เมื่อเฒ่าหัวงูมาดูงาน

อ่าน: 2157

วันศุกร์ที่ผ่านมามีโรงเรียนมัธยมแห่งหนึ่งมาขอเยี่ยมชมโรงเรียน นักเรียนแค่ 90 คน อาจารย์ 2 ท่าน เลี้ยงอาหาร ขนม น้ำ พาเยี่ยมชมการจัดการเรียนการสอน ห้องปฎิบัติการและการทำกิจกรรมต่าง ๆ มีผู้รับผิดชอบนำเสนอแต่ละส่วนอยู่แล้ว ไม่ยุ่งยากเลย

ครูปูมีหน้าที่คอยต้อนรับอาจารย์ผู้ใหญ่ที่มาด้วย บรรยายภาพรวมของการบริหารจัดการและตอบทุกคำถาม พาเยี่ยมชม ร่วมรับประทานอาหารเที่ยงด้วย มอบของที่ระลึก ร่วมถ่ายภาพเป็นที่ระลึกแล้วจัดรถไปส่ง เป็นอันเสร็จพิธี

ปัญหาที่เคยเจอสำหรับหน้าที่นี้คืออาจารย์ที่มาจากโรงเรียนรัฐ มักสงสัยในเรื่องวัยวุฒิของครูปูที่อาจดูไม่ค่อยเหมาะกับตำแหน่งนัก เพราะส่วนใหญ่ผู้บริหารมักมีวัยวุฒิระดับหนึ่งกันแล้ว

ไม่ใช่มีแต่อาวุธ (ปาก) เหมือนเรา ฮ่าๆๆ

ก็ไม่แน่ใจว่าคนที่ถามด้วยความสงสัยทั้งหมดนั้นจะได้คำตอบอะไรกลับไปบ้าง แต่ถ้าเรารู้ตัวแล้วว่าเราทำอะไรได้ก็ทำไปอย่างสุดความสามารถด้วยความบริสุทธิ์ใจก็คงไม่ต้องไปกังวลกับคำตอบในใจของใครต่อใครเขาหรอกเนอะ

(นี่ไงล่ะคะพี่เบิร์ดขา พวกศรัทธาจริต :P)

แต่ครั้งนี้ไม่เหมือนครั้งอื่นแฮะ

อาจารย์ผู้ชายที่รับหน้าที่นำนักเรียนมานั้นอายุน่าจะใกล้ 60 อยู่รอมมะร่อกลับทำให้เจ้าบ้านอย่างครูปูกระอักกระอ่วนได้ดีพิลึก

เริ่มด้วยสายตาหยาดเยิ้มตั้งแต่ตอนครูปูแนะนำตัว ถามย้ำแล้วย้ำอีกถึงอายุ ไล่ไปถึงประวัติส่วนตัวนู่นนี่นั่น อาการนั่งบิดไปมาหัวเราะร่วนแบบที่ครูปูก็ยังงง ๆ ว่า(มัน)จะขำอะไรกันนักหนา(วะ)

ต่อด้วยไม่ว่าจะพูดอะไรก็เลี้ยวลงไป present ตัวเอง ประวัติชีิวิตเสเพลเอย ความโสดซิงจริง ๆ นะจ๊ะเอย  (who cares?)

ไอ้เราก็ควบคุมอาการสุดฤทธิ์

อ๋อ.. เหรอคะ

อ๋อ.. ค่ะ

อืม ค่ะ

ยิ้มไปฝืนไปใจก็นึกถึง Focky ที่บ้านอยากจะเอามาฉีดพรมเหงือกเพื่อไม่ให้ริมฝีปากติดค้างอยู่บนนั้นตอนหุบยิ้มลงมาเสียเหลือเกิน :(

อยู่ดี ๆ พี่แกก็ควักสมุดจดโทรศัพท์ออกมา

รบกวนขอชื่อและเบอร์โทรทุกเบอร์ที่ท่านรองมีด้วยนะครับ”

จดเบอร์โทรของโรงเรียนและเบอร์มือถือให้ไปตามมารยาท เพื่อเป็นการให้เกียรติอาจารย์เขาจะได้สามารถติดต่อเราได้โดยตรงเผื่อมีโครงการความร่วมมืออื่นใดในอนาคต พอยื่นคืนให้ดันผลักกลับมาแล้วบอกว่า

ขอทุกเบอร์ที่มีเลยนะครับ”

เลยตอบไปว่า 2 หมายเลขนั้นเพียงพอที่จะติดต่อได้แล้ว

สิ่งที่ได้คือค้อนและเม้มปาก ยิ้มกรุ้มกริ่มใส่เหมือนเป็นเพื่อนเล่น

แหม ท่านรองนะท่านรองแค่นี้ก็หวงไปได้

(ฮึ่ม!!)

