เสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์???

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 29 January 2011 เวลา 9:27 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1772

คิดให้ดีก่อนทำ…การเมืองภาคประชาชน
คำว่า “การเมืองภาคประชาชน”  นั้น กลายเป็นมนต์ตราศักดิ์สิทธิ์ที่กลุ่มคนทุกฝ่ายต่างยกอ้างเพื่อประโยชน์แห่งกลุ่มตนเสมอมา อย่างน้อยก็ตั้งแต่เมื่อประมาณสักพศ. ๒๕๔๘ เป็นต้นมา

ผมถามก่อนว่า “การเมือง” คืออะไร และ “ประชาชน” คืออะไร และทำไมต้องเอาคำสองคำนี้มาสนธิกันด้วย

ถ้าไม่เข้าใจความหมายของคำสองคำนี้อย่างถ่องแท้ แล้วยังมั่วเอามาสนธิกันแบบนี้ ก็ยิ่งจะไม่เข้าใจกำลังสอง ซึ่งอาจ ทำความเสียหายให้สังคม ชาติ ได้มากทีเดียว

คำว่า การเมือง นั้น ผมว่ามันต้องมี ภาคประชาชน มาเกี่ยวข้องโดยปริยายอยู่แล้ว ไม่งั้นก็ไม่น่าเรียกได้ว่าเป็น การเมือง เพราะ เมือง ไม่อาจมีได้ถ้าไม่มี พลเมือง (หรือประชาชนนั่นเอง)

สรุปคือ ประชาชน คือ พลเมือง นำสู่การเมือง ซึ่งก็ต้องเป็นการเมืองภาคประชาชนโดยอัตโนมัติอยู่แล้ว

ดังนั้น การเมืองภาคประชาชน ที่กำลังเห่อกันอยู่ทุกวันนี้ ก็คือ กลไกทางการเมืองที่ซ้อนการเมือง(ภาคประชาชนโดยอัตโนมัติ)อีกต่อ ก็ยิ่งวุ่นวายกันไปหนัก จนไม่รู้ว่า ประชาชนที่เลือกตั้งนักการเมืองมา กับประชาชนที่ไม่ยอมรับนักการเมืองนั้น ภาคไหนถือกันว่าเป็น “ประชาชน” มากกว่ากัน  (ธรรมศาสตร์รักกัน ๆ …”เหลืองแดงครองใจ ซึ่งในน้องพี่”  ที่ห้อมล้อมด้วย  “รั้วแดงกำแพงเหลือง”  ใกล้สพานมัฆวานรังสรรค์ …เพลงสุนทราภรณ์)

ผมได้สรุปเป็นบทความหลากหลายมานานแล้วว่า ประชาชนไทย ต่างจาก ประชาชนฝรั่ง แบบฟ้ากะเหวก็ว่าได้ แต่ทำไมไทยเรา (ที่เป็นฟ้ามานาน) กลับต้องไปลอกเอาระบบการเมืองเหวๆ แบบฝรั่ง มาใช้ด้วยเล่า

จากนั้นผมได้เคยบัญญัติศัพท์ไว้ว่า “คุณภาพ คือ ภาพที่เป็นคุณ”

วันนี้เราเชื่อกันว่า การเมืองที่ดีคือการเมืองคุณภาพ ที่ต้องมี “ภาคประชาชน” คอยตรวจสอบ และคานอำนาจ

โดยเราเอง ในฐานะประชาชน”คนหนึ่ง” ก็ยังคง งงๆ อยู่ว่า การเมืองคืออะไร คุณภาพคืออะไร และ ประชาชนคืออะไร  และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง “ดี” คืออะไร   ถ้ายังงงตามที่ว่ามานี้ก็น่าจะมีการทำ “ประชา” พิจารณ์แล้วให้โหวตการเสียก่อนดีไหม ..เอ้าใครเห็นด้วย “ไม่ต้อง” ยกมือ

ก่อนที่จะไปสมาทานปชต.  เราน่าจะให้นิยามของคำเหล่านี้ได้อย่างสมบูรณ์ ปราศจากข้อขัดแย้งของทุกฝ่าย  ซึ่งนิยามเหล่านี้นั้น เราต้องตกลงกันให้ดีเสียก่อน ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่สำคัญยิ่ง ก่อนที่จะก้าวบันไดขั้นต่อไป 

อุปมาเช่น รัฐบาลทุกชุดต่างเน้นการ “พัฒนา” โดยไม่รู้ว่า พัฒนา คืออะไร ดังนั้นยิ่ง พัฒนามากเท่าไร ประชาชน ก็ยิ่งยากจนเพียงนั้น

 

ลองไปคิดดูเถิด ส่วนใหญ่ เราทำอะไร เราเองยังไม่รู้คำจำกัดความของมันเลย อย่าว่าแต่ทำแล้วมันจะส่งผลข้างเคียงกว้างไกลอย่างไร

…สองชาติ ใจเต็ม (๑๕ ตค ๕๓)

 


ขอมสยามเขมร..(๒)..หลักฐานเพิ่มเติม

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 29 January 2011 เวลา 6:24 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1272

หลักฐานที่เสริมว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากนครวัด

 

ในบทความก่อน ผมได้เสนอทฤษฎีใหม่ว่าพระเจ้าอู่ทองนำคน”สยาม”อพยพหนีตายมาจากนครวัดเพื่อมาสร้างกรุงศรีอยุธยา  คนสยามนี่แหละที่เป็นผู้สร้างนครวัดและนครธม ส่วนเขมรเป็นพวกข้าทาสแรงงานในการก่อสร้าง โดยผมได้แสดงหลักฐานและเหตุผลประกอบตามข้อมูลด้านประวัติศาสตร์และด้านวัฒนธรรมประเพณี (ไม่ได้โมเมแบบที่บางคนกล่าวหาผมอย่างไม่เป็นธรรม)  

 

คราวนี้ขอเสนอหลักฐานโดยอ้อม จากบันทึกของโจวต้ากวน ทูตการค้าชาวจีนที่เข้าไปอยู่ในนครวัดเมื่อปี คศ.  1295 (40 ปีก่อนที่หัวหน้าทาสชื่อตระซอกประแอม (แตงหวาน) จะนำกองกำลังทาสถล่มกษัตริย์วรมันหมดสิ้นสกุลแล้วสถาปนาตนเองขึ้นเป็นกษัตริย์องค์ต่อไป ซึ่งพงศาวดารเขมรฉบับแรกที่ยังไม่มีอิทธิพลฝรั่งเศสก็ยอมรับว่าเขาผู้นี้แหละคือต้นตระกูลเขมร) 

 

บันทึกของโจวฯ นี้ถือกันในวงวิชาการว่าสำคัญที่สุด เพราะเป็นบันทึกชิ้นเดียวในโลกที่มีอยู่ที่บันทึกเรื่องราวในนครวัดอย่างละเอียดพอควร

 

โจวฯได้บันทึกเรื่องการทอผ้าว่า ชาวพื้นเมืองนครวัดไม่รู้จักการทอผ้าไหม รู้จักแต่การทอผ้าฝ้าย ซึ่งวิธีการทอผ้าก็หยาบมากกล่าวคือ เอามือดึงเส้นด้ายออกมาจากปุยฝ้าย โดยไม่มีการปั่นด้ายให้เป็นเส้นละเอียด แล้วก็เอามาทอเป็นผืนโดยไม่ใช้กี่ แต่ใช้เส้นด้ายพันรอบเอวไว้  ส่วนปลายอีกด้านหนึ่งผูกไว้กับขอบหน้าต่าง แล้วใช้ท่อนไม้ไผ่ดันกระแทกเส้นด้ายพุ่งในการทอผ้า  (น่าสังเกตว่าเป็นวิธีที่คนไทยกระเหรี่ยงแถวแม่ฮ่องสอนก็ยังใช้อยู่จนถึงวันนี้)  อีกประการคือ ชาวพื้นเมืองไม่รู้จักใช้เข็มและด้ายพวกเขาจึงเย็บผ้าและชุนผ้าไม่เป็น

 

โจวฯบันทึกต่อไปว่า…ในระยะหลัง มีพวกสยามเข้ามาอยู่มาก พวกนี้รู้จักการทอผ้าไหมแบบใช้กี่ พวกเขานำต้นหม่อนและตัวไหมมาจากเมืองสยาม นอกจากนี้พวกสยามยังรู้จักใช้เข็มและด้ายในการเย็บและชุนผ้าอีกด้วย

 

