประเทศอันสมควรเป็นมงคลยิ่งนัก” ปฏิรูปเทสะวาโสจะ เอตัมมังคะละมุตตัมมัง นี่คือมงคลหนึ่งในสามสิบแปด

เด็กหนุ่มสาวสมัยนี้มีแต่อยู่หน้าจอคอม มือถือที่เล่น FB และเครื่องมือสื่อสารอื่นๆอีกมากมาย หรือไม่ก็เพื่อนที่ชวนกันไปดูหนัง ฟังเพลง น้อยนักที่จะเข้าวัดเข้าวา มาสถานธรรมแบบนี้ นี่คือปัญหาของสังคมใหม่ แม้ว่าพ่อแม่มีความคิด ก็หามีโอกาสให้ลูกทำได้ไม่ เพราะต่างคนต่างอยู่ ได้แต่พูดกรอกหูทางโทรศัพท์ แต่เงื่อนไขสังคม การงานปัจจุบันก็เป็นทางนำเขาให้เดินไปตามรูปแบบของยุคสมัย.


ใครมีสติ ยั้งคิดได้ก็ดีไป ใครหลงละเมอเพ้อพกไปกับความสนุกก็มีโอกาสพลาดง่ายๆ


หากชีวิตไร้ธรรม สังคมจะเหลืออะไร แค่ปัจจุบันดูเหมือนเข้าสู่ยุค “กระเบื้องจะเฟื่องฟูลอย..” ที่เพลงยาวกรุงเก่าจารย์ไว้ไม่ผิดเลย….

สาธุ….ท่านผู้ทำดี ประพฤติดี…


Color of June

24 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 กรกฏาคม 2011 เวลา 1:33 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ประกาศผลการตัดสินรางวัลการประกวดภาพถ่ายดาราศาสตร์ประจำปี 2554

หัวข้อ “มหัศจรรย์ภาพถ่ายดาราศาสตร์ในเมืองไทย”

ขออนุญาตเอาภาพมาอวดหน่อยครับ
ชนะเลิศประเภทที่ 5 ปรากฏการณ์บนบรรยากาศโลก เป็นภาพที่ถ่ายไว้เมื่อ วันที่ 9 มิถุนายน 2553 เวลา 18:31 ที่ภูมโนรมย์ มุกดาหาร สมัยที่ยังทำงานที่ดงหลวง มุกดาหาร ข้างล่างคือข้อมูลเทคนิคกล้องที่ใช้ครับ

ท่านติดตามผลงานท่านอื่นๆได้ที่นี่ครับ

http://www.narit.or.th/index.php?option=com_content&view=article&id=251%3Aastrophoto2011&catid=1%3Aastronomy-news&Itemid=4

ผมถ่ายรูปเมฆมาสักปีกว่าๆ เพราะท่าน ดร.บัญชา ธนบุญสมบัติ แห่ง สวทช.มาชวนดูเมฆแบบหาความรู้ไปด้วย และเก็บภาพสวยๆเอาไว้ด้วย ผมถ่ายรูปเมฆได้สองเดือนก็ได้รูปสวยๆ ที่ ดร.บัญชาเลือกเอาไปลงในวารสาร 4 รูป ช่วงนั้นผมได้รูปที่ถูกใจที่สุดคือรูปละอองน้ำกระทบแสงอาทิตย์แล้วเป็นรุ้ง และจินตนาการเป็นรูปนกยูง สวยมากในสายตาผม

มาครั้งนี้ผมลืมไปแล้วว่ามีการประกวดภาพ ดร.บัญชาอีกนั่นแหละ อีเมล์มาเตือนว่า ผมตุนรูปสวยๆไว้เยอะ น่าจะส่งไปประกวดดู ได้หรือไม่ได้รางวัลก็ไม่เป็นไร ถือว่าเข้าไปมีส่วนร่วมกับกิจกรรมทางดาราศาสตร์  ผมเลยไปค้นรูปจาก external HD ที่จัดเก็บไว้ คัดมาสัก 25 รูปได้ แล้วเอามาคัดอีกเหลือ 10 รูป คัดอีก เหลือ 6 รูป ส่งไปในวันสุดท้ายเลย

ต้องขอบคุณ ดร.บัญชา เป็นอย่างมากที่แนะนำกิจกรรมดีดีอย่างนี้ครับ


ดอกอะไร

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 17 กรกฏาคม 2011 เวลา 9:41 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ไม่แน่ใจว่า…มีสักกี่คน

ที่มีโอกาสเห็นดอกไม้ชนิดนี้

ผมก็เพิ่งมีโอกาสเห็น

ดอกอะไรเอ่ย..


ขายความรู้สึก..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 26 มิถุนายน 2011 เวลา 19:21 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

อิอิ วันนี้ชนบทบุกเมือง

มาธุระของลูกสาว เลยถือโอกาสพยายามปรับตัวและเรียนรู้สังคมเมืองที่ค่อนข้างจะห่างไกลกับผม เพราะไม่ค่อยได้เข้ามาใช้ชีวิต จะมาก็มาทำงานแล้วรีบกลับ เมื่อพอมีเวลาบ้างก็พยายามดูว่า เมืองเขาก้าวไปถึงไหนแล้ว


ที่หมู่บ้านใหม่แห่งหนึ่ง กำลังก่อสร้างก็มี ที่สร้างเสร็จแล้วก็มี คนกรุงเทพฯก็มองหาบ้านของตัวเอง โดยเฉพาะคนรุ่นใหม่ที่เริ่มทำงานและกำลังสร้างครอบครัว


ขอเอามุมเล็กๆมาคุย คือ การประชาสัมพันธ์ ผมเองคิดว่าแปลกตาไปกว่าที่ผมเคยเห็นในอดีต ดูกำแพงกันสายตาคนจากถนนสู่เขตก่อสร้างซิครับ เดิมนั้น ไม่มีสีสันอะไร แต่วันนี้ มีสีสันและลักษณะเป็น แปลกใหม่ ขออภัยคนกรุงนะครับที่ท่านคุ้นเคยแต่ผมรู้สึกแปลก ถามว่าคิดอย่างไรบ้างเมื่อเห็นสิ่งเหล่านี้ ตอบจากสามัญสำนึกคือ สวยดี ดูทันสมัย ทำนองนั้น


เมื่อเข้าไปในสำนักงาน ยิ่งแปลกตา เพราะฝาผังทุกด้านเป็นสีสันไปหมด แล้วเอาคำต่างๆมาเขียนติดไว้ เช่นความหมายดีดีของสีนั้นๆ ผมพยายามอ่านว่ามันเกี่ยวข้องกับการซื้อ ขายบ้านได้อย่างไร ก็ไม่เห็น และไม่เข้าใจ


แต่ยอมรับว่าสีนั้นที่เขาใช้สลับกับคำต่างๆนั้น ให้ความรู้สึกที่ เออ..ดูทันสมัย ใหม่ๆ เท่ห์ ผมสนใจก็นั่งพิจารณาไปพักใหญ่ว่าเขาพยายามสื่ออะไร

จนทนไม่ได้เมื่อพนักงานเขาว่างจึงถามว่า ต้องการสื่ออะไร คำตอบคือ โครงการนี้จับตลาดลูกค้าเป็นคนรุ่นใหม่ ที่มีงานทำมีตำแหน่งหน้าที่การงาน กำลังเติบโต และต้องการมีบ้านหลังแรก จึงต้องการสร้างกรอบความคิดหมู่บ้านเพื่อคนรุ่นใหม่ที่ มีความทันสมัย ใช้เฟอร์นิเจอร์หรูหรา มีคุณภาพ ราคาอยู่ในระดับที่ คนรุ่นใหม่ผ่อนได้

ความเป็นนามธรรมของคำ ที่ให้ความหมายดีดี ให้ความรู้สึกดีดีนั้น มันมีส่วนการอยากมีบ้านที่นี่ การสร้างบรรยากาศที่ดูทันสมัย มีส่วนสำคัญกระตุ้นการตัดสินใจในการมทีบ้านหลังแรก….

เมื่อเราไปดูรายละเอียดของบ้านที่กำลังจะส่งมอบ เพื่อให้ทั้งสองฝ่ายลงนามในเอกสารนั้น เนื่องจากมีญาติที่มีความรู้เรื่องบ้านมาด้วยจึงถล่มพนักงานขายซะหน้าจืดไปเลย เพราะมีงานที่ต้องแก้ไขมากมายทุกจุด….

ผมนั่งคิดในใจว่า นี่คือสังคมเมืองที่มีบางส่วนเคลือบไว้ด้วยสีสัน ความทันสมัย ดูเท่ห์ ดี แต่งานหลัก สินค้าหลักที่จะขายนั้น มันไม่เนี๊ยบเหมือนการประชาสัมพันธ์เลย เหมือนกับว่า ใครตาดีก็ติมา ใครตาไม่ดีเมื่อลงนามเป็นอันเสร็จ เพราะเอกสารได้มัดการยอมรับสภาพไปแล้ว

อันที่จริง เจ้าของหมู่บ้านที่จะขายอาจช่วยได้โดยการตั้งฝ่ายตรวจสอบความเรียบร้อย และทำการตรวจสอบอย่างละเอียดเสมือนเขาซื้อบ้านหลังนี้เองเลย แก้ไขก่อนเลย จึงค่อยเชิญผู้ซื้อมาตรวจรับบ้าน

ความจริงเขาอาจทำ เพราะมีฝ่าย โฟร์แมน แต่ยังหลุดมาขนาดนี้ จะให้คนบ้านนอกอย่างผมคิดอะไรล่ะ

ไอ้สีสันสวยๆน่ะ แค่เคลือบเท่านั้น คำหวานๆ ความหมายดีดีนั้น คือมนต์ที่ร่ายมาเป่าให้ผู้ซื้อติดกับการฉาบทา….