อย่านะปูเอ๊ย เย็นไว้ลูก เย็นไว้ เธอ รษก.อยู่นะ นี่ไม่ใช่เรื่องส่วนตัวอย่างเดียวนาเฟ๊ย

ต่อด้วยการพูดคุยที่เต็มไปด้วยเรื่องตลกโปกฮาแบบ 2 แง่ 3 ง่าม ครูปูก็ได้แต่วางหน้าเฉย ๆ ตอบเฉพาะเรื่องที่เป็นเรื่อง ก็จะให้ทำอย่างไรได้คนไม่มีมารยาทจะให้ไปอบรมกลางอากาศคงไม่ทันแก่เหตุแล้วล่ะค่ะ

รู้แล้วว่าความสนใจแกคงไม่ได้อยู่ที่เรื่องงานแล้วจึงขอตัวไปทำงานอื่นก่อน พอใกล้เวลาแล้วจึงกลับมาคุยต่อ

เคราะห์ซ้ำกรรมกระแทก!

พี่แกยังไม่ยอมหยุด

เจอทีท่าเฉย ๆ ของเราก็เลยเปลี่ยนกลยุทธ์เป็นการเกทับบลั๊ฟแหลกแทน

ดั๊น! ชวนคุยเรื่องการเมือง แถมยังมาชี้หน้าเราอีกนะ

“ได้ตามข่าวบ้างมั้ย ตามมั้ย ๆ ถ้าไม่รู้เรื่องเดี๋ยวจะเล่าให้ฟัง”

(แหม… พอไม่ friend ก็ enemy เลยนะหล่อน)

“อ๋อ เหรอคะ มันยังไงนะคะ อยากรู้อยู่เหมือนกันหล่ะค่ะ” (กร่อด…กร่อด…)

ว่าแล้วพี่แกก็แพล่มไปเรื่อย คดีความที่ดินหน่ะคนมันอิจฉาศาลมันก็ฮั้วกัน ไม่มีข้อมูลอะไรเลยอ้างคำเดียวว่าคนมันอิจฉา

พอถูกถามก็เปลี่ยนไปเรื่องนู้นเรื่องนี้

อาจารย์ผู้หญิงที่มาด้วยก็ซักแต่แกไม่ฟัง ไม่ตอบ เลี่ยงไปเรื่อย

อุณหภูมิคงกำลังได้ที่อาจารย์ผู้หญิงจึงต่อว่า ว่าพูดไม่รู้เรื่อง ตอบไม่ตรงคำถาม แถไปเรื่อย

(เห็นไหมคะ บอกแล้วว่าอย่าชวนคุยเรื่องการเมืองกันก็ไม่เชื่อ)

ไอ้เราก็ว่าจะไม่แล้วเชียวน้า… (อย่าไปเชื่อค่ะ อย่าไปเชื่อ) ทนไม่ไหวซักค้านแกเป็นระยะ ไล่ถามแกทีละเรื่องให้แกตอบแล้วถามเพื่อสรุป  

“ตกลงอาจารย์คิดว่านา_กในดวงใจของอาจารย์นี่ผิดไหมคะ ผิดไหมคะอาจารย์ต้องตอบคำถามนี้ก่อนค่ะ

“เอ่อ…มันก็ผิดนั่นแหละ แต่แหม…คนอื่นไม่เคยทำเหรอ ไม่เห็นไปจับคนอื่นบ้างล่ะ ถ้าปล่อยก็ต้องปล่อยทุกคนสิ”

งั้นจบค่ะอาจารย์ ขนาดอาจารย์ถือหางเขาอาจารย์ยังว่าเขาผิดแสดงว่าเรื่องความชอบความศรัทธามันก็เรื่องนึง เรื่องถูกเรื่องผิดก็ต้องว่าไปตามนั้น อาจารย์นี่เป็นคนที่มีความยุติธรรมมากเลย เห็นด้วยกับอาจารย์เลยค่ะ

แต่ประเด็นว่าคนอื่นไม่เคยทำเหรอ เราก็คงไปรู้ทุกเรื่องไม่ได้หรอกนะคะแต่เรากำลังคุยเรื่องคนนี้คนเดียว ไว้วันหลังหลักฐานใครโผล่มาอีกเราค่อยมาคุยกันใหม่ (คงจะมีวันนั้นหรอกนะยะ!)

ก็เอาเป็นเรื่อง ๆ ไปนะคะ ส่วนจะไปเหมารวมว่าไอ้ความผิดแบบนี้ใคร ๆ เขาก็ทำกันถ้าจับก็ต้องจับให้หมดถ้าไม่จับก็ไม่น่าไปถือโทษกับคนคนนี้เลย อันนี้ไม่ใช่แล้วมังคะ ทำผิดทำถูกไม่สำคัญขอให้เป็นสิ่งที่คนเขาทำกันเยอะๆ  ก็ถือว่าไม่เป็นไรเหรอคะ ?

