Old Comrades

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 30 มกราคม 2012 เวลา 0:37 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2243

เมื่อสิ้นปีผมไปร่วมงานพบเพื่อนเก่าที่ทำงานพัฒนาชนบทกันที่สะเมิง เชียงใหม่ โดยมี Mr. Klaus Bettenhausen ชาวเยอรมันที่นำมูลนิธิ ฟริดริช เนามัน เข้ามาเมืองไทยและทำงานพัฒนาชนบทในสะเมิงและที่อื่นๆในภาคเหนือ เขามาร่วมงานด้วยเพราะเขาใช้ชีวิตที่เชียงใหม่ มีครอบครัวเป็นคนไทย..หลังจากที่ผมกลับขอนแก่นแล้ว เขาก็เขียนจดหมายมาให้เพื่อนร่วมงานทุกคน รวมทั้งผมด้วย จึงอยากเอามาขยายเพื่อให้เพื่อนเห็นภาพการทำงานในสมัยนั้นครับ พ.ศ. 2518-2522 ครับ

Dear old ‘Comrades’,

I thought of sharing with you some ideas and memories from the ‘good old times’. When, on our meeting in Samoeng Dec 30, I was asked to address you, the honorable guests, I misunderstood. Also, my mind was with my darling wife who was  in hospital at that time. Later on, most of our ex-staff reflected on the devt. Work we had done, in the 70ies, in Amphoe Samoeng, THC, Prao and Mae Taeng.

When we started our project, end of 1975, Thailand - and Samoeng - was a different place. All the houses in Samoeng were simple, made from wood. Electricity only in T.Samoeng Tai, in a few villages, from 5 - 10 p.m. The district administration, the police station all very humble, built from solid wood, with simple desks and chairs - and fortified by a protective barrier of wooden poles (against communists).

Our own office, the project office, was of course as simple as the other official places. I can’t recall where exactly we worked before we moved to our own office, on our own strip of land. I only remember that we  washed using water from a well which was ice-cold, as it was Nov/Dec when we began the project, 1975.

We started with a questionnaire campaign (forgot details) among farmers, in Wat Huay Kork temple. It was cold - but the response was encouraging. Anyway, at 10 p.m. everybody went to bed. In those years we didn’t drink beer but mostly Mekong. Beer Chang didn’t exist yet, it was just Singh and Amarit.

The staff were driving Honda CT 125 (?) and I had a Land rover 88. There were asphalt roads just up to Chaisit, the Chinese middle man, maybe even less. Any other roads were ‘lug lang’. I remember the difficult stretches from Ban Bong Kwao up to Ban Mae Pae and the hill down in Ban Angkai (T. Yang Myyn). Even the road from Kongkarg Noi to Ban Maesarp was hellish difficult during the rainy season. To drive from CNX to A. Samoeng took 2 hours; sometimes a tree had fallen over and blocked the road.

There were no telephones in Samoeng. Messages were sent by motorcycles; a message from Samoeng Tai to Yang Myyn + a response took one full day. There were only two restaurants, one of them belonging to the local policeman. A post office didn’t exist, there was no bank, there was no hospital.

During the rainy season work was particularly difficult, particularly for professional staff on motorcycles. Clothes were immediately dirtied, splashed with red spots from the laterite roads. Sometimes some staff got stuck somewhere and could not return because the roads were too muddy and impassable; they then had to ‘kin kao ling’. If I remember right, our main food, during the initial years, was rice with yum bei chaa, bla kapong and bla too kemm.

I remember all the site offices we had: Mom in Yang Myyn, Wallop in Samoeng Neua, Kwanchai in Mae Sarp, Ngo in Hard Sompoy and P’Sawat in Samoeng Tai, supported by Sinee and Paisal. In Samoeng Neua I used to sleep at the temple of Ban Balaan, in Yang Myyn at the temple as well.

Our project work, the election of ‘farmer foremen’, their training at the NADC, staying for three days and two nights in Chiangmai, at Wat Sri Gyyd near Wat Phra Singh, the evening classes in the villages, the organizing of training courses, the excursions to other parts of Thailand (Chainat)……..yes, our project seems to have acted as an ‘eye opener’ for our farmers from Samoeng.

Then the politics. The suspicions about what we  were doing. It was after all 1975/76. Wallop returning one day from the field with a sickish face; he had been accused of being a communist ! Then October 6, Paisal arrested and ‘invited’, to spend the next 6 weeks (?) in suan garunathep, for indoctrination. One day the then Dy PM, Khun Pramarn Adireksarn, visited the project, landing next to the school of Ban Balaan with two helicopters ! I preesented a statement, in Thai language, arguing against the suspicions of the Thai local authorities who were suspecting us of being communists. - Later Pa Prem took over in BKK and things cooled down.

The Foundation in Germany left our project design mostly untouched but controlled our project activities very closely and there were official  visitors to CNX and Samoeng a few times. I remember vividly only one in Yang Myyn when one of our honorable Thai friends tried to communicate with the farang guests explaining them a new approach to frog breeding (offspring twice per year), thereby creating the famous statement ‘one frog tow eggs’ !! The farang guests were most surprised.

All those memories cover the period 1975 - 1988 and deal mostly with our project in Samoeng; I have mucg weaker memories of our work in THC, Prao and Mae Taeng. But those memories are wonderful and so much in contrast to what Thailand is today. Still, if you enter deeper into T. Samoeng Neua, Mae Sap and Yang Myyn - there still some trace, some ’smell’ can be felt when passing through those villages.

One could go on and reflect on the uniqueness of Thailand, it’s friendly and welcoming people, the behavioral pattern of their social relations, the avoidance of conflict, also the political development in the country which, to my understanding, are all the result of the fact that Thailand has never been a colony, never had farang ‘masters’ to ‘civilize and tame’ the Thais. One could even ask whether there is reason to deplore this….

I send my best regards to all of you ! Stay healthy and in good spirits !


สาวสันทราย..อีกครั้ง

14 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 28 ธันวาคม 2011 เวลา 16:00 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2562

เบิร์ดสนใจ “สาวสันทราย” เลยเอารูปมาลงเต็มๆ เผื่อเป็นข้อมูลเอาไปหาดูในที่อื่นๆครับ ต้นสาวสันทรายก็คือ ต้นที่ป้ายนี้ติดอยู่นี่แหละครับ สวยครับ เดินดูดอกหลายชนิดสาวสันทรายเด่น ดึงให้เราเดินไปชมใกล้ๆครับ


เต็ม..

108 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 27 ธันวาคม 2011 เวลา 22:51 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2349

ยาหยีอยากพักผ่อนหลักจากทำงานหนักมาตลอด เดินทางทุกสัปดาห์วางแผนจะไปพม่าแถวเชียงตุง ต่อมาเพื่อนร่วมงานสมัยสะเมิงนัดพบกันส่งข่าวมาบอกว่าอยากให้ไปสังสรรค์กันหน่อย ไม่ได้พบกันนานแล้ว เราจึงเปลี่ยนแผน ไปเชียงใหม่ ตรวจสอบลูกสาวว่าหยุดงานวันไหนจะได้ไปด้วยกัน ถือโอกาสครอบครัวพักผ่อนด้วย

เราเริ่มเอะใจเรื่องที่พัก จึงติดต่อที่พักแหล่งประจำของเรา เต็มหมดแล้ว โทรไปหลายแห่งที่เราคุ้นชินก็ เต็มหมด เอาหละซี ทำไงดีล่ะ

พอดีผมมีงานที่เหมืองแม่เมาะ ประชุมกับท่านรองผู้ว่าจังหวัดลำปาง นายอำเภอ และเจ้าหน้าที่ กฟผ ในเรื่อง Public scoping เลยต้องขึ้นมาลำปางกับทีมงาน และถือโอกาสเลยไปเชียงใหม่เร็วกว่ากำหนดเดิม ช่วงนี้พอหาที่พักได้ แต่วันที่ 30 ถึงวันที่ 1 เต็มหมด อาจเหลือบ้างในราคาสูงกว่า 4,000 บาทต่อคืนขึ้นไปถึงคืนละ 10,000 บาท มันเกินฐานะเรานะ อยากพักอยู่ร๊อก แต่อย่าดีกว่า ยิ่งนานวันห้องยิ่งเหลือน้อยลงมา เราชะล่าใจไปหลายแห่ง ว่ามีห้องในราคาที่สู้ได้ แต่ขอตระเวนไปดูที่อื่นๆอีก ทำไปทำมา ย้อนมาเอาที่เดิมก็หมดแล้ว….สมน้ำหน้า

ผมตัดสินใจโทรหาเพื่อนรักที่เขาเป็นคนเชียงใหม่ช่วยแนะนำที่พักให้หน่อย มันบอกว่า โธ่ โธ่ มันยากยิ่งกว่างมเข็มอีกว่ะ แต่จะลองดูให้

เราได้ห้องถึงวันที่ 30 แต่วันที่ 31 และวันที่ 1 นั้นไม่มีที่พัก เราเริ่มมองไปรอบๆเมือง ไกลออกไป ไกลออกไป แม่ริม แม่แตง ลำพูน ป่าซาง ดอยสะเก็ด ….เต็มหมด โชคดีที่ผมเตรียมเต็นท์ ถุงนอนมาพร้อม หากไม่มีห้องพักจริงๆ ก็กางเต็นท์นอนกันหละ

เวลาผ่านไปเราตรวจพบว่าที่น้ำพุร้อนแม่ออน มีที่พักว่าง ราคาแพงลิ่ว แต่พอรับได้ จึงคว้าไว้ แล้วไปดู พอใจเอาเลย สักพักใหญ่ๆเพื่อนโทรมาบอกว่าหาห้องว่างให้ได้แล้วข้างบ้านเขา เป็นห้องพักใหม่ที่สร้างไม่เสร็จดีแต่พักได้ เราขอบคุณเขาแต่เราตัดสินใจไปแล้ว

ผมมาเชียงใหม่ทุกปีเพราะมีที่ดินที่นี่ มีเพื่อนมากมายที่นี่ เพราะผมเรียนจบที่นี่ แต่ไม่เคยเผชิญปัญหาที่พักเท่าปีนี้เลย สงสารคนเชียงใหม่ที่มีความสวยงามแต่ไม่สงบ เพราะมีคนต่างถิ่นมามากเกินไป เกินพอดี ….
(ในจำนวนนั้นรวมผมไปด้วย อิอิ)

รูปข้างบนนั้นไม่เกี่ยวกับเรื่องนะ ชื่อสาวสันทราย ชื่อแปลกนะครับ


เหรียญเก่า..

