A52S 3

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 6 พฤษภาคม 2009 เวลา 23:41 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 1089
  1. เรามาลองทบทวนความหลังจั๊กหน่อยนะขอรับคุณท่าน เมื่อตอนเฮสามที่ดงหลวง ผมได้สรุปลักษณะของเฮฮาศาสตร์ไว้สมัยนั้นว่าดังนี้นะเจ้าคุณ



ถือว่าเป็นบันทึกช่วงเวลาหนึ่งของการเคลื่อนตัวของเฮฮาศาสตร์ก็แล้วกันนะครับ สิ่งเหล่านี้สรุปจาการเฝ้ามองรถขบวนนี้ที่ชื่อเฮฮาศาสตร์ครับ

เมื่อสมัยที่ทำงานที่สะเมิง เชียงใหม่ อยู่ในหมู่บ้านคนเมือง วันหนึ่งมีงานศพในหมู่บ้าน พิธีกรรมของภาคเหนือก็คล้ายๆชนบททั่วไป แต่ที่ผมประทับใจมากๆคือ บ้านที่ผมไปพักช่วงนั้น ก็ไม่ได้เป็นญาติโกโหติกาอะไรกับครอบครัวที่มีงานศพนั้น เพียงเป็นเพื่อนบ้าน ร่วมหมู่บ้าน เขาก็ต้องลงจากบ้านหยิบเอาของติดมือไปร่วมงานศพ โดยเจ้าภาพไม่ต้องออกการ์ดเชิญ ไม่ต้องเดินมาออกปากเชิญ แต่ทุกคนต้องลงบันไดเรือนชานไปร่วมงานศพ แต่สังคมในเมือง ออกการ์ดเชิญยังไม่ไปเลย… ปรากฏการณ์นี้เราคงไม่ต้องอธิบาย

ผมเห็นหลายครั้งที่พ่อครูบาตีฆ้องงานนั่นงานนี่ ก็มีคนลงจากบ้านเดินไปร่วมงานโดยไม่ต้องออกปากเชิญ ป้าจุ๋มก็ดี รอกอดก็ดี อาจารย์แฮนดี้ ก็ดี จอมป่วน ก็ดี และใครต่อใครต่างลงบันไดเดินมาที่สวนป่า ยิ่งกรณีเจ้าเป็นใผ โน้นสุดใต้เมืองไทย(น้องแป๊ด) สุดเหนือเมืองล้านนา(น้องอึ่งอ๊อบ) ต่างก็ส่งเสียงอาสาช่วยอย่างเต็มหัวใจ ผมเห็น ผมรู้สึกได้ และทุกท่านก็เห็นและรู้สึกเหมือนผมเช่นกัน (อีกหลายท่านที่ไม่ได้กล่าวถึงนะครับ)

นี่คือความสวยงามของเฮฮาศาสตร์ หากจะมองว่านี่คือกลุ่มยุ่งเหยิงหรือ Chaos ผมก็ว่าเป็น chaos ที่สวยงาม

  1. อย่างที่ผมเฝ้ามองกลุ่ม หรือองค์กรชาวบ้านมาหลายปีและพบเห็นการปรับตัวหลายๆแบบก่อนเดินเข้าสู่เป้าหมาย และผมเคยสร้างไดอะแกรมไว้เพื่อบอกให้ทราบว่า เส้นทางเดินของกลุ่มนั้นไม่ใช่ราบรื่น ไหล วิ่งไปสู่เป้าหมายอย่างไม่มีแรงเสียดทาน ไม่ใช่ครับลองดูนี่ซิ


ลองดูไดอะแกรมนี่นะครับ คนแซ่เฮรวมกลุ่มกันที่ A และต้องการเดินทางไปสู่เป้าหมายที่ X ตามเส้นทางสีแดงนั้นคือเส้นทางเดินโดยมีการทำกิจกรรมต่างๆแล้วแต่กลุ่มจะสร้างสรรค์ขึ้นมา เช่นเฮฮาศาสตร์ครั้งต่างๆ การทอดกฐิน การปลูกป่า ทำหนังสือเจ้าเป็นใผ ระพี…ฯลฯ กิจกรรมเหล่านี้ยิ่งทำก็ยิ่งมีส่วนสำคัญที่ให้เฮฮาศาสตร์เข้าถึงกัน และปรับตัวเข้าหากันโดยอัตโนมัติด้วยปัจเจกเอง แต่ในทางตรงข้ามก็จะมีปัญหา อุปสรรค เข้ามา ทั้งเบาๆ และหนัก ถึงหนักหนา

ข้อสังเกตการปรับตัวขององค์กรชาวบ้านคือ การเดินทางจาก A ไปที่ X นั้นเมื่อพบปัญหา องค์กรก็จะปรับไปสมมุติปรับไปที b องค์กรเดินไปสักพักก็พบปัญหาอีก องค์กรก็ปรับ สมมุติปรับไปที่ c และจะเป็นเช่นนี้ไปเรื่อยๆ

ข้อสังเกตคือ การปรับตัวนั้นก็ยึดเอาเป้าหมายเป็นหลัก การแกว่งขององค์กรอาจเกิดขึ้น แต่แล้วก็ปรับเข้ามาเส้นตรง ผมอาจะเรียกเส้นตรงนี้ว่า ความมีคุณธรรม หรือ norm ขององค์กรพึงประสงค์ที่จะเดินเข้าสู่เป้าหมายที่ดีที่สุด


ข้อสังเกตของผมต่อองค์กรชาวบ้านในกรณีที่พบอุปสรรคก็คือ

สมาชิกต่างมาหาข้อเท็จจริงว่ามันคืออะไร บกพร่องตรงไหนและหาทางออกแบบชาวบ้าน ซึ่งหลายๆครั้งเราคิดไม่ถึงหรอกครับ… เพราะเขามีความเชื่อ มีวัฒนธรรม มีวิถีปฏิบัติแบบของเขา แต่กลุ่มก็เดินต่อไปได้หลังการปรับตัว แล้วก็มักจะพบปัญหาอีก หนักบ้างเบาบ้าง บางกลุ่มแก้ไม่ไหวล้มไปต่อหน้าต่อตาก็มี ที่แก้ได้ ปรับตัวได้แต่แคระแกรน ล้มก็ไม่ล้ม โตก็ไม่โต ก็มี ที่เติบโตแบบหยุดไม่อยู่ก็มี เหล่านี้ผมมีข้อสังเกตว่า

  • กลุ่มผู้นำมีบทบาทที่สำคัญในการแก้ปัญหา หากฟังเสียงสมาชิกอย่างจริงใจ แสดงความจริงใจต่อกลุ่ม แสดงให้เห็นถึงเป็นคนมีคุณธรรม ไม่ถือประโยชน์ส่วนตน เสียสละจริงๆให้สมาชิกเห็น มีประวัติที่ดี สรุปว่าเป็นคนดี
  • กลุ่มผู้นำมีภาวะผู้นำสูง เมื่อนำก็นำ แต่นำอย่างมีส่วนร่วม กล้าตัดสินใจ มีประสบการณ์ฯ
  • สมาชิกก็จริงใจต่อการแสดงออกในการมีส่วนร่วม ให้ความร่วมมือในข้อตกลงของกลุ่ม หรือไม่ผิดแผกไปจากวัฒนธรรม ข้อปฏิบัติทางวิถีของชุมชนนั้นๆ
  • หากกลุ่มนั้นมีกฎ กติกา ระเบียบ ข้อบังคับ ก็เอามาทบทวน ปรับให้เกิดความเหมาะสม
  • ข้อที่พบบ่อยมากทั้งองค์กรในชุมชน และองค์กรใหญ่ๆนอกชุมชน แม้ราชการ ธุรกิจ คือ “การสื่อสาร” ระบบการสื่อสาร เครื่องมือการสื่อสาร วิธีการสื่อสาร ช่องทางการสื่อสาร ภาษาที่ใช้ ฯ
  • อีกประการที่พบบ่อยเช่นกันกันคือ “ความคาดหวัง” พ่อจอมป่วนคาดว่าลุงบางทรายจะเข้าใจเรื่องนั้นเรื่องนี้ ลุงบางทรายคาดหวังว่าตาออตจะเข้าใจเรื่องที่คุยกัน ประธานคาดว่าสมาชิกจะเข้าใจ สมาชิดคาดว่าสิ่งที่พูดนั้นประธานจะรู้เรื่อง เข้าใจตรงที่อยากสื่อสาร…. เปล่า…ไม่เข้าใจ หรือเข้าใจผิด มีเรื่องตลกมากมายเกี่ยวกับ การสื่อสาร เมื่อยี่สิบปีก่อน ผมนั่งรถราชการไปกับ ดร.ท่านหนึ่งที่เป็นรอง ผอ. สำนักงานเกษตรภาคอีสาน เพื่อเข้าร่วมประชุมประจำปี เราเชคอินที่โรงแรมเอากระเป๋าไว้ แล้วก็เดินทางเข้าที่ประชุมที่จังหวัดนครพนม เมื่อเราเดินทางถึง ดร.ท่านนั้นก็คิดว่า การประชุมคงนานให้พนักงานขับรถคอยเขาคงเบื่อ ให้เขากลับไปพักที่โรงแรมก่อนด้วยความหวังดี จึงบอกพนักงานขับรถว่า “กลับไปก่อนเถอะเดี๋ยวกลับไปกับเพื่อนที่เข้าร่วมประชุมนี้ก็ได้” (ในความหมายคือเมื่อเสร็จการประชุมจะกลับที่พักโรงแรมพร้อมกับท่านอื่นๆเอง) แต่แล้วพนักงานขับรถขับรถกลับขอนแก่นเฉยเลย..เพราะคิดว่านายบอกให้กลับบ้านแล้วนายจะเดินทางกลับกับเพื่อนๆที่มาร่วมประชุมนั้น….ฮา..(ไม่ออก)

(มีต่อ)



A52S 2

2658 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 6 พฤษภาคม 2009 เวลา 8:18 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 25769

 

  1. การเป็นเฮฮาศาสตร์แบบไม่มีโครงสร้างในรูปแบบองค์กรทั่วไปนั้น เป็นทั้งจุดแข็งและจุดอ่อนในตัวของมันเอง

     


     

  • เราย้อนกลับไปพิจารณาพัฒนาการจากเริ่มต้นจนมาถึงปัจจุบันนั้น เฮฮาศาสตร์เกิดขึ้นและพัฒนามาอย่างไร ความไม่ติดยึดในกฎระเบียบ ข้อบังคับ การมา การไป การเข้าร่วม ไม่เข้าร่วม เป็นอิสระ มิได้อยู่ภายใต้ระเบียบ ข้อบังคับ แต่เป็นใจสั่งมา เป็นสำนึก เป็นมารยาท เป็นวัฒนธรรม หรือเรียกได้ว่าเอาตัวตนมาสัมพันธ์กัน ทั้งหมดนี้คือต้นทุนทางสังคม ชนิดหนึ่ง ซึ่งแตกต่างจากรูปแบบที่เราคุ้นชินกับโครงสร้างที่มีชั้นของตำแหน่ง ส่วนใหญ่เราจึงประทับใจและโหยหา ความสัมพันธ์ระหว่างกันในเงื่อนไขแบบเฮฮาศาสตร์ ที่สลัดหลุด ยศ ตำแหน่งออกไป เหลือเพียงลักษณะทางวัฒนธรรม เช่น พี่ น้อง พ่อ แม่ ฯลฯ ไม่มีเกราะกำแพงขวางกั้น เปิด และเรียบง่าย
  • ลักษณะดังกล่าวนี้จะมีความยืดหยุ่นสูงกว่า ซึ่งผมมองว่าน่าจะส่งผลให้มีการปรับตัวได้สูง หากต้องการการปรับตัว
    แต่สุมเสี่ยงต่อการทำกิจกรรมร่วมกันที่มีความซับซ้อนมาก

     