หลักฐานข้างต้นนี้สนับสนุนทฤษฎีของผมที่ว่ามีคนสยามเข้าไปอยู่ในนครวัดมาก โดยผมเชื่อว่าเป็นคนชั้นสูงที่เป็นเครือญาติของกษัตริย์ และเป็นสมาชิกครอบครัวของทหารสยามที่เข้ามาค้ำบัลลังก์กษัตริย์ชัยวรมันที่ ๖ ต่อมาจนถึงที่ ๗ (ผู้สร้างนครธมและสร้างต่อนครวัดจนเสร็จ)  ซึ่งทั้งสองเป็นกษัตริย์ที่มีเชื้อสายมาจาก “พิมาย”

 

ยิ่งทอผ้าไหมก็ยิ่งใช่เลย เพราะพิมายมีชื่อกระฉ่อนในการเลี้ยงไหม ทอผ้าไหมอยู่แล้ว  และที่ชาวพิมายถูกเรียกว่า สยาม ก็เพราะมันเพี้ยนมาจากคำว่า  “สวายาม” ซึ่งเป็นชื่อพระบิดาของ ชย. ๖ (ซึ่งเป็นคนพิมาย)  นั่นเอง  

 

การที่กษัตริย์ ชนชั้นสูง และทหารเป็นอีกเผ่าหนึ่งแล้วพลเมืองโดยทั่วไปเป็นอีกเผ่าหนึ่งนั้น ก็ไม่ใช่เรื่องแปลก ถ้าบริหารดีๆ ก็ทำได้ เช่น ราชวงศ์หยวน และราชวงศ์คิง ของจีน ซึ่งเป็นพวกมองโกล และ แมนจู นั่นอย่างไร เป็นชนส่วนน้อยแต่กลับปกครองคนส่วนใหญ่ได้หลายร้อยปี

 

น่าคิดต่อไปว่า คนพื้นเมืองนั้นแค่ทอผ้าเย็บผ้ายังทำไม่เป็น แล้วจะไปสร้างนครวัดนครธมได้อย่างไร ก็มาเข้าทฤษฎีผมที่ว่า คนสยามต่างหากเล่าที่เป็นคนออกแบบ และคุมการสร้างทั้งหมด โดยนายช่างพวกนี้มาจากพิมายและลพบุรีเป็นส่วนใหญ่  (เริ่มสร้างในสมัยพระสุริยวรมัน ๒ ..ชาวลพบุรี แล้วมาเสร็จเอาในสมัยพระชัยวรมัน ๗..ชาวพิมาย)

 

ส่วนแรงงานในการสร้างนั้นมาจากพวกทาสเป็นส่วนใหญ่ ซึ่งทาสพวกนี้น่าจะเป็นพวกจามผสมกับพวกคนป่าที่ถูกจับมาเป็นเชลยจากการทำสงคราม ซึ่งพวกทาสบางส่วนนั้นเมื่อเวลาผ่านไปก็พัฒนาขึ้นมาเป็น “คนพื้นเมือง” และเป็นนายทาสในที่สุด ดังนั้นคนพวกนี้จึงไม่มีความรู้เรื่องการทอผ้าซึ่งเป็นเทคโนโลยีขั้นสูง

 

โจวฯระบุด้วยว่า ครอบครัวชาวนครวัด “ส่วนใหญ่” มีทาสเป็นร้อยหรือมากกว่านั้น บางครอบครัวมี 10-20 ทาส ยกเว้นครอบครัวที่จนมากที่สุดเท่านั้นจึงจะไม่มีทาสเลย จากการประเมินของนักวิชาการฝรั่ง นครวัดช่วงนั้นมีพลเมืองประมาณ 1 ล้านคน  ดังนั้นจึงประเมินได้ไม่เกินความจริงไปเลยว่านครวัดช่วงนั้นน่าจะเป็นทาสเสีย 6 แสน คนชั้นสูง ทหารและครอบครัว และคนพื้นเมืองที่เป็นนายทาสเสีย 4 แสน

 

พอถึงคศ. 1336 เมื่อตระซอกประแอมนำพวกทาสล้มบัลลังก์วรมัน ก็อาจฆ่าคนสยาม และพวกนายทาสไปเสีย 1 แสน ในการนี้ทาสทั้งหลายได้ประโยชน์สองต่อคือยึดอำนาจรัฐและปลดแอกจากการเป็นทาสไปพร้อมกัน

 

3 แสนที่เหลือก็หนีตายอพยพไปก่อตั้งกรุงศรีอยุธยา นำโดยพระเจ้าอู่ทอง นั่นแล โดยนำเอาระบบกษัตริย์เทวราชาติดตัวไปที่อยุธยาด้วย อีกทั้งกษัตริย์เป็นคนขอม ก็ต้องตรัสด้วยภาษาขอม ซึ่งกลายมาเป็นราชาศัพท์ของเราจนถึงทุกวันนี้

 

ชย. ๗ ทรงสร้างนครธม ที่ฝรั่งแปลตามศัพท์เขมรว่า นครใหญ่ แต่ผมว่านี่คือ นครธรรม ต่างหาก เป็นภาษาสยาม ที่แปลงมาจากบาลี (ธรรม = ธมฺ ) มันต้องใช่แน่นอนเพราะ ชย. ๗ ทรงธัมมะธัมโมมาก อีกทั้งชื่อปราสาทต่างๆในนครธมก็เป็นภาษาสยามเสียมากเลย เช่น ปราสาทนาคพัน (เขมร = เนียคเพียน) (พญานาคพันตัวไปมา )ปราสาทตาพรหม  ปราสาทพระขรรค์ ปราสาทตาแก้ว สระสรง พระรูป  ที่ชื่อเป็นสำเนียงสยามหมดก็เพราะ ชย. ๗ เป็นชาวสยามจากพิมายนั่นเอง

 

 

..ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๕ มค. ๒๕๕๔)


อนาคตชาติไทย ๒๐ ปีจากนี้…ไม่ต้องเป็นโหรก็ทำนายได้แม่น

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 January 2011 เวลา 7:42 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1166

 

อนาคตชาติไทย ๒๐ ปีจากนี้…ไม่ต้องเป็นโหรก็ทำนายได้แม่น

 

ผมขอทำนายว่า ถ้าเราไม่ออกแรงทำอะไรเลยเพื่อเบี่ยงเบนทิศทางที่สังคมไทยกำลังพุ่งทะยานไปในวันนี้ ..สังคมไทยอีก ๒๐ ปีจากนี้จะมีลักษณะดังนี้คือ

 

  • 1. ชนบทจะว่างเปล่า เพราะคนในชนบทจะอพยพไปขายแรงงานเป็นขี้ข้าเขาในนิคมอุตสาหกรรมริมทะเลและปริมณฑลกันหมด
  • 2. จากที่เคยมีบ้านหลังใหญ่ ที่ดิน ๑๐ ไร่ เป็นเจ้าของกิจการ จะกลายไปเป็นลูกจ้างเขา อยู่ห้องเช่าเท่ารูหนู ซื้ออาหารถุงกินทุกวัน ท่ามกลางน้ำครำเน่าเหม็น
  • 3. ชีวิตของคนงานส่วนใหญ่ในนิคมอุตสาหกรรมก็จะเหมือนเดิมๆ คือ ค่าแรงต่ำ
    คุณภาพชีวิตต่ำ
  • 4. นายทุนจะกว้านซื้อที่ดินในชนบทเสียหมดในราคาต่ำ (เพราะเกษตรกรทิ้งไร่นา
    หมดสิ้น) แล้วจัดทำเป็นฟาร์มขนาดใหญ่ที่ใช้เครื่องจักรทุ่นแรง วิถีชีวิตอันสวยงามในอดีตที่พึ่งตนเอง จะหายไปหมดสิ้น กลายเป็นพึ่งเครื่องจักร พึ่งทุน เงินกู้สารพัดประชานิยมจากนักการเมืองที่หวังคะแนนเสียง
  • 5. พอเศรษฐกิจตกต่ำทั่วโลก (ซึ่งขอทำนายด้วยว่ามันจะเกิดขึ้นแน่ๆ เป็นระลอก) พวกนายทุนต่างชาติถอนทุนหมด แล้วพวกพนักงานลูกจ้างที่หลงโง่ไปแล้ว ที่แสนหิวโหยจะไปปล้นเอาที่ดินคืน เกิดโกลาหลทั่วทุกหย่อมหญ้า แผ่นดินจะ “ลุกเป็นไฟ” (ไม่ใช่ในแนวคิดแต่ไฟจริงๆที่จับต้องได้)
  • 6. ดังนั้นก่อนยุบสภา หรือ หมดวาระรัฐบาล ผมใคร่ขอเสนอให้ฉวยโอกาสออก. “พรบ. เพื่อความมั่นคงแห่งฐานรากของสังคมไทย” เพราะถ้าไม่รีบทำและปล่อยให้สังคมดำเนินไปแบบนี้ผมเชื่อว่าสังคมไทยจะพังครืนในเวลาไม่นานเกินกว่า ๒๐ ปี ชาติไทยเราอาจไม่มีโอกาสนี้อีกแล้ว