18 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 ธันวาคม 2011 เวลา 14:24 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2853

ผมไปหลวงพระบางหลายครั้ง เดินตลาดกลางคืน ซึ่งเหมือนไนท์ บาร์ซาร์เชียงใหม่ก็หลายหน แต่ไม่เคยพินิจพิจารณาร้านขายของเก่า เพราะเฉยๆ แค่มองผ่านๆไปเท่านั้น

แต่มาได้ยินคนพูดว่า ไปหลวงพระบางมาแล้วไปได้เหรียญเก่าของไทยเรา ทำให้ผมสะกิดใจ เอ ทำไมเราไม่ดูบ้างเล่า เหรียญเก่าๆของไทยนั้นน่าที่จะสะสมไว้ให้ลูกหลานดู

มาคราวนี้ผมแค่ผ่านหลวงพระบาง เพราะต้องรีบไปทำงานและแค่ผ่านไม่ได้พักที่นั่นจึงหมดโอกาสจะไปเดินดูเหรียญเก่า แต่ผมมีเวลาค้างคืนที่เวียงจันเที่ยวกลับ จึงตั้งเป้าหมายไว้ และก็มีโอกาสจริงๆ หลังจากเดินชมพระอาทิตย์ตกดินที่ฝั่งไทยเมื่อมองจากฝั่งเวียงจันแล้วก็ถือโอกาสเดินชมไนท์ บาร์ซาร์ใกล้ๆนั่นเอง

ไม่ผิดหวังผมพบเหรียญเก่าของไทยหลายเหรียญ ก็ต่อรองราคา ซื้อมาหลายเหรียญเขาก็ลดให้ ผมถามเขาว่าเอามาจากไหน เขาบอกเป็นของเก่า เหรียญนี้ปี พ.ศ. 2460 ก็ 90 กว่าปีแล้ว สมัยผมเด็กๆก็ได้เห็น ได้ใช้อยู่ และมีหลายชนิด แต่หมดไปแล้ว

อย่าถามว่าราคาเท่าไหร่นะครับ…ไม่บอก อิอิ….


พื้นที่ประเทศลาวคือผ้าที่พับไว้..

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 21:52 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1849

สภาพพื้นที่ประเทศลาว เมื่อมองลงมาจากเครื่องบิน

ที่บินจากหลวงพระบางมาเวียงจัน

เมื่อวันที่ 21 ธันวาคม 2554 เวลา 14:05 น.

ภูมิอากาศด้านล่างนั้นหนาวเหน็บครับ

ช่วงหนึ่งผมบรรยายให้เจ้าหน้าที่ส่งเสริมงานพัฒนาชุมชน

เรื่องการทำงานกับชุมชน ระหว่างนั้นหัวหน้างานของ

เขาลุกขึ้นมาพูดว่า ต่อไปเราต้องรู้เรื่องราวอย่างละเอียดของชุมชน

ทุกครัวเรือน เราจะพัฒนาการเกษตรให้ก้าวหน้า “ประเทศลาว

เรามีพื้นที่กว้างขวาง เพียงเป็นพื้นที่ที่เหมือนผ้าพับไว้เท่านั้น

หากคลี่ออกมาจะกว้างใหญ่มาก” …

เมื่อดูภาพนี้แล้วทำให้นึกถึงคำพูดของหัวหน้าท่านนั้นครับ


นี่หรือความเจริญ..

127 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 0:38 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2373

(ภาพยาย ที่สถานีรถโดยสารประจำทางนครเวียงจัน)

ผัวยายตายไปหลายปีแล้ว

ลูกมันก็ทิ้งยายไปหลายปีแล้วเช่นกัน ไม่เคยส่งข่าวมาเลย

ยายเลยอยู่ตัวคนเดียว ต้องช่วยตัวเองเพราะไม่มีรายได้อะไร

มรดกอะไรก็ไม่มี ยายเป็นคนลาวใต้ มาได้ผัวที่เวียงจันนี่

ยายมาเก็บพลาสติกไปขายเอาเงินซื้อข้าวกิน…

เมืองไหนๆก็มีภาพเช่นนี้ จึงมีคำถามว่า

เอ….ความเจริญคืออะไร…?


นี่คือชีวิต..

11 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 22 ธันวาคม 2011 เวลา 22:06 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1126

ชีวิตบางคนก็เลอเลิศสะแมนแตน บางคนยิ่งกว่านิยายหลากรส …บางคนก็ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา บางคนก็เลวสิ้นดี บางคนดีใจหาย….
แล้วเราเป็นแบบไหนล่ะ ก็เป็นเรานี่แหละ..หึหึ

ช่วงที่ผมอยู่กับเปลี่ยนที่หงสา ก่อนเดินทางกลับมาสองสามวัน ได้รับ SMS ว่า ภรรยาอาจารย์บัณฑร อ่อนดำเสียชีวิตแล้ว รดน้ำศพวัน.. และจะฌาปนกิจศพวันที่ 22 ธันวาคม 54 ที่กรุงเทพฯ

ผมเล่าให้เปลี่ยนฟัง ว่าอาจารย์ยังนอนในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่ขอนแก่นเพราะเป็นอัมพาต ท่อนล่าง กำลังรักษาตัวมาสองเดือนแล้ว นี่ภรรยามาเสียชีวิตอีก อาจารย์ก็ไปงานไม่ได้ซิ…

(รูปจากบันทึกของหนานเกียรติใน G2K)

ผมเดินทางออกจากหงสาวันที่ 21 ไปไชยบุรี ไปหลวงพระบาง แล้งนั่งเครื่องลงเวียงจัน รถไปขอนแก่นหมดแล้วต้องนอนค้างที่เวียงจัน ผมติดต่อกับศรีภรรยา ก็ได้รับทราบว่าเราจะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาลกันในบ่ายสามโมงวันที่ 22 ผมขอไปด้วย

ผมเดินทางถึงขอนแก่นเที่ยงเศษ ในมหาวิทยาลัยกำลังมีพระราชทานปริญญา รถติดวุ่นวายไปหมด ผมทำธุรที่บ้านเสร็จก็เดินทางไปกราบอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาล ผมไปถึงก่อนเวลานัด เห็นเตียงอาจารย์กำลังปิดผ้ารอบ ทราบว่าผู้ช่วยพยาบาลกำลังทำความสะอาดร่างกาย ผมยืนดูข้อมูลต่างๆที่โรงพยาบาลทุกแห่งมักจะติดไว้เป็นข้อมูล ข่าวสารเชิงสุขภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตึกนั้นๆ ขณะที่ก็คอยทีม RDI มาสมทบด้วย

เมื่อผู้ช่วยพยาบาลทำความสะอาดเสร็จแล้วผมตัดสินใจเข้าไปกราบอาจารย์ก่อน ผมค่อยๆเข้าไป ผมเห็นอาจารย์นอนตะแคงขวา มือขวาอาจารย์งอไปอยู่ที่ใบหน้า ผมเห็นมือขวานั้นถือมือถือเก่าๆเล็กๆอยู่ ผมกราบอาจารย์แล้วถามว่ากำลังพูดโทรศัพท์หรือครับ อาจารย์พูดให้เสร็จก่อนแล้วกัน…. อาจารย์รีบตอบว่า เปล่าไม่ได้คุย เสร็จแล้ว

เมื่ออาจารย์พยายามตั้งใบหน้าตรงจากการเอียงขวา ผมเห็นน้ำตาท่านอาจารย์ไหลออกมา…

ใช่ซิ…เมื่อชั่วโมงกว่าๆมานี่เองที่กรุงเทพฯได้ฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ไป โดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปร่วมงานด้วย ผมเดาความรู้สึกนี้ได้ดี

ผมเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆอาจารย์เอามือไปจับแขนอาจารย์ นัยว่าผมมาให้กำลังใจอาจารย์นะครับ ผมสงสารอาจารย์หรือใครก็ตามที่จะต้องมาตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้…ผมนิ่งไปชั่วครู่ปล่อยความรู้สึกของผมผ่านมือที่จับแขนอาจารย์อยู่…

อาจารย์กลับเข้มแข็งมากๆ เพียงไม่กี่อึดใจท่านอาจารย์ก็คุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น น้ำเสียงปกติ (แม้ในใจท่านอาจจะกำลังร่ำให้อยู่..) จากการคุยกันทราบว่าต้องจ้างผู้ช่วยพยาบาลอิสระมาดูแลตลอด ช่วงหนึ่งนั่งเก้าอี้คนพิการมากเกินไปทำให้เท้าบวม และติดเชื้อในกระแสเลือด จึงต้องกลับมานอนให้หมอดูแลใกล้ชิดอีก คงจะนอนยาวไปถึงสามเดือนเลย

ไม่กี่นาทีทีมงาน RDI ก็มาสมทบ เรารวบรวมเงินจำนวนหนึ่งให้อาจารย์เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะต้องใช้อีกมากมาย

ระหว่างที่เราคุยกันนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามา ท่านอาจารย์คุยด้วย ผมยังเดาว่าคนทางกรุงเทพฯคงรายงานงานฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ละมั๊ง แต่ไม่ใช่ เป็นโทรศัพท์มาจากกระทรวงต่างประเทศเชิญอาจารย์เข้าประชุม ในฐานะที่อาจารย์เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
โดยที่ทางกระทรวงต่างประเทศไม่ทราบการป่วยของอาจารย์….

ผมไม่ขอกล่าวประวัติท่านอาจารย์เพราะเคยบันทึกไปบ้างแล้วและ หนานเกียรติแห่ง G2K ผู้ล่วงลับไปแล้วเคยเขียนถึงอาจารย์ไว้อย่างละเอียดทีเดียว ผมจึงขอลิงค์ไว้ที่นี่
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/431354

เราอยู่กันพักใหญ่ แล้วก็กราบลากลับ ระหว่างทางเราคุยกันว่า ชีวิตอาจารย์มาตกหนักเอาตอนนี้ น่าเห็นใจมากจริงๆ ไม่ใช่เพียงภรรยาอาจารย์ต้องมาเสียชีวิตไปโดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปดูหน้า ไม่ได้ไปเผาเลย….แค่นี้ก็เจ็บปวดมาก แต่มากไปกว่านั้นอีกที่ทีมงาน RDI บอกผมระหว่างที่เราเดินลงจากตึกว่า….. บุตรสาวคนสุดท้องอาจารย์กำลังเป็นมะเร็งขั้นรุนแรงแล้วด้วย….

อะไรกัน..ชีวิตทำไมเป็นอย่างนี้…โธ่อาจารย์ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อคนจน คนพื้นบ้านกลับมารับสภาพเช่นนี้…แม้มันไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม..

ภรรยาผมเอ่ยมาว่า ตั้งใจจะจัดงานอะไรสักอย่างหาเงินให้อาจารย์สักก้อน แต่เธอก็ไม่ได้หยุดหย่อน แต่ผมก็บอกว่า คุณกำหนดวันคุยกันเลย ไม่งั้นไม่ได้ทำแน่ เธอเห็นด้วย…

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมคิดอะไรไปมากมาย…..


หนาว..กับหนังสือ

25 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 20 ธันวาคม 2011 เวลา 21:51 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1271

เมืองหงสาหนาวมาก เกือบทุกเช้าหมอกลงจัด ผมใส่เสื้อสามชั้นทุกวัน จากที่พักผ่านร้านเล็กๆตรงมุมตลาด แม่เธอเป็นแม่ค้าขายอาหารและกาแฟ ผมเดินผ่าน คุณแม่เธอจะเชิญชวนเข้าไปซื้อกาแฟยามเช้า แต่ผมมีร้านประจำที่ เปลี่ยน นัดหมายทำอาหารไว้แล้วจึงไม่ได้เข้าไปใช้บริการของร้านนี้

ลูกสาวเธอเอาหนังสือมาอ่านท่ามกลางความหนาวก่อนที่เธอจะไปโรงเรียน เธอมานั่งอ่านอยู่หน้าเตาไฟนอกบ้าน ขณะที่คนเด็กอีกหลายคนนั่งในห้องปิดมิดชิดมีผ้าห่มหนาห่อหุ้มร่างกายอยู่

เห็นวิถีชีวิตแบบนี้แล้วนึกถึงตัวเองสมัยเด็ก เพราะเราก็เป็นคล้ายๆภาพแบบนี้มาแล้ว เห็นแล้วเหมือนผมอยู่ใกล้อดีต และสนิทแนบกับชนบท วิถีแห่งชนบทวิถีที่ใกล้ธรรมชาติ

เธอน่ารักมาก.. ขอให้เธอเติบโตเป็นอนาคตของท้องถิ่น ประเทศชาติเถอะ..


มีเรือเป็นบ้าน..

2 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 20 ธันวาคม 2011 เวลา 13:35 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1660

Floating house

คนสมัยก่อนที่อยู่กับน้ำ มีที่พักแบบนี้ ซึ่งเป็นแบบหนึ่งในหลายๆแบบ

บรรพบุรุษตระกูลผมรุ่นทวดนั้น เคยอยู่แพริมน้ำก่อนที่จะย้ายขึ้นไปบนฝั่ง แบบแพจะกว้างกว่าและไม่โคลงเหมือนเรือ ทวดมีทองใส่กำปั่นมากมาย เพราะทำการค้ากับชาวนาในพื้นที่ลึกเข้าไปในป่า โดยเอาเกลือ ปลาเค็ม แลกข้าว แล้วเอาข้าวไปขายต่อ

ทวดรวยมีทองมากมายจนแพเอียง เขาเรียกทวดว่า “ยายตุ้ยแพเอียง” ต่อมาถูกโจรปล้น โจรเปิดกำปั่นไม่ออก เอาขวานผ่าฝืนขนาดใหญ่จามกำปั่น ชาวบ้านเล่าให้ฟังว่ามันดังลั่นคุ้งน้ำเชียว กำปั่นส่วนหนึ่งจมน้ำและไม่สามารถงมขึ้นมาได้จนปัจจุบันนี้

เห็นเรือบ้านลำนี้ที่ ท่าเดื่อ แม่น้ำโขง ไชยบุรี แล้วนึกถึงเรื่องราวขึ้นมา..


หงสา หน้าหนาว

4 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 15 ธันวาคม 2011 เวลา 23:30 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1514

ทุกเช้าที่นั่งรถไปทำงานกับ อาว์เปลี่ยน

จะต้องผ่านตรงนี้ บรรยากาศแบบนี้

เห็นแล้วยังหนาวเลย อิอิ


เก็บตกน้ำท่วม..

20 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 พฤศจิกายน 2011 เวลา 0:47 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2238

ผมกลับลงกรุงเทพฯ เมื่อเพื่อนบ้านบอกว่าที่บ้านลูกสาวปลอดภัย น้ำขึ้นมาแต่ฟุตบาทแล้วก็ตั้งเครื่องสูบน้ำออกได้หมด โดยสมาชิกในหมู่บ้าน ออกเงินรวมกันประมาณ 1 แสนบาทเพื่อใช้จ่าย แต่ก็ใช้ไปเพียงสามหมื่นบาทเอง

ผมกลับเข้าบ้านพร้อมลูกสาว บ้านช่องปกติ เริ่มขนของลงมาจากชั้นบน ผมทำคนเดียวค่อยๆทำไปทีละอย่างสองอย่าง ก็ดีได้ออกกำลังกายไปด้วย แต่ยุงมากมายจริงๆ พอเย็นย่ำยืนคุยกับเพื่อนบ้านแล้วลองแกว่งมือไปมา โฮ..โดนยุงเป็นฝูงๆเลย เพื่อนบ้านถือเครื่องกำจัดยุงแบบไฟฟ้าสถิต รูปร่างคล้ายไม้ตีเทนนิส มันดังแป๊ะๆตลอดเวลา..


ช่วงน้ำท่วมคนรู้จัก TEAM group กันมากขึ้นเพราะคุณชวลิต กรรมการบริษัทออกทีวีทุกวันเรื่องข้อมูลน้ำท่วมกรุงเทพฯ เป็นเพราะบริษัททีมได้งานเกี่ยวกับโครงสร้างต่างๆในกรุงเทพฯมานาน จึงมีข้อมูลทางกายภาพเยอะ เอามาใช้ประโยชน์ซะเลย

รูปที่เห็นนั้นก็คือน้ำท่วมถนนหน้าบริษัท พนักงานต้องนั่งรถหกล้อของบริษัทกัน เป็นที่ตลกที่ชุดทำงานกลายเป็นขาสั้น เสื้อผ้าเหมือนไปเที่ยวหรือนั่งอยู่บ้าน ก็ดีไปอย่างนะดูสบายๆ ตอนนี้น้ำแห้งเกือบร้อยเปอร์เซนต์แล้ว


ภาพนี้เป็นภาพสามมิติที่ดูที่ตั้งบริษัททีมจาก กูเกิล เดี๋ยวนี้ระบบกราฟฟิก พัฒนาไปไกลมากแล้วนะครับ จะดูมุมไหนก็หมุนได้หมด 360 องศา นี่หากจะทิ้งระเบิด ก็แค่เอาพิกัดที่ตั้งไปใช้ก็เรียบร้อย ..


ภาพนี้คือแผ่นป้านรถที่ตกจมน้ำเนื่องจากรถวิ่งฝ่าน้ำไปแล้วแผ่นทะเบียนหลุดจมน้ำ ชาวบ้านก็ไปเก็บเอามาวางขายให้เจ้าของซะเลย ไม่รู้ว่าโจรซื้อไปทำทะเบียนปลอมเพื่อกระทำผิดหรือเปล่านะ

เรื่องนี้มีทุกมุมเมือง วันก่อนทีวีก็ออกข่าวเรื่องนี้ คนที่เอามาวางตรงนี้เพื่อคืนเจ้าของ (พูดซะแบบคนทำบุญ อิอิ) แต่จริงๆก็ขายคืนให้เจ้าของในราคา..ผมไม่ได้ถาม แต่ที่ในทีวีเป็นอีกสถานที่หนึ่ง เขาบอกว่า หากจะให้เงินเขาเท่าไหร่ก็ได้ ไม่มีเงินก็เอาคืนไปฟรีๆก็ได้ ส่วนใครจะให้ก็ตามสะดวก ดูเหมือนว่ามีเจ้าของตามมาเอาคืนมากเหมือนกัน ส่วนใหญ่บริจาค 100 บาท มีที่ให้สูงสุด 1,000 บาท

เอ้า..ของใครแถวนี้มีบ้างไหม เดินไปดูหน้ารถ หลังรถของเราว่าป้ายทะเบียนยังอยู่หรือเปล่า หากหายไปก็มาค้นเอา

อย่างน้อยก็เป็นการหารายได้จากวิกฤติน้ำคราวนี้ครับ


ผมเห็นสิ่งที่เกิดจากน้ำท่วม..

8 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 17 พฤศจิกายน 2011 เวลา 20:45 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1964

เธอเป็นลูกคนเดียวและอยู่คนเดียวมานาน เพราะต้องไปเรียนหนังสือในสถานที่ห่างไกลจากบ้านเกิด ความห่างจากพ่อแม่ทำให้เธอต้องคลุกคลีกับสิ่งแวดล้อมที่ห้อมเธออยู่ ความห่างเหินทำให้กิริยามารยาทเธอออกจะห้าวๆ ตรงเหมือนขวานผ่าซาก เชื่อมั่นตัวเองและ ถูกเปรียบเทียบว่าเป็นชาล้นถ้วย แม้จะสอบถาม แลกเปลี่ยนปัญหา อุปสรรค กับแม่ของเธอทางโทรศัพท์ เธอก็รับฟังแต่ดูเหมือนว่า มันไม่ได้ช่วยอะไร แล้วเธอก็กลับไปทำตามในสิ่งที่เธอคิดเห็น

ลักษณะอุปนิสัยเช่นนี้ ทำให้เธอปะทะกับเพื่อนร่วมงานที่เป็นคนไทยด้วยกัน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุสูงกว่าเธอ แต่ตรงข้ามฝรั่งกลับบอกว่าเธอมีนิสัยเหมือนฝรั่ง ตรงๆ ไม่อ้อมค้อม และไม่มีลีลา การเอื้อนเอ่ยมธุรสวาจา ฟันเปรี้ยงลงไปเลย

เธอมีหน้าที่เป็นผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อของสำนักงานธุรกิจยักษ์ใหญ่แห่งหนึ่ง ผมประเมินเองว่า ด้วยหน้าที่การงาน ความรับผิดชอบที่เธอมีอำนาจในมือคือกำลังซื้อ ด้วยเงินงบประมาณของบริษัท เหมือนมีอำนาจที่ไปเสริมคุณลักษณะบางประการของเธอ ตรงๆ ฟันเปรี้ยงลงไปเลย และต่อรองเป็นที่สุด พูดหยาบๆคือ บีบสุดๆที่จะได้เงื่อนไขดีที่สุดสำหรับสินค้าจาก Suppliers เพราะผมเห็นลีลาเธอในบางโอกาสที่ทำหน้าที่นี้แต่มิใช่ธุรกิจของหน่วยงานที่เธอสังกัด

แต่เธอก็มีบางมุมที่ตรงข้าม…..