    เฮฮาศาสตร์ เหมือนเราขึ้นรถลงเรือลำเดียวกัน

     

  • กรณี A52S นั้นบ่งชี้มาให้เห็นชัดเจนว่าเมื่อกลุ่มมีภารกิจงานที่มีความซับซ้อนที่ต้องการความจัดเจนต่องานนั้นๆ ก็สุ่มเสี่ยงหากกิจกรรมนั้นๆอยู่ภายใต้เงื่อนไขที่จำกัดต่างๆ เช่นเวลาที่จำกัด ย้อนไปนึกถึงสังคมดั้งเดิมจะจัดงานใหญ่ เช่นงานศพ หรืองานโกนจุก บวชนาค ในหมู่บ้านนั้น จะมี “แม่งาน” เกิดขึ้นโดยธรรมชาติ ซึ่งก็คือ เจ้าภาพนั่นเองหรือญาติสนิทของเจ้าภาพ ก็จะปรึกษาหารือกันว่างานมีอะไรบ้างที่ต้องทำ ขนาด จำนวน เวลา ฯ จะทำได้อย่างไร ก็ต้องไหว้วานญาติสนิท เพื่อนบ้านที่สนิท หรือ เพื่อนบ้านที่เป็นผู้ชำนาญการในเรื่องนั้นๆ เช่นจะทำขนมหม้อแกงต้องป้าจุ๋ม จะแกงเผ็ดเป็ดย่างต้องแม่สร้อย จะทำห่อหมกต้องแม่เบิร์ด จะจัดอาสนะสำหรับพระมาสวดมาเทศน์ ต้องพ่อเหลียง จะหุงข้าวกระทะใบบัวต้องตาจอมป่วน จะประดิษฐ์ประดอยดอกไม้ถวายพระต้องตาออต เหล่านี้เป็นต้น ก็ไปเชิญมา บอกกล่าวมา หรือบางทีไม่ต้องบอกเขาเหล่านั้นก็มาโดยอัตโนมัติ เพราะในหมู่บ้านไม่มีใครอีกแล้ว.. รู้งาน จิตอาสา เกิดขึ้นเองโดยอัตโนมัติ โอยรายละเอียดเรื่องนี้มีมากมาย เขียนได้เป็นเล่ม และน่าสนใจมาก…. ดูซิงานที่ซับซ้อนไม่มีองค์กรโครงสร้างก็จัดได้ ทำได้ สำเร็จลงได้ด้วยความเป็นชุมชนแบบหมู่บ้าน แต่เฮฮาศาสตร์เป็นชุมชนแบบไหน..จะจัดงานใหญ่ๆภายใต้รูปแบบกลุ่มเฮฮาศาสตร์ได้อย่างไร


ทุกครั้งที่เฮจัดงาน เราเห็นลูกหลานมาอยู่ร่วมกัน การถ่ายเททุนสังคมเกิดขึ้นอย่างไม่รู้ตัว

  1. ผมคิดว่าทำได้เพราะเราไม่ได้อยู่ในยุคสังคมโบราณ เราก็ดัดแปลงความรู้ความสามารถสมัยใหม่เข้ามาปรับใช้ เฮฮาศาสตร์เป็นสังคมพิเศษของยุคสมัย เป็น Cyber community เป็นชุมชนเสมือน เราพบปะกันทุกวันบนตัวอักษร แต่ความสัมพันธ์ระหว่างกันนี้ ไม่เหมือนชุมชนดั้งเดิมจริงที่สัมพันธ์กันที่เขาคลุกคลีกันแบบตัวถึงตัวกันทุกวัน ความสัมพันธ์ระหว่างกันจึงแนบแน่นกว่าหลายเท่าตัว เฮฮาศาสตร์ก็น่าจะพัฒนาไปในทิศทางนั้น

     


     

  2. แต่เฮฮาศาสตร์ยังอยู่ในขั้น Formulate ความเป็นองค์กรตามธรรมชาติ ที่คล้ายคลึงหมู่บ้านที่ค่อยๆปรับความกลมกลืนกันมากขึ้นตามเหตุการณ์ ตามกาลเวลาที่เคลื่อนไปพร้อมกับกิจกรรมที่ทำร่วมกัน สังเกตเวลามีกิจกรรมอะไร พ่อครูบาก็ตีฆ้อง ร้องป่าวทาง blog จะมีนั่นมีนี่เมื่อนั่นเมื่อนี่ ใครว่างก็ยกมือขึ้น ใครปลีกตัวได้ก็ลงชื่อมาร่วมงานกัน แล้วต่างๆก็ค่อยๆเข้ารูปเข้าร่วมมากขึ้น แต่กิจกรรมที่ซับซ้อนเช่นการทำหนังสือเจ้าเป็นใผนั้น เป็นกิจกรรมที่มีรายละเอียดมาก ต้องการความถูกต้อง แม่นยำ ต้องการคนที่มีประสบการณ์มาช่วยกัน ยิ่งมีเวลาที่จำกัดก็ต้องยิ่งต้องการจำนวนคนเป็นทวีคูณ เนื่องจาก เฮฮาศาสตร์ ไม่มีโครงสร้างชั้นตามลำดับทำดีที่สุดก็ประกาศลงใน Blog ดังที่แป๊ดและอึ่งอ๊อบได้ทำไปแล้ว แต่ความเป็นองค์กรหลวมๆ แบบ Cyber ที่ต่างจากชุมชนที่มีหอกระจายข่าว การเข้าถึงข่าวสารด่วนๆนั้นเรายังไม่ได้พิจารณากัน ปล่อยให้เป็นการเข้าถึงผ่านหน้าลานเจ๊าะแจ๊ะ ซึ่งหลายท่านอาจจะไม่ได้เข้ามาสำรวจทุกวันทุกเวลา เพราะภารกิจส่วนตัวนั่นเอง จึงกลายเป็นจุดอ่อนไปทันที และความรู้สึกของแป๊ด อึ่งอ๊อบต่องานที่รับมานั้นกับความรู้สึกของสมาชิกเฮทั่วไปนั้นก็ต่างกัน การ Pay attention จึงไม่ได้กระทำโดยทันทีทันใด หรือ serious กับข่าวสารนั้นเท่าที่ควร บทเรียนนี้จึงชี้มาที่กลุ่มว่า “ต้องทบทวนและหาทางรับมือกับงานในอนาคตนะ”

     

(มีต่อ)

    


A52S 1

18 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 5 พฤษภาคม 2009 เวลา 14:48 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 1233

ตั้งใจไว้ว่าจะบันทึกเรื่องนี้ เห็นด้วยที่น้องหมอตาบอกว่า ทำ AAR “เจ้าเป็นใผ๑” กันหน่อย เลยพยายามสำรวจมุมมองตัวเองเรื่องนี้ออกมาครับ

ต้องบอกว่าความคิดเห็นต่อไปนี้มิใช่ถูก ผิด เป็นเพียงความเห็นที่พวกเรามักถามไถ่กันเองว่า พี่คิดไงอ่ะ น้องคิดไงอ่ะ ดังนั้นการกล่าวถึงสถานการณ์นี้จึงมิได้เจตนาที่จะยกย่องใครและกล่าวร้ายท่านผู้ใดนะครับ ผมคิด วิเคราะห์ด้วยการสรวมวิญญาณนักเฝ้ามองการเคลื่อนไหวของกลุ่มคน การขยับตัวของสังคม

ผมมีฐานรากเป็นนักพัฒนาเอกชนที่อิสระ แต่ทำงานกับระบบราชการ สังกัดบริษัทที่ปรึกษาที่เป็นธุรกิจประเภทหนึ่ง คลุกคลีกับชาวบ้านมานานพอสมควร สนใจเรียนรู้เรื่องราวของระบบทุน และเรียนรู้โลกแห่งธรรมชาติ มุมมองนี้อาจจะมีประโยชน์แก่สังคมนี้บ้างก็พอใจที่ไม่เก็บเอาไว้ในถังแห่งความทรงจำ


  1. จั่วหัวไว้ว่าเป็นการวิเคราะห์เฮฮาศาสตร์ผ่าน A52S ก็คือการ หยิบเอาสถานการณ์เมื่อปลายเดือนพฤษภาคม 2552 มาเป็นตัวเริ่ม แล้วมองย้อนไปรอบๆเฮฮาศาสตร์จากทัศนของตัวเองดังกล่าว A52S ก็เป็นตัวย่อของ April 52 Situation เรียกให้มันแปลกๆไปซะงั้นแหละ เพราะช่วงที่มีสถานการณ์ A52S นั้นมันสะท้อนภาพกลุ่มเฮฮาศาสตร์ที่ชัดเจน ในทัศนะของผม ที่พวกเรา พี่ๆ น้องๆ มักไถ่ถามกันว่า เอ..มันคืออะไร มันเป็นอย่างไร นะเจ้าเฮฮาศาสตร์นี่น่ะ เราก็บอกอธิบายยากให้เข้ามาสัมผัสเอง A52S ก็เป็นอีกคำอธิบายหนึ่งของเฮฮาศาสตร์


  2. เฮฮาศาสตร์ไม่ใช่องค์กรแบบปกติทั่วไป (Formal Organization) ที่มีโครงสร้างขององค์กรเป็นชั้นของตำแหน่งความรับผิดชอบ ที่มักเรียนกันว่า Organization chart เช่น มีผู้มีตำแหน่งสูงสุด แล้วลดหลั่นกันลงมา มีการแบ่งบทบาทหน้าที่ ความรับผิดชอบกันอย่างชัดเจน เหมือนกับองค์กรระบบราชการ องค์กรบริษัท ระบบธุรกิจต่างๆ แต่เฮฮาศาสตร์เป็นองค์กรที่ไม่มีโครงสร้าง เป็น Un-Structural Organization หรือ Non-Formal Organization ไม่มีโครงสร้างที่เป็นชั้นของตำแหน่งความรับผิดชอบ ไม่มี Organization chart ไม่มีการแบ่งบทบาทหน้าที่กันอย่างชัดเจน

  3. แต่เฮฮาศาสตร์มีโครงสร้างแบบไม่มีโครงสร้าง….ย้ำว่าเป็นกลุ่มที่มีโครงสร้างแบบไม่มีโครงสร้าง ความหมายคือ กลุ่มจัดรูปของกลุ่ม(กลุ่มเฮฮาศาสตร์)ตามความรู้ ความสามารถที่ปรากฏออกมาในระหว่างสมาชิกในกลุ่มและเป็นที่ยอมรับกันโดยปริยาย ตามการนำ ตามการศรัทธา….นี่แหละเป็นโครงสร้างแบบดั้งเดิมของสังคมเรา

    ขออธิบายดังต่อไปนี้ ย้อยหลังไปก่อนที่ระบบราชการจะเข้าไปสู่สังคมชนบทนั้น(รัชการที่ 5) สังคมชนบทอยู่กันแบบดั้งเดิมไม่มีกำนัน ไม่มีผู้ใหญ่บ้าน ไม่มีอนามัยตำบล ไม่มีผู้ช่วยฯ ไม่มีสารวัตร…ไม่มีตำรวจ..ไม่มี.. แต่มีหมอพื้นบ้าน มีช่างไม้ ช่างหล่อ มีผู้ทำพิธีกรรมพื้นบ้าน ผู้ทำพิธีกรรมทางศาสนา ทางอีสานก็มี เจ้าโคตร เฒ่าจ้ำ หมอธรรม หมอเป่า หมอนวด นางเทียม ฯลฯ ทุกภูมิภาคไม่ว่าเหนือ ใต้ กลาง อีสาน ทุกชุมชนจะมีบุคลากรเหล่านี้อยู่ ซึ่งต่างก็มีบทบาทในสังคมนั้นๆและระหว่างชุมชนที่เราเรียกท้องถิ่น ต่างอยู่ร่วมกันแบบพึ่งพาอาศัยกัน มิได้ใช้เงินทองมาเป็นสื่อกลางในการพึ่งพาว่าจ้าง มีน้ำใจแก่กันและกัน เคารพ ยอมรับและมีมารยาทระหว่างกันที่เราเรียกว่าวัฒนธรรมชุมชน