ผมมีอีกบทเรียนหนึ่งแล้ว…



แรงงานคน ผลประโยชน์ของใคร

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 26 มิถุนายน 2011 เวลา 18:06 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

แม้ว่าเธอและเขาจะเปิดหน้าเราก็ไม่ทราบว่ามาจากไหน

แต่ส่วนใหญ่ก็เดาเอาว่าเป็นแรงงานอีสาน


แต่ไม่ไกลจากกลุ่มแรงงานนี้เท่าใดนัก

ที่รั้วสังกะสีนั่น เราเห็นภาษาที่เราไม่คุ้น

ก็เดาต่อไปว่า นี่คือแรงงานต่างชาติ

เบื้องหลังของความทันสมัย ก้าวหน้าของเมือง คือธุรกิจงานก่อสร้าง

เบื้องหลังงานก่อสร้างคือ ธุรกิจแรงงานและเทคโนโลยีการก่อสร้างและ..ฯลฯ

เบื้องหลังของแรงงานคือการทำธุรกิจค้าแรงงาน ทุกด้านของเขตแดนประเทศ ธุรกิจนี้มีเงินหมุนเวียนนับพันล้านบาทต่อปี เบื้องหลังของเงินหมุนเวียนนี้ ใครเอี่ยวบ้างเอ่ย….ยกมือขึ้นสูงๆ


อาจารย์องุ่น มาลิก

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 23 มิถุนายน 2011 เวลา 22:49 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ผมนั้นกราบอาจารย์หลายท่านได้สนิทใจทั้งที่ท่านเหล่านั้นยังมีชีวิตอยู่ และบางท่านได้สิ้นไปแล้ว ท่านที่ยังแข็งแรงยกตัวอย่างอาม่า แม้ท่านจะเดินทางมาถึงยามพักผ่อน แต่ท่านก็ยังเดินหน้าทำประโยชน์ให้สังคม ไม่ได้หยุด ได้หย่อน ผมหละแอบชื่นชมยกย่องท่านจริงๆ

อาจารย์ผมท่านหนึ่งที่เรียกได้ว่ามีส่วนสร้างผมให้มาเป็นเช่นปัจจุบัน ผมเป็นเด็กบ้านนอก เกิดฟลุ๊คสอบเข้าเรียนมหาวิทยาลัยได้ พ่อก็ส่งเงินให้เรียนเดือนละ 500 บาทไม่มีเกินมีแต่ขาด ยามปลายเดือนพวกเราวนเวียนอยู่แถวที่วางจดหมายประจำหอพักอาหาร 1 มช. เพราะลุ้นว่าพ่อจะส่งเงินค่าใช้จ่ายมาให้หรือยัง บางเดือนพ่อส่งช้า อดครับ อดข้าวก็มีบ่อยๆ ดีหน่อยมีเพื่อนที่รักใคร่กันก็เอื้อเฟื้อกันไปตามโอกาส เราจะพิงเขาไปตลอดก็เกรงใจ และไม่ค่อยชอบลักษณะเช่นนั้น เพราะถือคติที่อาเคยให้ไว้ว่า

ถึงจนทนอดกลั้น             กินเกลือ

อย่าเที่ยวแร่เนื้อเถือ         พวกพ้อง

อดอยากเยี่ยงอย่างเสือ     สงวนศักดิ์

โซ ก็เสาะใส่ท้อง            จับเนื้อ กินเอง

เราเคยต้มข้าวกินเป็นอาทิตย์ เราเคยเอาปลาหมึกที่แม่ของเพื่อนส่งไปให้ลูกจากภาคใต้ แต่การเดินทางมันนานไป ขึ้นราหมด เขาทิ้งเราเก็บเอามาล้างน้ำใหม่ ผึ่งให้แห้ง แล้วก็กินย่างกินกับข้าวต้ม เจ๊หมอน คนเก็บเงินที่ห้องอาหารหอหนึ่ง รู้จักเราดี ช่วงไหนไม่มีเงินจริงๆแต่หิวข้าว เราก็กระมิดกระเมี้ยน ไปเอาถาดใส่อาหารเข้าคิวไปกับคนอื่นๆ พอถึงเคาเตอร์เก็บเงินที่เจ๊หมอนนั่งอยู่เราก็ส่งสายตา…เจ๊แกก็เข้าใจ เมื่อเงินมาก็แอบเอาไปให้เจ๊หมอน เราเป็นหนี้ทางใจเจ๊หมอนจริงๆ

เพื่อนผมเป็นนักเขียนตั้งแต่ในมหาวิทยาลัย ที่โด่งดังก็คือ พนม นันทพฤกษ์ หรือ สถาพร ศรีสัจจัง อาจารย์ประจำทักษิณคดีศึกษา ของมหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เป็นศิษย์ อาจารย์นิธิ เอียวศรีวงศ์ แห่งมหาวิทยาลัยเที่ยงคืน บรรยากาศในมหาวิทยาลัยช่วง 14 ตุลานั้น มันมีสองขั้วจริงๆ คือ พวกกลุ่มหนึ่งก็สนุกสุดๆกับการใช้ชีวิตนักศึกษา เรียน ดูหนัง เที่ยว จัดงานเต้นรำ ฯ อีกกลุ่ม เรียน คุยกัน ทำกิจกรรมเพื่อสังคม ออกชนบท จัดอภิปราย และรณรงค์ต่างๆ

กลุ่มหลังนี้ ไม่โดดเดี่ยวครับเพราะมีคณาจารย์หลายท่านสนับสนุนตามเงื่อนไขที่อาจารย์จะทำได้ ท่านอาจารย์องุ่น มาลิก แห่งภาควิชาจิตวิทยา คณะสังคมศาสตร์ อาม่าก็รู้จักอาจารย์ท่านนี้ดี ท่านสนับสนุนนักศึกษาที่ทำประโยชน์เพื่อสังคม ท่านเป็นคนออกหน้าในการทำกิจกรรมหลายเรื่อง เช่น ไปทำความสะอาดวัดฝายหิน ไปปลูกป่า ไปเสวนาธรรมที่สวนโมกข์กับท่านพุทธทาส แม้ออกชนบทท่านก็ไป ท่านมีที่ดินติดรั้วมหาวิทยาลัย ด้านหอชายอาคารหนึ่ง ติดกับหมู่บ้าน ติดลำธารและสุสานชนชาวคริสเตียน ท่านไปสร้างกระต๊อปให้เจ้านักศึกษาพวกทำกิจกรรมเหล่านี้พัก

ผมก็มาซุกหัวนอนที่นี่จนเรียนจบ ถูกตำรวจค้นที่พัก ถูกคนร้ายมาเผากระต๊อป ถูกระเบิด แต่เราก็ยังทำกิจกรรมกันต่อเนื่อง

อาจารย์องุ่น ท่านสนใจการทำหุ่นมือ ที่เล่าเรื่องราวสนุกๆให้แก่เด็กๆแต่มีคติซ่อนอยู่มากมาย ท่านตั้งกลุ่มหุ่นมือที่ตระเวนไปเล่นในชุมชน ในสลัม ในชนบทมากมาย ในช่วงนั้นท่านตั้งมูลนิธิไชวนา เพื่อให้เป็นสถาบันมาทำงานเพื่อสังคมต่อเนื่องไปแม้ท่านจะสิ้นแล้วก็ตาม

ท่านอาจารย์มีทรัพย์สินเป็นที่ดินกลางกรุงเทพฯ ซอยทองหล่อ ราคานับร้อยล้านพันล้าน เนื่องจากท่านไม่มีครอบครัวแต่มีบุตรบุญธรรม ท่านเอาที่ดินยกให้กับมูลนิธิไชวนาจนถึงปัจจุบันนี้ และที่ดินอีกจำนวนหนึ่งยกให้ตั้งสถาบันปรีดี พนมยงค์ อันเป็นสถาบันที่ทำกิจกรรมเพื่อสังคมและเหล่านักคิดเพื่อสังคมมานานหลายสิบปี

เจตนาอันยิ่งใหญ่ของอาจารย์องุ่น มาลิกนั้นลูกศิษย์ลูกหา รุ่นหลังๆได้สนองท่านมาตลอด ท่านที่อยู่ในวงการ ก็จะทราบกิจกรรมของสองสถาบันนี้มาตลอดทั้งที่สถาบันปรีดี พนมยงค์และที่มูลนิธิไชวนา

มาคราวนี้ มูลนิธิไชวนาได้ตั้งองค์ผ้าป่า เพื่อรวบรวมเงินบริจาคมาปรับปรุงอาคารที่ทรุดโทรมและถือโอกาสพัฒนาสถานที่ให้พร้อมใช้ประโยชน์เพื่อสังคมในอนาคตตลอดไป คุณสันติสุข โสภณศิริ ประธานกรรมการมูลนิธิไชวนาและคุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย กรรมการเลขานุการได้ทำหนังสือเชิญผมร่วมเป็นรองประธานกรรมการการจัดองค์ผ้าป่าครั้งนี้ ผมจึงรับมาเพื่อมาเกริ่นให้ทุกท่านได้ทราบและขอเชิญเรียนรู้มูลนิธิไชวนาและสถาบันปรีดี พนมยงค์ได้ที่ www.pridiinstitute.com

—————————————————————————–


มูลนิธิไชยวนา


เลขที่ ๖๗ ถนนสุขุมวิท ๕๕ ซอยทองหล่อ ๓ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ๑๐๑๑๐

ที่ พ.มช. /
๒๕๕๔

๒๒ มิถุนายน ๒๕๕๔

เรื่อง    ขอเรียนเชิญเป็นรองประธานกรรมการการทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่มูลนิธิไชยวนา

เรียน    คุณไพศาล ช่วงฉ่ำ

สิ่งที่ส่งมาด้วย ๑. เอกสารผ้าป่าสามัคคีเพื่อปรับปรุงพัฒนาพื้นที่มูลนิธิไชยวนา

๒. แผนผังและแบบแปลนก่อสร้างอาคาร

ตามที่ทราบกันเป็นอย่างดีว่าพื้นที่และตัวอาคารเรือนไม้สำนักงานมูลนิธิไชยวนา เลขที่ ๖๗ ซ.ทองหล่อ ๓ ถนนสุขุมวิท ๕๕ แขวงคลองตันเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพมหานคร ซึ่งแต่เดิมเป็นทรัพย์สินของครูองุ่น มาลิก ต่อมาท่านได้ยกให้เป็นกรรมสิทธิ์ของมูลนิธิไชยวนาตามพินัยกรรม และมูลนิธิไชยวนาได้โอนทรัพย์สินเป็นของมูลนิธิเรียบร้อยแล้ว ปัจจุบันสภาพของพื้นที่และเรือนไม้สำนักงานเสื่อมโทรมลงเป็นอย่างมากจำเป็นจะต้องรื้อถอนและปลูกสร้างตัวอาคารใหม่ บริษัทแปลนสตูดิโอได้ช่วยออกแบบ เฉพาะงบประมาณในการก่อสร้างตัวอาคารและอุปกรณ์เครื่องใช้ที่จำเป็นอยู่ในวงเงิน ๔,๐๐๐,๐๐๐.๐๐ บาท (สี่ล้านบาทถ้วน) มูลนิธิไชยวนาเป็นมูลนิธิเล็กๆ มีทุนทรัพย์น้อยได้พยายามระดมทุนด้วยวิธีการต่างๆ แต่ยังไม่สามารถจัดหาทุนเพื่อก่อสร้างได้ จึงเห็นควรให้มีการจัดทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่มูลนิธิไชยวนาให้เป็นไปตามเจตนารมณ์และวัตถุประสงค์ของครูองุ่น มาลิก ในการนี้จักต้องขอความอนุเคราะห์ผู้ที่เป็นกัลยาณมิตรและศรัทธาในความคิด อุดมการณ์ ของครูองุ่น มาลิก

มูลนิธิไชยวนาขอกราบเรียนเชิญ คุณไพศาล ช่วงฉ่ำ เป็นรองประธานกรรมการการทอดผ้าป่าสามัคคีฯ เพื่อให้สำเร็จตามความมุ่งหมาย

จึงเรียนมาเพื่อโปรดพิจารณาและกราบขอบคุณมา ณ โอกาสนี้


ขอแสดงความเคารพและนับถืออย่างสูง


(นายสันติสุข โสภณสิริ)

ประธานกรรมการมูลนิธิไชยวนา

โทรศัพท์ ๐๘-๑๓๐๐-๓๓๐๐



(นายสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย)

กรรมการและเลขานุการมูลนิธิไชยวนา

โทรศัพท์ ๐-๒๓๘๑-๓๘๖๐-๑

(ร่าง)

ขอเชิญร่วมอนุโมทนาเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีเพื่อการปรับปรุงพัฒนาพื้นที่มูลนิธิไชยวนา