เมื่อเกิดกรณีน้ำท่วมใหญ่กรุงเทพฯ น้ำเป็นปัจจัยสำคัญของชีวิต หากขาดน้ำชีวิตก็อยู่ไม่ได้ แต่หากน้ำมากเกินไปก็เกิดทุกข์ เกิดอุปสรรค ต่อการดำเนินชีวิตและอาชีพการงานมากมาย

Supplier ส่งไก่แช่แข็งให้องค์กรธุรกิจของเธอรายหนึ่งไม่สามารถส่งไก่ตามจำนวนและเวลาที่ตกลงกันไว้ เพราะน้ำท่วมส่งผลให้เกิดปัญหาดังกล่าว แม้ว่าจะพยายามแก้ปัญหาแต่ก็ไม่สามารถรักษาระบบเดิมได้ เธอจึงแจ้งให้องค์กรธุรกิจทราบถึงอุปสรรค และพยายามจะแก้ปัญหาให้เร็วที่สุด

ขณะที่สาขาขององค์กรธุรกิจต่างๆทั่วประเทศที่เธอสังกัดนั้น ส่งหนังสือแจ้งถึงการขาดแคลนสินค้านี้มากมาย ปัญหานี้เธอรับทราบและรีบปรึกษากับทีมงานและโดยเฉพาะหัวหน้าใหญ่ เจ้าของธุรกิจไก่แช่แข็งรายนี้เป็นสตรีสูงอายุ ซึ่งก็ไม่ใช่เจ้าของธุรกิจรายใหญ่เหมือนบางบริษัทที่เรารับทราบว่าเป็นเจ้าพ่อธุรกิจด้านนี้ เธอเป็นเพียงรายย่อย และรักษามาตรฐานที่ดีมาตลอดแต่ผลการเจรจา เธอพบว่า พนักงานบริษัททุกราย รวมทั้งหัวหน้าของเธอที่เป็นฝรั่ง ยืนยันหลักการตามสัญญาที่มีต่อกัน ไม่สนใจว่าอุปสรรคที่เกิดขึ้นนั้นมันสุดวิสัย

เจ้าของธุรกิจไก่แช่แข็งตระเวนไปพยายามอธิบายกับผู้รับผิดชอบหลายต่อหลายคน แต่ดูเหมือนไม่มีทางออกใดๆเลยนอกจากบริษัทจะต้องยกเลิกสัญญาที่ทำกันไว้ แล้วหันไปทำสัญญากับรายอื่นต่อไป

แต่เมื่อ เจ้าของธุรกิจมาคุยกับเธอ กลับได้รับคำเห็นอกเห็นใจและแม้ว่าเจ้านายใหญ่จะตัดสินไปแล้ว แต่เธอจะพยายามเสนอชื่อเธอกลับคืนมา….

คืนนั้นเธอโทรศัพท์ไปคุยกับแม่เธอ แล้วร้องให้ดังลั่น ด้วยความรู้สึกสงสาร เห็นใจเป็นที่สุดแก่เจ้าของธุรกิจไก่แช่แข็งขนาดย่อม ซึ่งเป็นสตรีสูงอายุท่านนั้น และตั้งคำถามว่าทำไมองค์กรธุรกิจจึงไม่รับฟัง และยอมรับข้อเท็จจริง น้ำท่วมเป็นไปโดยธรรมชาติ สุดที่จะแก้ไขได้ และส่งผลกระทบต่อธุรกิจของที่ต้องรับผิดชอบ

ความกร้าวแกร่งของเธอในมุมหนึ่งนั้น ก็มีมุมเด็กน้อยที่สงสารผู้ที่ตกทุกข์ด้วยเรื่องสุดวิสัย

เราเห็นสองมุมของเธอ

เราเห็นผลกระทบจากน้ำท่วม เหมือนคลื่น ที่เกิดจากการที่เราขว้างก้อนหินลงกลางสระน้ำ แล้วเกิดคลื่นกระจายไปรอบๆจากใหญ่ตรงใจกลาง แล้วเล็กลง เล็กลงไปเรื่อยๆ เมื่อคลื่นเคลื่อนตัวไปหาชายฝั่ง ปัญหาที่เกิดขึ้นกับเจ้าของธุรกิจไก่แช่แข็ง คือ คลื่นน้ำท่วมที่มากระทบนั่นเอง

ส่วนเธอคนนั้นคือลูกสาวผมเอง


ไปดูบ้าน

5 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 15 พฤศจิกายน 2011 เวลา 0:10 ในหมวดหมู่ การบริหารจัดการประเทศ, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 2027

เป็นคำพูดที่ได้ยินบ่อยเหมือนอีกหลายคำในช่วงนี้

ที่บ้านขอนแก่นรับญาติมาพักด้วยสองครอบครัว ก็หนีน้ำมานั่นแหละ ครอบครัวผู้เป็นลูกสาวมาดูแลครอบครัวคุณแม่ที่ป่วย ทุกวันเธอก็โทรลงไปกรุงเทพฯถึงสามี ถึงเพื่อนบ้าน ให้ไปดูบ้านแล้วรายงานให้ทราบหน่อย เธอก็ซักไซ้อย่างละเอียดเหมือนอยากจะเห็นเองนั่นแหละ ก็ตัวอยู่ขอนแก่น ใจมันอยู่ที่กรุงเทพฯ เธอบอกว่าเฟอร์นิเจอร์ประเภท Build-in ในห้องรับแขกนั้นพังพินาจ และอื่นๆเพราะตอนหนีมาเก็บของได้ไม่มากนัก…เธอหลับตาทีไรเห็นรายจ่ายจำนวนมากรออยู่ข้างหน้า

เมื่อวันก่อนเธอบอกว่าได้รับ VDO ที่ญาติเดินทางไปดูบ้านแล้วถ่ายส่งมาให้ดู เออ เหมือนไปดูบ้านทางวีดีโอ..


(ขอยืมภาพน้ำท่วมมาประกอบ)

ญาติอีกรายอยู่เสนานิเวศ เป็นหมู่บ้านจัดสรรยุคแรกๆของพื้นที่นี้ เมื่อเวลาผ่านมาถึงปัจจุบันหมู่บ้านกลายเป็นที่ลุ่มเพราะหมู่บ้านที่สร้างภายหลังถมสูงขึ้นกันทั้งนั้น เมื่อฝนตกหน่อยเดียวเสนานิเวศน้ำฝนก็ท่วมทุกที มาคราวนี้มีหรือจะรอด ญาติอพยพไปเช่าที่พักอยู่ใกล้ๆ ทั้งที่หน่วยงานจัดหาที่พักให้ แต่ชอบที่จะอยู่ที่เช่าเอง เพราะต้องการอยู่ใกล้บ้าน เพื่อ “ไปดูบ้าน”

ดูทีวีเห็นหลายต่อหลายคนหนี้น้ำท่วมไปได้ไม่เท่าไหร่ก็ต้องย้อนกลับมาดูบ้าน โดยเฉพาะพี่น้องแถบบางบัวทอง ต้องเช่าเรือไปในราคาขูดรีดคนทุกข์ แต่ก็ยินยอมจ่ายเพราะใจมันอยู่ที่บ้าน ญาติผมที่เสนานิเวศก็เช่นกัน เหมาเรือพายลำหนึ่ง หลายสตางค์ พายเข้าไปในหมูบ้านเพื่อ ดูบ้าน น้ำลึกมาก เข้าไปในบ้าน เห็นแล้วก็น้ำตาตกเอาทีเดียว

พื้นไม้ลอยละล่อง น้ำสีดำและมีกลิ่นเหม็น เธอบอกว่ายังเห็นฟองอากาศลอยขึ้นมาปุดๆจากพื้นห้องบ้านชั้นล่าง เสียหายหมดสิ้น พยายามทำใจแต่ก็อดเศร้าโศกไม่ได้ วิมานของเธอพังพินาจสิ้น


(ขอยืมภาพน้ำท่วมมาประกอบ)

ได้เห็นภาพบ้านแล้วก็สมใจที่ได้ “ไปดูบ้าน” แต่ก็หดหู่ใจเป็นที่สุด ขากลับออกมาไม่มีแรงพายเรือ พี่ชายต้องลงเดินลุยน้ำจูงเรือออกมา ห้องที่เช่าพักนั้น เช่าเป็นเดือนได้เลย และอาจจะต้องหลังปีใหม่ไปแล้วกว่าจะได้กลับเข้าบ้านจริงๆ เพราะแม้น้ำจะลดลงในวันนี้ แต่การซ่อมแซมนี่ซิ อาจจะใช้เวลามากกว่าเดือน

โดยเฉพาะไม่มีช่างให้จ้างไปซ่อมบ้านน่ะซี

อือ…วันนี้คุณ “ไปดูบ้าน” หรือยัง


สำรอกของแม่

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 25 ตุลาคม 2011 เวลา 0:36 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1094

ในหมู่บ้านที่สมาชิกทุกคนมาอยู่ใหม่ ก็ยังเคอะเขินแก่กันบ้าง เพราะความใหม่ และวิถีคนเมืองนั้นไม่ค่อยมีเวลาอยู่ที่บ้านแห่งนี้ หมู่บ้านยังขายห้องพักไม่หมด ในแต่ละ เฟส ที่กำลังก่อสร้างก็มี ทำให้สมาชิกในชุมชนใหม่นี้ยังมีไม่มากนัก

นอกจากจะมีคนกรุงและต่างจังหวัดตัดสินใจควักเงินก้อนใหญ่ซื้อห้องพักนี้ ก็มีสมาชิกอีกส่วนหนึ่งที่มาอิงอาศัยโดยไม่ต้องลงทุนอะไร เขามาอยู่ตามอิสระ ชอบตรงไหนก็หาที่หลับนอนตามใจชอบ หรือสัญชาติญาณของเขา เช้า และเวลาทั้งวันก็เดินไป-มาในหมู่บ้านเพื่อหาอาหารกิน หากดูหน้าตาเขาก็ไม่ถึงกับขี้เหร่ ขี้เรื้อน จึงมีทั้งคนชอบและไม่ชอบเขา

ผมหมายถึงหมาที่ไม่มีเจ้าของในหมู่บ้านครับ เจ้าหน้าที่หมู่บ้านเคยบอกว่า ติดต่อเจ้าหน้าที่มาจับแล้วหลายครั้ง เจ้าหมาพวกนี้เหมือนรู้ ต่างหนีหายไปหมด เพราะรอบๆหมู่บ้านติดต่อกับที่ว่างเปล่าและไม่มีรั้วที่แน่นหนาปิดกั้น เมื่อคนจับหมากลับไปหมามันก็ค่อยๆปรากฏตัวกลับมาอีก


นังแดง หน้าตาพอดูได้ นมยาน ผอมโซ หลายสัปดาห์ก่อนมีเสียงลูกหมาร้องอยู่อีกซอยของหมู่บ้าน แถบนั้นเพิ่งก่อสร้างเสร็จ ไม่มีคนพักอาศัย นังแดงจึงไปแอบคลอดลูก นับดูได้ถึง 7 ตัว แหม…นังแดง หมาไม่มีเจ้าของแถมลูกดก

แต่ก่อนผมไม่รู้จักวิถีนังแดง เห็นมันมาคุ้ยขยะหน้าบ้านก็ตะโกนไล่มันเมื่อหลายสัปดาห์ก่อนแต่เมื่อเห็นมีลูกอ่อน ผมก็ใจอ่อน ไม่ไล่มันอีกต่อไป แถมเอาเศษอาหารให้มันอีกเป็นครั้งคราว

เพื่อบ้านติดกันไม่ชอบ มักจะไล่มันออกไป เนื่องจาก มันเริ่มพาลูกมานัวเนียหน้าบ้าน ทำให้รำคาญเจ้าของบ้าน และกลัวว่ารถจะไปทับมันโดยไม่ได้ตั้งใจ ขณะที่สาวห้องถัดไปนั้นเอาอาหารมาให้ เอากระเบื้องลอนคู่มาทำเป็นที่ใส่อาหาร แล้วเอาอาหารมาให้ ลูกทั้ง 7 ตัว

บางวันผมนั่งทำงานที่บ้าน เห็นนังแดงเดินวนเวียนกองขยะหน้าบ้าน เขามาหาของกิน บางวันเดินทางสองสามรอบ บางวันเขาข้ามรั้วบ้านตรงข้ามไปหาอาหารกิน…..


