นี่คือชีวิต..

โดย bangsai เมื่อ 22 ธันวาคม 2011 เวลา 22:06 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1020

ชีวิตบางคนก็เลอเลิศสะแมนแตน บางคนยิ่งกว่านิยายหลากรส …บางคนก็ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา บางคนก็เลวสิ้นดี บางคนดีใจหาย….
แล้วเราเป็นแบบไหนล่ะ ก็เป็นเรานี่แหละ..หึหึ

ช่วงที่ผมอยู่กับเปลี่ยนที่หงสา ก่อนเดินทางกลับมาสองสามวัน ได้รับ SMS ว่า ภรรยาอาจารย์บัณฑร อ่อนดำเสียชีวิตแล้ว รดน้ำศพวัน.. และจะฌาปนกิจศพวันที่ 22 ธันวาคม 54 ที่กรุงเทพฯ

ผมเล่าให้เปลี่ยนฟัง ว่าอาจารย์ยังนอนในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่ขอนแก่นเพราะเป็นอัมพาต ท่อนล่าง กำลังรักษาตัวมาสองเดือนแล้ว นี่ภรรยามาเสียชีวิตอีก อาจารย์ก็ไปงานไม่ได้ซิ…

(รูปจากบันทึกของหนานเกียรติใน G2K)

ผมเดินทางออกจากหงสาวันที่ 21 ไปไชยบุรี ไปหลวงพระบาง แล้งนั่งเครื่องลงเวียงจัน รถไปขอนแก่นหมดแล้วต้องนอนค้างที่เวียงจัน ผมติดต่อกับศรีภรรยา ก็ได้รับทราบว่าเราจะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาลกันในบ่ายสามโมงวันที่ 22 ผมขอไปด้วย

ผมเดินทางถึงขอนแก่นเที่ยงเศษ ในมหาวิทยาลัยกำลังมีพระราชทานปริญญา รถติดวุ่นวายไปหมด ผมทำธุรที่บ้านเสร็จก็เดินทางไปกราบอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาล ผมไปถึงก่อนเวลานัด เห็นเตียงอาจารย์กำลังปิดผ้ารอบ ทราบว่าผู้ช่วยพยาบาลกำลังทำความสะอาดร่างกาย ผมยืนดูข้อมูลต่างๆที่โรงพยาบาลทุกแห่งมักจะติดไว้เป็นข้อมูล ข่าวสารเชิงสุขภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตึกนั้นๆ ขณะที่ก็คอยทีม RDI มาสมทบด้วย

เมื่อผู้ช่วยพยาบาลทำความสะอาดเสร็จแล้วผมตัดสินใจเข้าไปกราบอาจารย์ก่อน ผมค่อยๆเข้าไป ผมเห็นอาจารย์นอนตะแคงขวา มือขวาอาจารย์งอไปอยู่ที่ใบหน้า ผมเห็นมือขวานั้นถือมือถือเก่าๆเล็กๆอยู่ ผมกราบอาจารย์แล้วถามว่ากำลังพูดโทรศัพท์หรือครับ อาจารย์พูดให้เสร็จก่อนแล้วกัน…. อาจารย์รีบตอบว่า เปล่าไม่ได้คุย เสร็จแล้ว

เมื่ออาจารย์พยายามตั้งใบหน้าตรงจากการเอียงขวา ผมเห็นน้ำตาท่านอาจารย์ไหลออกมา…

ใช่ซิ…เมื่อชั่วโมงกว่าๆมานี่เองที่กรุงเทพฯได้ฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ไป โดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปร่วมงานด้วย ผมเดาความรู้สึกนี้ได้ดี

ผมเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆอาจารย์เอามือไปจับแขนอาจารย์ นัยว่าผมมาให้กำลังใจอาจารย์นะครับ ผมสงสารอาจารย์หรือใครก็ตามที่จะต้องมาตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้…ผมนิ่งไปชั่วครู่ปล่อยความรู้สึกของผมผ่านมือที่จับแขนอาจารย์อยู่…

อาจารย์กลับเข้มแข็งมากๆ เพียงไม่กี่อึดใจท่านอาจารย์ก็คุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น น้ำเสียงปกติ (แม้ในใจท่านอาจจะกำลังร่ำให้อยู่..) จากการคุยกันทราบว่าต้องจ้างผู้ช่วยพยาบาลอิสระมาดูแลตลอด ช่วงหนึ่งนั่งเก้าอี้คนพิการมากเกินไปทำให้เท้าบวม และติดเชื้อในกระแสเลือด จึงต้องกลับมานอนให้หมอดูแลใกล้ชิดอีก คงจะนอนยาวไปถึงสามเดือนเลย

ไม่กี่นาทีทีมงาน RDI ก็มาสมทบ เรารวบรวมเงินจำนวนหนึ่งให้อาจารย์เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะต้องใช้อีกมากมาย

ระหว่างที่เราคุยกันนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามา ท่านอาจารย์คุยด้วย ผมยังเดาว่าคนทางกรุงเทพฯคงรายงานงานฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ละมั๊ง แต่ไม่ใช่ เป็นโทรศัพท์มาจากกระทรวงต่างประเทศเชิญอาจารย์เข้าประชุม ในฐานะที่อาจารย์เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
โดยที่ทางกระทรวงต่างประเทศไม่ทราบการป่วยของอาจารย์….