ทอด ณ มูลนิธิไชยวนา (บ้านครูองุ่น มาลิก)

วันอาทิตย์ ที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

*********************************************************

เจริญศรัทธามายังท่านสาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลาย

ด้วยคณะกรรมการมูลนิธิไชยวนา พร้อมด้วยญาติโยมอุบาสก อุบาสิกา และประชาชนทั่วไปที่มีความศรัทธาครูองุ่น มาลิก พร้อมใจกันจัดทำบุญทอดผ้าป่าสามัคคีขึ้น เพื่อรวบรวมทุนทรัพย์ในการปรับปรุงพัฒนาฟื้นฟูมูลนิธิไชยวนา เพื่อสืบทอดเจตนารมณ์ของครูองุ่น มาลิก

จึงเรียนเชิญผู้มีจิตศรัทธา สาธุชนผู้ใจบุญทั้งหลายได้ร่วมกันเป็นเจ้าภาพทอดผ้าป่าสามัคคีตามกำลังศรัทธาโดยพร้อมเพียงกัน

ขออาราธนาคุณพระศรีรัตนตรัยและสิ่งศักดิ์สิทธิ์ทั้งหลายในสากลโลก จงบันดาลให้ท่านและครอบครัวประสบแต่ความสุข ความเจริญ ด้วยจตุรพิธพรชัย ๔ ประการ อันได้แก่ อายุ วรรณะ สุขะ พละ ปฏิภาณ ธนาสารสมบัติทุกท่านทุกประการเทอญฯ

กำหนดการ

วันอาทิตย์ที่ ๑๕ มกราคม พุทธศักราช ๒๕๕๕

เวลา ๐๙.๐๙ น.    พระสงฆ์เจริญพระพุทธมนต์ ทอดผ้าป่าสามัคคี

เวลา ๑๑.๐๐ น.    ถวายภัตตาหารเพลแด่พระภิกษุสงฆ์ ร่วมรับประทานอาหารพร้อมกัน

กรรมการอำนวยการและกรรมการที่ปรึกษา

อ.คุณนิลวรรณ ปิ่นทอง คุณศักดิชัย บำรุงพงศ์ ประธานชมรม ต.ม.ธ.ก.สัมพันธ์ ประธานมูลนิธิปรีดี พนมยงค์ อ.ไพบูลย์ วัฒนศิริธรรม คุณจาตุรนต์ ฉายแสง สมณโพธิรักษ์ คุณชาญ บุญทัศนกุล คุณสุรพันธ์ สายประดิษฐ์ อ.ศรีสว่าง พั่ววงศ์แพทย์ ดร.วิชิตวงศ์ ณ ป้อมเพชร คุณสัมผัส พึ่งประดิษฐ์ คุณวิเชียร กลิ่นสุคนธ์ คุณสุโข สุวรรณศิริ รศ.ดร. วรากรณ์ สามโกเศศ ดร.ปรีชา สุวรรณทัต อ.ผาณิต นิติทัณฑ์ประภาศ ดร.ชาญวิทย์ เกษตรศิริ ศ.คนึง ฦาไชย อ.ลาวัณย์ อุปอินทร์ ดร.วรวิทย์ กนิษฐะเสน คุณวันจักร วรดิลก ศ.ดร.สุรพล นิติไกรพจน์ ศ.ดร. สมคิด เลิศไพฑูรย์ รศ.เกศินี วิฑูรชาติ คุณตรี ภวภูตานนท์ คุณโสภาวดี เลิศมนัสชัย ดร.ฐาปนันท์ นิพิฏฐกุล ดร.เลิศลักษณ์ ส.บุรุษพัฒน์ คุณเสรี จินตนเสรี คุณภุชงค์ กันทาธรรม คุณพรชัย กิตติปัญญางาม ดร.อัศวิน จินตกานนท์ ผศ.ดร. ปริญญา เทวานฤมิตรกุล รศ.นรนิติ เศรษฐบุตร รศ.พล.ต.ดร. วิริยะ คชเสนี ดร.อิสริยา นิติทัณฑ์ประภาศ ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ รศ.ดร. ประสิทธิ์ ปิวาวัฒนพานิช รศ.ดร. อุดม รัฐอมฤต อ.สุชาติ –คุณวรรณ สวัสดิ์ศรี นพ.วิชัย โชควิวัฒน อ.โคทม อารียา คุณรสนา โตสิตระกูล คุณพิภพ ธงไชย ศ.เสน่ห์ จามริก คุณวลัยพร อดออมพานิช คุณศศิธร ตังคโณบล คุณยุทธศักดิ์ จุมพลเสถียร คุณปรานี มนูรัษฎาและครอบครัว คุณอมรา-อดิศร พวงชมภู คุณจิราภรณ์ รันจรูญ อ.พิทักษ์ ปิยะพงษ์ อ.โชคชัย ตักโพธิ์ อ.รักษา ปิยะพงษ์ รศ.อำนาจ เย็นสบาย คุณวิไล ตระกูลสิน คุณนิโรจน์ สังขสุวรรณ คุณปรีดา ข้าวบ่อ คุณวีรวงศ์ เงาธรรมทัศน์ รศ. สุรัสวดี หุ่นพยนต์ คุณสุรินทร์ ศรีบุญทรง คุณศุภวัลย์ ตันติธนวัฒน์ คุณชไมพร พัฒนา คุณสุกัญญา สุขกันต์ คุณนุภาพ สวันตรัสฉ์ คุณวิรพัฒน์ หนูวงศ์ คุณไพฑูรย์ ไหลสกุล คุณทวีศักดิ์ ใยเมือง คุณเดชา รินทพล คุณวีรพงษ์ และ ดร.วันทนีย์ เกรียงสินยศ คุณธวัชชัย –คุณสุชาติ โตสิตระกูล คุณทวิวรรณ โตสิตระกูลคุณสุมาลี โสภณสิริ คุณวิไล โตสิตระกูล คุณจินตนา โตสิตระกูล คุณชมชนก คงสุวรรณ คุณพวงทอง ด้วงพิมพ์ คุณสมศักดิ์ กานต์ภัทรพงศ์ คุณจุฑาพัทธิ์ งามเมืองปักษ์ คุณมนต์สยาม ลิปิวัฒน คุณสุวรรณา จิตประภัสสร

ประธานกิตติมศักดิ์

ฝ่ายสงฆ์ ฝ่ายฆารวาส

พระไพศาล วิสาโล อ.สุดา พนมยงค์

พระครูสมุห์ สุเทพ ชินวโร (ลัคนาวิเชียร) อ.ดุษฎี พนมยงค์-บุญทัศนกุล

อ.วาณี พนมยงค์-สายประดิษฐ์

ประธานกรรมการ

คุณสันติสุข โสภณสิริ

รองประธานกรรมการ

อ.สถาพร ศรีสัจจัง

คุณจรีรัตน์ สินธุวราวรรณ

คุณไพศาล ช่วงฉ่ำ

คุณรุ่งวิทย์ สุวรรณอภิชน

คุณชญาณิฐ สุนทรพิธ

คุณเฉลิม หวังบริรักษ์กุล

คุณสมเกียรติ อภิญชน

คุณสุรชัย จันทิมาธร

คุณบัญชา เฉลิมชัยกิจ

คุณชมัยภร แสงกระจ่าง

อ.คำรณ คุณะดิลก

คุณสนธยา เสมทัพพะ

คุณชาญชัย สงวนวงศ์

อ.เรวดี ประเสริฐเจริญสุข

คุณรัษฎา มนูรัษฎา

คุณปุญชลา ประดับพงศ์

อ.มนัส จินตนะดิลกกุล

คณะกรรมการ

คุณชาตรี หุตานุวัตร

อ.ศศิธร สังข์ประสิทธิ์

คุณดารารัตน์ โพธิ์อยู่

คุณเทวินทร์ เอี้ยนมี

คุณผดุงศักดิ์ พื้นแสน

น.พ.ชัยยุทธ ธนไพศาล

คุณสิงห์ชัย ธรรมพิงค์

คุณกวีพันธ์ จงพิพัฒน์วณิชย์

คุณจิโรจน์ หริรักษาพิทักษ์

คุณดุษฎี มนูรัษฎา

คุณอานันท์ หาญพาณิชพันธุ์

คุณวิรุณ คำภิโล

คุณองอาจ ฤทธิ์ปรีชา

คุณนิยม-คุณประไพ พุทธสอน

คุณชุนห์พิมาน เชษฐเมทิณี

คุณมนตรี แก้วแสน

คุณสมนึก-คุณธีรัตน์ แพ่งนคร

คุณสว่าง วงศ์วิลาศ

คุณพิจิตชัย-คุณณัฐยา ศักดิ์สูง

คุณนิคม-คุณณัฎฐา เมธาวิตากุล

คุณสรเพชร-คุณกิติมา คิดอ่าน

คุณขวัญชีวัน-คุณวิฑูรย์ บัวแดง

คุณยศาทร รุจิกันหะ

คุณสุเมธ-คุณรสสุคนธ์ ทาริยะ

คุณวิรัตน์-คุณจารุวรรณ ภู่สว่าง

คุณนุชจรี –คุณทินกร ประอินทร์

คุณศุภฤกษ์-คุณปุณยวีร์ ฤกษ์วัฒนอำไพ

ไมตรี หอมทอง

คุณธีระวัฒน์ มุลวิไล

คุณทองเกลือ ทองแท้

คุณพิณทิพย์ สัตย์เพริศพราย

คุณชัยวัฒน์ คำดี

คุณมงคล อุทก

คุณสุเทพ สุริยะมงคล

คุณดวงใจ แตระกูล

คุณอำนวย จริงจิตร

คุณสำรวย วิสดี

คุณเกรียงไกร วงศ์มาลีวัฒนา

…………………………..

ฯลฯ

ดร.กรวิภา บุญซื่อ

คุณเกียรติยศเกียรติวัชระอุดม

คุณสุภาวดี สุสันพูลทอง

คุณนิคม หาสาสน์ศรี

ดร.ธเนศวร์ เจริญเมือง

คุณเกิด พนากำเนิด

คุณทองคร้าม ทองขาว

คุณทองแถม นาถจำนง

คุณศิริพร ยอดกมลศาสตร์

คุณนุชอนงค์ ธิติศาสก์

คุณนราสิญจน์ ปัญญาศิลปวิทยา

คุณทยา กิจการุณ

คุณรอย รัถยาอนันต์

คุณพลลภ กันทะอินทร์

คุณเอนก บัวเขียว

คุณสืบศักดิ์ ปลื้มจิตต์

คุณประทวน-คุณผจงพร ธีระลักษณ์

คุณวัชรินทร์ ศรีสัตบุตร

คุณเพ็ญศรี มีแสง

คุณวสุรี ชาวกงจักร

คุณอรอนงค์ ครุทอง

คุณประพัฒน์ มณเฑียรทอง

คุณชมพล-คุณถนิมนันท์ การสุวรรณ

อ.จิรพร วิทยศักดิ์พันธุ์

คุณสาทร สมพงศ์

คุณวัชรพันธ์ จันทรขจรพร้อมครอบครัว

อ.สมชาย วัชระสมบัติ

อ.สุรพล ปัญญาวชิระ

คุณจารุนันท์ พันธชาติ

คุณณัฐพล คุ้มเมธา

อ.จิรยุทธ์ สินธุพันธุ์

คุณคานธี อนันตกาญจน์

คุณทองกราน ทานา

อ.ธเนศ อาภรณ์สุวรรณ

คุณประมวลศรี ยอดบางเตย

อ.มนตรี ยอดบางเตย

อ.อุไร สุทนต์

คุณสิมาลัย สังข์นุช

…………………………..