ภาระเรามากหลาย ไม่คิดจะตั้งใจสนใจกับนังแดง วันๆก็ผ่านไป เห็นบ้างไม่เห็นบ้าง ช่วงที่มันมีลูกน้อยนี่แหละที่เห็นมันบ่อย เพราะมันอพยพครอบครัวมันมาอยู่แถวบ้านที่มีคนพักอาศัย แต่ไม่มีใครเอาใจใส่จริงจังกับมัน


นังแดงผอมโซ เดินไปไหนลูกๆก็วิ่งตามไปดูดนม บางทีนังแดงก็ยืนเฉยๆให้ลูกแย่งกันดูดนม บางทีนังแดงก็กัดลูกตัวเองจนร้องลั่น แล้วมันก็วิ่งหายไปตึกมุมโน้น…. ลูกๆก็วิ่งตามสักพักก็วิ่งกลับมาเล่นกัดกันกลางสนามหญ้าหมู่บ้าน


วันหนึ่งผมออกไปเดินเล่นที่สนามหญ้าของหมู่บ้าน ดูท้องฟ้า คิดถึงเรื่องงาน คิดถึงน้ำท่วม คิดอะไรเรื่อยเปื่อย ผมเหลือบไปเห็นนังแดงวิ่งคาบอะไรมา ผมเดาได้ว่าเป็นถุงขยะ สมองผมและสายตารวมศูนย์มาที่นังแดงว่าจะเอาถุงขยะนี้ไปไหน….


นังแดงเอามาให้ลูกมันที่สนามหญ้านั่นเอง ลูกนังแดงสองตัวดีใจวิ่งไปหาแม่


ในถุงนั้นมีขนม ผมเดาว่าเจ้าของบ้านคงทิ้ง แล้วนังแดงเห็นจึงคาบเอามาให้ลูก และตัวเองก็กินด้วย เป็นมื้อเย็นสำหรับวันนี้ แม่ลูกดูมีความสุข แต่ขนมเพียงไม่กี่ชิ้นคงไม่ทำให้ครอบครัวนี้อิ่มทั้งหมดหรอก


เนื่องจากเป็นหมาไม่มีเจ้าของจึงยังไม่มีใครเอาอาหารมาให้ประจำ นังแดงจึงต้องออกตระเวนไปอาหารให้ตัวเองและลูกๆมัน วันไหนได้อาหารทั้งจากขยะ และผู้คนให้มันก็ดีไป วันไหนไม่ได้อาหาร มันคงอด แล้วมันจะเอานมที่ไหนให้ลูกกิน ผมเดาว่านี่เป็นสาเหตุหนึ่งที่มันกัดลูกเมื่อลูกๆวิ่งไปดูดนมมันทั้งๆที่ไม่มีน้ำนม


เย็นวันหนึ่งผมยืนคุยกับเพื่อนข้างบ้านถึงเรื่องน้ำท่วม และอื่นๆจนค่ำ เราเห็นลูกๆนังแดงเดินกันวุ่นไปหมด แสดงว่ามันคงหิว แสดงว่าวันนี้นังแดงคงไม่มีอะไรกิน ผมคิดในใจขณะที่ปากก็คุยกับเพื่อนบ้านไป

ทันใดนั้นผมเห็นปรากฏการณ์ที่ผมไม่เคยคิดและไม่เคยเห็นหมาทำเช่นนี้มาก่อน นังแดงวิ่งเหยาะๆฝ่าความมืดสลัวๆมาที่ลูกๆมัน ลูกของมันสามสี่ตัวแสดงอาหารดีใจต่างวิ่งไปหานังแดง

แล้วนังแดงก็ทำคอโก่งๆ สองสามครั้ง มันคายอะไรออกมา แล้วลูกๆมันก็แย่งกันกิน…

นังแดงมันสำรอกเอาอาหารมาให้ลูกมัน……

ผมและเพื่อนบ้านที่ยืนคุยต่างเห็นนังแดงทำสิ่งนั้นเต็มตา

เรายืนนิ่งเงียบไปพักหนึ่งแล้วต่างก็ขอแยกตัวกัน ผมยังยืนดูเหตุการณ์ นั้นครูใหญ่แบบอึ้ง

นี่คือสัญชาติญาณความเป็นแม่….แม่ที่ทำหน้าที่เพื่อลูก

นังแดงมันเป็นเดรัจฉาน แต่ความเป็นแม่ของมันนั้นเปี่ยมล้นจริงๆ…


ทุกข์ไป..ขำไป..อ่ะ

10 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 24 ตุลาคม 2011 เวลา 10:15 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 852

ความเป็นพ่อคนแม่คนนั้นกังวลเรื่องลูกมากกว่าตัวลูกเอง สัญชาติญาณแม่นั้นมีกันทุกคนที่เป็นแม่ มากน้อยต่างกันไปตามเหตุตามผล

ของผมน่ะเหรอ เธอนั่งทำงานหน้าจอทีวีเก่าๆที่ภาพในจอไม่ชัด เปิด ปิดไฟทีก็มีเสียงซ่าดังขึ้นมาภาพที่ไม่ชัดอยู่แล้วก็ยิ่งเต้นเป็นโดนผีหลอกเชียว ก็เป็นทีวีเก่าที่เอามาใช้ ประหยัดไม่ต้องซื้อใหม่ แม้ว่ามันจะไม่เข้ากับสภาพบ้านที่เป็นแบบสมัยใหม่มีพื้นที่น้อยก็ตาม บ้านแบบนี้ต้องการเฟอร์นิเจอร์ที่ออกแบบมาเฉพาะเท่านั้นจึงจะเหมาะสม แต่นั่นหมายความว่า เราต้องควักเงินซื้อมาทั้งหมดน่ะซี….โธ่เราไม่ใช่เศรษฐี มีอะไรที่พอใช้ได้ก็ใช้ไปเถอะ..

เธอกดรีโมทย้ายไปช่องโน้นช่องนี้ เพื่อแสวงหาข้อมูลเรื่องน้ำที่โอบจ่อกรุงเทพฯเมืองฟ้าอมรฯ พร้อมหาจุดอ่อนโจมตีทันที ได้เวลาก็ออกไปหาของกิน ตุนมาบ้างแต่ไม่ค่อยเท่าไหร่ เพราะหากวิกฤติเราไม่ได้ตั้งใจจะหดหู่อยู่ชั้นบน เรามีที่ไปหลายที่ ที่วิเศษชัยชาญบ้านเกิด น้องสาวฝ่าวิกฤตน้ำ ก็พร้อมที่จะรับเราเข้าไปร่วมเผชิญปัญหา บ้านขอนแก่นนั้น เราเชคกับเพื่อนฝูงที่ทำงานกรมชลประทานที่นั่นก็ยืนยันว่าน้ำเริ่มลดลงแล้ว พื้นที่ของเราปลอดภัย

แต่ข้าวของที่บ้านลูกสาวนี่ซิ การงานของเธอ เด็กสาวที่ไม่เคยเผชิญวิกฤตอะไรแบบนี้เธอยังคงเจ๊าะแจ๊ะ ผ่าน BB กับเพื่อนเธอ ส่วนแม่มันใจร้อนวุ่นวายไปหมด เดี๋ยวบอกให้ไปหานั่นหานี่มากั้นหน้าบ้าน เดี๋ยวให้ไปทำโน่นทำนี่… เหมือนผู้บัญชาการกองทัพสั่งทหารทำงาน อิอิ

เมื่อคืนเราสามแม่ลูกนั่งกินข้าวที่แม่บ้านทำสุดฝีมือที่เราอยู่พร้อมหน้ากัน พร้อมเปิดทีวีดูข่าวไปมา คอมพ์ก็เปิด ออนไลน์ติดตามข่าวคราวทุกเครือข่าย เธอทำงานแหล่งน้ำจึงมีแหล่งข้อมูลที่เชื่อถือได้ และตามเวบต่างๆที่สร้างขึ้นมาทันสมัย ส่วนหนึ่งก็ทำงานไป หูก็เงี่ยฟังข่าวสาร บ่อยครั้งที่ละสายตาจากหน้าจอคอมพ์ไปดูข่าวทีวี

ลูกสาวเตรียมตัวเหมือนกัน เธอชวนผมไปซื้อถุงพลาสติกขนาดพิเศษ เพื่อเอามาใส่เครื่องซักผ้า ตู้เย็น ฯ เตรียมพร้อมหากน้ำมาจริงๆ เราซื้อเผื่อญาติพี่น้องที่เสนานิเวศด้วย.. แล้ว เพื่อนรักเธอก็โทรมาว่าเกิดความคลาดเคลื่อนที่ครอบครัวอพยพไปต่างจังหวัดปล่อยให้เธอทำธุระคนเดียวในกรุงเทพฯ แต่ลืมทุกอย่างที่เป็นของจำเป็น ของเธอไว้ในรถที่กำลังขับไปต่างจังหวัด เธอจึงโทรมาหาลูกสาวให้ไปอยู่เป็นเพื่อขณะกำลังรอการติดต่อ ลูกสาวก็ขับรถใหญ่ของเราไปเพราะรถเธอเอาไปฝากไว้ที่ทำงานหลายวันแล้ว…