ขโมยขึ้นบ้านอาจารย์แล้วตำรวจจับได้มันบอกว่าเพื่อนมันก็เคยขึ้นอีกหลังนึงแน่ะ ทำไมตำรวจไม่เห็นไปจับเพื่อนมันบ้างล่ะ อาจารย์จะให้ตำรวจปล่อยไอ้หมอนี่ไปทั้ง ๆ ที่มันยังถือข้าวของของอาจารย์อยู่โทนโท่เนี่ยะนะ ?

คนเป็นครูบาอาจารย์แบบเราคงต้องระวังความคิดแบบนี้มาก ๆ เหมือนกันนะคะเพราะมันอันตรายต่อการสร้างจิตสำนึกให้กับเด็ก ๆ

ไอ้ที่บ้านเมืองเรามันวุ่นวายอยู่นี่ก็เพราะคนในสังคมขาดจิตสำนึกกันแบบนี้แหละค่ะ

มันทำให้คนไม่รู้น้ำหนักกะไม่ถูก จะพูด จะคิด จะทำ จะวางตัว ไม่รู้แค่ไหนเหมาะ ไม่รู้เมื่อไหร่พอ มันกะผิดไปหมด

แล้วไอ้ที่น่ากลัวคือไม่รู้ตัวด้วยสิคะ ใครจะส่งสัญญาณอะไร ยังไงก็ไม่รู้เรื่อง ใครเขาจะบอกจะเตือนก็ไม่กล้าทำได้แค่วางเฉยกันไปรอให้รู้ตัวเอง

ขนาดเขาเฉยจนผิดสังเกตแล้วก็ยังไม่รู้ตัวอีก ไม่ฟังใคร ไม่เอ๊ะ ไม่เฉลียวใจ ไม่รู้จักสังเกต อันนี้นี่พาลให้เสียชื่อ เสียงาน เีสียความเคารพนับถือที่ตัวเองมีไปได้เลยนะคะ”

(อาจารย์ผู้หญิงยิ้มแก้มแทบปริ หลังจากนั่งฟังมานานเพราะเถียงอาจารย์ผู้ชายไม่ทัน)

“ใช่ๆๆ อย่างน้องพูดนี่ถูกเลย แหม พี่ยังไม่เคยเห็นใครอธิบายให้แกฟังได้อย่างนี้สักที รอมานานแล้วได้แต่ว่าแกว่าแถไปเรื่อย ข้าง ๆ คู ๆ แกก็ไม่เคยฟังใคร”

(หันไปทางอาจารย์ผู้ชาย)

เห็นมั้ยพี่หนูบอกพี่แล้วนะว่าต้องคุยกันแบบใช้เหตุใช้ผลแบบนี้ ที่พี่พูดมาไม่สมเหตุสมผลซักกะอย่าง ตอบอะไรก็ไม่เห็นจะได้ แล้วอย่ามาโกรธน้องเขาล่ะ พี่เป็นคนชวนน้องเค้าคุยเองนะ”

เอ่อ… พี่เบิร์ดขา  กรรมฐานที่ว่าตรงกับจริตหนูนี่  มันอะไรแล้วนะคะ สงสัยหนูคงต้องขอลาไปปฎิบัติใหม่อีกนานเลยล่ะค่ะ

ว่าแล้วอี่น้องก็คงจะต้องข๊อ…ลาาาาาา

เตร๊ง..เตรง…เตร่ง…เตร๊ง….

:(

Post to Facebook

« « Prev : หอมกลิ่นอดีต

Next : ศิษย์อกตัญญูหาว่าครู”ไม่มีน้ำยา” » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

14 ความคิดเห็น

  • #1 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 14:24

    แนะนำ ‘บาทาปะทะพักตร์ปัฏฐาน’ ครับ — อิอิ ล้อเล่น! ปัฏฐานคือความสัมพันธ์ที่เกี่ยวเนื่องอาศัยกันแห่งการกระทำทั้งหลาย บันทึกนี้ มันจริงๆ

    สติปัญญาของคน คงเป็นกรรมเก่า ส่วนมารยาท การวางตัวเป็นที่การอบรมเลี้ยงดูและสังคมแวดล้อม มาจนอายุปูนนี้แล้วยังไม่รู้ตัว ก็คงแก้ไขลำบาก ถ้าเขาไม่แก้ ใครจะไปแก้เขาก็ไม่ได้

    ผมติดใจสังคมรอบตัวเขา ถ้าหากว่าพฤติกรรมเยี่ยงนี้เป็นสิ่งที่รับไม่ได้ ทำไมจึงเพิกเฉยละเลย ไม่ส่งสัญญาณแรงๆ กลับไปให้เขารู้ตัว จะมาบอกว่าอยากสมานฉันท์จึงอดทนอดกลั้น ผมไม่เห็นด้วยหรอกนะครับ เป็นเพื่อนกันแบบไหน การทนไปเรื่อยๆ คือการยอมรับว่ากริยาอย่างนี้ทำได้ เห็นชอบด้วย คบคนเช่นไรก็เป็นคนเช่นนั้น มิตรแท้ มิตรเทียม

