นี่คือชีวิต..

โดย bangsai เมื่อ 22 ธันวาคม 2011 เวลา 22:06 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 4042

ชีวิตบางคนก็เลอเลิศสะแมนแตน บางคนยิ่งกว่านิยายหลากรส …บางคนก็ธรรมดาแต่ไม่ธรรมดา บางคนก็เลวสิ้นดี บางคนดีใจหาย….
แล้วเราเป็นแบบไหนล่ะ ก็เป็นเรานี่แหละ..หึหึ

ช่วงที่ผมอยู่กับเปลี่ยนที่หงสา ก่อนเดินทางกลับมาสองสามวัน ได้รับ SMS ว่า ภรรยาอาจารย์บัณฑร อ่อนดำเสียชีวิตแล้ว รดน้ำศพวัน.. และจะฌาปนกิจศพวันที่ 22 ธันวาคม 54 ที่กรุงเทพฯ

ผมเล่าให้เปลี่ยนฟัง ว่าอาจารย์ยังนอนในโรงพยาบาลศรีนครินทร์ที่ขอนแก่นเพราะเป็นอัมพาต ท่อนล่าง กำลังรักษาตัวมาสองเดือนแล้ว นี่ภรรยามาเสียชีวิตอีก อาจารย์ก็ไปงานไม่ได้ซิ…

(รูปจากบันทึกของหนานเกียรติใน G2K)

ผมเดินทางออกจากหงสาวันที่ 21 ไปไชยบุรี ไปหลวงพระบาง แล้งนั่งเครื่องลงเวียงจัน รถไปขอนแก่นหมดแล้วต้องนอนค้างที่เวียงจัน ผมติดต่อกับศรีภรรยา ก็ได้รับทราบว่าเราจะเดินทางไปเยี่ยมให้กำลังใจอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาลกันในบ่ายสามโมงวันที่ 22 ผมขอไปด้วย

ผมเดินทางถึงขอนแก่นเที่ยงเศษ ในมหาวิทยาลัยกำลังมีพระราชทานปริญญา รถติดวุ่นวายไปหมด ผมทำธุรที่บ้านเสร็จก็เดินทางไปกราบอาจารย์บัณฑรที่โรงพยาบาล ผมไปถึงก่อนเวลานัด เห็นเตียงอาจารย์กำลังปิดผ้ารอบ ทราบว่าผู้ช่วยพยาบาลกำลังทำความสะอาดร่างกาย ผมยืนดูข้อมูลต่างๆที่โรงพยาบาลทุกแห่งมักจะติดไว้เป็นข้อมูล ข่าวสารเชิงสุขภาพด้านต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตึกนั้นๆ ขณะที่ก็คอยทีม RDI มาสมทบด้วย

เมื่อผู้ช่วยพยาบาลทำความสะอาดเสร็จแล้วผมตัดสินใจเข้าไปกราบอาจารย์ก่อน ผมค่อยๆเข้าไป ผมเห็นอาจารย์นอนตะแคงขวา มือขวาอาจารย์งอไปอยู่ที่ใบหน้า ผมเห็นมือขวานั้นถือมือถือเก่าๆเล็กๆอยู่ ผมกราบอาจารย์แล้วถามว่ากำลังพูดโทรศัพท์หรือครับ อาจารย์พูดให้เสร็จก่อนแล้วกัน…. อาจารย์รีบตอบว่า เปล่าไม่ได้คุย เสร็จแล้ว

เมื่ออาจารย์พยายามตั้งใบหน้าตรงจากการเอียงขวา ผมเห็นน้ำตาท่านอาจารย์ไหลออกมา…

ใช่ซิ…เมื่อชั่วโมงกว่าๆมานี่เองที่กรุงเทพฯได้ฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ไป โดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปร่วมงานด้วย ผมเดาความรู้สึกนี้ได้ดี