# ระหว่างที่เธอออกไป… fb เพื่อนบอกว่า ท่านผู้ว่า กทม.สั่งเตรียมพร้อมอพยพ โดยเฉพาะคนแก่ เด็ก ผู้ป่วย

# เราถามว่า ทำไมผู้ว่า กทม.ไม่ออกอากาศ

# fb บอกว่า ช่อง 11 ไม่ยอมให้ออกอากาศ…(ฟังหูไว้หูนะครับ)

# อีกไม่กี่นาที fb บอกว่าผู้ว่ากำลังจะให้สัมภาษณ์ ปวีณมัย บ่ายคล้อย เราเปิดดูทันที

ชัดเจนว่า ควรตื่นตัวย้ายผู้เฒ่าผู้แก่ เด็ก คนป่วยไปในที่ที่เหมาะสม

เราอยู่ใกล้ดอนเมือง หลักสี่ หวาดเสียว ยิ่งยาหยีตระหนก เลยโทรเรียกลูกกลับทันที

ลูกสาวมาถึง ข้าวของที่เราเตรียมไว้แล้วก็ถูกระดมยกขึ้นไปชั้นบนเกือบหมด เอาถุงใหญ่มาใส่เครื่องซักผ้า เตาแก๊ส ถ้วย ชาม ราม ไห ถูกแรงงานเคลื่อนย้ายขึ้นชั้นบนในพริบตา ไม่เหลือเก้าอี้สักตัว แต่ทีวีก็เปิดอยู่ โต๊ะทำงานยังกางอยู่ เรายืนดูทีวี จนขาแข็ง ดูข่าววัดสวนแก้วแก้ปัญหาย้ายน้องหมาจำนวนมากมาย ดูการปะทะกันระหว่างเจ้าหน้าที่ กทม.กับชาวบ้านที่มีอาวุธขัดกันเรื่องการเปิดบานประตูระบายน้ำ ดูท่านประธาน ศปภ.มาประกาศสนับสนุน กทม. ฯลฯ ยาหยีนั่งลงกับพื้นดูคอมพ์ ห้า ห้า ห้า ขำ แล้วเอาเก้าอี้ไปชั้นบนทำไม….!!!??? เราหัวเราะใส่กัน

เราอยู่ในสภาพและสภาวะนั้นจนตีสองเมื่อมั่นใจว่าไม่มีอะไรต่างก็ม่อยหลับไปทีละคนสองคน

ตื่นมาเช้าเธอแอบเปิดม่านดูถนนว่ามีน้ำเข้ามาไหม…รีบมาเปิดทีวี อัพเดทข่าว เห็นอาจารย์ปราโมท ไม้กลัด มาอธิบายตอนท้ายๆ บอกว่า “อย่ามาถามผมว่าน้ำจะท่วมกรุงเทพฯหรือไม่…….”

ยังไม่มีอะไร…ท้องเริ่มหิว..

อ้าวเตาก็อยู่ชั้นบน กาต้มน้ำก็ขนขึ้นไปชั้นบนเมื่อคืน อาหารการกินอยู่ชั้นบนหมด ถ้วย ชาม ราม ไห …. โต๊ะ เก้าอี้ อยู่ชั้นบน จะซักผ้า อ้าวต้องติดตั้งเครื่องซักผ้าใหม่ อาหลั่ยเครื่องมือมันอยู่ตรงไหนบ้างละหว่าาา…ฯลฯ…

เราหัวเราะใส่กันพร้อมทยอยขนลงมาชั้นล่าง….

ทีละอย่าง เดินกะย่องกะแย่งยกลงมากัน…

ทีวีเก่าๆ ก็เปิด ฟังข่าว ซ่า..ซ่า เหมือนเดิม

ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า ห้า…

ทุกข์ไป ขำไป อ่ะ

เราปลอบใจกันว่า เมื่อคืนถือเป็นการซ้อมใหญ่ก็แล้วกันนะ  ห้า ห้า ห้า ห้า.. แต่เหนื่อยว่ะ


ข้าวงอก

14 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 13 ตุลาคม 2011 เวลา 22:39 ในหมวดหมู่ ทุนสังคม, เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1386

ช่วงที่ผ่านมาผมได้รับมอบหมายให้ไปจัดประชุมกับชาวบ้านแถบ อ.หนองเสือ อ.ธัญบุรี และ อ.ลำลูกกา ของปทุมธานี และเข้าสัมภาษณ์ข้าราชการทั้งระดับจังหวัด อำเภอ เทศบาล ตำบลและผู้นำชาวบ้านในหมู่บ้าน เรื่อง องค์การเภสัชกรรมจะมาสร้างโรงงานผลิตยาแห่งที่สองที่ คลองสิบปทุมธานี


ไม่คุยเรื่องงานแต่จะคุยเรื่องภาพที่ผมได้ผ่านพบ จากภาพข้างบนนี้ครับ ข้อมูลโดยสรุปคือ ฝนตก น้ำท่วมชาวนาท่านนี้เก็บเกี่ยวไม่ทัน ต้องจ้างคนเกี่ยวกลางน้ำ แล้วไม่มีสถานที่ตาก จึงมาขออาศัยลานวัด อย่างที่เห็นในภาพ อาศัยนอนที่ศาลานั่นแหละเฝ้าข้าวไปด้วย

ค่าแรงงานที่จ้างวันละ 400 บาท แถมได้แรงงานผู้สูงอายุหรือเด็ก เพราะคนหนุ่มสาว เข้าไปทำงานโรงงานหมด ที่มีอยู่ก็ไม่เอางานแบบนี้แล้ว นอกจากแรงงานเป็นกลุ่มสูงอายุและพวกมีภาระเช่น มีบุตรเล็กๆไปไหนไม่ได้

ปกติแถบนี้จะใช้รถเกี่ยวข้าวกันทั้งหมด แต่น้ำลึกรถเข้าที่นาไม่ได้ก็ต้องใช้คนแถมหายากดังกล่าว


ข้าวที่เกี่ยวมาก็เละตุ้มเป๊ะ บางรวงก็ยังไม่สุกดีเท่าไหร่ หากเป็นภาวะปกติก็จะทิ้งไว้อีกสักสัปดาห์หนึ่ง แต่รอไม่ได้แล้ว จำเป็นต้องเอาขึ้นน้ำด้วยเงื่อนไขต่างๆ เช่น แรงงานมีเฉพาะช่วงเวลานี้ เพราะจองกันยาวเหยียด หากไม่เอาก็อีกนานกว่าครบรอบว่าง


ข้าวที่เกี่ยวมาก็ต้องจ้างขนมากองที่ลานวัด จ้างคนมาเกลี่ยให้กองข้าวกระจายออกบางๆเท่าที่จะทำได้ เพื่อให้แสงแดดเผาเอาความชื้นออกไป เมื่อปริมาณรวงข้าวมาก ข้าวที่กระจายจึงหนามากไป แต่เมื่อมีพื้นที่จำกัดก็ต้องจ้างแรงงานมา “สาง” เพื่อเอาข้างล่างขึ้นข้างบนให้มาโดนแดดทั่วถึง การสางข้าวต้องใช้เครื่องมือเฉพาะที่เรียก “คันฉาย” ที่มีลักษณะคล้ายสระไอไม้มลาย “ไ” เพียงแต่ไม่มีปลายหยัก โค้งเข้าหาตัว เอาไว้ตักรวงข้าวขึ้นมา แล้วเขย่าๆให้กระจายออก

พ่อผมทำคันฉายใหญ่และสวยงามมาก มีลวดลาย หนัก แข็งแรง ไม่มีใครจับต้องพ่อคนเดียวเท่านั้น มันหายไปตามกาลเวลาแล้ว

ที่นี่ไม่มีคันฉายแล้ว ใช้ไม่ตรงๆเปล่าๆนี่แหละ แบบนี้ไม่เรียก สาง น่าจะเรียกเขี่ยข้าวมากกว่า


เมื่อข้าวแห้งดีก็เอาเครื่องมานวด แล้วกองสุมบนพื้นปูนเตรียมขายหากต้องการขายทันที หรือเก็บเข้ายุ้ง ฉาง เพื่อเอาไว้กิน หรือเตรียมขายเมื่อยามจำเป็นต้องใช้เงิน แต่ดูซิครับ ฝนมันตกเปียกไปหมด และกองข้าวก็เปียก ส่วนข้างล่างนั้นเรียกว่าแช่น้ำเลยก็ว่าได้ แม้ว่าจะมีพลาสติกคลุม แต่ไม่พอ


ชาวบ้านที่กำลังสางข้าวท่านหนึ่งตะโกนบอกผมว่า มันงอกแล้ว ผมเดินไปดู งอกจริงๆ ชาวบ้านบอกว่า แค่สาม สี่ วันเอง เดี๋ยวเปียกน้ำ เดี๋ยวแดดออก งอกเลย

ขายไม่ได้ราคา เจ้าของบอกว่า ทั้งหมดนี่ไม่ได้หวังอะไรแล้ว เอาไว้ให้ไก้ให้เป็ดกิน

เขาพูดประชดชีวิต อาชีพชาวนาก็เสี่ยงเป็นที่สุด กว่าจะได้เงิน ทองมาใช้

ข้าวงอกเสียแล้ว


ที่ว่างของชาวบ้าน..

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 2 ตุลาคม 2011 เวลา 0:52 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป, เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 1799

ก่อนจะมาอีสานผมคุยกับเพื่อนๆว่า เราต้องรู้จักคน ดิน น้ำ ป่า ของอีสาน เราต้องเข้าใจพื้นฐานของสิ่งเหล่านี้ มิเช่นนั้นเราจะทำงานไม่ตรงกับคนและสภาพของอีสาน

วันหนึ่งมีการสัมมนาที่สถาบันวิจัย มหาวิทยาลัยขอนแก่นเกี่ยวกับเรื่องน้ำในอีสานนี่แหละ มีนักวิชาการผู้ชำนาญการหลายท่านมาให้ความรู้ความเข้าใจและความเห็นต่อการบริหารจัดการน้ำในอีสาน ผมเห็นวิทยากรท่านหนึ่งถูกแนะนำว่าเป็นชาวบ้าน เป็นปราชญ์ เมื่อท่านพูด นำเสนอประสบการณ์ของท่าน ผมก็ทึ่งว่าชาวบ้านท่านนี้ทำไมใช้สื่อเพื่อการนำเสนอเก่งจัง สาระก็เป็นฐานรากของปัญหาและประสบการณ์การแก้ไขที่ท่านลงมือทำเอง

เนื่องจากผมทำงานพัฒนาชนบทมาพอสมควร รู้จักชาวบ้านพอสมควร ย่อมรู้ดีว่า ชาวบ้านนั้นเป็นนักปฏิบัติ พูดไม่เก่ง ยิ่งนำเสนอเป็นเรื่องเป็นราวนั้นยิ่งไปใหญ่เลย แต่ก็มีชาวบ้านจำนวนหนึ่งที่เด่นชัดเจน ชาวบ้านเหล่านั้นมักเป็นคนที่มีตำแหน่ง มีหน้าที่อยู่ในชุมชน หรือท้องถิ่นนั้นๆ แต่ท่านผู้นี้วาจาคารมคมคายนัก ง่ายๆ ตรงๆ และถูกใจผมมาก

แม้ว่าจะมีการแนะนำตัวผมก็ไม่รู้จักท่าน จริงๆ แล้ววันเวลาก็ผ่านเลยไปจนผมก้าวเข้ามาในสังคมเสมือน Cyber community ที่ Go to Know หรือที่เรียกกันภายในว่า G2K ผมก็มาพบชาวบ้านท่านผู้นี้อีกครั้ง ท่านเขียนบันทึกทุกวัน มากมายนับไม่ถ้วน ผมกลายเป็นแฟนคลับท่านไปโดยไม่รู้ตัว เพราะติดใจในสาระและรสอักษรของท่าน ….