    อย่างนี้ ต้องเจอจานปูอายคีม

  • #2 จอมป่วน ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 16:04

    ชั่งเฒ่าหัวงูมัน  ยกเว้นจอมป่วนไว้คนนึงก็แล้วกันเพราะเป็นเฒ่าหัวพญานาค  อิอิ
    ต้องคิดเสียว่าเค้ามาสอบอารมณ์เรา………เ้ราได้อะไรจากเรื่องราวเหล่านี้ไหม ?  หมายถึงเรื่องที่ตัวเราเรียนรู้น่ะ  อิอิ

  • #3 rani ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 16:09

    ก๊ากกกกกกกก เจอเรื่องฮากว่านี้ก็เจอมาแล้วนะพี่ปู ตื้อกว่านี้ก็เจอมาแล้ว ตะแล๊ม ๆ ๆ ๆ

  • #4 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 17:07

    แห้วก็คิดมากไปได้
    คนสวยใครก็สนใจแหละ
    ที่ตาหวานเจอนั่น เขาเรียกเฒ่าหัวจิ้งเหลน
    ถ้าผู้หญิงตื้อผู้ชาย เขาเรียกเฒ่าหัวงี้๊ แคว๊กๆ

  • #5 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 19:33

    เฒ่าหัวงู เป็นโรคจิตประเภทหนึ่ง ช่างหัวงูมัน

  • #6 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 19:59

    โถ….ไม่ดูตาม้าตาเรือเอาซะเลยนิ….

    แถมยังไม่มีเทคนิคเอาซะเลย…

    สมแล้วที่ได้เบอร์ไปแค่สองเบอร์….อิอิ

  • #7 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 21:27

    หึหึหึ มั้ยล่ะ เกิดเป็นคนสวยก็เงี้ยะ ^ ^

    คนที่ราคะขึ้นหน้านั้นน่ารังเกียจจริง ๆ จ้ะ กะลิ้มกะเหลี่ยไม่เลือก คิดว่าเก๋ เท่ที่สามารถก้อร่อก้อติกนอกหน้าได้แบบสัตว์ตัวผู้ แต่แท้จริงแสดงให้เห็นถึงวุฒิภาวะ ความคิดและความไม่เหมาะในการเป็นผู้นำ ก็ขนาดชีวิตหรือใจของตัวเองยังไม่สามารถจัดการได้ เรื่องอื่นคงหวังยากนะจ๊ะ

    พี่เห็นดีกับการกระทำของน้องปูจ้ะ เหมาะสมและควรกับกาลเป็นอันมาก หนูเจริญสติไปด้วยตลอดเวลาอยู่แล้วนี่นา เพราะหนูรู้ตัว ไม่งั้นจะมีเย็นไว้ ๆ เหรอ ดังนั้นการกระทำจึงเหมาะสมกับเหตุไงจ๊ะ ไม่ใช่แค่มีศรัทธา แต่มีพุทธิ และคุมโทสะอยู่ แหมดีนะที่ไม่มีราคะไปด้วย กั่ก ๆ ๆ แต่บาทาปะทะพักตร์ปัฏฐานตามที่ป๋าหนูแนะก็น่าสนใจนะจ๊ะ เป็นแนวใหม่ที่น่าลองเหมือนกัน 5555

    น่าเศร้ากับความมืดมนที่เขาไม่รู้ตัวนะจ๊ะ แต่พี่ไม่เห็นด้วยกับการวางเฉยปล่อยให้ฟุ้งซ่านเพ้อฝันไปเอง ดังนั้นสิ่งที่น้องปูทำในการเบรคจึงชอบด้วยประการทั้งปวงจ้ะ 

    เมื่อวันศุกร์พี่ถามนิ่ม ๆ กับกลุ่ม-รักชาติฯไปเหมือนกันจ้ะ
    ต่อต้านเผด็จการอะไร ?  ตอบมาวกวนมาก ตั้งแต่ปฏิวัติ เผด็จการสภา ดูดสส. ครอบงำศาล 2 มาตรฐาน ฯลฯ พี่เลยถามต่อว่าแล้วการที่เคลื่อนไหวโดยบอกว่า”ต้องเชื่อผม”นั้น คืออะไร การที่เคยครอบงำสื่อทุกชนิดในมือเรียกว่าอะไร การกดดันให้ศาลตัดสินในสิ่งที่ต้องการมันยิ่งกว่า 2 มาตรฐานอีกเพราะไม่มีมาตรฐานเลย ก็แถออกไปที่รัฐธรรมนูญ พี่ถามต่อว่าในตอนเสนอชื่อนายกฯ เพื่อโหวตในสภา ฝ่ายที่ปฏิเสธรัฐธรรมนูญฉบับนี้ก็เสนอชื่อ พล.ต.อ.ประชา  พรหมนอก เข้าชิงชัย แต่แพ้โหวต   ถ้าชนะประชาเป็นนายก ฯ จะว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้มั้ย ?