 

ขอวิงวอนมายังท่านสส. สว. ผู้รักชาติทั้งหลาย โปรดเข้าชื่อกันเสนอพรบ.นี้ด้วยเถิด เพราะรอให้รัฐบาลทำคงไม่ไหวแล้ว เพราะรัฐบาลตอนนี้  (และทุกตอนที่ผ่านมาในรอบ ๔๐ ปี) เล่นแต่การเมืองจนมองไม่เห็นหัวประชาชนแล้ว อย่าว่าแต่อนาคตของชาติอีก ๒๐ ปี

พรบ. ที่เสนอนี้จะประกันว่าจะมีองค์กรรับผิดชอบ และจะมีงบประมาณผูกพันเป็นเวลาประมาณ
๒๐ ปี หลักการของพรบ.คือ

1)   จัดตั้งโรงงานเกษตรอุตสาหกรรมในทุกพื้นที่อบต. โดยโรงงานนี้ต้องมีขนาดที่ใช้
กำลังคนงานอย่างน้อย 5% ของประชากรในพื้นที่
 
2)   ทุนที่ใช้ในการจัดตั้งนี้ให้ระดมมาจากประชาชนในตำบล อำเภอ หรือ จังหวัดนั้นๆ  
โดยรัฐบาลจะปล่อยกู้แบบดอกเบี้ยต่ำเท่าอัตราเงินเฟ้อเป็นเวลา ๒๐ ปี โดยยอดกู้นี้คิดตามสัดส่วนประชากร

3)   ใช้ระบบแบ่งปันผลกำไรตามยอดการลงทุน ทั้งนี้แรงงานทุกคนก็ให้มีส่วนเป็นเจ้า
ของโรงงานด้วย สัดส่วนตามที่กฎหมายกำหนด (นี่จะเป็นการเอาข้อดีของทุนนิยมมาผสมกับ
ระบบคอมมูนของคอมมิวนิสต์)

4)   ให้มีหน่วยงานกลางระดับสำนักงานแห่งชาติ เพื่อกำกับดูแลกิจการนี้ และมีงบ
ประมาณผูกพันปีละ 10% ของงบประมาณ เป็นเวลา ๒๐ ปี  หน่วยงานต้องดูแลให้มีการผลิตที่
สมดุล ไม่ซ้ำซ้อนกันมากเกินไป มีเทคโนโลยีการผลิตที่เหมาะสม   และต้องหาตลาดรองรับ
การผลิตด้วย

5)   จัดให้มีร้านค้าปลีก (ห้างสรรพสินค้า) ขนาดใหญ่ในทุก อบต. เป็นอย่างน้อย โดย
ร้านค้านี้ใช้นโยบายการก่อตั้ง การบริหาร เช่นเดียวกับโรงงานอุตสาหกรรมดังกล่าว นอกจากนี้
จัดให้มีโกดังและระบบรับส่งสินค้าร่วมกันเป็นเครือข่ายทั่วประเทศ เพื่อระบายสินค้าซึ่งกันและ
กัน ที่เหลือส่งขายต่างประเทศ (ร้านค้านี้จะเป็นภูมิคุ้มกันไม่ให้เงินไทยไหลออกนอกผ่านร้าน
ค้าปลีกรายใหญ่จากต่างชาติเสียหมด ยังช่วยเสริมสร้างเศรษฐกิจในประเทศ และสร้างงานเพิ่ม
ขึ้นอีกด้วย)

6)   โรงงานอื่นใดนอกจากนี้ ที่จะก่อตั้งในพื้นที่ใดทั่วประเทศจะต้องวิเคราะห์ว่าใน
พื้นที่ “อำเภอ” นั้นมีแรงงานคนในอำเภอรองรับได้เพียงพอ (วิธีนี้จะบังคับโดยปริยายให้โรง
งานขยายออกมาสู่ชนบท เพราะ “ระยอง” ไม่มีแรงงานในพื้นที่รองรับแล้ว ซึ่งจะช่วยกระจาย
ความเจริญไปสู่ชนบทโดยปริยาย คนทำงานไม่ต้องทิ้งถิ่นอีกด้วย)

หากใช้วิธี “สามประสาน” แบบที่ว่านี้สังคมไทยในชนบทจะเข้มแข็ง มีรายได้ดี มีคุณภาพชีวิตที่
ดี ประชาชนไม่ต้องพลัดที่นาคาที่อยู่ไปขายแรงงานที่อื่นห่างไกล  ชาติไทยเราจะมีรายได้
ประชาชาติเพิ่มอีก 10 เท่า จากการที่เพิ่มมูลค่าผลผลิตการเกษตรก่อนส่งออกไปขายตปท.
แบบดิบๆเหมือนที่ผ่านมา  รัฐก็จะมีรายได้จากการเก็บภาษีมากขึ้นประมาณ 20 เท่า (ไม่ใช่
10 เท่านะ)  ก็รวยกันหมดทุกฝ่าย เงินลงทุน 10% เป็นเวลา 20 ปีกลายเป็นขี้ปะติ๋วไปเลย

ทางเลือกอื่นคือล่มสลายตามที่ทำนาย หากไม่เชื่อก็คอยดู และรอรับคำสาปแช่งจากลูกหลาน
ในอนาคตได้เลย

…ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๒๘ พฤศจิกายน ๒๕๕๓)


ขอม สยาม เขมร …ทฤษฎีใหม่

7 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 January 2011 เวลา 5:13 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2084

ขอม สยาม เขมร : ทฤษฎีใหม่

 

ผมได้เขียนบทความแสดงหลักฐาน ข้อมูล ความเห็น แห่งความเป็นมาของสยาม ขอม เขมรไว้หลากหลาย  ทำให้มีคนเห็นด้วยจำนวนมาก ที่ไม่เห็นด้วยแล้วด่าหยาบคายหาว่าผมโง่กว่าควาย คลั่งชาติ ก็ไม่น้อย บัดนี้ผมใคร่ขอสรุปสาระสำคัญไว้ให้เป็นที่ปรากฏในสามประการคือ:-

 

1) สยามคือขอมตัวจริง  

2) เขมรนั้นไม่ใช่ขอมแต่เป็นทาสขอม ผู้ซึ่งฆ่าขอม/สยาม/เสียม ตายเรียบ แล้วตั้งชื่อเมืองว่า เสียมเรียบ

3) พระเจ้าอู่ทองเป็นขอมที่หนีตายมาจากนครวัด  แล้วมาสร้างกรุงศรีอยุธยา

 

ผมไม่ได้กล่าวลอยๆ แต่มีหลักฐาน เหตุผล และตรรกะ สนับสนุนทุกถ้อยกระทงความ รวมทั้งเอาเศษกระเบื้องทางประวัติศาสตร์หลายตัวมาต่อกัน จนเห็นภาพที่ชัดเจนขึ้นเรื่อยๆ  ซึ่งผมขอท้านักประวัติศาสตร์ นักโบราณคดีให้คิดแย้ง (และหากแย้งไม่ได้ก็น่าจะช่วยสนับสนุนแนวคิดผมและช่วยหาหลักฐานเสริมด้วย)

 

สภาพภูมิประวัติศาสตร์ในภาพรวมก่อนนครวัด 3,000-200 ปี คือ ดินแดนที่ผมขอเรียกว่า “เส้นพระธรรม” (The dhamma belt) ได้ต่อแนวกันจากนครปฐม มาลพบุรี  ไปเมืองเสมา (อ.สูงเนิน จ.นครราชสีมา) ไปพิมาย โดยมีติ่งที่ศรีมโหสถ (อ.โคกปีบ จ.ปราจีนบุรี) แนวเส้นพระธรรมนี้เจริญผ่านยุคสำริดและยุคเหล็กมาอย่างโชกโชน (5000-2000 ปีก่อน พศ. 2500) ดังหลักฐานหลายร้อยหลุมขุดค้นที่พบโดยนักโบราณคดีทั้งไทยและเทศ  

 