ผู้นำหลายคนที่ทำเก่งมาก แต่พูดไม่ได้ความ ผู้นำบางคนทำพอใช้ได้ แต่พูดเก่งเป็นไฟ และก็มีบางคนที่พูดน่าฟัง มีหลักมีเกณฑ์ แต่ไม่ได้ทำเท่าไหร่ การพูดคนธรรมดานั้นหลายท่านก็เอาเรื่องอยู่ เพราะวัฒนธรรมการใช้ภาษาของแต่ละท้องถิ่นแตกต่างกัน ต้องตีความหมาย และชาวบ้านจะไม่พูดอะไรเป๊ะๆ แต่จะใช้ภาษาแบบประมาณนั้น, คล้ายๆแบบนั้น, ทำนองนั้น, ฯลฯ แต่ท่านผู้นี้ใช้ภาษาได้ดี โดยเฉพาะภาษาไทยโบราณ จนบางคำผมลืมไปแล้ว

ผมชอบใจที่ท่านพูดดี เขียนก็ดี และที่สำคัญทำงานก็ดี สรุปบทเรียนดี เป็นคุณสมบัติที่หายากยิ่งในระดับชาวบ้าน

ผมมีโอกาสเดินทางไปชุมนุมเพื่อนร่วมก๊วนเขียนบล็อก ที่บ้านของท่านผู้นี้ ผมต้องทึ่งอีก เพราะที่พักของท่านแวดล้อมไปด้วยต้นไม้ หลากหลาย ร่มรื่น และที่นี่เองเป็นห้องเรียนสารพัดเรื่อง

พ่อชาดี วงษ์กะโซ่ ปราชญ์ชาวบ้านแห่งดงหลวงนั้นมีความเป็นตัวของตัวเองสูงนักเกินชาวบ้านทั่วไป ท่านยึดมั่นหลักการยิ่งนัก พ่อแสน แห่งดงหลวงก็เช่นกัน รับรางวัลมาหลายครั้งทั้งระดับจังหวัดและระดับชาติ ก็เพราะท่านเป็นนักสังเกตธรรมชาติและเอามาดัดแปลงใช้ในป่าครอบครัวของท่าน การค้นพบหลายอย่างของท่านก็มาจากการปฏิบัติ และเฝ้าพิจารณาเมื่อพบความจริงก็เอามาขยายต่อ ทดลองทำจนพบความสำเร็จ นายสีวร หนุ่มผู้อกหักจากการเร่ร่อนไปรับจ้าง แต่ก็มาปลื้มกับเกษตรผสมผสานหลังบ้านแปลงเล็กๆที่เหลือกินเหลือใช้ ขายจนมีรายได้วันละ 200-300 บาท

ท่านเหล่านี้ผมได้นำชีวิตท่านยกขึ้นบนเวทีสาธารณะในสังคมเสมือน เพราะผมตั้งเจตนาไว้ประการหนึ่งว่า บล็อก นี้ควรจะเป็นเวทีสำหรับชาวบ้านบ้าง ผ่านเราผู้ไปพบไปเห็นไปสัมผัส ก็ควรนำท่านมาสู่สาธารณะบ้างตามวาระ

ในสังคมสื่อสารนั้นไม่ว่าหน้าหนังสือพิมพ์ หน้าจอทีวี เสียงทางวิทยุ หรือแม้แต่ Social network ต่างๆนั้น ล้วนเป็นคนชั้นกลางขึ้นไปทั้งนั้นที่มาวาดลวดลายบนสื่อเหล่านี้ ทั้งทำเองและนักสื่อสารหยิบเอามาทำข่าวด้วยวัตถุประสงค์ต่างๆกัน แต่ไม่มี หรือมีน้อยมากๆที่จะเป็นพื้นที่ของชาวบ้าน ซึ่งเป็นคนส่วนใหญ่ของประเทศ

เมื่อผมคุ้นชินกับสังคมเสมือนและกลายเป็นสมาชิกของสังคมนี้ ผมดีใจที่สังคมแห่งนี้มีพื้นที่สำหรับชาวบ้าน โดยเฉพาะชาวบ้านอย่างปราชญ์แห่งอำเภอสตึก จังหวัดบุรีรัมย์ ที่ชื่อ ครูบาสุทธินันท์ ปรัชญาพฤทธิ์ ที่ผมเรียกท่านว่าพ่อครูบาฯ ท่านสร้างเวทีของท่านเอง ท่านสร้างพื้นที่ในสังคมแห่งนี้ขึ้นมาเอง และบรรเลงเพลงชีวิตการต่อสู้เพื่อความอยู่รอดของชาวชนบท ที่มักเป็นอันดับท้ายๆของการพัฒนาจริงๆ แต่เป็นอันดับต้นๆของการประชาสัมพันธ์โดยรัฐและการชอบอ้างถึงของนักการเมืองยุคทุนนิยม

ประสบการณ์ที่อัดแน่นในชีวิตของพ่อครูบานั้นเป็นครูสำหรับคนทั่วประเทศ เป็นห้องสมุดให้นักศึกษามาค้นคว้าทำปริญญากันมากมาย เป็นลายแทงให้นักแสวงหาทั้งหลายมาค้นหา เป็นทองคำบริสุทธิ์ให้ผู้คนทั่วสารทิศมาร่อนเก็บเอาไป ฯลฯ และเป็นบึงใหญ่น้ำใสแจ๋วให้ลูกหลานได้ดื่มกินจนชุ่มชื่นใจ

พื้นที่แห่งนี้คือพื้นที่ของพ่อครูบาฯ ชาวบ้านของปวงชนที่สร้างขึ้นมาเพื่อสังคม ผู้แสวงหาเท่านั้นจึงจะค้นพบ…

พ่อครูบาฯ….. ชาวบ้านน้อยคนนักที่จะมีที่ยืนเช่นนี้


ศาสนาแห่งการปลดปล่อย

11 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 21 กันยายน 2011 เวลา 21:52 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4259

ผมหายไปหลายวันที่ไม่ได้เขียน เพราะมัวไปทะเลาะกับหมู่บ้านอารียา ที่ครอบครัวผมไปซื้อบ้านให้ลูกสาว แล้วเกิดขโมยเข้าบ้านสองครั้งในช่วง 2 สัปดาห์ คนอย่างผมนั้นทนไม่ได้ที่หมู่บ้านปล่อยปละละเลยให้เกิดเรื่องเช่นนี้ก็อาละวาดซะพองาม ดีไม่พาเพื่อนบ้านเดินขบวน ร่ำๆจะไปชวนเสื้อแดงที่สนามหลวงมาเผาซะ เอ้ย.. มาขู่ซะหน่อย เอาหละไม่เอามาพูดดีกว่า

ผมได้รับ FW mail อ่านแล้วประทับใจมาก สาธุ ท่วมหัวเลยครับ ก็ท่านนายแพทย์ชัยชนที่เป็นคุณหมอดูแลใกล้ชิดเจ้าฟ้าองค์เล็กน่ะซีครับ ท่านบวชอยู่ที่วัดป่าบ้านตาด เมื่อพลวงพ่อท่านสิ้น ท่านชัยชนก็ออกบวชเลย….ใครสนใจจะอยากอ่านบอก จะเมล์ไปให้ครับ


ผมนั้นไม่รู้จักท่านหรอกครับ แต่เห็นท่านบริบาล ดูแล เจ้าฟ้าองค์เล็กก็ชื่นชมท่านในใจ ยิ่งอ่าน ประวัติท่านก็ยิ่งเลื่อมใส และดูรูปท่านในเพศสมณะซิ สำรวมเป็นที่สุดเหมือนพระสายธรรมยุติ ที่เวลาเดินไปไหนก็แล้วแต่ จะวางสายตาอยู่เพียง “แอกเทียมโค” เท่านั้น คือก้มลงนิดหน่อย ไม่วอกแวก มองซ้ายขวา นิ่ง สงบ สำรวมเป็นที่สุด งามเป็นที่สุด นี่คือลักษณะของท่านผู้มุ่งจะหลุดพ้น สาธุ…

วันนี้ทั้งวันขับรถไปสัมภาษณ์กลุ่มเป้าหมายของงานที่ผมรับผิดชอบอยู่ ตกบ่ายพอมีเวลาผมก็ขับรถเลยไปที่คลอง 12 ลำลูกกา ปทุมธานี เห็นป้ายโรงเรียนพระวิสุทธิวงส์ เป็นคริสต์ มีทั้งโรงเรียนและโบสถ์สวย ผมจึงแวะเข้าไปชม


อาคารเรียนของโรงเรียนสายคริสต์แห่งนี้แปลกมากๆ เสียดายไม่ได้ถ่ายรูปในมุมอื่น โปร่ง ใหญ่โตมาก หลังคาอันเดียวกันแต่แผ่ขยายมาคลุมสนามเด็กเล่นที่กว้างใหญ่ เด็กๆก็วิ่งเล่นในพื้นที่ใต้หลังคานั้นซึ่งติดกับตัวอาคารเรียน


มีโบสถ์ที่สวยงามมาก สร้างขึ้นมาใหม่ อยู่ใกล้กับอาคารเรียน พร้อมที่จะให้เด็กเข้ามาใกล้ชิดและเข้าไปภายในเพื่อสารภาพบาป และมาสวดในวันสำคัญๆ และใช้ทำกิจกรรมต่างๆที่โรงเรียนกำหนด


ขับรถเลยเข้าไปเป็นสุสาน แปลกที่เขาจัดให้อยู่ริมถนน เหมือนโชว์ แสดงให้เป็นมรณานุสติ รถผ่านไปมาก็เห็นชัดเจน ตรงข้ามป่าช้าไทยต้องเอาไปไว้ด้านหลังวัด ในป่าลึกโน้น สุสานคริสต์หลายแห่งจึงเป็นที่พักผ่อน หรือเป็นแหล่งท่องเที่ยวเสียด้วยซ้ำไป อย่างสุสานสะพานข้ามแม่น้ำแควนั่นไง