    ภาพนี้เราเรียกว่า Local structure หรือ Traditional structure และซ่อนตัวอยู่ในสังคมปัจจุบันที่เอาโครงสร้างระบบราชการที่เรียกว่า การปกครองท้องถิ่นเข้าไป โครงสร้างเหล่านั้นก็เลือนจางหายไปกับกาลเวลา มากน้อย แล้วแต่ปัจจัย ที่นักสังคมศาสตร์มักเรียกว่า ความเข้มข้นของระบบดั้งเดิมอาจดูจากระยะห่างของที่ตั้งหมู่บ้านนั้นกับศูนย์กลางอำนาจ (Periphery theory) แต่หลักการนี้ด้อยลงไปมากเมื่อระยะทางในสมัยก่อนถูกลดลงด้วยระบบการสื่อสารยุคดิจิตอล ในป่าในเขาก็สามารถรับรู้เรื่องไข้หวัด H1N1 ได้พร้อมๆกับในเมือง

    เวลาเราเข้าไปทำงานในชุมชนเราจะวิเคราะห์ชุมชนด้วยสองมิติ คือ หนึ่งมิติสมัยใหม่ หมายถึงระบบกำนัน ผู้ใหญ่บ้าน อบต. ซึ่งเปิดเผยชัดเจน เห็นชัดจับต้องได้ มีสถิติ มีการจดบันทึก มีรายงาน..ฯ อีกมิติคือ ระบบโครงสร้างเดิมของชุมชน ใครคือเจ้าโคตร ใครคือเฒ่าจ้ำ ใครคือหมอธรรม ใครคือหมอนวด ใครคือช่าง ใครคือผู้นำจิตวิญญาณ…เราหาตัวได้อย่างไร เราก็ใช้ sociogram (ไม่ขออธิบายครับ) บทบาทของโครงสร้างนี้ในสังคมชุมชนมีบทบาทไม่แพ้โครงสร้างทางระบบการปกครองท้องถิ่น ใครทำงานกับชุมชนแล้วไม่เข้าใจมิตินี้ก็ทำงานยากสักหน่อย..

    เฮฮาศาสตร์จำลองภาพโครงสร้างสังคมเดิมนี้มา และหากเราจะทำ sociogram ในกลุ่มเฮฮาศาสตร์ เราก็จะพบว่า ใครมีปัญหาเรื่อง blog คอมพิวเตอร์ ก็ต้องวิ่งไปหา คอน เม้ง โสทร เป็นต้น ใครมีคำถามเรื่องสมุนไพรก็ต้องแวะไปจีบป้าจุ๋ม ใครอยากสนทนาเรื่องการส่งเสริมการเกษตรก็ต้องน้องสิงห์ป่าสัก และหากจะถามว่าทั้งกลุ่มยอมรับใคร ศรัทธาใครในลักษณะนำก็ต้องพ่อครูบาฯ ลุงเอก เป็นต้น การยอมรับเป็นไปโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องแต่งตั้ง แต่ไม่มีโครงสร้าง แต่มีการยอมรับในความรู้ความสามารถ ซึ่งคล้ายๆบทบาทหน้าที่โดยธรรมชาติต่อกลุ่ม…

    นี่เองจึงเรียกว่า เฮฮาศาสตร์เป็นกลุ่มที่มีโครงสร้าง(แบบความรู้ความสามารถ ความถนัด)แบบไม่มีโครงสร้าง(ตำแหน่งหน้าที่ลำดับชั้น)

    (มีต่อ)


เฮฮาศาสตร์เพื่อวันนี้และวันข้างหน้า

843 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 30 เมษายน 2009 เวลา 0:33 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 15915

เฮฮาศาสตร์ไม่ได้ก่อตัวเพียงเพื่อวันนี้ แต่จะก้าวไปเพื่อวันข้างหน้า

เมื่อผมก้าวเข้ามาเป็น Blogger ผมก็ยังเหนียมๆ เพราะผมมาจากขุนเขาที่ล้าหลัง สกปรก มีแต่กลิ่นโคลนสาบควาย ดงหลวงที่ไม่มีใครรู้จัก แต่เมื่อผมเริ่มบันทึกเรื่องราวจากดงหลวงมากขึ้นก็มีเพื่อนมากขึ้น และผมก็ก้าวออกไปเยี่ยมเยือนบันทึกของท่านอื่นๆ โลกผมกว้างขวางอย่างที่ไม่คาดคิดมาก่อน

ผมตระหนักดีว่าเรื่องราวที่ผมบันทึกนั้นเป็นเรื่องเฉพาะชุมชนชนบท ซึ่งเป็นเพียงเสี้ยวส่วนของเรื่องราวทั้งหมดที่ปรากฏบน blog ผมทราบดีว่าเรื่องราวของบันทึกผมนั้นจำกัดผู้สนใจอยู่ในวงแคบๆเท่านั้น

แต่ความเป็นจริงไม่ใช่เพียงรอให้ใครต่อใครเข้ามาเยี่ยมเยือนเรา แต่การเข้าไปเยี่ยมเยือนท่านอื่นๆต่างหากที่ช่วยเปิดโลกกว้างมากขึ้น แล้วผมก็ใช้เวลาท่องไปในโลกกว้างนั้น ทั้งที่ปรากฏตัวตนและท่องไปแบบเงียบๆ

และในที่สุดผมก็พบปราชญ์แห่งอีสาน ที่ใครๆก็ต้องแวะเวียนเข้ามาเยี่ยมเยือน ผมก็เป็นคนหนึ่งที่ติดบันทึกของท่านผู้นี้งอมแงม โดยเฉพาะสาระที่สอดคล้องกับสิ่งที่ผมสนใจ สำบัดสำนวนที่โดนใจ ลูกเล่นลูกฮา เพียบ ทำให้สาระที่แข็งกลับกลายเป็นมีเสน่ห์อย่างที่ยากผมจะทำตามได้

ท่านคือครูบาสุทธินันท์ที่ผมแอบศรัทธาท่านจนผมทนหัวใจเรียกร้องไม่ไหวต้องก้าวเข้าไปสัมผัสกลุ่มผู้เป็นกัลยาณมิตรที่สวนป่า ที่นั่นผมรู้จักเพื่อนตัวเป็นๆมากมายมากันทั่วสารทิศ ผมซึ้งความเป็นผู้ใหญ่ของพ่อครูบาฯ ครอบครัวของท่าน ผมประทับใจเพื่อนทุกคนที่ต่างก็หอบหัวใจมากองไว้ที่นั่น …..

ที่นั่นผมรู้จักเพื่อนๆมากกว่าเพียงพบกันใน blog และการพบกันแบบเป็นๆนี่เองก็เป็นจุดเริ่มต้นของกิจกรรมต่างๆที่เราเริ่มคิดอ่านทำร่วมกัน…และจะพัฒนาต่อไป..

แล้วคำว่าเฮฮาศาสตร์ก็เป็นที่รู้จักกันมากขึ้น ในวงการ Blog โดยพ่อครูบาเป็นเสาหลักร่วมกับผู้หลักผู้ใหญ่อีกหลายท่าน รูปแบบของกลุ่ม blogger กลุ่มนี้ก็มีการตั้งคำถามจากคนนอกและแม้คนในด้วยกันเองว่าคืออะไร เพื่ออะไร จะไปทางไหน…. ซึ่งเรามักคุยกันว่าคำถามนั้นไม่มีคำตอบต้องเข้ามาสัมผัสเอง

เฮฮาศาสตร์กลายเป็นเวทีรวมตัวและหัวใจที่สร้างเรื่องทึ่งๆให้เกิดขึ้นมากมาย การเข้าร่วมที่มาจากเหนือสุด ใต้สุด ต่างหอบหัวใจมามอบให้แก่กันอย่างที่ไม่พบเห็นในสังคมนี้มากนัก การร่วมมือ การอาสา การให้ซึ่งกันและกันเกิดขึ้นครั้งแล้วครั้งเล่า….

ผมไม่อาจกล่าวว่านี่คือสวรรค์ แต่ไม่ใช่นรกแน่นอน

ผมไม่อาจกล่าวว่านี่คืออุดมการณ์สูงสุด แต่นี่คือความสุขและสาระที่หาได้อย่างจริงใจ

ผมไม่อาจกล่าวว่านี่คือที่สิ้นสุด แต่นี่เป็นเพียงเริ่มต้น

ผมไม่เชื่อว่าอุปสรรคจะมาพรากเรา ตรงข้ามผมเชื่อมั่นว่านั่นคือโอกาส

ผมจึงกล่าวได้อย่างเต็มปากเต็มหัวใจว่าเฮฮาศาสตร์ไม่ได้ก่อตัวเพียงเพื่อวันนี้ แต่เพื่อวันข้างหน้า และอนาคตด้วย

ผมเชื่อมั่นว่าเราจะจับมือร่วมกัน…

ปัญหา อุปสรรค เป็นเพียงก้อนกรวดที่เราต้องช่วยกันเก็บกวาดและก้าวผ่านไปบนเส้นทางที่ยาวไกลโน้น…


วิภา กูเป็นกู

201 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 28 เมษายน 2009 เวลา 21:41 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 6140

ผมไม่ใช่หมอ

ผมไม่ใช่นักจิตวิทยา

ผมไม่ใช่นักพฤติกรรมศาสตร์

แต่ผมอยากแสดงความคิดเห็นต่อบันทึก “กูเป็นกู” ที่นี่ http://lanpanya.com/jogger/?p=371

รู้สึกดีมากที่กระบวนการได้สร้างความสั่นสะเทือนในจิตใจแก่นักศึกษาแพทย์ผู้มีอนาคตเหล่านั้น

แต่จากการสะท้อน reaction ออกมาระหว่างกระบวนการนั้น นับว่าเป็นเลิศแล้วในความคิดผมเพราะ