ฯลฯ

คุณพรพิมล โรจน์โพธิ์

คุณบุญเกียรติ กอสนาน

คุณปณิธาน ธรรมโสภิณฑ์กุล

คุณบุญชู โรหิตะสุข

คุณเกษตร ศิวะเกื้อ

น.พ.การุณ พูลพุทธพงษ์

คุณวีระพล วงค์โฆษวรรณ

น.พ.ศตวรรษ- คุณปลายอ้อ ทองสวัสดิ์

คุณชัชวาลย์-คุณอำไพรัตน์ นิลประยูร

คุณสรรเสริญ ศรีอุ่นเรือน

คุณวิเศษณ์ สุจินพรัม

คุณพัชรี ศรีมัธยกุล

คุณไพศาล ศรีจันทร์แดง

คุณปรารถนา หาญเมธี

คุณเกรียงไกร พานอ่อง

อ.รังสรรค์ จันต๊ะ

คุณวิรัช พรหมตัน

คุณบรรพต เมฆาไพศาล

คุณวีรวรรณ วงค์สิงห์ขันธุ์

คุณจีรวรรณ โสดาวัฒน์

คุณปรีดา ขนาบแก้ว

คุณกระแสสิน-คุณนิทัศน์ วงศ์บุญนาค

คุณประวินธ์ พฤฒินันท์

คุณจีระวัฒน์-คุณเมธาพร เขื่อนปัญญา

คุณสุณี จินตนะดิลกกุล

คุณสุชาดา ตั้งรพีพากร

คุณเมษา ชูสันตินิรันดร์

แสงดาว ศรัทธามั่น

อ.สิทธิธรรม โรหิตะสุข

คุณรัชชัย รุจิวิพัฒน์

คุณทวิทธ์ เกษประไพ

คุณสุวัฒน์ สุวรรณเดโชไชย

คุณศุภวัฒน์ หงษา

คุณวีระศักดิ์ สุนทรศรี

คุณกุลชีพ วรพงษ์

คุณเดือนเพ็ญ คำหริ่ม

คุณชวิน ถวัลย์ภิยโย

คุณญิบ พันจันทร์

…………………………..

ฯลฯ

กองเลขานุการ

คุณสินธุ์สวัสดิ์ ยอดบางเตย

คุณสมบัติ บุญงามอนงค์

คุณภาณุพงศ์ ไชยวรรณ์

คุณกัลยา ใหญ่ประสาน

คุณสินีนาฎ เกษประไพ

แม่จำปา แสนพรม

พจ.ภก.สุทธิศักดิ์ ปวราธิสันติ์


บทสนทนาในรถ

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 14 มิถุนายน 2011 เวลา 22:10 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

นั่งเครื่องบินซะชิน ลองมานั่งรถโดยสารบ้างก็ดีเหมือนกัน คนข้างกายเคยไปทำการประเมินผลบริษัทนครชัยแอร์ หรือ NCA คนเดินทางบ่อยๆรู้จักบริษัทนี้ดีว่าเป็นที่หนึ่งในเรื่องความมีมาตรฐาน ทั้งระดับความปลอดภัย ความสะดวกสบายของที่นั่ง การบริการ ตลอดเส้นทางขอนแก่นกรุงเทพฯนั้นมีพนักงานขับรถเปลี่ยนสองคน ความเร็วคงที่ไม่เร็วเกินไป ที่แอร์เย็นจนหนาว ทีวี ห้องน้ำ และที่พิเศษ ข้างๆรถจะมีค้อนติดไว้ เพราะนี่คือการเตรียมตัวหากรถเกิดสุดวิสัยตกน้ำจมลง ก็ใช้ค้อนนี้ทุบกระจกหน้าต่างให้แตกและออกมาได้ ที่นั่งมีนวดไฟฟ้า

แน่นอนราคาก็แพงกว่ารถทั่วไป แต่คนก็แน่นตลอด ยิ่งรถ First class ที่นั่งงี้กว้างมีแค่ 27 ที่นั่งเอง สบายมากกว่าที่นั่งเครื่องบินเสียอีก ของกินก็แจกจนเด็กอ๊วกเลยเพราะเธอกินหมดแจกอะไรมาก็ยัดใส่ปากหมด ดันกินน้ำโค๊กเข้าไปอีก จะเหลือรึ แม่นั่งข้างๆบอกก็ไม่ฟังจะกินลูกเดียว ห้า ห้า ห้า นี่ก็อ๊วกตลอดทางเหมือนกัน

ขาขึ้นขอนแก่นที่นั่ง first class เต็มผมก็นั่ง gold class ซึ่งราคาถูกลงมา ได้ที่นั่งหลังสุด ผมเลือกนั่งด้านในทางเดิน แถวเดียวกันอีกซีกหนึ่งเป็นเด็กหนุ่ม น่าจะยี่สิบต้นๆ ดูจะเฮ้ว เพราะเสือกใส่แว่นดำทั้งที่เป็นกลางคืน กางเกงเอวต่ำแทบหลุดตูด ยึกๆยักๆ แตะโน่น จับนี่ เดี๋ยวก็โทรศัพท์ โทรจังเลย ไม่รู้ว่ามีอะไรหนักหนา ทั้งที่โฮสเตท ประกาศว่า กรุณางดใช้มือถือเพราะรบกวนผู้โดยสารท่านอื่นๆ มันไม่ได้ยินรึไง..โทรหา…. ผมว่าผู้โดยสารท่านอื่นๆก็รู้สึกตะหงิดๆ แต่ไม่มีใครพูดจาอะไร รักษามารยาทเงียบไว้ รวมทั้งผมด้วย

รถออกเดินทางไปนานแล้ว เขาเปิด vcd หนังให้ดูจนหมดม้วนแล้ว ปิดไฟต่างคนก็พยายามนอนหลับ ส่วนใหญ่ก็เอาเก้าอี้เอนลงมากน้อยก็แล้วแต่ ไอ้หมอนี่เอาจนสุดๆ ข้างหน้าเขามีสาวร่างใหญ่กลางคนเอนลงมามากเหมือนกันหลายคนหลับไปแล้ว ผมแปลกที่ก็กึ่งหลับกึ่งตื่นทั้งที่พยายามหลับ

แล้วผมก็ได้ยินเสียงสตรีที่นั่งเก้าอี้หน้าเจ้าหนุ่มที่นั่งคู่แต่คนละข้างกับผมเอะอะขึ้นมาว่า

…เฮ้ยๆ เฮ้ยๆอะไรวะ ทำไมเอาเท้ามาดันเก้าอี้ฉัน ไอ้คนไม่มีสกุล พูดจาดีดีก็ได้ ทำไมทำอย่างนี้ ไอ้คนไม่มีสกุล…

เธอฮึดฮัดแล้วหันมามองไอ้เด็กหนุ่มที่นอนขยุกขยิกอยู่นั่น แล้วบ่นอุบอิบพยายามนอนลงไปอีก

ไอ้เด็กหนุ่มรู้ตัวว่าสตรีท่านนั้นด่าตัวเองจึงดึงเก้าอี้สูงขึ้นมาระดับหนึ่ง ดูจะมีปฏิกิริยาแต่ไม่แสดงอะไรออกไป สักพักหนึ่งเด็กหนุ่มก็โทรศัพท์ไปหาใครก็ไม่รู้แล้วพยายามพูดดังๆให้ได้ยินว่า

…เฮ้ยไอ้….เดี๋ยวถึง…มึงมารับกูหน่อยนะ เอามีดใหญ่ๆมาด้วย กูจะเอามาฟันปากคนว่ะ เก่งนักนี่….

ผมตาสว่างเลย ใจก็นึกว่า เดี๋ยวจะเกิดพายุทอร์นาโดหรือเปล่านี่…

ไม่มีอะไรต่างคนต่างพยายามนอนเงียบๆกันไปจนถึงปลายทาง….

เฮ่อ…ประสบการณ์บนรถโดยสารที่มีมาตรฐานที่สุด…


อวัยวะเทียม

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 13 มิถุนายน 2011 เวลา 10:38 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ผมลงไปกรุงเทพฯได้มีโอกาสคุยกับหลานที่กลับมาจากอเมริกาชั่วคราว เขาจบวิศวอุตสาหการโดยได้ทุน กพ.ไปเรียนแล้วถือโอกาสทำงานในห้องแลบที่นั่นหาประสบการณ์ต่างๆก่อนจะกลับมารับราชการที่กระทรวงอุตสาหกรรมต่อไป

สอบถามว่าเรียนปริญญาเอกด้านไหน เรื่องอะไร ทำไมเลือกเรียน เธอตอบว่า เรียนปริญญาเอกด้านเลเซอร์ จบแล้ว แต่มาสนใจเรื่องการสร้างอวัยวะเทียมของมนุษย์ เพราะการออกแบบเรื่องโลหะต่างๆตามโรงงานนั้นมันถึงที่สุดแล้ว แต่งานด้านออกแบบอวัยวะเทียมกำลังมาแรงมาก โดยทางมหาวิทยาลัยเชื่อมกับโรงพยาบาลต่างๆ เอาโจทย์มาศึกษาและทำอวัยวะต่างๆตามสั่งขึ้นมา ซึ่งทำให้เกิดสาขาต่างๆทางด้านวิศวกรรมศาสตร์ไปอีกมากมาย เช่น Bio-engineer ที่ศึกษาคิดค้นโลหะ หรือธาตุสารต่างๆในโลกนี้มาที่สามารถให้เนื้อเยื่อมนุษย์เจริญเติบโตได้ หากสำเร็จก็ไปออกแบบสะโพกเทียม กระดูกตรงนั้นตรงนี้เทียมขึ้นมาแล้วเอามาทดแทนในร่างกายมนุษย์…

ตอนนี้หลานคนนี้กำลังศึกษาในห้องแลบทำกระดูกหู ก็เจ้า ค้อน ทั่ง โกลน นั่นแหละ เพื่อเอามาแทน เพราะทางโรงพยาบาลพบว่าผู้สูงอายุหูตึงมากขึ้น คนไข้กลุ่มนี้มีจำนวนมากมาย มีหลายวิธีที่รักษา วิธีการผ่าตัดเอาอะไหล่เทียมไปใส่แทนนั้นเป็นอีกวิธีหนึ่ง อยู่ในระหว่างการศึกษาและทดลองนี่แหละ ทดลองเอาวัสดุต่างๆมาทำเพื่อเลียนแบบธรรมชาติให้ได้มากที่สุด ซึ้งเขาว่ายากมากที่จะหาวัสดุธาตุอะไรจะมาแทนกระดูดมนุษย์ แต่ดูเหมือนความรู้นั้นกระชับลงมากขึ้นแล้ว

อีกอย่างคือ วิศวกรรมศาสตร์เข้าไปเกี่ยวข้องกับ Stem cell มากขึ้น ผมเองฟังแล้วก็นึกจินตนาการไปว่าปัจจุบันนี้ศาสตร์ต่างๆเอามาบูรณาการกันสนิทแนบมากขึ้น…