ในช่วงพุทธกาลอารยธรรมเส้นพระธรรมนี้นับถือศาสนาพุทธเป็นหลัก โดยมีฮินดูปนบ้างเล็กน้อย ในช่วงหลังกลายมาเป็นอารยธรรมที่เราเรียกกันว่า “ทวาราวดี” ซึ่งในช่วงเวลาเดียวกันนี้ ดินแดนรอบๆนครวัดยังล้าหลังมาก เช่นมีการขุดค้นพบอารยธรรมยุคเหล็กประปรายเบาบางกว่าเส้นพระธรรมมาก  นี่เป็นพื้นฐานที่ชัดเจนว่านครวัดนั้นเกิดจากแพร่ของอารยธรรมจากเส้นพระธรรมเข้าไป โดยเฉพาะจาก ลพบุรี และ พิมาย เมื่อประมาณ คศ. 800  หรือประมาณ 1200 ปีมาแล้วนี่เอง

 

แต่ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์การแพร่นั้นย่อมแพร่จากที่เข้มข้นสูงไปสู่ที่เข้มข้นต่ำเสมอ

 

กษัตริย์องค์แรกแห่งนครวัดคือ พระชัยวรมันที่ ๒ นั้นไม่มีจารึกร่วมสมัยว่าเป็นใครมาจากไหน  พบแต่มีจารึกที่ปราสาทหินสด๊กก๊กธม (อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว) เมื่อ 200 ปีให้หลังว่ามาจาก “ชวา” (และนักวิชาการไทยก็เชื่อตามกันเป็นตุตะ) แต่มีนักวิชาการฝรั่งที่โดดเด่นเช่น charles higham เห็นแย้งว่าน่ามาจาก จาม หรือ ชามา (ไม่ใช่ชาวา) เสียมากกว่า 

 

แต่กระผม (ขยม) เห็นว่าน่ามาจาก ลาวา หรือ ลวะ หรือ ลพะ หรือ ลพบุรีนี่เอง เสียมากกว่า เพราะมันมีความเป็นไปได้มากกว่ากันถ้ามองในเชิงภูมิประวัติศาสตร์  (แต่การที่ higham เองซึ่งขุดไทยเขมรเสียพรุนไปหมด ยังเชื่อว่าเป็น ชามา ก็คงเพราะว่าเขมรปัจจุบันนี้เป็นเชื้อสายพวกจามนั่นเอง..ซึ่งตรงกับข้อสรุปของผม)

 

ชัยวรมันที่ 2 อาจเป็นลูกเจ้าท้าวเธอ คิดกบฏ หรือผิดใจกันอะไรสักอย่าง (เช่นเขาเป็นพุทธแต่ท่านนี้อยากเป็นฮินดู)  เลยถูกเณรเทศออกมาจาก ลว  ให้มาตั้งเมืองใหม่ที่นี่ โดยให้เป็นเมืองขึ้นของลว  จารึกที่สด๊กก๊กธมเล่าต่อว่า ชย. 2 ได้ไปเชิญพราหมณ์มาจาก จานาปาดา (janapada) เพื่อมาทำพิธีปัดรังควานให้นครวัดพ้นจากอำนาจของ ลว   (มันเป็นไปได้ยากมาก ที่ชวา จะมาสร้างอาณานิคมในแถบนี้เพราะต้องข้ามน้ำข้ามทะเลปานนั้น การแล่นเรือข้ามทะเลจีนใต้มันไม่ใช่ง่ายๆหรอกนะ คลื่นลมแรงมากเป็นที่รู้กันดีในหมู่ชาวเรือ)

 

(ทฤษฎีอีกกระแสว่า ชวา ที่ว่า นั้นคือ ไชยา ซึ่งเป็นเมืองหลวงของอาณาจักรศรีวิชัย ที่เป็นพี่น้องกับทวาราวดีมาช้านาน)

 

จานาปาดานี้ผมว่าน่าจะคือ  ”ชนบท” (อ่านแบบแขกก็ได้ว่า “ชานาบาทา”) ซึ่งขณะนี้คืออำเภอชนบท จ.ขอนแก่น ซึ่งเป็นเมืองโบราณเก่าแก่บนเส้นพระธรรมอีกเมืองหนึ่ง นี่แสดงว่า ชย. 2 รู้เรื่องดินแดนในเส้นพระธรรมดีมาก ขนาดรู้ว่ามีฤาษีอยู่ที่ชนบท แสดงว่า ชย. เองก็มาจากดินแดนเส้นพระธรรมนี่แหละ ไม่ได้มาจาก “ชวา” หรอก

 

ผมจะชี้ให้เห็นต่อไปว่าลพบุรีนี่แหละคือ พ่อขอม ส่วนนครวัดนั้นเป็นลูกขอม (แต่เป็นอภิชาตบุตร)  ซึ่งตอนหลังก็กลับมาหาพ่อ มาอยู่กับพ่อตามเดิม อ้าว…แล้วเขมรล่ะ (ผมจะสรุปตอนท้ายว่าเขมรนั้นเป็นข้าทาสขอม)

 

ประมาณ คศ 1000  (ขออภัยที่ผมใช้คศ. แทนพศ. เพราะหลักฐานด้านกาลเวลาส่วนใหญ่อ่านมาจากภาษาอังกฤษ) เหตุการณ์เริ่มเข้มข้น เมื่อพระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ขึ้นครองราชย์ กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดองค์หนึ่งแห่งนครวัดนี้ ไม่ปรากฏหลักฐานว่ามาจากที่ไหน จู่ๆก็เข้ามาเป็นกษัตริย์ แถมยังเป็นชาวพุทธเสียอีก ทั้งที่เขาเป็นฮินดูกันมาก่อนหน้านี้

 

เชื่อได้ว่าพระองค์น่าจะมาจากลพบุรีโดยลพบุรีเอากำลังมาแต่งตั้งให้เป็นกษัตริย์และเป็นพุทธไปเสียเลย (แต่ปชช.ส่วนใหญ่ยังเป็นพราหมณ์อยู่)  ไม่เช่นนั้นจู่ๆ จะเอากำลัง “ทหารพุทธ” ที่ไหนมา “ยึดอำนาจ” แล้วสถาปนาตนเป็นกษัตริย์พุทธ ยิ่งสมัยก่อนศาสนาคือทุกสิ่งทุกอย่างของสังคมก็ว่าได้

 

สย. ๑ นี้เชื่อกันว่าเป็นผู้เริ่มสร้างปราสาทพระวิหาร ที่ทำให้เขมรกับไทยบาดหมางกันมาถึงวันนี้ และย้งเป็นผู้เริ่มก่อสร้างปราสาทหินพิมายด้วย (เป็นปราสาทพุทธ)

 

80 ปีต่อมา สมัยพระเจ้าชัยวรมันที่ 6 มีสลักในแผ่นหินบอกว่าท่านมาจากพิมาย (โคราชเรานี่แหละ) มีบิดาชื่อ กัมพู สวายามภูวา  ชื่อ สวายาม นี้น่าพิศวงมาก เพราะมันช่างพ้องกับคำว่า สยาม เสียเหลือเกิน  ผมเห็นว่าชื่อนี้แหละที่เป็นต้นกำเนิดของคำว่า “สยาม”  

 

นักวิชาการฝรั่งสันนิษฐานว่า ชว 6 มาจากการยึดอำนาจ ซึ่งผมเห็นด้วย 100%  และการยึดอำนาจนี้ต้องเป็นพิมายนั่นแหละที่ส่งทหารเข้ามาช่วยยึดอำนาจ  จากนั้นบรรดาทหารและครอบครัวที่อพยพมาค้ำบัลลังภ์ก็เลยถูกเรียกว่าพวก “สวายาม”  

 

ชย. 6 นี้ถือว่าเป็นผู้สร้างปราสาทหินพิมายหรือมาสร้างต่อจาก สว. ๑  (ราว คศ. 1100 ก่อนสร้างปราสาทนครวัดสัก 50 ปี)   รวมทั้งสร้างทางด่วนยาว 200 กว่ากม. เชื่อมพิมายกับนครวัดด้วย  หลักฐานยังมีให้เห็นจนทุกวันนี้ ซึ่งทั้งสองสิ่งก่อสร้างนี้เป็นหลักฐานมัดแน่นว่า ชย. ๖ มาจากพิมาย และผูกพันกับพิมายมากจนต้องสร้างทั้งปราสาทและถนน

 

หลักฐานบางชิ้นระบุด้วยซ้ำไปว่า ชย. ๖ ทรงประทับที่พิมาย ไม่ได้อยู่นครวัด

 