  • ไม่ใช่ง่ายเลยที่จะสร้างเครื่องมืออะไรสักอย่างที่จะกระแทกให้คนเรา ได้เกิดแรงบีบในห้วงคำนึงจนต้องปลดปล่อยออกมาด้วยน้ำตาและคำพูดที่ยากจะออก มาในภาวะปกติ
  • ปรากฏการณ์นี้ผมมีความเชื่อส่วนตัวว่าดี และมีส่วนสำคัญให้เธอผู้นั้น เกิดคลื่นสะเทือนทางความสำนึก รู้สึก ความคิดต่อเนื่องต่อไปอีก เป็น อาฟเตอร์ช๊อค
  • กระบวนแต่ก่อนทำนองนี้ที่เป็นประสบการณ์ผมนั้น  ได้ก่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในตัวผู้นั้นครั้งยิ่งใหญ่ หากผลสะเทือนนั้นๆไปสร้างภูมิสำนึกขั้นสูง จนเขาเหล่านั้นกล่าวว่า “นี่คือการเกิดใหม่” ทีเดียว  ซึ่งแล้วแต่คน แล้วแต่สถานการณ์ แล้วแต่เงื่อนไข แล้วแต่กระบวนการ แล้วแต่สิ่งแวดล้อม แล้วแต่สาระตอนนั้น แล้วแต่ภูมิหลัง
  • ในงานพัฒนาชนบท ผมก็ใช้สิ่งนี้เหมือนกันในการสร้างสำนึกชาวบ้านให้หันกลับมามองตัวเอง สังคมดั้งเดิม วัฒนธรรมชุมชน ผ่านพิธีกรรม และการกระตุกสำนึกขั้นสูง…จนหลายคนเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมใหม่ เป็นคนใหม่ …..(แล้วผมจะหนีจากเขาไปไหนได้อย่างไร ก็วนเวียนอยู่ตรงนี้แหละ)
  • มีสิ่งหนึ่งที่กระบวนการนี้ขาดไป ในความคิดผมคือ …ไม่มีกระบวนการต่อเนื่อง หลังการเกิดแรงกระทบทางจิตใจอย่างแรงจนน้ำหูน้ำตาหลั่งไหลออกมาพร้อมคำกล่าวต่างๆนั้น ที่ปกติจะไม่ได้ยินคำกล่าวเ้หล่านั้น  แต่การทำงานพัฒนาชนบทเรามีกระบวนการต่อเนื่อง คือการเยี่ยมเยือน ไปมาหาสู่ ทำกิจกรรมต่อเนื่อง อย่างน้อยที่สุดการสนับสนุนให้เขาจับกลุ่มกันขึ้น สร้างเครือข่ายคนรู้ใจกัน ที่เขาจะสร้างกิจกรรมต่อเนื่องร่วมกัน…..
  • มันเหมือนกับตอนที่ผมบวชเป็นพระปฏิบัติ 1 พรรษาที่สำนักวิปัสสนาไทรงาม เขตรอยต่อ อ่างทอง สุพรรณบุรี พระอาจารย์ ธรรมธโร ท่านให้เราปวารณาตัวเองไม่พูดระหว่างวัน ปฏิบัติ ปฏิบัติ ปฏิบัติ ตามวิธีของท่าน แล้วตกค่ำก็เข้าประชุมร่วมกันทั้งวัด แล้วพระอาจารย์จะ “เป็นผู้มาสอบธรรม” ซักถามความรู้สึกที่เกิด ซึ่งมีสารพัดจะได้ยินจากพระนักปฏิบัติทั้งหลาย เป็นอุบายการเรียนรู้ที่วิเศษจริงๆ ให้แนวทางปฏิบัติ(หลักการ) แล้วไปปฏิบัติ(ทำ) เกิดอะไรก็มาซักถาม พูดคุยกัน(แลกเปลี่ยนความคิดเห็น, อธิบายความหมายที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ, หรือ ก็คือ Group Discussion นั่นเอง) โดยมีพระอาจารย์ผู้แก่กล้าทางประสบการณ์เป็นผู้คอยให้คำแนะนำ
  • กระบวนการของเราขาดขั้นตอน หลังการเกิดผลสะเทือน แน่หละเพราะเงื่อนไขต่างๆที่เราเข้าใจกัน
  • แต่เชื่อว่า ในกลุ่มนักศึกษาแพทย์นั้น หลังที่เธอกลับไปแล้วน่าที่จะมีการจับกลุ่ม เพื่อนสนิท แลกเปลี่ยนกันต่อโดยธรรมชาติ บางคน หรือหลายคนอาจจะเกิดพฤติกรรมใหม่ๆเชิงบวก บางคนอาจจะคิดอะไรในระยะยาวออกไป และหรือเกิดอะไร อะไร เชิงบวกอีกมากมายสุดจะคาดได้….

ประเด็น

  • จะมีทางสร้างกระบวนการที่ต่อเนื่องหลังจากที่เธอเหล่านั้นเดินทางกลับไปแล้วบ้างไหม… ระหว่างเขาเหล่านั้นเอง…หน่วยงานหรือสถาบันที่เธอเหล่านั้นสังกัดเข้าใจกระบวนการนี้แล้วเป็นผู้ร่วมสร้างกระบวนการที่ต่อเนื่อง
  • หรือ สวนป่ามีกระบวนการรองรับ…??

ทิ้งประเด็นไว้เฉยๆไม่ต้องการคำตอบครับ

______________________________

ผมขอขอบคุณกระบวนกรทุกท่านที่ร่วมกันสร้างผลสะเทือนเหล่านี้

ขอขอบคุณโอกาส ที่ได้สร้างปรากฏการณ์ดีดีแบบนี้

ขอขอบคุณเจ้าของสถานที่ที่เป็นความทรงจำที่สวนป่าจะฝังลึกในห้วงคำนึงของเธอเหล่านั้นไปอีกนานเท่านาน

ขอขอบคุณฝ่ายสนับสนุน ผู้ปิดทองหลังพระทุกท่านที่ทำอาหารคาวหวาน น้ำท่า สารพัดจะประกอบขึ้นมาเพื่อ หนุนเนื่องให้เกิดปรากฏการณ์เชิงบวกเหล่านี้

และขอบคุณเจ้าของบันทึกที่ถ่ายทอดสิ่งนี้ออกมา ความจริงน้องหมอเจ๊ น้องสร้อย น้องอึ่งอ๊อบ และหลายๆท่านที่ไม่ได้กล่าวถึง ก็บันทึกทำนองนี้ออกมาก่อนแล้ว แต่ผมไม่มีโอกาสแสดงความเห็นเต็มๆ เช่นครั้งนี้..

ขอบคุณ “กูเป็นกู”

หมายเหตุ วิภา หมายถึง รัศมี, แสงสว่าง, ความแจ่มแจ้ง, ความสุกใส, ความงดงาม จากพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน หน้า 745


ขมกะเข็ม 2

109 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 27 เมษายน 2009 เวลา 16:30 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 4349

เข็ม: นี่ขม.. เธอคิดไงที่มีข่าวออกทั้ง ทีวี วิทยุ ว่า มีแมลงประหลาดบุกเมืองมุกดาหารเมื่อวานนี้

ขม: เข็มจ๊ะ..สำหรับคนที่ไม่ใช่ชาวมุกดาหารก็ถือเป็นเรื่องแปลกนะ.. แต่คนมุกนั้น ชินซะแล้ว ไม่ได้ตื่นเต้นตกใจวี๊ดว๊ายกะตู้วู้ เลยสักนิด…

เข็ม: ทำไมละเธอ เขาตื่นเต้นกันทั้งเมือง..เธอนี่..อย่าให้ฉันพูดนะ..อิอิ

ขม: เธอ เอ๋ย..เข็ม…ก็แมลงประหลาดนั้นความจริงมันคือ ตัวชีปะขาวที่ขึ้นมาจากลำน้ำโขงและมาเล่นไฟฟ้าทุกแห่งตามเสาไฟ ตามบ้าน แล้วหล่นลงมาตาย จำนวนมากมายมหาศาล มันมาทุกปีช่วงฝนแรกๆนี่แหละ ฉันน่ะเฉยๆ เพราะเห็นทุกปี

เข็ม: ว๊าย..ชีปะขาว…ตัวมันเหมือนชีเปลือยอย่างเรา รึ ป่าว…อิอิ

ขม: นี่เธอ จะว่าอะไรก็ว่าไป อย่ามามองฉันอย่างนี้นะ…ฮึ..


ขมกะเข็ม 1

137 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 26 เมษายน 2009 เวลา 23:47 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 5561

เข็ม: นี่..ขม.. ข้าราชการที่ร้องเพลงเก่งที่สุดคือ กรมอัยการนะตัว เธอว่าแมะ..

ขม: เธอเอามาจากไหน เข็ม.. อัยการเขาเคร่งขรึมจะตาย สุภาพ แต่มีระเบียบมากๆเพราะต้องเขียนคดีต่างๆอย่างสุขุมรอบคอบ งานหนักจะตาย..เธอพูดไปเรื่อย เข็ม…

เข็ม: นี่…นี่…นี่ ขม..เธอไม่เชื่อฉัน ฉับไปงานแต่งงานลูกชายรองอธิบดีอัยการเขต 4 มา โห….ขม.เอ้ย..

ขม: ทำไมเหรอ เข็ม..

เข็ม: อ้าว พอพิธีจบนะ มีนักร้องขึ้นเวทีไม่ขาดสาย ล้วนแต่เป็นอัยการ ข้าราชการสำนักงานอัยการจังหวัดต่างๆ แม้แต่ลูกชายท่านรองอัยการเขต 4 ยังร้องเพลงให้เจ้าบ่าวซึ่งเป็นพี่ชายตัวเอง 4 เพลงรวด.

ขม: หา…เข็ม…เออ ฉันนึกขึ้นมาได้แล้วเข็ม..

เข็ม: เธอนึกอะไร.เหรอ…

ขม: ฉันเห็นด้วยกับเธอแล้วหละ เข็ม.. ก็ท่านบัณฑูร ทองตันที่รักของเราไง..ท่านร้องเพลงเก่งที่หนึ่งเลย… ก็ท่านเป็นอัยการที่ภูเก็ตไง..!!


กระบี่สวยอีกครั้ง..

815 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 18 เมษายน 2009 เวลา 22:00 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 7019

ผมเอาข้อมูลเกี่ยวกับกระบี่มาฝากกันอีก ยังติดใจความสวยงามของธรรมชาติของกระบี่ ข้อมูลนี้ก็ยืนยันความจริงข้อนี้ครับ

_____________

จังหวัดกระบี่เปิดงานการแข่งขัน ปีนผานานาชาติ 2009 ” Krabi International Rock Climbing 2009″ นักกีฬานานาชาติ กว่า 100 คน จาก 11 ประเทศลงแข่งขัน


วันที่ 17-19 เมษายน 2552 ที่อ่าวต้นไทร ต.อ่าวนาง อ.เมือง จ.กระบี่ นายศิวะ ศิริเสาวลักษณ์ ผู้ว่าราชการจังหวัดกระบี่ เป็นประธานการเปิดงานการแข่งขัน ปีนผานานาชาติ 2009 หรือ Krabi International Rock Climbing & Thailand Bouldering Asia Cup Fire Contest 2009″ ซึ่งจังหวัดกระบี่ร่วมกับอบจ.กระบี่ สมาคมธุรกิจการท่องเที่ยวจังหวัดกระบี่ ททท.สำนักงานกระบี่ และชมรมปีนหน้าผาไร่เลย์ ได้ร่วมกันจัดขึ้น

นายชัยวุฒิ พุฒทอง นายกสมาคมปีนหน้าผ้าแห่งประเทศไทย รายงานว่ามีนักปีนผา นักควงไฟทั้งชาวไทยและนานาชาติ จาก 11 ประเทศ ที่ร่วมลงแข่งขัน กว่า 100 คน เช่น อเมริกา ออสเตรเลีย ไทย มาเลเซีย ฟิลิปปินส์ ไทเป สวีเดน สิงคโปร์ มาเลเซีย เข้าร่วม


งานนี้จัดขึ้นที่อ่าวต้นไทร (ซึ่งเป็นอ่าวที่เฮ 8 ไปจัดที่นั่นด้วย) หาดอ่าวไร่เลย์ และ เกาะปอดะ ต.อ่าวนาง เพื่อส่งเสริมให้กิจกรรมการแข่งขันปีนหน้าผาเป็นหนึ่งในกิจกรรมทางการท่อง เที่ยวประจำปีของจังหวัดกระบี่ และเป็นการนำเสนอภาพลักษณ์จังหวัดกระบี่ เป็น Rock Climbing Destination ซึ่งเป็นที่รู้จักกันในหมู่นักปีนหน้าผาว่าหากนึกถึงการปีนผาต้องไปปีนที่ จังหวัดกระบี่ เนื่องจากมีหน้าผาที่สวยงามติดอันดับโลก มีธรรมชาติที่สวยงามและมีสิ่งอำนวยความสะดวกทางการท่องเที่ยวครบครัน มีเส้นทางปีนผากว่า 600 เส้นทาง นักปีนผาสามารถเลือกปีนได้ตามระดับความยากง่าย และความท้าทายที่ต้องการ






ลักษณะเด่น คือเมื่อปีนขึ้นไปบนยอดเขาสามารถมองเห็นทัศนียภาพที่สวยงามของจังหวัดกระบี่ เช่นภูเขาหินรูปร่างแปลกตาคล้ายรองเท้าบู๊ท เรือสำเภา หัวนก รวมทั้งมองเห็นเกาะต่างๆเช่นเกาะปอดะ เกาะทับ เกาะไก่ ฯลฯ

(ข้อมูลนี้เอามาจาก: http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9520000043222)


เขียนถึงคุณหมอจอมป่วน

261 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 18 เมษายน 2009 เวลา 1:25 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 17560

คุณหมอจอมป่วน

นายแพทย์สำเริง แหยงกะโทก มักเรียกกันว่าหมอแหยง (ไม่ใช่หมอเหวงนะครับ) ท่านเคยเติบโตในกระทรวงสาธารณะสุขแต่แล้วขอกลับบ้านเกิดที่โคราช ทราบว่าปัจจุบันเป็นนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดนครราชสีมา เรารู้จักตั้งแต่สมัยที่ท่านเป็นกำลังสำคัญของโครงการ “โคราชพัฒนา” เมื่อประมาณ 20 ปีที่แล้ว อันเป็นจุดเริ่มต้นของ ระบบ จปฐ. และอื่นๆตามมา

วันหนึ่งนานมาแล้วทราบว่า หมอแหยงอุ้มลูกไปหาหมอ เพราะลูกไม่สบาย….??? ผมเป็นงง ก็แหยงเป็นหมอแล้วอุ้มลูกไปหาหมอหมายความว่าไง….