ผมไม่ขอกล่าวประวัติท่านอาจารย์เพราะเคยบันทึกไปบ้างแล้วและ หนานเกียรติแห่ง G2K ผู้ล่วงลับไปแล้วเคยเขียนถึงอาจารย์ไว้อย่างละเอียดทีเดียว ผมจึงขอลิงค์ไว้ที่นี่
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/431354

เราอยู่กันพักใหญ่ แล้วก็กราบลากลับ ระหว่างทางเราคุยกันว่า ชีวิตอาจารย์มาตกหนักเอาตอนนี้ น่าเห็นใจมากจริงๆ ไม่ใช่เพียงภรรยาอาจารย์ต้องมาเสียชีวิตไปโดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปดูหน้า ไม่ได้ไปเผาเลย….แค่นี้ก็เจ็บปวดมาก แต่มากไปกว่านั้นอีกที่ทีมงาน RDI บอกผมระหว่างที่เราเดินลงจากตึกว่า….. บุตรสาวคนสุดท้องอาจารย์กำลังเป็นมะเร็งขั้นรุนแรงแล้วด้วย….

อะไรกัน..ชีวิตทำไมเป็นอย่างนี้…โธ่อาจารย์ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อคนจน คนพื้นบ้านกลับมารับสภาพเช่นนี้…แม้มันไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม..

ภรรยาผมเอ่ยมาว่า ตั้งใจจะจัดงานอะไรสักอย่างหาเงินให้อาจารย์สักก้อน แต่เธอก็ไม่ได้หยุดหย่อน แต่ผมก็บอกว่า คุณกำหนดวันคุยกันเลย ไม่งั้นไม่ได้ทำแน่ เธอเห็นด้วย…

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมคิดอะไรไปมากมาย…..

« « Prev : หนาว..กับหนังสือ

Next : นี่หรือความเจริญ.. » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

11 ความคิดเห็น

  • #1 Panda ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 14:56

    ชีวิตจริงของคนเรา ในบางครั้ง มันยิ่งกว่านิยายอีกนะครับ น้องบางทราย
    ผมซาบซึ้งและเข้าใจได้ดี ในความรู้สึกของ ผู้ป่วยหนักและผู้เกี่ยวข้อง ที่ต้องดูแลผู้ป่วย โดยเฉพาะที่ต้องนอนอยู่ในห้อง ไอซียู นาน ๆ

  • #2 อุ๊ยสร้อย ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 19:43

    สะเทือนใจนะคะพี่บางทราย

    สิ่งที่หล่อเลี้ยงใจอาจารย์คือความรักของศิษย์เช่นพี่ ดูแลในยามที่ยังมีโอกาสคือที่สุดของความดีที่ศิษย์มอบตอบแทนคุณ ให้
    อนุโมทนาสาธุในกิจกตัญญูด้วยค่ะ

  • #3 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 20:26

    ครับพี่ใหญ่

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 23 ธันวาคม 2011 เวลา 20:37

    น้องสร้อยครับ พี่นึกถึงตอนที่พี่ดูแลคุณแม่(ยาย) 7 ปีที่ท่านอยู่แต่บนเตียงนั้น เราสองคนสับเปลี่ยนกันดูแลกันเต็มที่ อะไรดีที่สุดหามาให้ และเรามีญาติพี่น้องที่ดีต่างมาช่วยกัน สลับกันมาเยี่ยม มาเป็นเพื่อน มาเป็นผู้สนับสนุน เหมือนลูกๆทุกคนต่างผลัดกันมา….