คศ. 1115 พระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ ผู้ที่ถือว่าเป็นผู้เริ่มสร้างปราสาทนครวัด) ก็มีจารึกว่าเป็นคนลพบุรี (แต่ครองราชย์ห่างจาก สย. 1 ถึง 70 ปี โดยมีกษัตริย์อื่นๆมาขั้นกลาง รวมทั้ง ชย. ๖ ด้วย)  ทรงทำสงครามกับพวกจามมากที่สุด และจับเอาพวกจามมาเป็นทาสมาก คงเพื่อเอาแรงงานมาสร้างปราสาทหินนี่เอง  แต่ตอนหลังพวกทาสนี่แหละที่จะกลายมาเป็นหอกข้างแคร่ และกลายมาเป็นเขมรในที่สุด

 

พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 (กษัตริย์ผู้ยิ่งใหญ่ที่สุดของขอม) ก็ไม่มีจากรึกให้รู้ว่ามาจากไหนอีกแล้ว รู้แต่ว่ามาจากที่อื่น  แต่การที่เป็นพุทธเต็มตัวยิ่งกว่า สย ๑ เสียอีก แสดงว่าต้องมาจากดินแดนเส้นพระธรรมแน่นอน  แล้วยังมาใช้ชื่อต่อเป็น ชย. 7 ก็ใช่เลย แสดงว่ามาจากพิมาย

 

ชย. 7 เป็นผู้มาสร้างปราสาทนครวัดให้เสร็จสมบูรณ์ ก็คงด้วยแรงงานทาสจากพวกจามอีกนั่นแหละ เพราะไปรบกับพวกนี้มาก แล้วยังสร้างนครธมอีกด้วย และทำให้นครวัดเป็นพุทธไปหมดอย่างถาวรตลอดมาจนวันนี้ อีกทั้งมาบำรุงเส้นทางพิมายนครวัดให้สมบูรณ์ มีอโรคยาศาล (สุขศาลาริมทาง) เต็มไปหมด ยิ่งเป็นหลักฐานว่ามาจากพิมายแน่ๆ

 

ที่กล่าวมานั้นว่ากันตามลำดับเวลา ล้วนเป็นจิ๊กซอว์ที่ช่วยกันมาต่อภาพเต็มขึ้นเรื่อยๆ ก็ขอฝากไว้ให้นักโบราณคดีไทยและนักประวัติศาสตร์ไทยช่วยเอาไปคิดต่อด้วยครับ อย่าเชื่อฝรั่งไปเสียหมด โดยเฉพาะพวกฝรั่งเศสที่มีวาระซ่อนเร้นและใจไม่เป็นกลาง

 

สรุปได้ว่าการปกครองนครวัดนั้นเป็นการแย่งชิงอำนาจกันระหว่างอำนาจจากลพบุรี และ พิมาย  (ซึ่งก็เป็นพี่น้องกันในอาณาจักรทวาราวดี)  โดยลพบุรีมีสายสุริยวรมัน ส่วนพิมายมีสายชัยวรมัน สองสายหลักที่ครองอำนาจนครวัดสลับกัน

 

ต้องไม่ลืมบริบทในอดีตด้วยที่บ้านพี่เมืองน้องสายเลือดเดียวกันนั้นเมื่อเมืองใดไร้กษัตริย์ปกครองขึ้นมา (แย่งกันจนฆ่ากันตายหมด) ปชช.มักจะไปขอหน่อเนื้อจากอีกเมืองหนึ่งให้ส่งกษัตริย์มาสืบสันตติวงศ์ต่อ เช่นลำพูนขอพระนางจามเทวีจากลพบุรีเป็นต้น ดังนั้น สย. ๑-๒ ชย.๖- ๗ ที่ว่ามาจากลพบุรีและพิมายนั้นก็คงมาด้วยเหตุดังกล่าวนั่นเอง อีกทั้งยังมีหลักฐานว่านครวัดเองก็เคยส่งกษัตริย์มาครองลพบุรี ซึ่งนักประวัติศาสตร์ก็ด่วนสรุปว่าเป็นเพราะชนะสงคราม ซึ่งผมว่าไม่มีใครเข้ากล้าทำแบบนั้นหรอก เป็นคนละเผ่ามาปกครองก็ถูกฆ่าตายหมด ไม่รอดหรอก สมัยก่อนรบชนะมีแต่กวาดต้อนปชช. และ ให้ส่งเครื่องราชบรรณาการเสียมากกว่า

 

 

จากนี้ไปจะเสนอกำเนิดเขมร โดยเริ่มที่คศ. 1336 (14 ปีก่อนตั้งกรุงศรีอยุธยา) ที่ซึ่งกษัตริย์สาย “วรมัน” ที่ครองนครวัดมาประมาณ 500 ปีก็มีอันอันตรธานสูญหายไปอย่างไร้ร่องรอย กษัตริย์องค์ต่อมามีนามว่า ตรอสอกเปรแอม (แปลเป็นไทยว่า แตงหวาน) มีบุตรต่อมานามว่า นิพพานบท (หรือ นิวารณบทก็เรียก)

 

ผมวิเคราะห์ว่า ตรอซอกเปรแอมนี้ยึดอำนาจมาจาก “วรมัน” แต่เนื่องจากตนไม่ใช่หน่อเนื้อเชื้อพันธุ์เดียวกับพวกวรมัน แต่เป็นเชื้อชาติอื่น ก็เลยยกเลิกธรรมเนียมการตั้งชื่อเป็นวรมันไปเสียเลย

 

บริบทมัดแน่นว่าตระซอกฯนี้เป็นพวกข้าทาสจามชาวจามที่ถูกจับมาเป็นเชลย เป็นทาสรับใช้ในการสร้างปราสาท จนมีจำนวนมากกว่าพวกนายทาสที่เป็นพวกวรมันเสียอีก อยู่มาวันหนึ่งพวกนายทาสอ่อนกำลังลง ก็เลยยึดอำนาจ ฆ่าพวกนายทาสตายเรียบ แล้วตั้งชื่อเมืองนี้ใหม่ว่าเมือง “สยำเรียบ” เพราะพวกนายทาสนี้เป็นพวก “สยำ” นั่นเอง  ซึ่งคำว่าสยำนี้ตอนหลังเพี้ยนมาเป็นเสยียมแล้วเป็น “เสียมเรียบ” ในที่สุด (สำเนียงเขมร สระอาของเรามักเป็นสระเอียของเขา เช่น นางนาค ก็เป็นเนียงเนียก พระวิหาร ก็เป็นเพรียะวิเหียร์  สยามก็เป็นเสยียม)  

 

การวิเคราะห์ของผมไปตรงกับพงศาวดารเขมร ฉบับ “นักองค์เอง” เข้าอย่างจัง (นักองค์เองนี้มาพึ่งพระบารมี ร ๑ ของเรา จากนั้นส่งไปครองเขมร) ซึ่งพงศาวดารนี้เป็นฉบับแรกของเขมร (ที่ยังไม่มีอิทธิพลฝรั่งเศสเข้ามาเสี้ยมสอน)   พงศาวดารนี้บันทึกว่าต้นตระกูลเขมรมาจาก ตรอซอกเปรแอม (พระเจ้าแตงหวาน) และ นิวารณบท นี่เอง

 

ซึ่งในขณะนั้นนักองค์เองคงภูมิใจมากในตระซอกฯ ที่ปลดแอกเขมรออกจากการเป็นทาสได้  เพราะถ้าเขมรเป็นทายาทของขอมวรมันแห่งนครวัดจริง มีหรือที่นักองค์เองจะพลาดไม่ยอมพาดพิงไปถึง (อย่างน้อยก็ต้องถึงพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 เป็นอย่างต่ำ จะหาว่าไม่รู้ก็ไม่ได้เพราะมีสลักจารึกบอกไว้หมด)  …แต่ด้วยความภูมิใจในเลือดเขมรที่ปลดแอกจากความเป็นทาสของพวก “สวายาม” ได้ ก็เลยระบุไปแบบพาซื่อและตามจริงว่าพวกตนเป็นหน่อเนื้อของ ตรอซอกเปรแอม

 

จนกระทั่งฝรั่งเศสเข้ามาก็มายกความเป็นขอมให้เขมรไปเพื่อผลประโยชน์ในการล่าอาณานิคมนั่นแล

 