ต่อมาก็เข้าใจดีว่า หมอแหยงก้าวเข้ามาทำงานด้านการพัฒนา การบริหารงาน มากมาย ได้สร้างความถนัดใหม่ของตนเองทางด้านการพัฒนาสังคมแล้ว….

คุณหมอจอมป่วนก็น่าอยู่ในลักษณะเดียวกัน……

จากประวัติคุณหมอเป็นคนเรียนเก่ง ตั้งใจเรียนอะไรก็ได้หมด

เป็นพวก Advantage …จอมป่วนเป็นคนลุย ตั้งใจทำอะไรแล้วลุยเลย เช่น อยากรู้จักพ่อครูบาฯ ก็ชวนแม่นุขับรถมาสตึกเลย อยากรู้เรื่อง จิตวิวัฒน์ ก็ขับรถลุยไปถึงเชียงรายทันที เพื่อพูดคุยกับวิศิษฐ์ วังวิญญู และไปมากกว่า 1 ครั้ง ผมสงสัยว่าตอนจีบแม่นุนั้น คงจะลุยเหมือนกระทิงเปลี่ยว อิอิ.. ท่านที่มีบุคลิกแบบนี้มักเป็นคนมีแรงขับภายในสูง มีสมาธิสูงในการเรียนรู้อะไรต่อมิอะไร เป็นคนที่มีความตั้งใจสูง จะไม่รีรอหากต้องการทำอะไรที่ค้างคาใจแล้วจะต้องลุยให้เห็นดำเห็นแดงไปเลย ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่ดี

ชื่นชมความตั้งใจและความพยายามของคุณหมอ เป็นนักบริหารที่เน้นความสามารถในการปฏิบัติควบคู่ไปด้วย ที่แตกต่างจากนักบริหารอื่นๆที่มักมีแต่พูด พูด พูด..แต่คุณหมอจอมป่วน พูดแล้วทำ เป็นคุณสมบัติที่หายากสำหรับคนที่มีฐานะ ตำแหน่งหน้าที่การงานสูงแบบนั้น การพยายามเรียนรู้สิ่งที่จะนำมาใช้ให้เกิดประโยชน์แก่หน้าที่การงาน การพัฒนาคน พัฒนาสังคม คุณหมอจะทำ และไม่ได้ทำเพียงตัวคนเดียว คุณหมอสร้างทีมงานให้แกร่ง ด้วยความสามารถด้วย เป็นแบบอย่างที่ดียิ่ง ต่อผู้ร่วมงานและผู้สนใจอื่นๆ

คุณสมบัติพิเศษอีกประการของคุณหมอจอมป่วนคือ การเป็นผู้ที่มีสุนทรีย์อารมณ์ ดูแค่ชื่อ “จอมป่วน” ก็บ่งบอกแล้วว่าท่านเป็นคนรื่นเริง สร้างบรรยากาศระหว่างกันให้เปิด เป็นเชิงบวก และมีทัศนะแบบ Lateral thinking การเปิดบรรยากาศระหว่างกัน หากกระทำได้แล้ว อะไรอะไรก็ตามมามากมาย กล่าวกันตรงๆก็คือ การสร้างความสนิทสนม เป็นกันเองนั้น คู่สนทนาก็ยินดีแลกเปลี่ยน ตอบสนอง ร่วมมือ ในสิ่งต่างๆได้อย่างเต็มใจ ซึ่งเป็นคุณสมบัติที่หายากเช่นกัน

เป็นคนชอบ กีฬา หลายประเภท จนทำให้น้ำหนักลดลงนับสิบกิโลกรัม นี่เป็นอีกตัวอย่างของการเป็นนักปฏิบัติควบคู่ไปกับเป็นนักบริหารองค์กรที่มีความสำคัญต่อการพัฒนาบ้านเมือง ในทัศนะผมคิดว่าการเป็นนักกีฬาทำให้จอมป่วนมีสุขภาพกายและสุขภาพใจดีเยี่ยม มีเพื่อนมากมายทุกวัยทุกเพศ ทุกอาชีพ นับเป็นแบบอย่างของคนทั่วไปในการครองกายในวิถีสมัยปัจจุบัน

ผมประทับใจจอมป่วนที่มีครอบครัวที่น่ารักมาก ยิ่งประทับใจที่ทราบว่าจอบป่วนสนใจธรรมะและปฏิบัติธรรม ซึ่งคนที่เป็นนักบริหาร นักปฏิบัติ นักกีฬา และหลายๆนักนั้นให้เวลากับชีวิตทางด้านธรรมะด้วย แสดงว่าเส้นทางเดินของคุณหมอพบอะไรที่สะกิดใจในเรื่องนี้เข้า ซึ่งเป็นเรื่องที่ประเสริฐโดยแท้ที่บุคลากรที่มีคุณค่าเช่นจอบป่วนจะทำงานสารพัดให้ประโยชน์แก่สังคมโดยไม่ได้ทิ้งหลักสำคัญของแก่นกลางของการอยู่ร่วมกันของสังคม และการดำรงชีวิตของมนุษย์นั่นคือธรรมะ..


ชื่นชมรูปของน้องฝ้ายและน้องไผ่..

1014 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 13 เมษายน 2009 เวลา 22:30 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 18880

แสดงความคิดเห็นรูปน้องฝ้ายและของน้องไผ่่ ตามที่น้องหมอตาเสนอครับ

ต้องกล่าวชมว่ารูปสวยทั้งหมดเลย เก่งมาก นี่ขนาดเด็กนะ หากเรียนรู้มากขึ้นอนาคตเป็นมืออาชีพเลยหละ น้องไผ่

ต่อไปนี้เป็นความคิดเห็น: รูปที่ 1ของน้องฝ้าย “รูปฟ้าหลังฝน”นี้ ขออนุญาตให้พ่อสิงห์ป่าสักอธิบายต่อให้น้องไผ่ด้วยนะ

  • ชอบองค์ประกอบรูป เส้นนำสวยตาข้างล่างที่มีเก้าอี้ และชายหาดทรายที่เป็นเส้นนำสายตาได้ดี จังหวะพอดี ที่เด่นคือเส้นนำสายตานี้นำไปสู่เส้นขอบฟ้าสัมผัสน้ำ สวยมาก
  • จากเส้นนำสายตามันเข้าพอดีกับความเข้มของสี จากเข้ม ไปสู่จางลง และจางลงไปเมื่อเป็นเส้นขอบฟ้า

รูปที่ 2 กระบี่ยามเย็น  ของน้องฝ้าย

  • เป็นรูปธรรมดาทั่วไปที่คนถ่ายรูปใหม่ๆมักถ่ายแบบนี้
    ซึ่งเป็นรูปพื้นฐาน
  • ชอบแสงน้ำที่ตัดกับตึกเป็นแถวนั้น ซึ่งเป็นลักษณะที่ทำให้ตึกเด่นขึ้นมา
  • เจ้ารูปที่ขอบล่างซ้ายมาขัดจังหวะๆไปหน่อย แสดงว่าเอารูปสดๆไม่ได้ crop รูปเลย หากเอาออกไปจะดีกว่า
  • หรือหากจะเอารูปล่างซ้ายมือเข้ามาในรูปด้วยก็ต้องรอจังหวะให้เข้ามาในรูปเต็มๆด้วย
  • ได้อารมณ์ดีครับ

รูปที่ 3 มองลอด  ของน้องฝ้าย

  • ส่วนตัวชอบรูปนี้มาก เป็นภาพธรรมชาติที่ให้ความรู้สึกชัดเจนว่าถ้ำนี้มีความหนักแน่นใหญ่โต ให้ความรู้สึกมั่นคง
  • เส้นน้ำกับกลุ่มต้นไม้จากถ้ำทางซ้ายมือวิ่งไปทางขวามือ อยู่ในสัดส่วนที่ชอบ
  • หากจะให้ดีขึ้น น่าจะตั้งกล้องไปทางซ้ายมืออีกหน่อยและให้ภาพขวามือกว้างมากขึ้น ก็จะลดความหนักของถ้ำลงมาบ้างครับ แต่ก็ขึ้นกับวัตถุประสงค์ของการถ่ายรูปนี้

รูปที่ 4 ภูอาบแสง  ของน้องฝ้าย

  • รูปนี้ก็สวยถูกใจ เด่นก็คือ ภูเขาที่อาบแสง
  • เส้นพื้นหญ้าเขียวสวยสะอาดตารองรับแท่งภูเขา
  • สัดส่วนท้องฟ้ากับสัดส่วนไม่ใช่ท้องฟ้าก็สมส่วนใช้ได้
  • เส้นสายภูเขาวิ่งจากส่วนบนลงต่ำไปสู่สนามหญ้าด้านล่าง

รูปที่ 5 ดอกบัว  ของน้องไผ่

  • ความตั้งใจดี การสร้างแนวคิดดีมาก
  • แนะนำว่า รูปดอกบัวอยู่ตรงกลางรูปมากไป ควรพิจารณาเอาไว้ซ้ายมือ หรือขวามือสักหน่อย
  • แนะนำว่าควรรอให้แมลงหรือมดคลานออกมาให้เต็มตัวหน่อยจะสวย
  • แนะนำว่าภาพแบบนี้ต้องเอาดอกบัวให้คมชัดที่สุด
  • เส้นสายของใบบัวด้านหลังสวยมาก แม้จะเบลอๆก็สวยเพราะเราต้องการให้ดอกบัวเด่น

รูปที่ 6 ปลาลูกโป่ง ของน้องไผ่

  • เป็นรูปธรรมดาที่สวยใช้ได้
  • แต่หากจะสร้างให้เรื่องครบถ้วน background ควรจะให้เห็นบางส่วนของกระชังปลาจะสวยมากครับ
  • ความคมชัดของตัวปลาใช้ได้

รูปที่ 7 ต้นไม้บาทา ของน้องไผ่

  • เป็นรูปที่แปลกตาดี
  • แต่หากจะถ่ายให้เห็นโคนต้นไม่นี้ก็น่าจะดี หรือให้เห็นดินก็จะดี
  • เป็นรูปแปลกที่หายากครับ

ทั้งหมดนี้ เป็นเพียงความคิดเห็นเล็กๆน้อยๆครับ


เฮ 8 พูดเอง..เออเอง

472 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 12 เมษายน 2009 เวลา 0:27 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 12926

ผมเครียดกับสีอื่นๆ จึงหันมาดูรูปดีกว่า

ผมเคยเล่นกล้องกับฟีล์มขาว-ดำมาก่อน และเคยลงทุนล้าง-อัด เอง ในห้องน้ำในห้องพักตั้งแต่หัวค่ำยันสว่าง คนรุ่นใหม่อาจไม่เคยสัมผัสรูปขาวดำมาก่อน และคุ้นชินกับภาพสีของยุคดิจิตอลมากกว่า