    แต่นี่อาจารย์เหมือนตัวคนเดียว ลูก เป็นมะเร็ง เมียเสียชีวิต ใครล่ะดูแล มีลูกศิษย์ชื่อก้านครับ ดูแล และจ้างผู้ช่วยพยาบาลตัวเล็กนิดเดียวมาช่วยดูแลตามหลักวิชา ใครก็ไม่รู้ที่มาดูแล ไม่ใช่ลูกหลาน ไม่ใช่ญาติพี่น้อง อาจารย์คงว้าเหว่มากๆ เพียงต้องทำใจ เข้มแข็งและสู้ๆ เห็นภาพแล้วก็สงสารมากๆ เราเองอยากหาทางช่วยเท่าที่จะทำอะไรได้ คงปรึกษาหารือกันครับ เพราะลูกศิษย์ลูกหาอาจารย์มากมาย ต้องนัดมาคุยกัน ช่วยอาจารย์ อาจารย์ก็เข้มแข็ง พยายามฝึกเพื่อจะช่วยตัวเองให้ได้…..

    โชคดีอย่างที่อาจารย์เป็นผู้ใหญ่ในวงการ มีคนรู้จักมากมายต่างก็ช่วยเหลือไปตามอำนาจหน้าที่ที่พอจะช่วยกันได้ครับ….

    ในฐานะที่อาจารย์บัณฑร แม้จะไม่ได้เป็นอาจารย์สอนในห้องเรียน แต่คนในวงการ NGO และนักวิชาการด้านสังคม ด้านพัฒนาชนบท ด้านสิทธิมนุษยธรรม ได้เรียนรู้จากอาจารย์มามาก… ขอบคุณครับน้องสร้อย

  • #5 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2011 เวลา 7:24

    เกิดแก่เจ็บตายเป็นของ “ไม่ธรรมดา”
    สำหรับผมปวารณาตัวไว้แล้วว่า ถ้าเจ็บปางตายเมื่อไร ผมจะหายไปเข้าป่า ตายในถ้า คนเดียว แบบไม่ยอมให้ใตรเห็นหน้า (เหตุผลมากหลาย อธิบายได้หลายหน้า)

  • #6 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2011 เวลา 8:19

    สาธุ อาจารย์ครับ ทำไมไม่บริจาคร่างให้โรงเรียนแพทย์ครับ สำหรับภรรยาอาจารย์บัณฑรนั้นทราบว่าบริจาคร่างให้จุฬา แต่เมื่อตรวจสอบแล้วไม่สมบูรณ์ จึงไม่เอา จึงเผาเลยครับ

  • #7 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2011 เวลา 16:12

    ผมเคยจะบริจาค แต่ที่ม.ผมบริจาคไม่ได้ ต้องไปบริจาคที่รพ. ม.ขอนแก่น ก็เลย ขอตายในถ้ำไปพลางก่อน อิอิ (งูเหลือมตัวใหญ่ๆ แถวนั้นมากเสียด้วย สงสัย…)

  • #8 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 24 ธันวาคม 2011 เวลา 16:15

    ว่าไปแล้ว การบริจาคให้รพ. กับการตายในป่า มันไม่เหมือนกันซะทีเดียวนะครับ คือ การตายในป่าคนเดียวนั้น เราสามารถเพ่งสมาธิ เอาความตาย ความดับสูญเป็นอารมณ์ โดยเราเดินเข้าไปคนเดียว (เมื่อรู้ตัวว่าจะตายล่วงหน้าสัก 7 วัน) แล้วเราตายคนเดียว จะบริจาคศพก็ทำไม่ได้ เพราะไม่มีใครรู้

    แต่การบริจาคศพนั้น ต้องมีคนรู้ พอมีคนรู้ ก็ลำบากมากขึ้นในการปฏิบัติเพื่อไปสู่สุคติ

  • #9 putarn ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มกราคม 2012 เวลา 15:09

    เป็นเรื่องที่สะเทือนใจอย่างแรงค่ะ อ่านแล้วสงสารน้ำตางี้คลอเลย
    ไม่ทราบว่า ถ้าเด็กที่เรียนอยู่ในมหาวิทยาลัยจะเข้าไปคุยเป็นเพื่อนอาจารย์แก้เหงาในบางคร้ังบางวัน จะได้ไหมนะคะคุณบางทราย

  • #10 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มกราคม 2012 เวลา 15:46

    อ.วิทย์ ครับ อาจารย์เด็ดเดี่ยวจริงๆ หากอาจารย์บวชไปเรื่อยๆ ความมุ่งมั่นในการทำจิตให้บริสุทธ์นั้น จะต้องประสพผลสำเร็จแน่แน่ครับ

  • #11 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 มกราคม 2012 เวลา 15:49

    putarn ครับ ยินดีมากครับสำหรับคำแนะนำที่มีคุณค่า ปกติพวกเราก็ผลัดกันไปเยี่ยมอาจารย์ครับ และคำแนะนำก็วิเศษจริงๆจะเอาไปปรึกษากับเพื่อนๆครับ ขอบคุณมากๆครับ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.038940906524658 sec
Sidebar: 0.057483911514282 sec