เดินทางไปรวมญาติ

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มกราคม 9, 2009 เวลา 21:54 ในหมวดหมู่ เรื่องของชีวิต #
อ่าน: 1646

สมัยแม่(ยาย)ท่านยังมีชีวิตอยู่ ลูกๆของท่านผลัดกันมาเยี่ยมบ่อยๆ คนโน้นบ้าง คนนี้บ้างตามเงื่อนไขตามโอกาสของพี่พี่แต่ละคน บางคราวก็มาพร้อมๆกันจนเต็มบ้าน ดูอบอุ่นมาก เราสนิทสนมกันจนจะมาจะไปไม่ต้องบอกกัน สะดวกเมื่อไหร่ก็ทันที

ครอบครัวทางคนข้างกายผมเป็นครอบครัวใหญ่ มีพี่น้อง 8 คน หญิงสามชายห้า คนข้างกายผมเป็นคนสุดท้อง จึงเดาได้ว่าพี่คนโตสุดอายุปาเข้าไปเท่าไหร่แล้ว..ทั้งหมดยังอยู่กันครบถ้วน..

คนใต้เสียดัง รวมญาติกันทีบ้านแทบแตก ทั้งเสียงคุยกันทั้งหัวเราะ โอยสนุกซะไม่เมี๊ยะ หากพบกันต้องไปนั่งหลังบ้าน เกรงใจบ้านอื่นเขาที่เราเสียงดัง (ห้า ห้า) คนใต้ที่ตรังและเป็นคนเชื้อสายจีนนั้นกินเก่ง สรรหาของกินดีดีกินกันไปคุยกันไป อบอุ่นครับ

เมื่อคุณแม่เสียชีวิตไปแล้ว เริ่มห่างเหินไปเพราะแต่ละคนก็มีภารกิจรัดตัวกันทั้งนั้น แต่ละคนก็มีหน้าที่การงานกว่าจะปลีกตัวมาพบกันได้ก็ไม่ง่ายที่จะพร้อมหน้ากัน ส่วนมากแต่ก่อนก็จะไปเช็งเม้งกันทุกปีที่ตรัง เมื่อแม่ขึ้นมาอยู่กับลูกสาวคนสุดท้อง ก็ปล่อยให้พี่สาวคนโตทำหน้าที่เช็งเม้งไปแทน สมัยแม่ยังแข็งแรงก็ทำพิธีที่บ้านขอนแก่น สอนให้ผมทำพิธีไหว้เจ้า..

มาวันนี้คนข้างกายบอกว่าอยากรวมญาติเสียทีหลังแม่จากไปก็ไม่ได้พบหน้ากันเลย จะนัดช่วงปีใหม่ก็มีคนเดินทางกันมากมาย หลบหลีกดีกว่า ก็เลยนัดกันในวันพรุ่งนี้ ที่เขื่อนภูมิพลจังหวัดตาก.. พี่ชายคนที่เป็น ผอ.โรงสูบน้ำประปาสามเสน กรุงเทพฯ มีเพื่อนเป็น ผอ.เขื่อนภูมิพลเลยจะไปเรือนพักรับรองที่นั่นพบปะนอนกินกันสักสองวัน มีพี่พี่ขึ้นมาจากตรังด้วย ที่ไปเขื่อนตากเพราะมีพี่คนรองอดีตนายช่างหัวหน้าแขวงกรมทางหลวงสร้างบ้านอยู่ที่กำแพงเพชร และเดินทางไปไหนไกลๆไม่สะดวก เราก็เลยไปหาซะ..

ผมกางแผนที่แล้วจะถือโอกาสย้อนรอยเส้นทางที่เคยใช้เมื่อสมัยทำงานองค์การ Save the Children (USA) ที่นครสวรรค์ เพื่อดูว่าบ้านเมืองบนเส้นทางนี้เปลี่ยนแปลงไปอย่างไรบ้าง อยากจะเอาลูกขวัญไปด้วย เธอก็ติดธุระเรื่องการซ้อมรับปริญญาที่ ABAC ต้องส่งเธอเข้ากรุงเทพฯ แล้วเราก็เดินทางไปสองคนตายาย อิอิ..