การไปกระบี่คราวนี้ ผมเลยหันมาถ่ายภาพ ขาว-ดำ สลับกับภาพสี

การดูภาพขาว-ดำนั้น ไม่ได้ดูที่ความสวยงาม และองค์ประกอบของภาพเท่านั้น จะดูเส้นสายของภาพ ดูอารมณ์ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นเมื่อดูรูป ดูจินตนาการของผู้ถ่ายรูป ดูเรื่องราวของภาพนั้นๆ ดู…ฯลฯ…

ดังนั้นแต่ละคนจึงมีความเห็นที่แตกต่างกันเมื่อดูภาพขาว-ดำ

ผมจึงจะพาท่านดูภาพ แบบผมพูดเอง-เออเอง น่ะครับ

ภาพที่ 1

ภาพนี้มุมนี้มีคนถ่ายมาก เพราะเป็นมุมที่สวย เส้นภูเขาลากลงมาจากที่สูงแล้วลงทะเล มีเรือเป็น Subject น้ำเป็น Subject areas หากรูปนี้มีความคมชัด และถ่ายในฤดูกาลต่างๆจากมุมเดียวนี้จะสวยตามฤดูกาลที่น่าสนใจทีเดียวครับ

ภาพที่ 2

ผมเห็นความใหญ่โตมหึมาของขุนเขา แต่สวยที่มีต้นไม้ปกคลุม Shape ทรง Vertical แบบ 90 องศา แปลกตาที่ไม่ค่อยได้เห็นที่ไหนๆบ่อยๆ มีที่นี่แหละ “กระบี่” พิจารณาดูที่ผิวน้ำสัมผัสกับโคนขุนเขาซิ…ขุนเขาที่แกร่งกล้ายังกร่อนลงได้เพราะน้ำทะเลซัดสาดมานานแสนนาน บ่งบอกความหมายอะไรต่อมิอะไรมากมายทีเดียว

ภาพที่ 3

มันเป็นการจงใจที่จะถ่ายภาพนี้ให้เห็นความยิ่งใหญ่และความกระจิดริดของสิ่งมีชีวิตที่มาเกาะอาศัย คือต้นไม้เล็กๆนั่น (ตรงจุด 1 นาฬิกา) เขาไม่รู้สึกโดดเดี่ยว ว้าเหว่ เหงาหงอย หรือคึกคัก ก็แต่อิงอาศัยธรรมชาติ เกิดขึ้นเพราะเหตุปัจจัยที่เหมาะสม และตั้งอยู่เพราะสภาวะที่เอื้อให้ ดำรงชีวิตตามสภาพของธรรมชาติ เขาไม่ได้อยู่ในป่าใหญ่ ….ใครบางคนในโลกนี้ก็อาจจะอยู่ในสภาวะเช่นนี้เหมือนกัน..


ภาพที่ 4

ธรรมชาติจัดสรร เส้นสายตาอยู่ที่ผิวน้ำ ลากอารมณ์เราไปสัมผัสภูเขาน้อยใหญ่ ไกลใกล้ เห็นเวลาวิ่งผ่านไปต่อหน้า เห็นเรื่องราวมากมายผ่านบริเวณเหล่านี้ สิ่งที่เห็นวันนี้มิใช่สภาพเดิมแท้ เวลากัดกร่อนเหลือเพียงการดำรงเท่าที่เห็น


ภาพที่ 5

มันไม่มีความสวยงามแห่งภาพเลย สตรีท่านนี้ก็มิใช่สาวงามระดับโลก เธอไม่ใช่มหาเศรษฐี หรือคนมีชื่อเสียงคับโลกจากที่ไหน แต่อารมณ์ของภาพนั้นเธอกำลังคิดถึงสิ่งใดสิ่งหนึ่ง หรือมากกว่า เธอรอคอยอะไรหรือ เธอเหงา ห่วงหาอะไรหรือ


ภาพที่ 6

เธอท่านนี้ก็มิใช่ นาตาลี ที่จักรวาลรู้จักเธอดี แต่สตรีท่านนี้อาจจะเรียก นาตาลีเขียวก็ย่อมได้ เพราะน้ำใจเธอล้นจักรวาร เธอทำงานบริการมิได้หยุดยั้ง เรามิได้เพียงมาดื่มด่ำกับธรรมชาติแห่งกระบี่ แต่เรายังได้ดื่มด่ำกับน้ำใจของชาวกระบี่ ผู้จัด และนาตาลีเขียวท่านนี้


ภาพที่ึ7

มือที่สัมผัสนั้นได้ปล่อยกระแสไฟแห่งเมตตาไปอิ่มเอิบแก่ลูกหลานต่างผิวสีคนนั้น มีคุณค่ามากกว่าคำพูดใดๆ


ภาพที่ 8

มันก็แค่แท่งหินที่มาโด่เด่อยู่กลางทะเล แต่สายตามนุษย์พึงพอใจรูปร่างของเขา ธรรมชาติให้ความบันเทิงใจ ให้พลังบวกแก่เรา และให้มานานแสนนานแล้ว และก็ยังให้ต่อไปแม้ว่าเฮฮาศาสตร์จะหดหายจากโลกนี้ไปแล้วก็ตาม ธรรมชาติให้เรา แล้วเราให้อะไรธรรมชาติบ้างล่ะ หรือเราเป็นเพียงกลุ่มสิ่งมีชีวิตที่รู้จักเพียงบริโภคเท่านั้น…


ภาพที่ 9

ความขาวบริสุทธิ์และเส้นสายที่โดดเด่นอยู่นั้น เหมือนบ่งบอกให้โลกรู้ว่า ฉันก็มีส่วนที่ทำให้โลกใบใหญ่นี้สวยนะ.. และความสวยนี้เองที่เป็นปัจจัยส่งต่อสายพันธุ์แห่งชีวิตนี้ต่อไปตามกระบวนการ Reproduction


เฮ 8 คนจริงที่ชื่อโสทร(5)

532 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 9 เมษายน 2009 เวลา 12:44 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 6297

เพื่อให้สมบูรณ์มากขึ้น ผมขออนุญาตโสทรเอาประวัติมาลงที่นี่อีกครั้ง ซึ่งผมเอามาจาก G2K

เขียนบล็อกที่ http://www.bansuanporpeang.com

วันเกิด

  • 1 ​ธ​.​ค​. 2517

การศึกษา

  • ประถมศึกษา​ : ​โรงเรียนบ้านนาละหาน​ ​อ​.​นา​โยง​ ​จ​.​ตรัง
  • มัธยมศึกษา​ : ​โรงเรียนสวัสดิ์รัตนาภิมุข​ ​อ​.​นา​โยง​ ​จ​.​ตรัง​ ​จบปีการศึกษา​ 2535
  • ปริญญาตรี : ​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์​ ​วิทยา​เขตปัตตานี​ ​คณะศึกษาศาสตร์​ ​วิชา​เอกเทคโนโลยีการศึกษา​ ​วิชา​โทภาษาอังกฤษ​ ​เกียรตินิยมอันดับ​ 2  ​รหัสนักศึกษา​ 3615621 ​จบปีการศึกษา​ 2539 ​ปี​ ​พ​.​ศ​. 2540

การทำ​งาน

  • 1 ​เมษายน​ 2540 -  30 ​มิถุนายน​ 2541
    หมวดคอมพิวเตอร์​ช่วย​สอน​ ​คณะ​แพทยศาสตร์​ ​มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์
  • 1 ​กรกฎาคม​ 2541 - 31 ​มีนาคม​ 2543
    ศูนย์สารสนเทศทางการแพทย์​เพื่อประชาชน​ ​คณะ​แพทยศาสตร์​ ​จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
  • 1 ​เมษายน​ 2543 - 26 ​มกราคม​ 2550
    โครงการวิจัย​ Hospial OS

เกียรติประวัติทางคอมพิวเตอร์

  • 26 กันยายน 2546
    สอบได้ RHCE
  • 12 กุมภาพันธ์ 2549
    รางวัลที่ 3 การแข่งขันระบบปฏิบัติการลีนุกซ์ ระดับประชาชนทั่วไป ประเภทคอมพิวเตอร์ควบคุมและบริการเครือข่าย

ปัจจุบัน

  • เกษตรกรเต็มขั้น
  • ผ่านการอบรมหลักสูตร “การพัฒนากสิกรรมธรรมชาติ สู่ระบบเศรษฐกิจพอเพียง” รุ่นที่ 17 ระหว่างวันที่ 14-18 พฤษภาคม2550 ณ ศูนย์กสิกรรมธรรมชาติทุ่งสง มูลนิธิกสิกรรมธรรมชาติ

http://gotoknow.org/blog/bansuanporpeang/recent-posts


เฮ 8 คนจริงที่ชื่อโสทร(4)

54 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 9 เมษายน 2009 เวลา 12:29 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 16852

โสทรอยู่ในครอบครัวชาวสวน ที่เรียบง่ายคุณพ่อ คุณแม่ และพี่สาวน่ารักมาก ต้อนรับพวกเราด้วยน้ำใจเปี่ยมล้น หมอตามาเยี่ยมหลายครั้งแล้วยืนยันสิ่งมีคุณค่าทางสังคมสิ่งนี้ ผมเองสนับสนุนเต็มที่ต่อความเห็นของหมอตาที่กล่าวกับผมว่า

พี่บู๊ด..การที่พวกเรามาเยี่ยมเยือนบ่อยๆ มาพบคุณพ่อคุณแม่ มาเรียนรู้ มาศึกษาสิ่งที่น้องโสทรทำนั้น เป็นการสนับสนุนแนวคิดโสทรและเป็นหลักฐานสร้างความเชื่อมั่นให้คุณพ่อคุณแม่ของน้องโสทรว่าสิ่งที่เขาทำนั้นถูกต้องแล้ว มีคนมาศึกษา ดูงาน เรียนรู้…

นับวันคุณพ่อคุณแม่ก็เข้าใจและรับได้ที่ลูกชายหันหน้ากลับบ้านมาทำในสิ่งที่ตัวเองรัก และก็ไม่ได้ทิ้งวิชาชีพที่เรียนมาด้วย….


ผมเห็นด้วย เห็นด้วยอย่างยิ่งที่หมอตากล่าวเช่นนั้น ด้วยเหตุผลนี้ ตอนแรกที่หมอตากล่าวว่าอยากมาจัดเฮฮา 8 ที่นี่ อย่างน้อยสักคืนหนึ่งก่อนที่จะย้ายไปกระบี่ แต่ด้วยสภาพฝนที่เอาแน่นอนไม่ได้ และการเดินทางที่อาจเสียเวลามากไป และอื่นๆ จึงตัดรายการนี้ไป

ดูซิวันที่ 4 เมษายน ยังอุตสาห์พาน้องหนิงและคุณแม่น้องหนิงขับรถมาจากกระบี่เพื่อพาผมไปเยี่ยมน้องโสทร.. ผมซึ้งน้ำใจหมอตายิ่งนัก..

สังคมเฮฮาฯแห่งนี้เติมใจให้แก่กัน งดงามเหลือเกิน….


ผมแอบสังเกตในหลายๆประการต่อโสทร คุณพ่อ คุณแม่และพี่สาวที่มาช่วยทำอาหารเลี้ยงพวกเรา อบอุ่นมากครับ เป็นครอบครัวที่มีความสุขแบบชาวสวน เมื่อผมออกไปข้างนอกบ้าน การสังเกตของผมก็ไปสะดุดที่กระต๊อบหลังเล็กๆหน้าบ้าน

ที่นั่นมีสาวน้อยเธอนั่งพับเพียบเรียบร้อย ทำงานที่หน้าจอคอมพิวเตอร์ กระต็อบมีสภาพง่ายแสนง่าย ไม่มีเฟอร์นิเจอร์ใดๆเลย มีกองหนังสือกองใหญ่

ผมเดินไปดูใกล้ๆแบบเงียบๆเกรงจะไปรบกวนเธอผู้นั้น..