ฟังหลานเล่าถึงวงการทางวิชาการในมหาวิทยาลัยที่อเมริกานั้นดูจะเอากลับมาใช้ประโยชน์ในชีวิตมนุษย์มาก โดยเฉพาะเชื่อมกับระบบธุรกิจที่เป็นเทคโนโลยี่ใหม่ๆขึ้นมา เพื่อนหลานเรียนเรื่องเลเซอร์มาด้วยกันตอนนี้ซัมซุงเอาตัวไปทำการผลิตจอทีวีรุ่นใหม่ที่จะออกมาในอนาคตอันใกล้นี้แล้ว เขาเพิ่งกลับมาจากเกาหลีเยี่ยมเพื่อนคนนี้ บอกว่า โอย ห้องแลบของซัมซุงใหญ่กว่าห้องแลบของมหาวิทยาลัยหลายเท่านัก

กลับมาที่อวัยวะเทียมมนุษย์ ดูเหมือนว่าแนวทางนี้กว้างมากๆ เพราะหากเป็นธุรกิจก็เป็นตลาดที่ใหญ่มากๆเพราะในร่างกายคนนั้นมีอวัยวะมากมายที่ต้องชำรุดเสียหายแล้วล้มหายตายจากไป ไอ้ที่เสียหายเพราะอายุไขก็ไม่ว่ากัน แต่ยังหนุ่มยังสาวแต่อวัยวะบางอย่างไม่ทำงาน หรือทำงานไม่สมบูรณ์ขึ้นมาก็ต้องพึ่งการแพทย์ และหากการแพทย์เชื่อมกับวิศวกรรมด้านนี้ก็จะพัฒนาไปอีกไกลทีเดียว

อีกหน่อยเราจะไปเดินเซลทรัล ซื้อนิ้วเทียมมาใส่แทนนิ้วเดิม ซื้อข้อพับมาแทนอันเดิม อิอิ ยิ่งไปกว่านั้น ยังเข้าไปสู่วงการความงามอีก สามารถผ่าตัดเอาสะโพกเก่าออก เอาสะโพกใหม่ใส่เข้าไปให้มันสะบึมมากขึ้น

เผลอๆนางงามที่ชนะประกวดบนเวทีอาจจะมีอวัยวะเทียมครึ่งตัวก็ได้ ใครจะไปรู้…. อิอิ เอ้กกกก เรื่องนี้ต้องไปถามท่านซือแป วิศวกร และท่านแพทย์ทั้งหลายนะครับ


พระยอดเมืองขวาง

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 12 มิถุนายน 2011 เวลา 22:05 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

เดือนนี้เมื่อ 117 ปีมาแล้ว (ค.ศ. 1894) “พระยอดเมืองขวาง” ของไทยถูกขึ้นศาลผสมระหว่างผู้พิพากษาไทยกับฝรั่งเศส ซึ่งสัดส่วนผู้พิพากษาฝรั่งเศสมากกว่า ตัดสินให้ลงโทษพระยอดเมืองขวาง จำคุก 20 ปี เป็นที่เจ็บแค้น และโศกเศร้าของคนไทยยิ่งนัก แม้องค์พระปิยมหาราช


พระยอดเมืองขวางคือใคร..?

(ขออนุญาตสำเนาข้อมูลจากhttp://th.wikipedia.org/wiki/พระยอดเมืองขวาง เพราะกระชับมากกว่าข้อมูลที่ผมมีอยู่)

พระยอดเมืองขวาง (พ.ศ. 2395 - พ.ศ. 2443) เป็นข้าราชการฝ่ายปกครองในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ในสมัยรัชกาลที่ 5 ตำแหน่งสุดท้ายเป็นข้าหลวง
เจ้าเมืองคำมวน เมืองคำเกิ สังกัดกองข้าหลวงเมืองลาวพวน ในบังคับบัญชาของพระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงประจักษ์ศิลปาคม ข้าหลวง ซึ่งเป็นเมืองหน้าด่านที่ต่อสู้กับทหารฝรั่งเศส ในกรณีพิพาท ร.ศ. 112 (พ.ศ. 2436)

พระยอดเมืองขวาง เดิมชื่อ ขำ เป็นต้นสกุล ยอดเพ็ชร์ เกิดเมื่อปีชวด ร.ศ. 71 (พ.ศ. 2395) ที่อำเภอบรรพตพิสัย
จังหวัดนครสวรรค์ เป็นบุตรของพระยาไกรเพ็ชร์ (มิตร กฤษณมิตร) เริ่มรับราชการเป็นข้าหลวงผู้ช่วยในกองข้าหลวงใหญ่นครจำปาศักดิ์ รักษาราชการกองข้าหลวงลาวกาว ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองเชียงขวาง และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นคุณพระ ซึ่งเป็นที่มาของฉายา “พระยอดเมืองขวาง” ต่อมาได้เป็นเจ้าเมืองคำมวน เมื่อประมาณ พ.ศ.2428 2328? รับผิดชอบบ้านนาเป คำเกิด คำมวน นากาย ปากพิบูลย์ และแก่งเจ๊ก มีอาณาเขตติดต่อกับเวียดนาม
[1]

ในปี พ.ศ. 2436 เกิดกรณีพิพาทระหว่างการปักปันเขตแดนฝั่งซ้ายของแม่น้ำโขงระหว่างไทยกับฝรั่งเศส เมื่อฝรั่งเศสต้องการเมืองคำมวน กองทหารนำโดยมองซิเออร์ลูซ (Luce) บังคับให้พระยอดเมืองขวางออกจากเมืองคำมวน เมื่อวันที่ 23 พฤษภาคม
พ.ศ. 2436 แต่พระยอดเมืองขวางไม่ยินยอม จึงเกิดการสู้รบกันเมื่อวันที่ 26 พฤษภาคม
พ.ศ. 2436 เมื่อนายลูซ สั่งให้นายกรอสกุรัง พร้อมกับทหารญวน เข้ามาจับกุมหลวงอนุรักษ์ ผู้ช่วยของพระยอดเมืองขวาง ที่ตำบลนาหลักหิน ปลายด่านคำมวนต่อกับเมืองท่าอุเทนของฝั่งไทย และเกิดการต่อสู้กัน ทำให้นายกรอสกุรังเสียชีวิตพร้อมกับทหารญวน 11-12 คน บาดเจ็บ 3 คน ฝ่ายทหารไทยเสียชีวิต 6 คน บาดเจ็บ 4 คน [2][3]

จากเหตุการณ์นี้ นายออกุสต์ ปาวีไม่ พอใจ กล่าวหาว่าพระยอดเมืองขวางเป็นฆาตกร บุกเข้าไปทำร้ายนายกรอสกุรังขณะนอนป่วยอยู่ในที่พัก และนำเรื่องขึ้นพิจารณาคดีในศาลรับสั่งพิเศษ รัชกาลที่ 5 ทรงโปรดให้พระเจ้าน้องยาเธอ กรมหลวงพิชิตปรีชากร แม่ทัพใหญ่อีสานใต้เป็นประธานคณะผู้พิพากษา ซึ่งประกอบด้วย พระยาสีหราชเดโชชัย
พระยาอภัยรณฤทธิ์
พระยาเทเวศวงศ์วิวัฒน์
พระยาธรรมสารนิติ์
พระยาฤทธิรงค์
พระยาธรรมสารเนตติ์ มีหลวงสุนทรโกษา และนายหัสบำเรอ อัยการเป็นทนายฝ่ายโจทย์ มีนายตีเลกี (William Alfred Tilleke ต่อมารับราชการเป็น พระยาอรรถการประสิทธิ์ ต้นสกุล คุณะดิลก) และนายเวอร์นอน เพจ (Vernon Page ชาวอังกฤษ) เป็นทนายจำเลย [2]

การพิจารณาคดีพระยอดเมืองขวาง ดำเนินเป็นเวลา 22 วัน ตั้งแต่ 24 กุมภาพันธ์ ถึง 16 มีนาคม
พ.ศ. 2437 ศาลมีคำพิพากษาว่า พระยอดเมืองขวางไม่มีความผิดตามฟ้อง และให้ปล่อยตัวเป็นอิสระ สร้างความไม่พอใจให้กับนายลาเนสซัง ผู้สำเร็จราชการอินโดจีน และขอให้จัดตั้งศาลผสมไทย-ฝรั่งเศส ประกอบด้วยผู้พิพากษาฝรั่งเศส 3 คน เดินทางมาจากไซ่ง่อน สยาม 2 คน พิจารณาคดีเมื่อวันที่ 3 ตุลาคม
พ.ศ. 2437 และตัดสินให้จำคุกพระยอดเมืองขวาง 20 ปี ด้วยเสียงข้างมาก 3 เสียงของฝ่ายฝรั่งเศส

พระยอดเมืองขวางถูกจำคุกอยู่ 4 ปี ก็ได้รับอิสรภาพ จากคำร้องขอของรัฐบาลฝรั่งเศส เมื่อวันที่ 6 พฤศจิกายน
พ.ศ. 2441
[4] พระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว พระราชทานบำนาญให้เป็นพิเศษเดือนละ 500 บาท ท่านได้รับการยกย่องในฐานะวีรบุรุษผู้รักชาติ ต่อมาได้ล้มป่วย และเสียชีวิตใน ร.ศ. 119 (พ.ศ. 2443) อายุได้ 48 ปี เป็นต้นสกุล “ยอดเพ็ชร์” และ “กฤษณมิตร”

ผมอ่านเรื่องนี้ในปริญญานิพนธ์ ของท่านอาจารย์สุวิทย์ ธีรศาศวัติ แห่ง มหาวิทยาลัยขอนแก่น ท่านเขียนเรื่องนี้สมัยที่ท่านอยู่วิทยาลัยครูนครสวรรค์ ผมทำสำเนาเอกสารนี้ไว้เป็นสิบปีแล้ว ไม่ได้อ่านแบบจริงจังเสียที มาคราวที่จะต้องไปทำงานลาว ผมก็ค้นเอกสารที่บ้านที่เขียนเกี่ยวกับลาวไว้หลายเล่ม แล้วทยอยเอามาอ่าน แต่ก็จดๆจ้องๆ มีเรื่องอื่นมาแซงคิวไปหมด หนึ่งในจำนวนเอกสารเหล่านี้ ผมได้จากลุงเอกมา 1 เล่ม สุดยอดจริงๆ

ผมลงกรุงเทพฯโดยนั่งรถนครชัย ที่นั่งกว้างขวาง นั่งเก้าอี้เดี่ยว เลยแบกเอกสารเล่มใหญ่ไปอ่านตลอดเส้นทาง อ่านแล้วเกิดจินตนาการถึงสมัยนั้น ที่ฝรั่งเศส เข้ามารังเกประเทศเรา แล้วเราก็เสียดินแดนไปเรื่อยๆ เพราะความขี้โกงของประเทศมหาอำนาจ ทบทวนประวัติศาสตร์ไว้บ้างก็ดีนะ..