ผมเดินเข้าไปนั่งใกล้ๆอาจารย์เอามือไปจับแขนอาจารย์ นัยว่าผมมาให้กำลังใจอาจารย์นะครับ ผมสงสารอาจารย์หรือใครก็ตามที่จะต้องมาตกอยู่ในสภาวะเช่นนี้…ผมนิ่งไปชั่วครู่ปล่อยความรู้สึกของผมผ่านมือที่จับแขนอาจารย์อยู่…

อาจารย์กลับเข้มแข็งมากๆ เพียงไม่กี่อึดใจท่านอาจารย์ก็คุยเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น น้ำเสียงปกติ (แม้ในใจท่านอาจจะกำลังร่ำให้อยู่..) จากการคุยกันทราบว่าต้องจ้างผู้ช่วยพยาบาลอิสระมาดูแลตลอด ช่วงหนึ่งนั่งเก้าอี้คนพิการมากเกินไปทำให้เท้าบวม และติดเชื้อในกระแสเลือด จึงต้องกลับมานอนให้หมอดูแลใกล้ชิดอีก คงจะนอนยาวไปถึงสามเดือนเลย

ไม่กี่นาทีทีมงาน RDI ก็มาสมทบ เรารวบรวมเงินจำนวนหนึ่งให้อาจารย์เป็นค่าใช้จ่ายต่างๆที่จะต้องใช้อีกมากมาย

ระหว่างที่เราคุยกันนั้นก็มีโทรศัพท์เข้ามา ท่านอาจารย์คุยด้วย ผมยังเดาว่าคนทางกรุงเทพฯคงรายงานงานฌาปนกิจศพภรรยาอาจารย์ละมั๊ง แต่ไม่ใช่ เป็นโทรศัพท์มาจากกระทรวงต่างประเทศเชิญอาจารย์เข้าประชุม ในฐานะที่อาจารย์เป็นกรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ
โดยที่ทางกระทรวงต่างประเทศไม่ทราบการป่วยของอาจารย์….

ผมไม่ขอกล่าวประวัติท่านอาจารย์เพราะเคยบันทึกไปบ้างแล้วและ หนานเกียรติแห่ง G2K ผู้ล่วงลับไปแล้วเคยเขียนถึงอาจารย์ไว้อย่างละเอียดทีเดียว ผมจึงขอลิงค์ไว้ที่นี่
http://www.gotoknow.org/blogs/posts/431354

เราอยู่กันพักใหญ่ แล้วก็กราบลากลับ ระหว่างทางเราคุยกันว่า ชีวิตอาจารย์มาตกหนักเอาตอนนี้ น่าเห็นใจมากจริงๆ ไม่ใช่เพียงภรรยาอาจารย์ต้องมาเสียชีวิตไปโดยที่อาจารย์ไม่ได้ไปดูหน้า ไม่ได้ไปเผาเลย….แค่นี้ก็เจ็บปวดมาก แต่มากไปกว่านั้นอีกที่ทีมงาน RDI บอกผมระหว่างที่เราเดินลงจากตึกว่า….. บุตรสาวคนสุดท้องอาจารย์กำลังเป็นมะเร็งขั้นรุนแรงแล้วด้วย….

อะไรกัน..ชีวิตทำไมเป็นอย่างนี้…โธ่อาจารย์ที่ทุ่มเททั้งชีวิตเพื่อคนจน คนพื้นบ้านกลับมารับสภาพเช่นนี้…แม้มันไม่เกี่ยวกันเลยก็ตาม..

ภรรยาผมเอ่ยมาว่า ตั้งใจจะจัดงานอะไรสักอย่างหาเงินให้อาจารย์สักก้อน แต่เธอก็ไม่ได้หยุดหย่อน แต่ผมก็บอกว่า คุณกำหนดวันคุยกันเลย ไม่งั้นไม่ได้ทำแน่ เธอเห็นด้วย…

ระหว่างเดินทางกลับบ้าน ผมคิดอะไรไปมากมาย…..

« « Prev : หนาว..กับหนังสือ

Next : นี่หรือความเจริญ.. » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

549 ความคิดเห็น


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 1.052020072937 sec
Sidebar: 0.048042058944702 sec