หลักฐานสำคัญที่สุดที่ระบุว่าเขมรไม่ใช่ขอมคือ เขมรปัจจุบันนี้ใช้เลขฐาน ๕ พอหกเจ็ดก็ขึ้นเป็น ๕๑ ๕๒ ส่วนขอมโบราณนั้นเขานับ   ..๕ ๖ ๗ เหมือนลพบุรีเลย  หลักฐานง่ายๆ ใต้จมูก ที่นักประวัติศาสตร์มองไม่เห็นนี้ มันหลอกกันไม่ได้ บิดเบือนไม่ได้  มันตีแสกหน้าบอกเราเลยว่าเขมรไม่ใช่ขอม แต่เขมรคือพวกที่มาฆ่าขอมตายเรียบต่างหาก จนเรียกเมืองนครวัดว่าเมือง เสียมเรียบ นั่นเอง

 

การนับเลขเขมรนั้นน่าสนใจมาก เพราะ พอถึง ๕๓ ๕๔ แล้ว แทนที่จะเป็น ๖๐ กลับเป็น สิบ  ยี่สิบ สามสิบ จนถึงร้อย ล้วนเป็นภาษา”ไทย”หมดเลย แสดงว่าเขมรลอกการนับเลขไปจากไทย แต่ถ้าเขมรคือขอมก็น่าจะเก่งเลขมากกว่านี้

 

โจ้วต้ากวน (ทูตการค้าชาวจีน) ที่เข้ามาอยู่นครวัด ๒ ปีในสมัยช่วงปลายยุควรมัน ได้บันทึกไว้ (ถือเป็นบันทึกที่ทรงคุณค่ามาก) นครวัดเต็มไปด้วยทาส พวกคนชั้นสูงแต่ละคนมีทาสกันเป็นร้อยคน ซึ่งน่าคะเนได้ว่าทาสพวกนี้ส่วนใหญ่น่าจะมาจากเชลยศึกในการสงครามกับพวกจามนั่นเอง (ขอมกับจามทำสงครามกันหนักมาก และยาวนานมากนับสามร้อยปีเห็นจะได้  แต่ไม่ปรากฎว่าทำสงครามกับ ลพบุรีและพิมายเลย  แสดงว่าเป็นพี่น้องกันแน่นแฟ้นโดยสายเลือดนั่นเอง  

 

หลักฐานสำคัญที่สุดคือ ในช่วง คศ. 1177-1181 ขอมแพ้จาม นครวัดถูกจามยึดครองอยู่ถึง 4 ปี ดังนั้นนครวัดหมดอำนาจลง ถ้าลพบุรีและพิมายเป็นเมืองขึ้นนครวัดดังที่เชื่อกันเป็นตุตะก็คงจะดีใจกันเนื้อเต้น ประกาศอิสระภาพกันยกใหญ่ แต่กลับกลายเป็นว่า ลพบุรีและพิมายผนึกกำลังกันส่งกองทัพไปตีเอานครวัดคืนจากพวกจาม แล้วตั้งชัยวรมันที่ 7 ขึ้นเป็นกษัตริย์ ซึ่งกลายมาเป็นกษัตริย์ที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอาณาจักรขอมไปเลย จะว่าชัยวรมันที่ 7  ”สั่ง” ให้ลพบุรีและพิมายมาช่วยก็เป็นไปไม่ได้ เพราะสูญสิ้นอำนาจหมดแล้ว เมืองขึ้นที่ไหนใครเขาจะมาเชื่อฟังกระทั่งยอมตายส่งกองทัพมาช่วย มีแต่เขาจะซ้ำเติมเสียด้วยซ้ำไปแหละไม่ว่า ด้วยเหตุนี้ชัยวรมันที่ 7 จึงให้สลักภาพกองทัพ สยำกุก และ กองทัพลพบุรี ไว้ที่กำแพงนครวัด (จนคำว่าสยำกุก ยังเป็นคำที่นักวิชาการตีความกันอยู่จนบัดนี้)

 

เรื่องปีพศ. ภาพสลักสยำกุกนี้ยังไม่ลงตัว แต่มันใกล้ๆกับเวลาที่ชย. ๗ ไปชิงเมืองคืนนี่แหละ แม้ภาพด้านบนของภาพนี้จะเป็นภาพ สย. ๒ ก็ตาม แต่ปีที่สลักนั้นภายหลังยุค สย. ๒ มาก มันใกล้ยุค ชย. ๖ มากที่สุด (อาจเป็นการสลักของ ชย. ๖ ก็เป็นได้ เพื่อบันทึกว่าหทาร สยำกุกมาช่วยพระองค์ให้ขึ้นเป็นกษัติรย์นครวัด)

 

ผมเลยวิเคราะห์ต่อว่า เมื่อเกิดความเสื่อมในคนชั้นปกครอง (แย่งอำนาจกัน และ ไร้สมรรถนะ) พวกทาสที่มีจำนวนมากกว่านายทาสก็เลยรวมหัวกันยึดอำนาจเสียเลย แล้วสถาปนา ตระซอกประแอม ขึ้นเป็นกษัตริย์ จนเป็นต้นตระกูลเขมรนั่นแล

 

พงศาวดารฉบับนักองค์เองบันทึกว่า ตระซอกฯเป็นคนปลูกแตงให้กษัตริย์ แตงของเขาหวานมาก จนกษัตริย์อยากเสวย เลยลงมาเก็บแตงยามดึก ตระซอกฯนึกว่าเป็นโจรมาขโมย ก็เลยเอาหอกแทงตาย แล้วสถาปนาตนขึ้นเป็นกษัตริย์  แถมเอาพระธิดากษัตริย์มาเป็นเมียเสียอีก

 

กล่าวฝ่ายชาวเสียมเมื่อ คศ. 1336  ปีที่ถูกพวกตรอซอกเปรแอม ฆ่าไม่หมดเรียบเสียทีเดียว จะหนีไปไหนดี ก็หนีไปซบอกพ่อ พ่อขอม ที่ลพบุรี นั่นแล (นครวัดช่วงนั้นมีพลเมืองประมาณ ๑ ล้าน อาจเป็นพวกเสียมเสีย 4แสน พวกทาสเสีย 6 แสนก็เป็นได้ ถูกฆ่าตายเสีย 1 แสน ก็เหลือรอดไป 3 แสน) 

 

ผมเสนอประวัติศาสตร์หน้าใหม่ว่า หัวหน้าใหญ่ชาวขอม (เสียม) ที่พากันอพยพหนีตายจากนครวัดเมื่อ คศ. 1336 คราวนั้นก็คือ พระเจ้าอู่ทอง นี่เอง ที่พากันหนีตายมาตั้งเมืองใหม่ที่อยุธยานี่แหละ

 

ทฤษฎีเดิมที่กรมพระยาดำรงฯว่าพระเจ้าอู่ทองมาจากเมืองอู่ทอง สุพรรณบุรีนั้นบัดนี้ก็ว่าไม่ใช่แล้ว เพราะเมืองอู่ทองนั้นเป็นเมืองร้างมาก่อนหน้านี้สามร้อยปีแล้ว (จากหลักฐานการขุดค้นทางโบราณคดี)  บ้างก็ว่ามาจากเชียงแสน เป็นลูกขุนบรม บ้างก็ว่ามาจากสุโขทัยบุตรพระราเมศวร บ้างก็ว่าเป็นสุลต่านมุสลิมมาจากกลันตันมาลายู (ที่พระศพยังฝังอยู่ที่กลันตันจนวันนี้)  บ้างก็ว่าเป็นพ่อค้าชาวจีนมาจากเพชรบุรี (พงศาวดารฉบับวันวลิต พ่อค้าชาวฮอลันดา)

 

พระเจ้าอู่ทองนำคนประมาณ 3 แสนมาสร้างเมืองใหม่ที่อโยธยา (อยุธยา) ถามว่า..เอาคนจำนวนมหาศาลมาจากไหน?  อู่ทอง สุโขทัย เชียงแสน เพชรบุรี กลันตัน ในสมัยโน้นประชากรรวมกันจะได้ถึงสามแสนไหมหนอ (ในขณะที่นครวัดมีหนึ่งล้าน ใหญ่กว่าปารีส ลอนดอน แม้จะถูกฆ่าไปสักสองแสนก็ยังมีสามแสนรอดตาย) แล้วถ้ามีเมืองดังว่าจริงทำไมต้องอพยพมาตั้งเมืองใหม่ด้วย การอพยพย้ายเมืองขนาด 3 แสนคน มันไม่ได้ง่ายๆเพียงแค่ตามที่ทฤษฎีหนีโรคระบาดว่าไว้หรอกนะ เพราะเมืองใหญ่อื่นๆในโลกนี้ก็ถูกโรคระบาดเล่นงานก็ไม่เห็นมีใครเขาย้ายเมืองหนี เพราะมันไม่คุ้มกันหรอก อย่างมากก็แค่อพยพออกไปชั่วคราว พอโรคหายแล้วก็กลับเข้ามาใหม่  กรุงเทพฯในสมัยร.๒ ก็โดนหนัก  มีประชากรสองสองแสนกระมัง ก็ไม่เห็นย้ายหนีไปไหน