ล้วนเป็นหนังสือเกี่ยวกับโปรแกรมลีนุกซ์ อันเป็นฐานความรู้ของโสทร แสดงว่าโสทรไม่ได้ทิ้งความรู้นี้ ตรงข้าม เขาได้ใช้เวลาส่วนหนึ่งศึกษาเพิ่มเติมความรู้ด้านนี้ไปเรื่อยๆ ตำราเหล่านี้จำนวนมากเป็นภาษาอังกฤษ แต่ไม่มีปัญหาต่อโสทรเพราะเขาเรียนภาษานี้เป็นวิชารองในมหาวิทยาลัย

ย้อนกลับไปที่กระต๊อบหลังนี้ครับ

ห้องเล็กๆด้านขวามือนั่นตอนแรกเราคิดว่าเป็นที่เก็บสิ่งของ แต่ไม่ใช่ครับ นั่นคือห้องศักดิ์สิทธิ์ ห้องเทวดา(ที่อยู่ของผีบ้านผีเรือน) (หากผมเข้าใจผิดขออภัยด้วย เพราะได้ยินโสทรกล่าวกับน้องหมอตา) และที่นี่คือที่ทำงาน ห้องทำงาน สำนักงานของ “Web สวนพอเพียง” และที่นี่คือที่นอนของโสทร มีที่นอน มีมุ้ง มีกองหนังสือมีคอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะชุดหนึ่ง และแบบโน้ตบุ๊กตัวหนึ่ง มีระบบสายโทรศัพท์ใช้สื่อสาร…


มันเรียบง่าย จนเราคิดไม่ถึง..

แรกๆยังคิดว่าเป็นที่นั่งเล่น.. แต่ไม่ใช่ กระต๊อบหลังคาสังกะสี ไม่มีฝา ปล่อยโล่งๆ แสนจะเรียบง่ายนี้ที่ไม่มีแม้พัดลมสักตัว แต่ที่นี่คือสถานที่ผลิตขุมทรัพย์ปัญญาที่มาจากการทำจริงๆ และได้บอกกล่าวแก่สังคม….


น้องสาวน่ารัก หวาน เรียบร้อย คนนี้เป็นใคร ทำไมมานั่งตรงนี้ ผมไม่บอก ปล่อยให้ทุกท่านหาคำตอบเอง อิอิ


ผมอยากเขียนถึงหนุ่มคนนี้เยอะๆ

เพราะนับถือจิตใจเขาจริงๆ

ความมุ่งมั่นของคนรุ่นใหม่ที่ตั้งใจสร้างชีวิตอย่างพอเพียง และสร้างงานที่เป็นประโยชน์ ช่างหายากตามถนนหลวงและซอกตึกในเมือง แต่มีที่สวนแห่งนี้

ที่นั่งเคียงข้างน้องสาวท่านนี้ ผมหลับตาเห็นโสทรนั่งพับเพียบทำงาน แล้วก็ลุกไปดูต้นไม้ที่ปลูก แล้วสลับกลับมานั่งทำงานตรงนี้ ท่ามกลางบรรยากาศสวน

ก่อนผมจะจบบันทึกนี้อย่างที่ไม่เคยรู้สึกแบบนี้มาก่อน

ท่านลองมองลึกเข้าไปในภาพนี้ นี่คือที่ทำงานของโสทร นี่คือที่นอนของโสทร

และที่หัวนอนนั้นมีรูปในหลวงแขวนอยู่ครับ…


เฮ 8 คนจริงที่ชื่อโสทร(3)

227 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 9 เมษายน 2009 เวลา 11:23 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 4201

โสทร เป็นคนเอาจริงเอาจัง ประเภทเกาะติดหากไม่ทะลุไม่หยุด ผมมองเห็นอย่างนั้นครับ

เพราะกิจกรรมที่เขาทำนั้น เป็นเรื่องของการลงแรง ใช้เวลา คนหนุ่มปัจจุบันทนไม่ได้หรอกที่จะมาคอยเก็บผลผลิตที่ต้องใช้เวลา ส่วนมากก็ชอบสิ่งที่มีลักษณะคล้ายๆประเภท Fast Food หรือประเภทชอบความสำเร็จรูปต่างๆ ที่ระบบสังคมเมืองหล่อหลอมคนรุ่นใหม่ให้เป็นเช่นนั้นกันทั่วบ้านทั่วเมือง

แต่หนุ่มคนนี้ไม่ใช่…เขาคิด หาข้อมูล ลงมือทำแล้วบันทึกสิ่งที่เกิดขึ้น ไม่เชื่อลงไปดูที่ “สวนพอเพียง” Web ส่วนตัวของเขาสิครับ…

ผมต้องอ้าปากค้างเมื่อเห็นเตาเผาถ่านประสิทธิภาพสูง… มิใช่ว่าผมไม่เคยเห็นเตาเผาถ่านแบบนี้ ผมเห็นและทำ และส่งเสริมชาวบ้านที่ดงหลวงทำด้วยเหมือนกัน แต่ของโสทรแตกต่างจากทั่วไป และมีประสิทธิภาพมากกว่าน่ะซี….

ผมเห็นแล้วก็ชื่นชมการดัดแปลงเตา ที่ใช้ช่องเปิดเตาด้านบน มิใช่ด้านข้างที่ผมใช้และที่ทั่วๆไปเขาใช้กัน มันเป็นความชาญฉลาดครับ เมื่อผมเห็นและฟังคำอธิบาย ที่ก่อให้เกิดความสะดวก ประสิทธิภาพมากกว่า ผมก็ร้อง อ๋อ……

โสทรกำลังทดลองเผากะลามะพร้าวที่หาได้ง่ายในสวน และเผาโคนต้นไผ่ตงที่ประสิทธิภาพการเผาทำให้เกิดถ่านประสิทธิภาพสูง และอื่นๆอีก ถ่านที่ได้สีดำก็ไม่ค่อยเปื้อนมือ

สิ่งที่เกิดขึ้นจากการเผานั้นนอกจากถ่านประสิทธิภาพสูงแล้ว โสทรยังทำน้ำส้มควันไม้อีก ซึ่งเอาไปใช้ในแปลงผักเพื่อป้องกันแมลงต่างๆด้วย

ที่ผมชอบมากคือ โสทรกล่าวว่า ถ่านที่ได้นี้เมื่อเอาไปใช้งานโดยเฉพาะเอาไปปิ้ง ย่าง ก็จะลดการเกิดสาร “โพลีไซคลิค อะโรมาติก ไฮโดรคาร์บอน : PHAs” ชนิดหนึ่งที่มาจากควันแล้วไปเกาะอยู่ที่อาหารที่มาปิ้ง ย่าง ซึ่งสารชนิดนั้นจะมีส่วนทำให้เกิดมะเร็ง

น้องหมอตาตั้งคำถามว่ามันลดลงได้อย่างไร โสทรอธิบายถึงกระบวนการเผาถ่านเสียยาวเหยียดตั้งแต่เริ่มต้นจนได้ถ่านที่ลดสาร PHAs
แม้ว่าถ่านที่ผลิตได้ยังไม่ถึงกับออกจำหน่ายให้แม่ค้าย่างอาหารก็ตาม แต่ประโยชน์ที่จะได้รับนั้นเห็นแล้ว และเกิดขึ้นมาแล้ว อาจใช้เวลาอีกนิดหนึ่ง แม่ค้าย่างอาหารทั้งหลายคงหันมาใช้ถ่านของโสทรกัน และหากร่วมมือกับหน่วยงานที่รับผิดชอบในการประชาสัมพันธ์สิ่งนี้ สังคมก็จะได้ประโยชน์ มนุษย์ทั้งหลายก็ได้ประโยชน์…

โสทรยืนยันว่า ผักที่ปลูกนั้นมีทั้งทดลอง ศึกษาและทำเพื่อบริโภคจริง อย่างเขาปลูกผักสลัดก็เพื่อบริโภค แต่คุณพ่อก็เอาไปขายบ้าง โสทรชี้ให้เห็นการปลูกข้าวในกระป๋องใหญ่ที่ดัดแปลงมาจากถังใส่สิ่งของ เขาเฝ้าดูมันเติบโต สังเกต และบันทึกมันไว้ ผมได้เห็นต้นมะฮอกกานี ไผ่ทนแล้ง ข้าวโพด พริก ถั่วพูและถั่วอื่นๆ มะระขี้นก…หากจะนับชนิดพืชที่ปลูกน่าจะหลายสิบชนิด

โสทรยอมรับว่าพืชผักบางชนิดที่ปลูกก็ล้มเหลว ด้วยปัจจัยต่างๆหลายประการ การเพาะปลูกในเงื่อนไขต่างๆนั้นมิใช่ว่าจะสำเร็จไปทุกครั้ง ไม่ใช่.. เมื่อเงื่อนไขหมดไปก็ปลูกใหม่ ทำใหม่ได้… นี่คือความเป็นจริง และยอมรับความเป็นจริง

หากโสทรเป็นเกษตรกร ก็เป็นเกษตรกรยุคใหม่ รุ่นใหม่

หากเขาเป็นหนุ่ม ก็เป็นหนุ่มที่ทำชีวิตให้มีสาระ

หากเขาเป็นนักวิทยาศาสตร์ เขาก็ได้ทำบทบาทของการศึกษา ทดลอง สรุป ทำใหม่ ต่อยอด ยกระดับ..

หากเขาเป็นนักคอมพิวเตอร์ เขาก็ไม่ได้ทิ้งความรู้ที่ร่ำเรียนมา และยังได้ทำหน้าที่เป็นวิทยากรเผยแพร่ความรู้ทั้งงานการเกษตรที่ทำและความรู้พื้นฐานของเขาคือ โปแกรมลีนุกซ์…

หนุ่มคนนี้สังคมไม่พูดถึงไม่ได้ครับ….


เฮ8 คนจริงที่ชื่อโสทร(2)

390 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 7 เมษายน 2009 เวลา 22:50 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 6761

ชีวิตก็เร่ร่อนไปทำงานในวิชาชีพนี้อย่างมีความสุข…สมใจตัวเอง สมใจพ่อแม่ พี่น้อง..

อนาคตน่าจะสดใส สำหรับโสทร…..


แต่แล้วโสทรผิดหวังกับวงจรชีวิตในระบบสังคมปัจจุบัน แม้ว่าสถานที่ทำงานจะเป็นสถานที่ที่มีเกียรติ แต่บุคลากรหลายระดับประพฤติตนในทางที่ขัดกับจิตตารมณ์ของโสทร

ไม่ได้ซักไซ้ แต่พอเข้าใจว่าคืออะไร…

แล้วโสทรก็ทนไม่ไหวต่อบุคลากรบางคน ลาออกไปหางานทำใหม่ และก็ไม่ยากอะไรเลยที่จะได้งานใหม่ที่คิดว่ามีเงื่อนไขที่ดี เพราะใกล้บ้านเข้ามาอีก ช่วงเวลาที่ทุ่มเทงานใหม่นั้น สิ่งที่โสทรรังเกียจก็เข้ามาอีก.. มันบาดใจ โสทรทบทวนชีวิตอย่างหนักก่อนตัดสินใจว่า หากจะย้ายงานไปอีกก็คงพบสิ่งเหล่านี้อีก เสียเวลาเปล่า กลับบ้านดีกว่า มีพ่อ มีแม่ มีพี่มีน้อง มีสวนยาง มีที่ดินที่สามารถจะปลูกฝังอะไรก็ได้…


วันที่โสทรหอบกระเป๋าบ่ายหน้ากลับบ้านสวนนั้น เป็นความกล้าหาญยิ่งนัก…

แม้ว่าจะต้องตอบคำถามมากมายของพ่อแม่พี่น้อง

แม้ว่าจะต้องเริ่มต้นชีวิตในแบบใหม่ที่ท้าทายอีกแบบหนึ่ง

แม้ว่าจะต้องฝ่าฟันสายตาเพื่อนบ้านมากมาย


ผมถามโสทรว่า พ่อแม่ว่าไงบ้าง????