เส้นทางนี้ผมใช้มา 5 ปี ตื่นนอนตี 2 ออกจากขอนแก่นขับเจ้า Volvo 740 เก่าๆ เบ่อเริ่มเทิ่มคันโปรดไปคนเดียว สว่างที่บึงสามพัน นครสวรรค์ กว่าจะถึงตัวเมืองปากน้ำโพก็ได้เวลาทำงานพอดี

สมัยนั้นก็ได้เห็นชีวิตกลางคืนที่น่าสนใจ คือพวกรถพุ่มพวง คือชาวบ้านที่มีอาชีพค้าขาย โดยใช้รถมอเตอร์ไซด์ตกแต่งสำหรับบรรทุกของกินเยอะๆ วิ่งเป็นแถวยาวไปจ่ายตลาดที่มัญจาคีรี และตัวเมืองชัยภูมิ แล้วก็ออกไปขายตามหมู่บ้านในขนบท รายได้ดีครับ ผมถามเขาบอกว่าเฉลี่ยวันละประมาณ 500-700 บาท สุทธิ …

เห็นชีวิตคนเดินทางกลางคืนก่อนสว่าง รวมทั้งชาวบ้าน เด็กนักเรียนตอนเช้าๆ และรถสินค้าต่างๆ เย็นวันศุกร์ก็กลับบ้านขอนแก่น กว่าจะมาถึงก็ 3-4 ทุ่ม เช้ามืดวันจันทร์ก็ไปนครสวรรค์ เมื่อย้ายเข้าสำนักงานใหญ่กรุงเทพฯที่ซอยนวลจันทร์ ก็ทำเช่นนี้ เย็นวันศุกร์ออกจากกรุงเทพฯ ตีสองเช้าวันจันทร์ก็เดินทางออกจากขอนแก่นเข้ากรุงเทพฯ ไปอยู่มุกดาหารก็เช่นกัน แต่สบายขึ้นหน่อยเพราะไม่ต้องแหกขี้ตาแต่ตีสอง ตื่นเมื่อไหร่ก็ไปเมื่อนั้น

ชีวิตผมเดินทางด้วยรถมานานนับสิบสิบปี หากนับไมล์แล้ว คงจะรอบโลกไปแล้ว อิอิ..


“ผลึก” Conductor หล่นที่ มข.4

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ มกราคม 9, 2009 เวลา 14:37 ในหมวดหมู่ เรื่องของชีวิต, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 1555

สังคมเราผิดพลาดที่ตรงไหน จึงทำให้เด็กมีลักษณะ คิดเองไม่เป็นคำอธิบายคงหลากหลายแต่ส่วนใหญ่คงไปลงที่ระบบการศึกษา บางคนก็ว่าเพราะครอบครัวอบรมมาไม่ดี บางคนไปไกลถึงว่าวัฒนธรรมสังคมของไทยเรามีส่วนทำให้เกิดเช่นนั้น

ผลึกของคอนอีกสำนวนหนึ่งคือ ให้อิสระทางความคิด ดีกว่าการสั่ง ภาพคร่าวๆที่ผมทราบคือ คอนต้องบริหารพนักงานในบริษัทที่มีมากถึง 200 คนเศษ โดยปกติคนเป็นนายนั้นก็ต้องใช้คำสั่งแก่พนักงานทั้งหลายเพื่อให้ปฏิบัติภารกิจตามที่ผู้บริหารสั่งเพื่อให้การเคลื่อนตัวขององค์กรเข้าสู่เป้าหมาย..