    และยิงคำถามสุดท้ายว่าคิดว่าเขาผิดมั้ย  ได้คำตอบเดียวกันกับน้องปูเลยว่า ผิด แต่….คนอื่นก็ทำ ทำไมไม่โดน ฯลฯ

    นี่แหละจ้ะคนที่เหมือนกันย่อมเลือกอยู่ด้วยกันไง ^ ^

    ว่าแต่หนูได้อ-า-ย-ค-รี-ม แล้วหรือยัง

  • #8 sompornp ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 22:19

    ดีที่เป็นครูปู
    เป็นน้า มันตก(ใจตาย)ตั้งแต่ยกแรก และไม่ได้เบอร์โทรไปแล้ว
    อิอิอิ

    หมายเหตุ : เมื่อวานขึ้นแท๊กซี่ มานเปิดวิทยุ ขอให้ปิดไม่ปิด (แมร่ง….) ลงกลางทางเลย อิอิอิ

    หมายเหตุ 2 : ฝากขอโทษพระอาจารย์จอมป่วนด้วยค่ะ
    เอิ๊ก ๆ ๆ ๆ

  • #9 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 21 กุมภาพันธ 2010 เวลา 22:31

    ป๋าคร๊าบ…
    “บาทาปะทะพักตร์ปัฎฐาน” เกิดมาเพิ่งเคยได้ยินอ่ะค่ะ แต่ทำไมได้ยินปุ๊บก็มั่นใจเต็มร้อยว่าทำเป็นปั๊บเลยก็ไม่รู้นะคะ ฮ่าๆๆๆ 

    ป๋าถามตรงกับที่หนูสงสัยเลยค่ะ อายุก็ไม่น้อยแล้วคงไปนู่นนี่มามาก ถ้าทำอย่างนี้เป็นนิสัย
    (ซึ่งหนูไม่เชื่อว่าหนูจะซวยขนาดโดนเป็นรายแรกของแก หนูไม่เชื่อ!)
    ไม่เคยมีใคร หรืออะไรสะกิดเตือนให้แกรู้ตัวบ้างเลยเหรอ

    อาจารย์ผู้หญิงที่มาด้วยกัน ก็ทำหนูงงหน่อย ๆ เหมือนกัน คือทำไมแกไม่สะกิดเตือนกันบ้าง หรือช่วงที่เราแว่ปออกมาทำไมไม่ฉวยโอกาสติงกันเอง
    แกมาเป็นแขกในบ้านหนูนะ! 
    หรือเกรงใจกัน? 
    หรือเคารพอาวุโส?
    หรืออ่านอาการแบบนั้นไม่ออก?
    หง่ะ ในห้องรับรองนั้นม่ายช่ายเด็กกันซักคนเลยนา…
    อันนี้งงค่ะ
    จริง ๆ งงไปถึง ผอ.โรงเรียนที่เลือกแกมา งงครอบครัวลูกเมียไปนู่น
    เฮ้อ… งง!

    ตอบคำถามคุณหมอจอมป่วนค่ะ ว่าได้อะไรจากเรื่องนี้บ้าง
    1. เห็นผลที่เกิดขึ้นกับตัวเองเมื่อถูกกระทบ
    2. เห็นขีดความอดทนของตัวเอง
    3. เห็นความสำคัญของการสมดุลระหว่างบทบาทในหน้าที่กับสิ่งที่อยากทำ (คือเห็นว่าไอ้บทบาทตามหน้าที่ตอนนั้นหน่ะมันไม่ค่อยจะสำคัญ ก็เลยเลือกทำไอ้ที่อยากทำก่อนอ่ะค่ะ ฮ่าๆๆๆ…)
    4. เห็นว่าคนเป็นองค์ประกอบของอะไรตั้งหลาย ๆ อย่าง มันก็เป็นเช่นที่มันถูกประสมมานั่นแหล่ะ น้ำหน้าอย่างเราเนี่ยะนะ จะไปเปลี่ยนเขาได้
    5. กำลังคิดว่าแล้วทำไปทำไมฟะตรู กร๊ากกกก…
    ฯลฯ

    ไอ้เรื่องตื๊อนี่ ไม่รู้ใครคิดยังไงนะราณีนะ แต่โดยส่วนตัวไม่ค่อยเข้าใจเลยว่าทำไปทำไม
    จะเผยไต๋เรื่องแบบนี้ มันต้องไว้เชิงหน่อยหรือเปล่าหว่า ทั้งผู้หญิงผู้ชายนั่นแหล่ะ
    ใคร่ครวญก่อนสักนิด ว่าเขามีแนวโน้มชอบตอบเราอยู่บ้างหรือเปล่า เรื่องแบบนี้มันต้องตบมือสองข้างเนอะ ตบอยู่ข้างเดียว ตบกับอะไร ทำท่าแบบไหน นึกไม่ออก

    (หรือสมัยนี้ยังมีการครอบถุงชนโป๊กกันอยู่อีกเหรอ?)