เพิ่มเติมข้อมูลได้ที่:

http://www.panyathai.or.th/wiki/index.php/%E0%B8%84%E0%B8%94%E0%B8%B5%E0%B8%9E%E0%B8%A3%E0%B8%B0%E0%B8%A2%E0%B8%AD%E0%B8%94%E0%B9%80%E0%B8%A1%E0%B8%B7%E0%B8%AD%E0%B8%87%E0%B8%82%E0%B8%A7%E0%B8%B2%E0%B8%87_%E0%B8%A3.%E0%B8%A8.112

http://www.formumandme.com/article.php?a=911

http://www.watthakhanun.com/webboard/showthread.php?t=221


จากแม่สาครถึงสังคมผู้สูงอายุ..

6 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 มิถุนายน 2011 เวลา 20:37 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

คำเตือน เป็นบันทึกยาวนะครับ

กล่าวว่าสังคมไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงวัย วันก่อนผมฟังแว่วๆมาว่า สตรีจะมีอายุเฉลี่ย 75 ปี ส่วนผู้ชายประมาณ 72 ปี หากผิดอย่างใดก็ขออภัยด้วยครับ ต่อไปนี้เป็นกรณีตัวอย่างที่สตรีสูงวัยอยู่บ้านนอก แต่พึ่งระบบการดูแลสุขภาพกับ โรงพยาบาลรัฐที่อยู่ในกรุงเทพฯ

สภาพการเข้าถึงแพทย์: เมื่อแม่อันเป็นที่รักของลูกๆป่วย ทุกคนก็มุ่งหน้าไปเยี่ยม โดยมีน้องสาวและน้องชายที่อยู่กับแม่เป็นตัวหลักในการดูแล แม่เป็นคนไข้ประจำของรามาธิบดี กรุงเทพฯ นับสิบปีแล้วที่น้องสองคนรับภาระเอาแม่นั่งรถมาส่ง รามา ช่วงไหนที่หมอนัดวันปกติก็ต้องลางานมากัน และต้องใช้สองคนเป็นอย่างน้อยช่วยกันดูแลระหว่างเดินทางมาหาแพทย์

ฟังน้องๆเล่าให้ฟังแล้วก็สงสารและเห็นใจ รามาธิบดีมีแพทย์เฉพาะทางเหมือนกับ รพ.อื่นๆในกรุงเทพฯ จึงแบกภาระรับคนไข้มากมายมหาศาลต่อวัน ต่อชั่วโมง… น้องบอกว่าเราต้องตื่นตี 4 จากวิเศษชัยชาญ อ่างทอง อุ้มแม่ที่เดินไม่ได้นั่งรถเข็นผู้ป่วยที่ซื้อไว้ใช้ แล้วอุ้มแม่นั่งไปในรถ บึ่งเข้าไปรามาเพื่อรับบัตรคิวตั้งแต่ รพ.เริ่มเปิดทำการ (แย่งกัน) บางครั้งกว่าจะพบหมอต้องเป็นเวลาบ่ายโมง บ่ายสองโมง แล้วเวลาที่เหลือทำอะไร หากเอารถพาแม่ออกไปโน่นไปนี่ ก็ไม่มีทางจะได้กลับมาจอดที่เดิมอีก…?? สถานที่จอดรถก็จำกัด เหมือนลิงชิงหลัก แล้วแม่ซึ่งอายุมาก และป่วย จะนั่งแกร่วอยู่แต่เก้าอี้รถเข็นตั้งแต่เช้าจนบ่ายงั้นหรือ…?

คนป่วยบ้านนอกที่ต้องพึ่งแพทย์เฉพาะทางในกรุงเทพฯนั้น ก็เหมือนชาวบ้านคนอื่นๆที่มาจากต่างจังหวัดกันทั้งนั้น ดูสีหน้าซิ… “เราไม่มีทางเลือกพี่..” น้องพูด เราก็อยู่อย่างนั้น เช่นนั้น แบบนั้น นับสิบปีที่อยู่ในสภาพแบบนี้ เราเข้าใจและไม่ได้กล่าวร้ายให้โทษใครๆ เราจำยอมสภาพ เชื่อว่าทุกคนไม่ต้องการสภาพเช่นนี้ ตั้งแต่ผู้ป่วยที่มาจากต่างจังหวัดและทีมงานคุณหมอทั้งหมด

คิดไปแล้วก็สะท้อนระบบสุขภาพบ้านเราว่ายังต้องการการพัฒนาอีกมากมาย ทั้งระบบจำนวนคุณหมอเฉพาะทางและสถานที่

เราไม่มีเงินมากพอที่จะเข้าโรงพยาบาลเอกชน

ติดตามอาการป่วย: น้องๆเสียสละดูแลแม่แทนลูกคนอื่นๆ เหมือนสมัยที่ผมดูแลแม่ยาย แทนลูกคนอื่นๆของแม่ ที่กระจายกันทำมาหากินกันตามเงื่อนไข เราเล่าประสบการณ์นั้นๆให้น้องฟังว่าเราทำอะไรบ้าง บางปีเราไม่ได้ไปเที่ยวที่ไหนเลยเพราะเป็นห่วงแม่ที่นอนแต่บนเตียงตลอดเวลา แต่การอยู่บ้านก็มีความสุขไปอีกอย่าง..

เมื่อคราวที่แม่สาครถูกสั่งให้เข้า ICU เครื่องมือต่างๆระโยงระยาง หนักหนาสาหัส ลูกๆทุกคนผลัดกันไปเยี่ยม ไปเฝ้า ไปบีบ ไปนวด แต่บ่อยครั้งที่ไม่เห็นแม่ลืมตา ไม่ตอบสนองการสื่อสารใดๆ นานๆครั้งที่แม่ลืมตา ส่ายหน้า และนานมากที่จะเห็นรอยยิ้มจากปากแม่ วันไหนที่ลูกคนไหนเห็นรอยยิ้มก็ดีใจจนน้ำตาไหล..

การเยี่ยมมีเวลาจำกัด ก่อนเข้าห้องต้องล้างมือ ออกจากห้องก็ล้างมือ ระหว่างอยู่ในห้องก็ใส่หน้ากากปิดปาก เป็นระเบียบทางรามา ลูกๆและญาติคนอื่นๆก็นั่งรอเวลาเยี่ยมไข้กันเต็มตรงระเบียงเชื่อมอาคาร มองกันไปมองกันมา..

แพทย์เปลี่ยนกันไปหลายท่าน เรียกญาติพบหลายครั้ง เราเองก็ประชุมลูกๆหลายครั้งว่า “เอาไงกัน..” เช่น จะล้างไตไหม จะให้ยากระตุ้นหัวใจไหม หากช๊อคจะปั้มหัวใจไหม..ฯลฯ สมมุติฐานเหล่านี้แพทย์ขอการตัดสินใจของญาติ ลูกคนใดๆก็ไม่กล้าตัดสินใจ ต้องโทรถามกันวุ่นวายไปหมดในช่วงสองเดือนนั้น มีสองครั้งที่ผมต้องไปทำงานที่ลาว น้องต้องโทรข้ามประเทศขอคำปรึกษา บางครั้งเราก็นั่งประชุมกัน แม้ไม่ครบหน้าก็ถือเป็นมติส่วนใหญ่

บ่อยครั้งที่ผมหอบงานจากเมืองลาวไปแอบนั่งทำที่อาคารนักศึกษาแพทย์รามา ขอความกรุณาเจ้าหน้าที่เปิดไฟให้ ท่านก็กรุณาเต็มที่..ขอขอบพระคุณมา ณ โอกาสนี้ด้วยครับ

ย้ายห้อง: แพทย์ชั้น 7 สั่งให้ย้ายเตียงผู้ป่วยชื่อสาครลงไปชั้น 5 ที่ชั้น 7 นั้นเป็นเสมือนห้องฉุกเฉิน ICU ติดแอร์ เครื่องมือมากมาย ระหว่างที่นอนชั้น 7 นั้น ห้องข้างๆสิ้นลมไปหลายท่าน ญาติบางท่านที่เสียชีวิตไปมาพูดต่อว่าแพทย์ ซึ่งผมฟังแล้วก็ไม่เห็นด้วยที่จะกล่าวเช่นนั้น แม้ว่าแพทย์แต่ละท่านดูหน้าตาแล้วยังหนุ่มแน่น สาวๆทั้งนั้น แต่ก็เชื่อว่ารามาธิบดีเป็นโรงเรียนแพทย์ วิกฤติไข้นั้นแพทย์หนุ่มสาวเหล่านั้นมีแพทย์ใหญ่กำกับทั้งสิ้น

ที่ชั้น 5 ไม่มีแอร์ เป็นห้อง ICU รวมเตียงติดๆกัน แต่ผมชื่นชมแพทย์และพยาบาลดูแลเอาใจใส่ดีมากๆ ครั้งหนึ่งผมมีโอกาสคุยกับแพทย์หนุ่ม ท่านกล่าวว่า ชั้น 5 มีจำนวนแพทย์และพยาบาลมากกว่าชั้น 7 และมีแพทย์เฉพาะทางมากกว่า คุณหมอเรียกไปปรึกษาหลายครั้งว่าจะรักษาอย่างไรดี เพราะในความเห็นของแพทย์นั้น คนไข้สามารถหายใจและมีชีวิตต่อไปได้ในสภาพที่สื่อสารกันไม่ได้ต่อไป แม้ว่าบางวันจะดีขึ้น แต่ก็เป็นช่วงสั้นๆ

น้องๆที่ไม่เคยผ่านสภาพแบบนี้มาก็เรียกร้องให้รักษาต่อ แต่ผมและน้องๆบางคนก็เข้าใจว่า ไม่มีประโยชน์ต่อไปแล้ว ทรมานท่านเปล่าๆ ปล่อยท่านไปตามธรรมชาติดีกว่า

ประชุมใหญ่: น้องเรียกร้องให้มาประชุมพร้อมหน้ากันเพื่อตัดสินใจ ผมเดินทางกลับจากลาวก็บึ่งลงมากรุงเทพฯ อาการแม่นั้นบ่งบอกว่าอยู่ได้ด้วยเครื่องช่วยหายใจและยาที่คุณหมอให้ไว้ ถูกเจาะคอเพื่อให้อาหาร ฯลฯ

การประชุมใหญ่ก็เกิดขึ้น เราเลือกมุมหนึ่งของ รามาธิบดีนั่นเอง เรา 7 คนนั่งคุยกันโดยมาผมเป็นผู้ดำเนินการ ถูกลูกสาวแซวเอาว่า เหมือนประชุมการทำงานเลย อิอิ ก็เราดัดแปลงมาใช้ให้มันกระชับและได้สาระ

เราสรุปสถานการณ์ว่า

  • แม่จะไม่อยู่กับเราแล้ว ไม่วันใดก็วันหนึ่ง เร็วๆนี้
  • หากเป็นเช่นนั้นจริงจะเอาไปวัดไหน ระหว่างวัดกำแพงที่น้องคนหนึ่งเสนอ และวัดช้างที่อีกสองคนเสนอ
  • แพทย์ และพยาบาลพูดเป็นนัยๆมาแล้วว่า ขอให้เอาแม่กลับไปบ้านเถอะ ซึ่งต้องเตรียมซื้อเครื่องช่วยหายใจ และเตรียมคนดูแลที่ต้องมาเรียนรู้การให้อาหารและดูแลแผลที่คอที่เจาะไปแล้ว และอื่นๆ
    นี่เรื่องใหญ่ เพราะที่บ้านไม่อยู่ในเงื่อนไขที่จะรับแม่ที่อยู่ในสภาพเช่นนี้ หากจะอยู่จริงๆต้องดัดแปลงบ้านใหม่ หาผู้ดูแลใหม่ ซื้อเครื่องช่วยหายใจ และงานที่แต่ละคนรับผิดชอบล่ะ ต้องลาออกมาดูแลแม่หรือเปล่า เรื่องใหญ่จริงๆ
  • หากวันนั้นแม่ไม่อยู่จริงๆเราจะต้องเตรียมอะไรบ้าง นี่ก็เรื่องใหญ่เพราะเราไม่เคยจัดงานด้วยตัวเอง แต่ก็ต้องคุยกันตามที่เราเข้าใจ เป็นเรื่องๆ กำหนดรายละเอียดและผู้รับผิดชอบ กำหนดกันล่วงหน้าเลย เต็มสี่หน้ากระดาษ A4
  • ฯลฯ