ที่ผมทึ่ง ชอบ ชื่นชม ก้าวลึกเข้าไปในจิตสำนึกของคริสต์เตียนมาก เมื่อผมขับรถเลยสุสานจะเป็นเขตที่อยู่ของกลุ่มคนชราและเด็ก ผมแอบขับรถเข้าไปด้านหน้าอย่างเงียบๆ ช้าๆ ผมเห็นผู้เฒ่าจำนวนหนึ่งนั่งอยู่บนรถเข็น มีผู้ดูแล และยิ่งไปกว่านั้นผมเห็นพยาบาลนางฟ้าในชุดขาวสอาด เดินทำหน้าที่ของท่าน อะไรกัน นี่คือสถานที่ดูแลผู้สูงอายุของกลุ่มคริสต์ ช่างวิเศษจริงๆ ผมอยากจะลงไปชมและคุยกับท่านผู้ดูแล แต่เวลาผมจำกัด แค่มองดูด้วยสำนึกด้านลึกของจิตที่สัมผัสกิจกรรมเหล่านี้ ประเสริฐแท้จริง เมื่อผมขับออกมาที่ประตู ผมกลับไปดูที่ป้ายอีกครั้งหนึ่ง เห็นคำว่า โรงพยาบาลเซนต์หลุยส์… ผมไม่เข้าใจความสัมพันธ์ แต่ชื่นชมกิจกรรมนี้เหลือเกิน


ผมมิบังอาจเปรียบเทียบสองภาพต่อไปนี้ แต่เข้าใจว่าต่างมุ่งทำดีด้วยกันทั้งสิ้น ภาพท่านชัยชนที่สง่างามในอาการสำรวมดั่งผู้มุ่งมั่นเพื่อความหลุดพ้นแห่งวัตตะสงสาร และภาพพลังศรัทธาต่อพระผู้เป็นเจ้าปรากฏมาในรูปกิจกรรม และวิถีแห่งการดำรงตนในสังคม โดยมีธรรมของพระผู้เป็นเจ้ากำกับ โรงเรียน โบสถ์ สุสาน สถานที่พักของผู้สูงอายุ อยู่ในบริเวณพื้นที่ดินผืนใหญ่เดียวกัน


หนึ่งเพื่อความบริสุทธิ์ หลุดพ้น หนึ่งนั้นเพื่อชีวิต เพื่อสังคม เพื่อความเป็นคนที่มีธรรมะห่อหุ้ม งดงามเป็นที่สุด งดงามจริงๆ

สาธุ สาธุ สาธุ…..


ผู้ภิกขาจาร

ไม่มีความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 20 กันยายน 2011 เวลา 20:10 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1367

“โลกนี้คือข้าฯ ข้าฯคือโลกนี้”

เธอเป็นสตรี แต่งกายคล้ายพระ เดินยิ้มที่ อ.ธัญบุรี

ไม่มีเวลาซักไซ้ไล่เรียง ใครทำให้เธอเป็นเช่นนี้


Messenger 2

12 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 11 กันยายน 2011 เวลา 15:11 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 906

การไปส่งเอกสารราชการนั้นในพื้นที่ที่ไม่เคยไปเลยนั้นทำอย่างไรจึงจะง่ายที่สุดในการเข้าถึง คำตอบคือดูแผนที่ แต่มีแผนที่ที่ไหนบ้างที่กำหนดสถานที่ราชการลงไปทั้งหมดทุกแห่ง พร้อมบอกที่ตั้งให้ด้วย ไม่มีแน่นอน….

ทำอย่างไรล่ะจึงจะได้คำตอบ เพื่อประหยัดเวลาในการเดินทางไปส่งเอกสาร ท่านก็บอกว่าใช้วิธีถามเอาซี ง่ายจะตายไป ผมก็ใช้วิธีนี้แหละครับ แต่มีวิธีที่ง่ายกว่านี้….ซึ่งผมใช้มาแล้วและได้ผลถูกต้องร้อยเปอร์เซ็นต์ นั่นคือ ไปที่ไปรษณีย์ครับ ที่ครอบคลุมพื้นที่นั้นขอแผนที่ของท่านซึ่งปกติท่านจะหวงห้าม (เพราะไปรษณีย์เป็นธุรกิจไปแล้ว)เราอาจทำหนังสือราชการไปขอความร่วมมือท่าน พนักงานไปรษณีย์มีหน้าที่ส่งจดหมาย เอกสารต่างๆท่านจึงทำแผนที่ทุกอย่างในพื้นที่รับผิดชอบของท่าน และ Update ตลอดเวลา…

สถานที่ราชการส่วนใหญ่จะมีป้ายบอกชัดเจน แต่แม่เจ้า..บางแห่งก็เก่าคร่ำคร่า ดำมิดหมี บางแห่งมีกิ่งไม้ เถาวัลย์ปกคลุม ต้องจอดรถแหวกไปดู อิอิ บางแห่งขับรถเลยไปแล้วต้องย้อนกลับมา ซึ่งเสียเวลาเสียน้ำมันรถ

สถานที่โอ่อ่าที่สุดคงไม่พ้นเทศบาล อย่างผมไปพบเทศบาลเมืองแห่งหนึ่ง ย้ำว่า “เทศบาลเมือง..” ไม่ใช่ “เทศบาล..” เฉยๆ ต่างกันนะครับ เทศบาลเมือง หรือเทศบาลนคร นั้นขึ้นตรงต่อจังหวัดไม่ต้องผ่านอำเภอ เพียงแค่ Inform ให้อำเภอทราบเท่านั้น เขาจึงใหญ่มาก ใหญ่ในที่นี้ทั้งอาคารและศักดิ์ศรี และการวางตัวของท่านนายกเทศมนตรี… ผมโดยด่ากระจุยมาแล้ว เขาไม่สนใจหรอกว่าคุณเป็นใครมาจากไหน แต่ที่นี่คือถิ่นข้า..ฯ… อะไรทำนองนั้น ทั้งๆที่ผมก็ทำตัวเป็น “ผู้เฒ่าเดินหนังสือ..” เอ..รึว่าเพราะเป็นแค่คนเดินหนังสือจึงต้องรองรับคำผรุสวาทเหล่านั้น…

ที่ว่าการอำเภอห่วยแตกเช่นเคย เก่าคร่ำคร่า สกปรก รกรุงรัง ไม่เจริญหูเจริญตาเลย ไม่สมกับเป็นศูนย์กลางการติดต่อราชการของคนในท้องถิ่นเลย อาจเป็นเพราะ เทศบาลเมืองนั้นต้องมีงบประมาณ 300 ล้านขึ้นไป จึงจะยกฐานะเป็นเทศบาลเมืองหรือนครได้ แต่งบประมาณอำเภอไม่อิสระพอที่จะเอามาพัฒนาอาคารได้ ขอแต่กระทรวงไม่ให้ นายอำเภอจึงน้อยใจว่าฐานะตกต่ำกว่าท่านนายกเทศมนตรี

แต่ตำแหน่งนายกเทศมนตรีนั้นตายง่าย อย่างผมไปประสานงานแห่งหนึ่งเขาไม่รับแขกเพราะกำลังทำศพท่านนายกที่เพิ่งโดยยิงตาย… เพราะการเมืองท้องถิ่น และผลประโยชน์มหาศาลนั่นเอง

สถานที่ตั้ง เกษตรอำเภอ หาไม่ยากแต่ก็เก่าๆ โทรมๆ สาธารณสุขอำเภอก็พอดูได้ แต่ที่ผมงงเป็นไก่ตาแตกก็โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลบึงสนั่น ของอำเภอธัญบุรี ผมหาเท่าไหร่ก็ไม่พบ ดูแผนที่ก็แล้ว ถามคนก็แล้ว เขาบอกว่าให้เข้าทางวัด ผมก็ดูถนนข้างวัดก็ไม่เห็นมี แล้วมันไปทางไหนกันวะ…

วนหลายรอบก็ไม่พบจนหิวน้ำ จอดรถลงไปซื้อน้ำเย็นๆดื่มแล้วถือโอกาสถามเฒ่าแก่ว่าโรงพยาบาลนี้น่ะอยู่ตรงไหน ไปทางไหน เท่านั้นเองเฒ่าแก่ก็จูงมือผมไปชี้ให้ดู พร้อมทั้งเล่าให้ฟังถึงประวัติศาสตร์ของสถานที่แห่งนี้

คุณ… แต่ก่อนเข้าทางนี้ พร้อมทั้งชี้มือไป เพราะมันเป็นที่ส่วนบุคคลเมื่อรุ่นพ่อตายไป ลูกๆไม่ยอมให้ใช้เป็นทางผ่านจึงปิดทางเข้า อ้าว..สถานีอนามัยเดิมที่กลายมาเป็นโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพก็กลายเป็นสถานที่ตั้งในที่ตาบอด คือเข้าออกไม่ได้ เพราะหมู่บ้านล้อมรอบหมด บังเอิญติดวัด ติดกำแพงวัดตรงกุฏิพระเลย วัดจึงพังกำแพงให้เป็นทางผ่านเข้าโรงพยาบาลได้ นี่เองผมจึงร้องอ๋อ ที่คนเขาบอกผมว่าให้เข้าทางวัด ก็หมายถึงเข้าไปในวัดเลย จอดรถในวัดแล้วเดินไปหลังวัดจะพบโรงพยาบาลแห่งนี้…

แม่เจ้าประคุณทูนหัว…..คุณเอ้ยยยยย ผมเอารถจอดหน้าโบสถ์ เห็นรถโรงพยาบาลจอดอยู่ก็ใช่เลย เห็นป้ายบอกทางไปโรงพยาบาล ผมเดินไป…..มันเป็นทางผ่านกุฏิพระ ผ่านห้องส้วมพระ ผ่านเจดีย์ใส่กระดูกคนตาย..ผ่าน…..โอย..เป็นไปได้ไงนี่คือทางไปโรงพยาบาลประเทศไทยนะเนี่ย….

ผมสงสารคุณหมอและพนักงานทุกท่านที่จำใจต้องมาตกอยู่ในสภาพเช่นนี้ เจ้าของที่ดินก็ใจร้ายมาปิดทางเข้า ผมไม่ทราบต้นสายปลายเหตุว่าทำไมโรงพยาบาลจึงมีสถานที่ตรงนี้ ที่มาที่ไปผมไม่ได้สอบถาม แต่ไม่เหมาะสมด้วยประการทั้งปวง…เชื่อว่าทางราชการคงพยายามหาทางขยับขยายอยู่ แต่ทราบว่าของบประมาณมาหลายปีแล้วไม่ได้…

อย่างไรคุณหมอและทีมงานก็ยังรักษามาตรฐานความสะอาด ความเป็นระบบได้อยู่ แต่ที่ตั้งเท่านั้นที่ทุเรศทุรังเต็มที…. ยิ่งเมื่อเทียบกับเทศบาลเมืองนั่น…ยังกะพระราชวังก็ไม่ปาน….

“เด็ก..เอ้ย..ผู้เฒ่าเดินเอกสาร” ก็ได้ประสบการณ์มาเล่าสู่กันฟังนี่แหละครับ…



Main: 0.10273694992065 sec
Sidebar: 0.043636083602905 sec