 

แล้วจู่ๆ แถวนี้เขาใช้ระบบการปกครองแบบธรรมราชาทั้งนั้น แล้วพระเจ้าอู่ทองเอาระบบ “เทวราชา” มาจากไหน ? โดยสถาปนาพระองค์เองเป็น พระรามที่ ๑ (อวตารของพระกฤษณะ)  ครองกรุงอโยธยา ตามคติฮินดูนครวัดเป๊ะเลย เสียแต่ว่าไม่ยอมใช้วรมันเท่านั้นเอง (คำว่า วรมันนี้ จริงๆก็มีใช้ในชื่อกษัตริย์แถบเส้นพระธรรม เช่นที่อู่ทอง และ ศรีเทพ มาก่อนหน้าที่ใช้ในนครวัดเสียอีก เชื่อกันว่าเป็นอิทธิพลจากกษัติรย์ปัลลวะในอินเดียตอนใต้ แต่ตอนหลังถูกศาสนาพุทธครอง ก็เลยเปลี่ยนมาเป็นธรรมราชากันหมด เลิกระบบวรมันไป )

 

ส่วนที่เมืองเขมร ตรงกันข้ามเลย เคยเป็นเทวราชามา 500 ปี จู่ๆในปี คศ. 1336 ก็ยกเลิก หันมาเป็น ระบบอะไรก็ไม่รู้ (ระบบเขมร) ชื่อกษัตริย์ก็ไม่เป็นสันสกต กลายเป็นภาษาพื้นบ้านไปเลย คือ ตระซอกประแอม (แตงหวาน) นิพพานบท และ ลำพงราชา (องค์ที่สามนี้เริ่มมีแขกเข้ามาหน่อยแล้ว)  นี่ก็เป็นอีกหลักฐานสำคัญว่าพวกทาสเข้ามาเป็นกษัตริย์ก็เลยไม่กล้าอ้างตัวว่าเป็น เทวะ (เทพ) เพราะมันตรงข้ามกันเลย

 

สำหรับราชาศัพท์ไทยเราที่มีคำพ้องกับภาษา “เขมร” มากนั้น  (เช่น เสวย เขนย) ก็ “ใช่เลย”  ยิ่งเป็นหลักฐานมัดว่าขอมคือสยาม เพราะพระเจ้าอู่ทองทรงเป็นขอม จะให้พูดภาษาอะไรอื่นเล่า? (สุโขทัยยังใช้ว่าพ่อกู ขุนศรี แม่กูนางเสืองอยู่เลย ไม่มีราชาศัพท์)  ก็ทรงเป็นเทวกษัตริย์ขอมมาจากนครวัด ก็ต้องใช้ภาษาขอมนี้แหละ จะให้ใช้ภาษาอะไรเล่า  ดังนั้นราชาศัพท์นี้ไม่ใช่ “อิทธิพลขอม” ดังที่เชื่อกันมานาน แต่เป็น “ขอมทั้งดุ้น” ต่างหาก

 

ส่วนพวกเขมรเป็นทาสขอมมานานหลายร้อยปี ก็ซึมซับรับเอาภาษาขอมไปใช้ด้วย โดยก็มีการปนกับภาษาสยำมากทีเดียว (แต่เราไม่เคยคิด คิดแต่แบบปมด้อยว่าภาษาเราลอกเขมรมา)  เช่น นางนาค ก็เรียกว่า เนียงเนียก เป็นต้น พระวิหาร ก็เป็น เปรียวิเหียร์ ดังกล่าวแล้ว

 

ดังนั้นราชาศัพท์ไทยเราเป็นภาษาขอม แต่ไม่ใช่ภาษาเขมรอย่างแน่นอน พึงเข้าใจเสียใหม่ให้ถูกเถิดคนไทยเอ๋ย

 

ลพบุรีและอยุธยานั้นมีคนพูดไทยปนกับคนพูดขอมอยู่แล้วก่อนแต่พระเจ้าอู่ทองจะย้ายมา ภายหลังตั้งอยุธยาคนพูดไทย มอญ ลาว ก็อพยพเข้ามามากขึ้น จนเพิ่มขึ้นเป็นล้านคนในที่สุด (เป็นเมืองใหญ่ที่สุดในโลกพอๆกับ ลอนดอน และปารีส) จนคนพูดภาษาไทยกลายมาเป็นใหญ่แล้วกลืนภาษาขอมเดิมเสียเกือบสิ้น ยกเว้นราชาศัพท์ ที่ยังเป็นภาษาขอมเป็นส่วนใหญ่ตามประเพณีเดิมแต่สมัยพระเจ้าอู่ทอง เลยถือเอาเป็นอุบายในการสร้างความศักดิ์สิทธิ์ของระบบเทวราชาไปเสียเลย (เป็นเทพก็ต้องใช้ภาษาเทพสิ จึงจะดูลึกลับ น่ายำเกรง)

 

การอพยพเข้ามาของคนพูดไทยนั้นไม่ยาก เพราะได้ข่าวว่ามีผู้มีบุญญาบารมีเข้ามาสร้างเมืองใหญ่โต อีกทั้งมีทองที่ขนมาจากนครวัดมาก ทำมาหากินก็ง่าย มีบารมีพระองค์ปกป้อง ไม่ต้องถูกกวาดต้อนไปเป็นข้าทาสของเจ้าเมืองอื่นๆ ก็เลยหลั่งไหลกันเข้ามายังกะน้ำท่วมใหญ่ นั่นแล จากสุพรรณ สุโขทัย ชัยภูมิ พนัสนิคม ฯลฯ

 

(ที่น่าสนใจคือ ทำไมสร้างอยุธยา แบบไม่เหลือร่องรอยสถาปัตยกรรมนครวัดเอาเสียเลย…เรื่องนี้สนุก โปรดติดตามตอนต่อไป และที่น่าสนใจต่อไปคือ เมือง อู่ทองมีชัย ในเขมรสร้างแบบอยุธยายังกะแกะ)

 

คำว่า “เขมร” เล่ามาจากไหน ยิ่งยากกว่าคำว่า “สยาม” เสียอีก ผมเชื่อว่ามาจากชาวสยำที่หนีตายมาจากนครวัดนี่เอง คือพวกเขาเรียกพวกทาสนี้ว่า “ข้าเหม็น” เพราะเป็นข้าทาส ทำงานทั้งวันจนตัวเหม็น ก็เลยเรียกแบบดูถูกเหยียดหยามว่า ข้าเหม็น โดยเฉพาะพี่น้องถูกพวกนี้ฆ่าตายเรียบก็ยิ่งแค้นใจ ก็เลยยิ่งตั้งชื่อในเชิงเกลียดชังให้มก  จากนั้นก็เพี้ยนมาเขียนให้เป็น เขมร  ให้ดูเป็นภาษาแขก ที่ว่ามานี้ใช้ว่าจะเหยียดหยามเพื่อนมนุษย์ด้วยกัน แต่ว่ากันตามความเป็นไปได้โดยบริสุทธิ์ใจ ในอนาคตชาวเสียมเราอาจตกเป็นขี้ข้าชาวเขมรบ้างก็ได้ ถ้าไม่รู้จักฉลาดเสียที เอาแต่เชื่อข้อมูลประวัติศาสตร์ตามฝรั่งกันตะพึดตะพือ ส่วนคนไทยเราด้วยกันเสนออะไรก็ไม่เชื่อ หาว่ามั่ว คลั่งชาติ  (คำว่า เขมรนี้ นายจอร์จ เซเดย์ ..นักวิชาการลำเอียงเข้าข้างเขมรชาวฝรั่งเศส มีความเห็นว่ามาจากคำว่า กัมพู + เมรา = กัมรา = เขมรา  โดยนางเมรานี้เป็นพระมารดาของ ชย. 6)

 

หันมาดูปีคศ.ก็ตรงกัน คือ ตรอซอกเปรแอม ฆ่าเสียมวรมันตายเรียบเมื่อ คศ. 1336 พระเจ้าอู่ทองสร้างกรุงศรียอุยธยาเสร็จเมื่อ 1350 14 ปีหลังจากถูกไล่ฆ่า ก็เหมาะสมที่ใช้เวลา 14 ปีในการสร้างเมืองใหม่ จากนั้น คศ. 1352 ทรงยกทัพไปตีนครวัด