เราใช้เวลามากกว่า 1 ชั่วโมงปรึกษาหารือกันในรายละเอียดทั้งหมด พร้อมทั้งมอบหมายผู้รับผิดชอบแต่ละเรื่อง

ย้ายโรงพยาบาล: ผมกลับไปทำงานในลาว และทราบว่ารามาสั่งให้ย้ายแม่ออกไป น้องๆวิ่งกันวุ่น ไปติดต่อ รพ.อำเภอวิเศษชัยชาญ เขาไม่รับ อธิบายว่าไม่พร้อมจะรับผู้ป่วยหนักแบบนี้ ไปติดต่อ รพ.อ่างทอง โชคดีเขายินดีรับ การโยกย้ายผู้ป่วยหนักเช่นนี้ก็ต้องอาศัยรถพิเศษซึ่งต้องเช่าพิเศษ น้องสาวติดต่อ รพ.อ.วิเศษ เขาไม่อนุญาต เลยไปจ้างรถจาก รพ.เอกชน ค่าจ้างแพงลิบ การเข้าไปรับก็ต้องนัดเวลาให้พอดี โอยวุ่นไปหมด การประสานงานเรื่องราวแบบนี้มันไม่ได้คำตอบทันที ต้องลุ้นต้อง…เสียงานเสียการกันทั่วหน้า

ร.พ.ต่างจังหวัด: สิ่งที่บันทึกต่อไปนี้มิได้มีเจตนาจะกล่าวร้าย ให้โทษผู้ใด แต่บันทึกสภาพที่เห็นที่ประสบ เพื่อเป็นบทเรียนท่านอื่นๆ

ร.พ.อ่างทองเป็นตึกใหม่มี 7 ชั้น แต่ใหม่แต่ตึก ที่ชั้น 5 มีเตียงผู้ป่วยอาการหนักเต็มไปหมด ร้องโอดโอยก็มี มีพยาบาลไม่กี่ท่าน มีคุณหมอหน้าตาเด็กๆ หนึ่งท่าน ตั้งแต่เอาแม่ไปถึง ได้เตียง ได้เครื่องช่วยหายใจ ยังไม่มีแพทย์มา น้องต้องไปถามเตียงใกล้ๆที่มาเฝ้าไข้ ได้ความว่า ญาติต้องดูแลคนไข้เอง พยาบาลมาตามเวลาเท่านั้น แพทย์ก็ต้องเป็นแพทย์ที่รับเป็นคนไข้ แพทย์อื่นๆที่เข้าเวรไม่มาดูแล แปลกๆข้างๆเตียงคนไข้ทุกเตียงจะมีญาติมานอนเฝ้าไข้ตามสภาพ คนไข้ 1 คนจะมีคนเฝ้าไข้อีก 1 คน

ผมเฝ้าดูแม่อย่างกระวนกระวาย บ่ายแก่ๆมีนายแพทย์หนุ่มหน้าใสมาเยี่ยมเตียง

คนไข้เป็นอะไรมาครับ แพทย์ถาม…เรางง งง…นึกในใจน้องหมอไม่ได้ศึกษาประวัติไข้เลยหรือ

น้องผมอธิบายสั้นๆ หมอก็ถามอีกสามสี่คำ เราก็บอกว่า เราเอาประวัติคนไข้มาจากรามาธิบดีทั้งหมดเลย เท่านั้นเอง น้องหมอก็เปิดไปหน้าแรกของแฟ้มเยี่ยมไข้ อ้ออยู่นี่เอง…

ลูกสาวผมไปอยู่ตรงนั้นด้วยเธอตะหงิดๆ เมื่อเทียบกับรามาธิบดีแล้ว ตรงกันข้ามเลยจริงๆ ลูกสาวหยิกผมพร้อมทั้งบอกว่า ปาป๊า เขียนลง บล็อกเลย หนูรับไม่ได้โรงพยาบาลจังหวัดนะเนี่ยมาตรฐานต่ำมาก แล้วเธอก็เดินออกไปนอกห้อง สักพักก็ยื่นกระดาษมาให้ เธอสรุปไว้แล้วว่าที่นี่มีสภาพเช่นใด…. หมอไม่มีความสนใจ ไม่มีความรับผิดชอบ การดูแลไม่ได้มาตรฐาน ไม่มีความสะอาด ไม่มีคำแนะนำที่ดี ไม่จำกัดเวลาเยี่ยม อิสระเต็มที่ อาหารคนไข้หนักไปเก็บไว้ในอุณหภูมิห้องซึ่งอาจติดเชื้อได้ …อีกมากมาย…

อากาศร้อนมาก ญาติต้องเอาพัดลมมาเองจากบ้าน คืนแรกๆพวกเราต้องเฝ้าแม่กันเอง ปรึกษากันว่าจะต้องจ้างคนเฝ้ามาตลอด 24 ชั่วโมง เสริมการทำงานของแพทย์ พยาบาล น้องสาวก็หาข้อมูลทันที พบว่ามีคนที่รับทำหน้าที่นี้ ทำมา 12 ปีแล้ว คิดค่าจ้างคืนละ 500 บาท เราตัดสินใจเอาทันที

เราต้องซื้อเตียงเฝ้าไข้ให้ ดูแลอาหารการกิน แล้วระดมญาติพี่น้องที่พอจะปลีกตัวได้มาเปลี่ยนเขาเพื่อให้เขาทำภารกิจส่วนตัวบ้าง ซึ่งเราพบว่า เธอไปแอบนอนเสียมากกว่า… ผ่านไปสามสี่วัน น้องๆบอกว่า เธอทำหน้าที่ดีมาก 500 บาทไม่แพงเลยสำหรับการจ้างทำหน้าที่แทนเรา เธอมีประสบการณ์มาแล้วจึงรู้ว่าจะต้องทำอะไร เมื่อไหร่ อย่างไร ช่วงไหนต้องไปบอกพยาบาล ช่วงไหนต้องไปขอนั่นขอนี่จากพยาบาล…และสอนพวกน้องๆด้วยว่าจะต้องทำอะไรบ้างกับคนไข้ประเภทนี้

วันถัดมา ดีขึ้นมากเมื่อแพทย์ใหญ่มารับเป็นคนไข้ แต่ท่านไม่มีเวลามาประจำเต็มที่เหมือนที่รามา ทราบว่าท่านให้เวลากับคลินิกของท่าน..

ข้ามคืนเดียว เตียงข้างๆที่ว่างก็เต็มไปด้วยคนไข้ใหม่ ล้วนอาการร่อแร่มาทั้งนั้น บางคนดูสภาพแล้ว น้ำตาจะไหล ก็อยู่กันสองคนผัวเมียแก่ๆ ลูกหลานหายไปหมด สามีแก่ๆต้องมาดูแลเมียที่ป่วยหนักแทน ตัวเองก็เอาตัวเองแทบไม่รอดแล้วยังต้องมาดูแลเมียอีก ตามหลักที่เราทราบมาก่อนว่า ญาติใครก็มาดูแลกันเองเสริมพยาบาลที่มีจำนวนน้อย

เพียงคืนเดียวเมียรักก็จากไป ชายชราท่านนั้นจะใช้ชีวิตต่อไปอย่างไร นั่นคือคำถามต่อสังคมใหญ่ว่า ผู้สูงอายุกลุ่มนี้ สังคมจะทำอย่างไร

สังคมผู้สูงอายุ คือสังคมสวัสดิการของรัฐ หรือสังคมตัวใครตัวมัน

ผมคิดว่า ผู้สูงอายุ ขึ้นกับสวัสดิการของรัฐ ขึ้นกับครอบครัว เงื่อนไขเดิมๆที่สังคมชุมชนมีส่วนช่วยกันดูแลนั้น จางหายไปเกือบหมดแล้ว

หลับตานึกถึงจำนวนโรงพยาบาลในระดับอำเภออีกนับร้อยนับพันแห่ง บุคลากรทางการแพทย์อีกจำนวนมหาศาล สถานฝึกอบรมผู้ดูแลผู้สูงอายุ และการรับสมัครผู้สนใจเข้ามาทำอาชีพหลักและทำอาชีพเสริม

ไปรอรัฐทำเพียงฝ่ายเดียวไม่ได้ ชุมชนต้องคิดอ่านหาทางช่วยกัน เป็นโจทย์ใหญ่ที่ท้าทายคนอย่างเราที่กำลังเดินไปสู่จุดนั้น…..


สว.ในสังคมใหม่

1 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 30 พฤษภาคม 2011 เวลา 14:01 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

ผมมีประสบการณ์การดูแลผู้สูงอายุในสังคมเมือง คราวที่แม่ยายมาใช้ชีวิตบั้นปลายร่วมกันที่บ้านขอนแก่น

เราไม่มีประสบการณ์มาก่อนโดยตรง แต่ผ่านสังคมเก่าที่มีญาติพี่น้องมากมายห้อมล้อม คุณปู่ คุณย่า เจ็บป่วยลูกหลานมากมายช่วยกันดูแลแม่คราวคุณยายมาอยู่กับเราด้วยนั้นนึกออกอย่างเดียวว่าจะต้องหาคนมาดูแล

เรามีบ้านในเมืองและอาชีพก็เดินทางบ่อยมากทั้งพ่อบ้านแม่บ้าน โดยเฉพาะผมต้องไปประจำต่างจังหวัดจะมาอยู่บ้านเพียงวันหยุดงานคือ เสาร์ อาทิตย์ ลูกสาวก็ไปเรียนหนังสือต่างถิ่น ไม่ได้อยู่บ้าน คนอยู่บ้านคือ คนใช้ เรียกเธอว่าผู้ช่วยแม่บ้านก็แล้วกัน

การที่จะให้ผู้ช่วยแม่บ้านมาดูแลคนแก่ที่ป่วย หากเจ็บป่วยธรรมดาก็คงพึ่งพาอาศัยกันได้ แต่หากเจ็บป่วยที่ต้องดูแลมากๆจะแก้ปัญหาอย่างไร…..? มีทางเดียวคือส่งโรงพยาบาลและ หรือ จ้างคนมาดูแล นั่นเราต้องมีเงินมากพอที่จะใช้จ่ายรายการเช่นนี้

ที่ขอนแก่นมีสถาบันฝึกอบรมผู้ดูแลผู้ป่วยสูงอายุ เราไปติดต่อ ก็ได้เด็กสาวมา ทางสถาบันรับประกันการผ่านงานดูแลผู้สูงอายุทั้งผู้หญิงผู้ชาย ซึ่งได้ฝึกฝนมาจึงมีมาตรฐานจึงขอรับค่าจ้างอย่างต่ำสุด 5000 บาทต่อเดือน กินอยู่กับเจ้าของบ้าน