    แล้วไม่ใช่อยู่ดี ๆ จะทะลึ่งมาคิดนู่นนี่กันได้เสียหน่อย
    ใจคอจะไม่สำรวจจริตกันก่อนเลยเหรอ?
    พูดคุยกันถูกคอไหม?
    พื้นฐานจิตใจ วิธีคิด วิธีใช้ชีวิต
    ไม่สนใจ lifestyle กันเลย?
    ไม่สำรวจหา something in common with?
    ไม่ลองทำ check list ดูก่อนเหรอว่าพอจะไปกันได้่ไหม?
    โอ๊ย… เก้ารอเก้ารอเก้า แล้วรออีก เก้าร้อยเก้าสิบเก้าเลยนะนั่น ฯลฯ…

    ถ้าถูกจริตกัน ค่อยสานสัมพันธ์กันต่อ ประมาณว่าไว้เห็นแสงสว่างที่ปลายอุโมงค์บ้าง แล้วค่อยลุยไม่ดีเร๊อะ ไม่เห็นแววอะไรเลยแล้วจะตื๊อทำไม(วะ) อายเขาด้วยนั่น ศักดิ์ศรีก็ไม่มี เหมือนของถูกเร่ขายยังไงก็ไม่รู้

    วุ๊ยส์! พูดไปถึงไหนเนี่ยเรา!
    ว่าแล้วก็ยังคงงงต่อไป

    ท่าทางหนูจะคิดมากไปจริงด้วยหล่ะค่ะพ่อ บ่นเป็นคนแก่อยากหมากเลยเรา แฮ่ๆ
    แต่แหม พ่อบอกหนูว่าอย่าคิดมาก แต่วันที่เกิดเหตุหนูโทรไปเล่าให้พ่อฟัง ทำไมพ่อถึงแนะนำให้หนูไล่มันไปเลยล่ะค่ะ เห็นบอกว่าไปทนทำไม เสียเวลา เสียสมอง ไม่มีราคา สงสัยจะไม่ให้คิดมาก แต่ให้จัดการไปเลยใช่ไหมคะพ่อขา :P

  • #10 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 7:37

    ตอนแรกก็กะจะช่างมันอยู่แล้วล่ะค่ะพี่บางทราย แต่คิดไปคิดมา เฮ๊ย นี่ขนาดแกมาเป็นแขก (หมายถึงผู้มาเยือนไม่ได้หมายถึงราณีนะ เหอ เหอ) แล้วเพิ่งเจอกันครั้งแรกด้วย แกยังขนาดนี้ แล้วงี๊มิทำไปทั่วแล้วเหรอเนี่ยะ

    ก็ไม่ได้คาดหวังขนาดว่าแกจะหายขาดหรอกนะคะ แต่อย่างน้อยก็ส่งสัญญาณแรง ๆ บอกแกไปหน่อยนึงแล้วกัน ว่าไอ้อาการแบบนั้นหน่ะ มีบางที่บางสังคมที่เขาไม่ต้อนรับนาเฟ๊ย

    ผลมันจะเป็นยังไงก็ไม่ค่อยสนใจเท่าไหร่แล้วล่ะค่ะ ทำไปแล้ว คนแบบหนูให้ตัดสินใจอีกทีก็คงทำเหมือนเดิมล่ะค่ะ

    เฮ้อ ไม๊ล่ะค่ะ พวกหัวดื้อแบบเนี๊ยะ อิอิ

  • #11 สาวตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 8:09

    สงสัยเป็นคนที่ถูกสร้้างมาแบบหล่อเลี้ยงด้วยสัญชาตญาณดิบ แล้วเมื่อทำอะไรลงไปตามสัญชาตญาณดิบนั้นจึงมีคนเห็นตัวตนของเขาทุกครั้งไปมั๊ง  พฤติกรรมอย่างที่น้องปูเล่าจึงยังอยู่ไม่เคยหายไป 

    คราวนี้ได้เรียนวิธีประคองสติเนอะ 

    ลองใคร่ครวญตัวเองดูหน่อยจี๊ดหรือเปล่าเวลาเห็นคนเจ้าชู้แบบนี้อ่ะ

  • #12 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 8:11

    อุ๊ยคะ เรื่องเบอร์โทรนี่ หนูแจกหมดแหล่ะค่ะ ทั้งเด็กทั้งผู้ปกครอง ตั้งแต่วันประชุมปฐมนิเทศ นศ.ใหม่ เอาขึ้นจอในหอประชุมเลยล่ะค่ะ เป็นการยืนยันการให้การดูแลและบริการทุำกด้านของโรงเรียนตลอดเวลาที่เค้าศึกษาอยู่ค่ะ เรียกว่าคิดอะไรไม่ออก กดมาเบอร์เดียว one stop service เลย ว่างั๊น

    รวมถึงพวกองค์กร หน่วยงาน ร้านรวงต่าง ๆ ที่เคยไปติดต่อด้วย สิทธิมันอยู่ที่เราจะรับหรือไม่รับ สามารถขีดเส้นความเป็นส่วนตัวได้อยู่แล้วค่ะ ไม่กลัวเลยเรื่องนั้น