พี่… โสทรนิ่งไปพักหนึ่งแล้วกล่าวว่า

พ่อ แม่ผมก็เหมือน พ่อแม่ทั่วไป ที่อยากเห็นลูกเรียนจบมหาวิทยาลัย ทำงานที่มั่นคงมีเงินเดือน มีความก้าวหน้า….

อุตส่าห์ร่ำเรียนมา แล้วทำไมกลับมาทำสวนเช่นนี้….

ไม่อายเพื่อนบ้านหรือไร…ฯลฯ…..


ผมไม่ทราบว่าโสทรตอบว่าอย่างไร อธิบายพ่อแม่ว่าอย่างไร

แต่ที่ผมสัมผัสได้ คือโสทรปลูก…..ปลูก…. ปลูกพืชที่กินได้สารพัดชนิด

ทำปุ๋ยชีวภาพเอง ทำสารไล่แมลงเอง เผาถ่านแล้วเอาน้ำส้มควันไม้

ทดลองการปลูกพืชสารพัดแบบ ศึกษา ค้นคว้า เรียนรู้ เผยแพร่….

ช่วงที่เราทานอาหารกลางวันนั้น โสทรกล่าวว่าทุกอย่างที่ทำอาหารวันนี้

คือผักที่ผมปลูกมากับมือทั้งสิ้น..



เฮ 8 คนจริงชื่อโสทร(1)

987 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 7 เมษายน 2009 เวลา 20:39 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 8060

เช้าวันที่ 4 หลานชายเข้ามาบริการ อาหารการกินมื้อเช้าและกำลังออกปากสอบถามโปรแกรมต่างๆ ซึ่งเขาอาสาจะพาไปโน่นไปนี่ ซึ่งพ่อแม่ลูกเข้าใจความหวังดี แต่ใจจริงอยากจัดการตัวเองมากกว่าจะรบกวนการทำมาค้าขายของหลาน

พอดี sms ของน้องหมอตาเข้ามาบอกว่ากำลังมาหาที่ตรัง มากับน้องหนิงและคุณแม่น้องหนิง เราก็เลยบอกหลานว่าเรามีธุระแล้ว ขอบคุณที่มีน้ำใจ

โทรคุยกับน้องหมอตาบอกว่าจะชวนไปบ้านน้องโสทร…อ้าวก็ตรงใจน่ะซี กำลังหาทางติดต่อเพื่อจะไปเยี่ยม

เราพบกันที่สวนพระยารัษฎานุประดิษฐ์ หรือ คอซิมบี้ ต้นตระกูล ณ ระนอง คนใต้ย่อมรู้จักท่านนี้ดี เป็นคนเอายางพาราเข้ามาเมืองไทย

หมอตาบอกว่านัด คุณอมร blogger G2K ที่สนิมสนมไว้ที่นี่ด้วย อยากชวนไปเยี่ยมโสทรด้วยกัน คุณอมรมาตามนัดแต่เธอติดเช็งเม้งตระกูลไปไม่ได้ แต่ก็พาไปรู้จักสามีและครอบครัวน้องแก้ม ซึ่งน้องแก้มขอไปเยี่ยมโสทรด้วยโดยหอบลูกสาวไปด้วยสองคน


หนุ่มคนนี้ผมต้องกล่าวถึงด้วยความนับถือและศรัทธา ยิ่งเมื่อมาพบ มาเห็น มาสัมผัสชีวิต แม้เพียงระยะเวลาสั้นๆ ผมก็ได้ความรู้สึกที่ดีอย่างมหาศาล

จบคณะศึกษาศาสตร์ มอ. เป็นเพื่อนรักกับเม้งของเรา ตอนแรกตั้งใจจะเรียนวิชาการถ่ายรูป ที่เรียกว่า Visual aid แต่ถ่ายเท่าไหร่ก็ไม่ดีสักที เลยเปลี่ยนใจไปสนใจคอมพิวเตอร์ และทุ่มเทให้กับลีนุกซ์ หลังพบว่า เจ้าตัวนี้มันเข้ากันได้ดี การทุ่มเทของหนุ่มคนนี้ก็สำเร็จผล เพราะได้รับในประกาศเกียรติคุณ และรางวัลหลายรายการ โดยเฉพาะจาก redhat ที่โสทรกล่าวว่า ผมเกือบถอดใจแล้ว แต่ก็เอาชนะมันได้ ตอนสอบนั้น เขาทำให้โปรแกรมลีนุกซ์ในเครื่องคอมพัง แล้วให้แก้ไขจนสำเร็จเป็นปกติ แล้วผมทำได้ โสทรกล่าว..


เมื่อเรียนจบก็ได้งานที่เป็นหลักเป็นฐาน มีความมั่นคง และสามารถก้าวหน้าได้ ก็เข้าทำงานในวิชาชีพนี้อย่างมีความสุข…

สมใจตัวเอง

สมใจพ่อแม่ พี่น้อง..


อนาคตน่าจะสดใส สำหรับโสทร…..



เฮ8 ถุงสวย..ผลการพิจารณา

39 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 6 เมษายน 2009 เวลา 23:36 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 2617

ผมได้รับการเสนอให้ร่วมทีมพิจารณาการวาดรูปลงข้างถุง ซึ่งมีอาเหลียง สิงห์ป่าสัก และ…

จัดทำแบบง่ายๆ โดยเอาผลงานมาวางไว้แล้วร่วมกันพิจารณาแล้วลงมติ

ผลการพิจารณารูปวาดที่ข้างถุง

สำหรับรุ่นเล็กผลมีดังนี้

ชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ลักษณะเด่น

น้องไผ่ รูปที่วาดบ่งบอกความสามัคคี ที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของกลุ่มคน สังคม ประเทศ
น้องเอมมี่ เด็กเพียงอายุไม่กี่ขวบ
แต่จินตนาการลึกล้ำเกินวัย
น้องนีน่า วิถีชีวิตที่งดงามนั้นต้องประกอบด้วยคุณค่าทางวัฒนธรรมที่สร้างสรรค์ น้องนีน่าเน้นภาพที่บ่งบอกถึงการอนุรักษ์วัฒนธรรมของสังคมไทย
น้องโยโย่ ชีวิตคนเราอยู่ไม่ได้ถ้าไม่มีป่าไม้และสิ่งแวดล้อม การดำรงอยู่จึงสมควรที่คนเราจะต้องอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติไว้

สำหรับรุ่นกลางผลมีดังนี้

ชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ลักษณะเด่น

น้องฝ้าย สังคมจะเกิดพลังได้ต้องมีการรวมใจ ร่วมใจ เพื่อนำพลังไปสร้างสรรค์สังคม
น้องโบ กระบี่มีเอกลักษณะที่น่าสนใจจำนวนมาก แค่สัมผัสเราก็พบเอกลักษณ์ที่ประทับใจเสียแล้ว
น้องจิ เธอผู้นี้มีความถนัดในการสร้างสัญลักษณ์ต่างๆออกมาให้มีความหมาย ความเข้าใจได้อย่างไม่ซับซ้อนมากนัก
น้องอ้าย ครั้งแรกที่ใครๆมากระบี่ก็ต้องกล่าวเหมือนกันว่า ภูเขาสวย ธรรมชาติดี ต้นไม้เขียวขจีไปหมด จึงเป็นที่ยอมรับกันว่า สถานที่แห่งนี้ เป็นความประทับใจทุกคนที่มาเยือน

สำหรับรุ่นใหญ่ผลมีดังนี้

ชื่อผู้สร้างสรรค์ผลงาน

ลักษณะเด่น

โกเหลียง คนอะไรก็ไม่รู้แต่งเนื้อแต่งตัวจ๊าบซะไม่เมี๊ยะ แต่ตรงข้ามท่านผู้นี้มีความซาบซึ้งต่อวัฒนธรรมไทยยิ่งนัก
พ่อครูบาฯ ผลึกชีวิตของท่านนั้นหากจะดึงเอาออกมาบันทึกคงไม่มีวันจบสิ้น ผลึกของท่านจึงออกมาในรูปของมุมสะท้อนสังคมแห่งการปลดปล่อย
ท่านอัยการ สถานที่พำนักของท่านคือชาวเกาะ ที่เน้นนักหนาเรื่องความเป็นธรรมชาติเดิมๆ แต่ก็ต้องสู้รบปรบมือกับการทำลายล้างธรรมชาติ ท่านจึงเน้นการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ

ผลงานทั้งหมดไม่ได้เรียงลำดับตามการพิจารณาตัดสิน


เฮ8 เพื่อนรัก…2

33 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 6 เมษายน 2009 เวลา 9:43 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 6302

ท่านอัยการเสนอให้ผมส่งรูปเข้าประกวดด้วย

ผมเปลี่ยนใจครับ จากการที่จะไม่ส่งเข้าประกวดเป็นการส่งเข้าประกวด

แต่คงแปลกกว่าคนอื่นๆเพราะเป็นภาพขาวดำครับ

ภาพนี้ถ่ายเช้าก่อนที่เราจะเดินทางลงเรือไป… รอเรืออยู่

น้องจิน้องอ้ายเขาสนิทสนมกันก่อนแล้ว โบเป็นหน้าใหม่เข้ามา

แต่ความสามารถของน้องจิ ก็สร้างความสัมพันธ์อย่างสนิทสนมเพียงข้ามวันเท่านั้นเอง

คุณพ่อคุณแม่น้องโบก็แปลกใจและดีใจที่สุดที่โบเปลี่ยนไปทางที่ดี จากเก็บตัวเงียบๆมาเป็นร่าเริง

และหัวเราะ สนุกกับเพื่อน

ผมชอบรูปนี้เพราะจิคว้าแขนโบมารัดและเกาะเกี่ยวไปด้วยกันพร้อมกับน้องอ้าย

เป็นมิตรภาพดูแล้วรู้สึกดีจริงๆ ดีจริงๆ เลยเถิดไปถึงการคิดถึงภาคใต้ เสื้อแดงเสื้อเหลือง

หากมาเกาะแขนกันอย่างนี้เราเป็นสุข สังคมเป็นสุข ประเทศเป็นสุข โลกสงบ สันติ

ความสามารถของจิ น่าถอดรหัส…

ขอชมน้องโบ แม้ว่าจะเขินเล็กๆ แต่โบก็รับลูกด้วย

จนมิตรภาพสานต่อกันเป็นเพื่อนรักกัน

ผมเชื่อว่าความเป็นเพื่อนรักถูกก่อฐานขึ้นมาแล้ว

นี่คือแรงเกาะเกี่ยวทางสังคมที่อยู่บนฐานสันติสุข

แรงเกาะเกี่ยวบนฐานความเป็นเพื่อน มิตรภาพ….

ดูเฮครั้งต่อๆไปซิครับ…

ผมตั้งชื่อรูปนี้ว่า “เพื่อนรัก”

ผมพิมพ์ Post รูปนี้ขณะนั่งในรถกลับกรุงเทพฯ ขอนแก่น

คนข้างกายขับรถอยู่ครับ


เฮ8 … มือซน..

55 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 4 เมษายน 2009 เวลา 0:00 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 3411

ภาพนี้เอามาฝากเฮียตึ๋ง…..

อย่าคิดมาก ก็แค่รูปปั้นอิอิ

(เป็นรูปปั้นเด็กที่น้ำพุร้อนกระบี่)


เฮ8 กลับบ้าน

1 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 3 เมษายน 2009 เวลา 21:05 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 1663

เฮ…ญาติลานเดินทางกลับถึงบ้านกันเกือบหมดแล้ว

เหลือแต่เรา…ยังอยู่ที่ตรังอยู่เลย



Main: 0.6808750629425 sec
Sidebar: 0.43879294395447 sec