ความเข้าใจนี้ไม่ผิด แต่เป็นแบบเก่าแล้ว การบริหารสมัยใหม่นั้น ได้หยิบข้อบกพร่องจากอดีตมาแก้ไข และพบว่า การเปิดบรรยากาศแห่งความมีอิสระทางความคิดที่จะสร้างสรรค์ภารกิจออกมานั้น จะก่อให้เกิดการทำงานที่มีประสิทธิภาพ คุณภาพมากกว่าหลายเท่าตัวนัก

ปรัชญาบนพื้นฐานความคิดที่ว่า ให้อิสระทางความคิด ดีกว่าการสั่งมาจากความเชื่อว่า คนเราแต่ละนั้นมีศักยภาพภายใน เมื่อเราเชื่อเช่นนั้น เราก็เพียงให้โจทย์เขาไปแล้วเขาไปสร้างความสำเร็จเอง ซึ่งจะพบว่ามีเรื่องทึ่งเกิดขึ้นมากมาย เพราะ ศักยภาพของพนักงานที่เป็นพลังภายในของเขาถูกปลดปล่อยออกมา…. และมักพบว่ามีคุณค่าในหลายๆด้ายเหลือเกิน เช่น

  • พนักงานผู้คิดค้นและสร้างสรรค์งานชิ้นนั้นออกมานั้นมีความภูมิใจในงานชิ้นนั้น

  • ผู้บริหารได้พบเพชรงามในองค์กรมากขึ้น

  • พบว่างานที่สร้างสรรค์นั้นดีกว่าที่ผู้บริหารคิดไว้ตั้งแต่แรกอีก

  • ส่งผลสะเทือนไปถึงเพื่อนร่วมงานอื่นๆที่ต้องหันมาใช้ความคิดมากขึ้นกว่าการเพียงรอรับคำสั่ง

  • โดยรวมเกิดบรรยากาศที่ดี ที่สร้างสรรค์ เพราะพนักงานมีความผูกพันกับองค์กร เขารู้สึกว่าเขาเป็นส่วนหนึ่งของบริษัทและมีความสำคัญ ที่เราเรียกว่าเป็นหุ้นส่วน (Partnership)

  • องค์กรใดที่มีบรรยากาศเช่นนี้ มีผลกระทบในทางที่ดีในระยะยาวต่อเนื่องไป เพราะพนักงานจะไม่หยุดคิดสร้างสรรค์เมื่องานชิ้นนั้นจบลง เขาจะคิดต่อเนื่องต่อไปอีกในอนาคต โดยที่นายไม่ต้องสั่ง เขาจะคิดต่อไปโดยอัตโนมัติว่าจะพัฒนาสิ่งนั้นสิ่งนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไรได้อีก ..ฯลฯ…

นี่เป็นผลของการเข้าใจความเป็นมนุษย์ ศักยภาพของคน และการรู้จักบริหารจัดการที่เหมาะสม ก็จะได้ Output, Outcome จนถึง Impact ขององค์กรที่สุดยอดได้ไม่ยาก

แน่นอนครับองค์กรของเรามิอาจมีพนักงานที่มีศักยภาพซ่อนอยู่เต็มตัวไปทุกคน บางคนก็เล็ดลอดเข้ามาจากการ Screen ที่บกพร่อง หละหลวม โดยการสอบ สัมภาษณ์ และกระบวนการอื่นๆที่คัดพนักงานเข้ามา เมื่อผู้บริหารเห็นก็ต้องค้นหากระบวนการสร้างเขาขึ้นใหม่ ให้โอกาสเขาพัฒนาขึ้นมา ซึ่งมีหนทางมากมาย ทุกท่านก็แสวงหาสิ่งนี้อยู่แล้ว น้องคนดอย.. เฮียตุ๋ย…. เข้าใจเรื่องเหล่านี้ดี

เรื่อง ให้อิสระทางความคิด ดีกว่าการสั่งและความเชื่อขั้นพื้นฐานที่ว่า ..คนเราแต่ละนั้นมีศักยภาพภายใน ผมพบความจริงนี้ตั้งแต่ชาวบ้านไปจนถึงคนในทุกระดับ เช่นที่ พ่อบัวไล หรือสหายธีระ http://gotoknow.org/blog/dongluang/86222 พ่อแสน วงษ์กะโซ่ http://gotoknow.org/blog/dongluang/174821 และที่ http://gotoknow.org/blog/dongluang/171970

ไม่เชื่อท่านลองหันกลับไปพิจารณาดูคนในองค์กรของท่านซิ

มีศักยภาพซ่อนอยู่แน่ๆเลยครับ…



Main: 0.12311697006226 sec
Sidebar: 0.12994313240051 sec