    เคยมีปัญหาจากการแจกเบอร์โทรอยู่ครั้งนึงค่ะ เมื่อปีที่แล้วนี่เอง นายทหารยศพันโทท่านหนึ่ง ที่เคยไปประสานเรื่องค่ายฝึก นศ.ไว้ (ค่ายไหนไม่บอก หุ หุ) พอประสานเสร็จแล้ว ก็โทรมาคุยเรื่องนู๊นเรื่องนี้ตลอด หนักเข้าก็ชัก “แหม ไม่คุยกันหลายวัน คิดถึงจัง” 

    เอาแล้วไง อะไรยะหล่อน ถึงขั้นคิดถึงเลยเหรอ  ฉันก็คิดถึงเธอเหมือนกันนะ แต่คิดว่า จะขนเด็กไปไงดี เที่ยวแรกเท่าไหร่ เที่ยวหลังเท่าไหร่ ฝนจะตกไม๊ เด็กคนไหนมีโรคประจำตัวอะไร จะจัดการยังไงกับผู้ปกครองที่ไม่ยอมให้ลูกเข้าโปรแกรมฝึกดี อาหารน้ำท่า สะอาดดีไม๊ เรือนนอนที่ค่ายเป็นอย่างไร ระบบการดูแลเวรยามรัดกุมดีไหม หากเกิดเหตุฉุกเฉินขึ้น ระบบการประสานความช่วยเหลือเป็นอย่างไร ทางค่ายคิด คชจ.เท่าไหร่ ฯลฯ

    นี่ไงยะ เรื่องที่ฉันคิดถึงเธอ :(

    หนักเข้าชักโทรมาถี่ ไอ้เราก็อุตส่าห์ start พูดจากันไว้ดี ๆ จะเบรกให้หัวทิ่ม ก็นะ เลยยืมมืออาจารย์ผู้ใหญ่ท่านหนึ่งเป็นอาจารย์สอนภาษาไทย อายุ 50 กว่าแล้ว นั่งเล่าสถานการณ์ให้แกฟัง แล้วเตี๊ยมให้แกพูดอย่างที่ต้องการ พอผู้พันท่านนั้นโทรมาอีกตามคาด อาจารย์ท่านนี้ก็รับสายแทนครูปู แล้วบอกว่าครูปูติดประชุม มีอะไรฝากบอกไว้ได้ ผู้พันท่านนั้นก็บอกไม่เป็นไรเดี๋ยวโทรมาใหม่ อาจารย์ท่านนี้ก็บอก

    “ไม่ได้ค่ะ คุณต้องบอกเดี๋ยวนี้ เพราะดิฉันเห็นเบอร์คุณเนี่ยะ โทรมาตั้งหลายครั้ง ทั้ง missed call ด้วย คุณต้องมีธุระสำคัญสิคะ อาจารย์ปูหน่ะท่านงานยุ่งจะแย่ ท่านไม่มีเวลามาคุยเรื่อยเปื่อยไร้สาระกับใคร ๆ หรอกนะคะ ดิฉันว่าคุณโทรมารบกวนอาจารย์ปูแกถี่ขนาดนี้ แล้วบอกไม่มีอะไรนี่ มันไม่ค่อยเหมาะนะคะ”

    “ครับ ขอประทานโทษแล้วกันครับ สวัสดีครับ”

    แกร่ก!

    จบข่าว

    wow!

    :P

  • #13 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 9:36

    หนูล่ะอยากจับแกมาทำแบบสอบถามเรื่องจริตทั้ง 6 นี่จังค่ะ คะแนนราคะจริตจะพุ่งปรี๊ดอย่างพี่เบิร์ดว่าหรือเปล่านะ หรือว่าแค่คนองปาก? หรือว่าตื่นพื้นที่? หรือว่าแค่อยากทำให้ขำ ๆ แต่หนูดันไม่ขำด้วย?

    แต่ก็อย่างที่อุ๊ยว่าล่ะค่ะ  แหม คนเรามันก็มีกันครบทุกจริตแหล่ะเนอะ แต่ทำไม๊ ไม่ดูตาม้าตาเรือ ไม่มีเทคนิคเอาซะเล๊ยช่ะ โจ๋งครึ่มซะ
    แล้วคิดได้ยังไงว่าวิธีการอย่างนั้นเหมาะกับคนอย่างเรา
    ดูถูกกันชัด ๆ เลยนี่หว่า

    นี่หนูยังมานั่งถามตัวเองต่ออีกนะคะ นี่ถ้าแกหนุ่มซะหน่อย หล่อซักนิด ดูดีอีกหน่อย หนูจะยังตอกแกแบบนี้หรือเปล่าว๊า
    คำตอบคือ “ตอกแง๋ ๆ เลยค่ะ” กร๊ากกกก…