เราจ้างมาหนึ่งคน เธอก็มีความรู้ในการดูแลผู้ป่วยสูงอายุดีแต่ สาวๆก็คือสาวๆ ย่อมมีการติดต่อสื่อสารกับคนรัก กับญาติพี่น้อง กับครอบครัวเขา และเรื่องราวของเธอเราก็รู้เพียงระดับหนึ่งเท่านั้น ลึกๆเธอเป็นคนเช่นไรนั้นเราตั้งสมมติฐานไว้แล้วก็ศึกษากันต่อไป

มีการเปลี่ยนแปลงผู้ดูแลผู้สูงอายุ ถึงสามคนใน 1 ปี ส่วนใหญ่เธอก็อ้างว่า กลับไปทำงานที่บ้าน คนใหม่มาก็ต้องศึกษากันใหม่ ทำความเข้าใจกันใหม่ ในที่สุดเราเปลี่ยนผู้ดูแลเป็นคนที่ 5 และเราจ้างเธอมา 2 คนที่เป็นพี่น้องกัน และเธอกำลังเรียนหนังสือ เธอบริหารเวลาเรียน ดูแลผู้ป่วยกลางวันหนึ่งคน กลางคืนหนึ่งคน เธอเป็นสาวชาวบ้านที่หน้าตาซื่อๆ ตรงๆ เงียบๆ เก็บตัวไม่เหมือนสาวๆคนอื่นๆที่รักสวย งาม และพยายามหาเวลาเพื่อตัวเองมากขึ้น แต่เธอสองคนนี้ไม่ มีแต่เรียนหนังสือกับทำงานดูแลผู้สูงอายุ เราเองพึงพอใจมาก เราเลี้ยงเธอเหมือนลูกสาว ทั้งๆที่เธอเป็นลูกจ้างมาดูแลแม่ และเธอก็ปฏิบัติกับเราเหมือนญาติผู้ใหญ่ เธอเรียนเราว่า ลุง ป้า

ต่างกันลิบลับในเรื่องการดูแลผู้สูงอายุของคนในสังคมสมัยนี้กับสังคมเก่า ครอบครัวเราส่งคุณแม่ไปเป็นคนไข้ประจำกับคุณหมอที่เรารู้จักครอบครัวคุณหมอดีเพราะสามีคุณหมอเรียนจบจากสถาบันเดียวกัน และรู้จักกันมาก่อนแม้จะไม่สนิทสนมแต่ก็เคารพนับถือกัน และให้ความเป็นกันเอง ต้นทุนแบบนี้มีส่วนช่วยมากในการขอรับคำแนะนำพิเศษต่างๆ

หากเราไม่อยู่บ้านทั้งสองคน ผู้ดูแลคุณแม่สามารถยกหูโทรศัพท์ตามรถพยาบาลมารับไปโรงพยาบาลได้ทันที และคุณหมอ หรือโรงพยาบาลก็อำนวยความสะดวกให้เต็มที่เพราะเป็นคนไข้ประจำนานนับ 10 ปี นี่คือความสะดวกของสังคมใหม่ แต่ทั้งหมดนี้คือ คุณต้องมีงบประมาณใช้จ่ายในความสะดวกเหล่านี้ และค่าใช้จ่ายเกี่ยวกับสุขภาพนั้น แพง(หากพึ่งพิงระบบเอกชน)…ต่อรองไม่ได้ เสียด้วย..

ผมสรุปว่า

  • ผู้สูงอายุหนึ่งคน คนดูแลเพียงหนึ่งคนไม่เพียงพอ ต้องสองคน
  • การดูแลผู้สูงอายุที่เจ็บป่วยเรื้อรัง คุณต้องมีงบประมาณมากเพียงพอในระบบเอกชน

ผู้ดูแลต้องผ่านการฝึกอบรมการดูแลผู้ป่วยสูงอายุ


ครอบครัวสังคมไทยโบราณเหมาะกับสังคม สว.

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 30 พฤษภาคม 2011 เวลา 11:13 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #

บันทึกต่อไปนี้เป็นการรวบรวมประสบการณ์ส่วนตัวของตัวเองและครอบครัวเกี่ยวกับชีวิตบั้นปลาย ในฐานะที่เราเป็น สว.ก็อยากจะขีดเขียนมุมของตัวเอง

เราเรียนรู้กันมานานแล้วว่าครอบครัวของสังคมไทย หรือสังคมตะวันออกก็ว่าได้ เป็นครอบครัวใหญ่ ครอบครัวขยาย เกาะกลุ่มกันเหนียวแน่น ทั้งในด้านที่อยู่อาศัย วัฒนธรรมประเพณี ความเชื่อ และสภาพสังคม เศรษฐกิจ มันเอื้อให้สังคมออกแบบมาเป็นเช่นนั้น คือ ในครอบครัวหนึ่งมีสามชั่วคนอาศัยร่วมกันในบ้านหลังเดียวกัน หรือชิดติดกัน หรือไม่ห่างจากกัน หรืออยู่ในหมู่บ้านเดียวกัน สามชั่วคน นั้น ชั้นที่ 1 คือ ปู่ ย่า / ตายาย ชั้นที่ 2 คือ พ่อ แม่ ชั้นที่ 3 คือ ลูก

แต่หลายครอบครัวก็มีมากกว่า 3 ชั่วคน เพราะมีหลานและแหลนอีก ครอบครัวแต่ก่อนจึงอบอุ่น จนมีคำกล่าวว่า “เสียงเด็กร้องไห้ เสียงไอคนแก่” เป็นสภาพสะท้อนสังคมสามชั่วคนที่มาอยู่ร่วมกัน ใกล้ชิดกัน เมื่อวิเคราะห์ลงไปเห็นว่าเหมาะสมกับลักษณะเศรษฐกิจที่มีฐานการเกษตรกรรมเป็นหลัก เพราะต้องการแรงงานในการช่วยกันทำการเกษตรซึ่งแรงงานเป็นปัจจัยหลัก ครอบครัวสมัยนั้นจึงต้องการมีลูกหลายคน แถบภาคกลางผมนั้นคุ้นเคยกับครอบครัวที่มีเด็กมากครอบครัวที่มีลูกน้อยที่สุดคือ 3 คน ส่วนใหญ่ 5-7 คน พอจบ ป. 4 ก็ออกจากโรงเรียนไปช่วยครอบครัวทำนากันทั้งนั้น

ครอบครัวแบบนี้อบอุ่น และเหนียวแน่น เพราะความเป็นญาติพี่น้อง เมื่อครอบครัวไหนมีเด็กเล็กก็จะมีพี่พี่ช่วยดูแลแทนพ่อแม่ที่ต้องไปใช้แรงงานทำมาหากิน ครอบครัวไหนมีคนเฒ่าคนแก่เจ็บป่วย ผู้ใหญ่ก็จะแบ่งญาติพี่น้องมาช่วยดูแล อาศัยหมอพื้นบ้าน ต้มยาสมุนไพร โบก พัดวีให้ นวดตัวนวดแขนขาให้ เช็ดเนื้อเช็ดตัวให้ หาข้าวปลาอาหารให้… โดยแรงงานการเกษตรแม้จะขาดไปสักคนสองคนก็มีญาติพี่น้องทดแทนให้

เด็กๆจะวนเวียนอยู่กับผู้ใหญ่ เห็น เรียนรู้โดยไม่ต้องเข้าห้องสอน ผู้ใหญ่ก็จะบอกกลบ่าวสั่งสอน ให้เหตุให้ผล ว่ากล่าวตักเตือน จนถึงตีก้นหากดื้อดึง

ผมเติบโตใสจากสภาพสังคมแบบนี้จริงๆ ผมมีปู่ ย่า ตายาย อา น้า พี่ๆ ญาติพี่น้องเต็มไปหมด นับกันไม่หวาดไม่ไหว ผู้ใหญ่ก็จะแนะนำให้กราบไหว้ ลุง ป้า น้า อา ท่านนั้น ท่านนี้..บางทีท่านเหล่านั้นก็เรียกไปกอด จูบ ให้ขนม ให้เศษสตางค์

สังคมแบบนี้คือประสบการณ์ผมเมื่อยุคก่อน 2500 หรือไม่เกิน 2510

ผู้เฒ่าผู้แก่เมื่อเจ็บป่วยก็มีลูกหลานดูแลไม่ขาด ใครอยู่บ้านเหนือบ้านใต้รู้ข่าวก็มากัน ลูกๆ หลานๆออกเรือนไปอยู่ไหนก็หาเวลาแวะเวียนมาเยี่ยมเยือนกัน หาส้มสูกลูกไม้ ติดไม้ติดมือมา มาบีบมานวดให้พ่อใหญ่แม่ใหญ่กัน

อบอุ่นจะตาย คนเฒ่าคนแก่ที่เจ็บป่วยก็ชื่นใจ ลูกหลานมาเยี่ยม พี่ป้าน้าอามาเยี่ยมกัน พูดคุยกัน ถามไถ่หากัน

หลังการพัฒนาสังคมให้ก้าวไปสู่ความก้าวหน้า ทันสมัย ลูกหลานเลิกทำนา มุ่งหน้าไปหาความรู้ในห้อง จบออกไปก็ไม่ได้อยู่บ้าน แยกกันไปคนละทิศละทาง มุ่งแสวงหายศถาบรรดาศักดิ์เอามาคุยโอ้อวดกัน(ในที) ไอ้คนนั้น จบ ป.โท ป.เอกที่นั่น ที่นี่ อีคนนี้ได้ทุนไปเรียนเมืองนอก ไอ้คนโน้นเงินเดือนมันเป็นแสน….

แต่ผู้เฒ่าแม่เฒ่าเหงาหงอย ยิ่งยามล้มป่วย แทนที่จะมีลูกหลาน พี่น้องมาดูแลใกล้ชิด นี่ใครก็ไม่รู้มาใส่ชุดขาวๆมาดูแลให้ อธิบายว่า เป็นการดูแลรักษาตามวิทยาการสมัยใหม่ เป็นการจัดระบบใหม่ทางสังคม ลูกหลานกว่าจะปลีกตัวมาได้ ก็มาแบบรีบมารีบไป..ยังไม่ทันหายคิดถึงเลย ลูกคนนั้นต้องไปรับผิดชอบเรื่องนั้นเรื่องนี้ ทิ้งให้แม่ที่ป่วยไข้ให้คนอื่นมาดูแลแทน โดยลูกหลายทิ้งเงินไว้ให้จัดจ้างใครก็ไม่รู้มาดูแล

แม้จะถูกหลักอนามัย เป็นไปตามวิชาการสมัยใหม่ แต่จิตใจไม่ได้เลย เหงาเหลือเกิน จะเยี่ยมก็มีเวลาเยี่ยม วันๆมีเพียงไม่กี่ชั่วโมงที่ลูกหลานจะมานั่งจับขอบเตียงดูแม่ทำตาปริบๆ บีบจับอะไรมากก็ไม่ได้….

…อือ….สักวันหนึ่งผมและท่านๆ ก็คงจะอยู่ในสภาพนั้น



Main: 0.16349792480469 sec
Sidebar: 0.078802108764648 sec