    ก็มันไม่ได้เกี่ยวกับว่าเป็นใคร รูปลักษณ์อะไรเลยนี่นา แต่มันเกี่ยวกับสถานการณ์และวิธีการที่แกแสดงออกมากกว่า แกไม่ได้ให้เกียรติใคร ก็ไม่ควรได้รับเกียรติอะไรมากมายนัก ก็แล้วแต่ว่าใครจะอั้นกันไว้ได้ขนาดไหนอ่ะค่ะ แต่หนูอั้นได้แค่นี้หล่ะค่ะสำหรับคนแบบนี้

    ไอ้แบบนี้นี่ใส่เปลือกแบบไหนมา หนูก็ว่าสมควรโดนอ่ะค่ะ

    แต่ “บาทาปะทะพักตร์ปัฎฐาน” ของป๋านี่เอาไว้ท้าย ๆ นู่นนนนเลยแล้วกันค่ะ แต่ไม่ใช่ไม่มีนะคะ เคยมีกรณีรุนแรงถึงขั้นให้ รปภ.มาหิ้วปีกผู้ปกครองที่ก้าวร้าวออกไปเหมือนกันค่ะ

    ทุกวันนี้สถานศึกษา ก็ไม่ต่างจาก สน.เลยล่ะค่ะ มีทุกกรณี ทุกรูปแบบ ผู้ปกครองมาร้องไห้ร้องห่ม มาชี้หน้าด่าครู มาตบตี มาบีบบังคับจะเอาให้ได้ดั่งใจที่ลูกต้องการ  ครูต้องสมดุลการระงับกรณีข้อพิพาทต่าง ๆ ไม่ใช่แค่ให้หยุดได้นะคะ แต่ทุกคนต้องได้บทเรียนและได้แนวทางที่จะไปต่อจากนี้ด้วย ต้องบอกให้ชัดว่าเราต้องการการเปลี่ยนแปลงอะไรจากตัวเด็ก ต้องการความร่วมมือในระดับไหนจากผู้ปกครอง และโรงเรียนจะมีแนวทางป้องกันและพัฒนาเรื่องนี้ให้ดีขึ้นได้อย่างไร

    ถ้าได้ไม่ครบไปต่อไม่ได้ค่ะ

    ถ้ารู้ตัวว่าครูบาอาจารย์สั่งสอนไม่ได้แล้ว ไม่มีผล ผู้ปกครองไม่เล่นด้วย กลับสอนไปอีกแบบ ยุไปอีกทาง จะไปสอนกันได้ยังไง เราก็จะส่งมอบการดูแลคืนให้ผู้ปกครองไปดูแลอบรมเอง หรือไม่ก็ต้องเลือกสถานศึกษาใหม่ที่เขารับเงื่อนไขแบบนั้นได้ ที่ไม่ใช่เรา

    เห็นไม๊คะ สวยแล้วหยิ่งกันทั้งแก๊งค์เลย อิอิ

    อ-า-ย-ค-รี-ม นะ แม๊………เมื่อวานเกือบจะได้อยู่แล้วเชียว แต่มีบางคนหากุญแจรถไม่เจอ หนูเลยกะว่าจะซื้อแปะก๊วยส่งไปให้ตัดหน้าก่อนเลย แต่ก็ไม่รู้จะส่งยังไงอ่ะ ฮี่ๆ (ย๊อเย่นน่า…)

  • #14 krupu ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2010 เวลา 11:05

    แหม วันศุกร์ที่ 19 ก.พ.หน่ะ น้าออกจะสวยซึ้งวี๊ดวิ่วออกอย่างนั้น (ได้ข่าวว่าถึงขั้นซีทรูเลยเหรอคะ ฮิ๊ว….) แท็กซี่คันไหนมันจะอดใจ (ไม่บริการ) ได้ล่ะคะ สวยเลือกได้ก็งี๊แหล่ะค่ะ เหอ เหอ
    ส่วนไอ้เรื่องเบอร์โทรหนูนี่ ถ้าอาจารย์ท่านนั้นแกกล้าโทรมาก็เจอกันค่ะ ไม่มีอะไรมาก :)

    จี๊ดดิ่คะ พี่หมอเจ๊ขา ไม่จี๊ดหนูคงจะอั้นต่อไปจนตลอดรอดฝั่งได้แล้วมังคะ รู้ตัวตลอดนะคะว่าต้องเป็นเจ้าบ้านแทนผู้ใหญ่ ยังอดตอกเค้าไปไม่ได้เลย นี่ขนาดคิดแล้วคิดอีกนะคะ แต่ยังไงก็เลือกทำอย่างนี้อยู่ดีล่ะค่ะ แฮ่ๆ

    แล้วถ้าเป็นมวยวัดเจอกันตัวต่อตัวหัวโขนไม่เกี่ยว ไม่รู้หนูจะขนาดไหนนะเนี่ยะ

    เฮ้อ อีกแล้วค่ะ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.12255096435547 sec
Sidebar: 0.076546907424927 sec