 

ถามว่าเพิ่งสร้างเมืองเสร็จใหม่ ๆ กำลังพลตรากตรำอ่อนล้ามานาน  น่าจะพักผ่อนและเฉลิมฉลองเสียมากกว่า อีกทั้งกองทหารก็ไม่ได้ฝึกปรืออาวุธ ไม่มีเวลาซ้อมรบ (เอาไปสร้างเมืองหมด)  จะไปรบกับใครเขาได้ โดยเฉพาะนครวัดที่มีกำลังมหาศาล  แต่ถ้าคิดในเชิงจิตวิทยา การไปรบแบบนี้ไปด้วยใจเป็นหลัก คือ การไปล้างแค้นนั่นเอง เพราะทนรอมา 16 ปีแล้ว แก่มากแล้วเดี๋ยวจะสวรรคตเสียก่อนได้ล้างแค้นพวกเขมร ที่มายึดนครวัดไปแล้วฆ่าพวกเสียมเสียเรียบ

 

พอยกทัพไปพวก “ข้าเหม็น” นครวัดก็หนีไปตั้งหลักที่เมืองหนึ่งทางตอนใต้ของนครวัด  รบกันจนพระเจ้าอู่ทองชนะ ก็เลยเปลี่ยนชื่อเมืองนั้นเป็น “อู่ทองมีชัย” เพื่อเอาเคล็ดที่พวกเขาเรียกเมืองนครวัดว่า “เสียม (ตาย) เรียบ”  อีกทั้งยังให้สร้างเจดีย์แบบอยุธยาไว้เต็มเมือง เมืองนี้ต่อมาได้กลายเป็นเมืองหลวงของเขมรยาวนานกว่า 200 ปี (ต่อจากเมืองละแวกที่สมเด็จพระนเรศวรไปตัดหัวเจ้าเมือง) จนขณะนี้เขมรได้ขอขึ้นทะเบียนเป็นมรดกโลกแล้ว เมืองมีลักษณะคล้ายอยุธยามาก นักวิชาการไทยมักเรียกให้เพี้ยนว่า อุดงมีไชย เพื่อช่วยให้เขมรมีศักดิ์ศรีว่าไม่ได้เป็นเมืองขึ้นของไทย ส่วน เสียมเรียบ นั้นนักวิชาการไทยไม่เคยเรียกว่า เสียมราฐ เลย ..เข้าข้างเขมรทุกอย่าง 

 

เมื่อปราสาทหินพิมาย และ ปราสาทพระวิหาร สร้างก่อนนครวัด ดังนั้นนครวัดก็เลยได้เปรียบด้วยการมีแบบอย่างทั้งด้านวิศวกรรมศาสตร์และ ศิลปศาสตร์ ลองคิดดู จู่ๆจะสร้างนครวัดโดยไม่มีฐานด้านเทคโนโลยีมาก่อนได้หรือ จะตัดจะยกหินก้อนมหึมาได้อย่างไร จะแกะสลักได้อย่างไร มันต้องหัดเดินริมทางเส้นพระธรรมแถวพิมายเสียก่อนจึงจะมาวิ่งที่นครวัดได้ วิศวกรก็คนสยำ ศิลปินแกะสลักก็คนสยำทั้งสิ้น ไม่เช่นนั้นนางอัปสรจะมีการแต่งกาย เครื่องประดับหัวที่เหมือนกันได้หรือ

 

 

ขอมกับสยามเป็นเชื้อสายเดียวกันมานาน ที่ขยำคลุกกันมาด้วยการอพยพย้ายถิ่น สงคราม และหนีสงคราม บัดนี้ขอมไม่ได้หายสาปสูญไปไหน แต่หลอมรวมกลับมาเป็นเชื้อเหล่าเผ่าไทยเรานี่เอง

 

แต่ฝรั่งเศส ในยุคล่าอาณานิคม ได้ยกความเป็นขอมไปให้เขมรเสียฉิบ เพื่อประโยชน์ต่อการล่าอาณานิคม เสริมด้วยการทูตแบบเรือปืน (gunboat diplomacy) ส่วนเราได้แต่ทำตาปริบๆ

 

…เสริมด้วยความอ่อนแอของนักวิชาการมหาวิทยาลัยไทย ที่เสียแรงเสียภาษีส่งไปร่ำเรียนกันมาจนเป็นดร.กันเต็มประเทศ กลับดันไปช่วยเสริมทฤษฎีต่างชาติ เหยียดหยามคนไทยด้วยกันเสียอีก เช่นส่วนใหญ่ลงคะแนนกันว่า เขมรคือขอม และสยำเป็นทาสขอม  ถ้าจะมีใครมาคิดปลดแอกทางวิชาการจากฝรั่งอย่างขยม ก็จะถูกตราหน้าว่าเป็นพวกคลั่งชาติทันที

 

พงศาวดารเขมร ฉบับหลังๆ เช่น ฉบับออกญานง นั้นได้รับการเสี้ยมสอนจากฝรั่งเศสแล้ว ก็เลยโยงไปถึงว่า ข้าเหม็นเป็นเทือกเถาเหล่ากอ วรมัน เป็นเจ้าของนครวัด เรื่อยมาจนวันนี้

 

ถึงเวลาเราต้องชำระประวัติศาสตร์ส่วนนี้กันเสียที…โปรดช่วยกันส่งต่อไปยังเครือข่ายของท่านให้มากที่สุด เพราะมันเป็นเรื่องสำคัญมาก แม้ไม่เห็นด้วยกับผมก็ยิ่งต้องช่วยกันส่งต่อ เพื่อให้เข้ามาวิจารณ์กันด้วยเหตุผลให้มากๆ ให้ผมแพ้หมดฟอร์มหน้าแตกไปเลยไงล่ะครับ  

 

(ยาวเกินไปแล้ว..ยังมีต่อ..ยังมีหลักฐานอื่นๆอีกมาก)

 

—————–ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๑๑ มค. ๒๕๕๔…ตัวเลขขอมนะเนี่ย)

 

 


ยิ่งเรียน(ภาษาอังกฤษ)ยิ่งโง่

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 24 January 2011 เวลา 7:36 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1592

เรียนภาษาอังกฤษ…ยิ่งรู้มากอาจยิ่งยากนาน

 

 

ท่านรมว.ศึกษา (พศ. ๒๕๕๓) กำลังจะวางนโยบายให้ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่สอง นัยว่าเพื่อทำให้ประเทศไทย “แข่งขันได้ในเวทีโลก”  บทความนี้จะให้เหตุผลค้านว่าไม่จริง และจะสรุปในที่สุดว่าประเทศไทยไม่ควรเรียนภาษาอังกฤษในระดับการศึกษาที่ต่ำกว่าปริญญาโท แต่ในระดับปริญญาโทเอกนั้นให้สอนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย

           

เราเชื่อกันมาจนทุกวันนี้ว่า ถ้าประชาชนคนไทยรู้ภาษาอังกฤษมากๆแล้วจะทำให้ชาติเจริญ แต่ผมขอแย้งว่า ไม่แน่ อาจทำให้ชาติด้อยพัฒนามากยิ่งขึ้นเสียอีก เพราะ…

 

            หนึ่ง ทำให้นักเรียนของเราต้องเจียดเวลาไปเรียนภาษาอังกฤษถึง 10% ของเวลาเรียนทั้งหมด จึงเท่ากับว่าในการเรียน ป1. ถึง จบป.ตรี นั้น เราใช้เวลาเรียนอังกฤษไปถึง 1.6 ปี  ถ้าเอาเวลาที่หายไปนี้มาเรียนวิทยาศาสตร์เพิ่ม ชาติเราจะมิเจริญกว่านี้หรอกหรือ  จะไม่แข่งขันได้ในเวทีโลกมากกว่านี้ดอกหรือ  เท่ากับว่านศ.ป.ตรีของเราจะได้วุฒิวิทยาศาสตร์มหาบัณฑิตแถมเพิ่มกันทุกคน

สอง นอกจากเวลาที่เสียไปแล้ว เราต้องเสียเงินมหาศาลในการเรียนภาษาอังกฤษ ปัจจุบันนี้ประมาณการได้ว่า รัฐใช้งบลงทุนเพื่อสอนภาษาอังกฤษปีละ 3 หมื่นล้านบาท (คิดจาก 10% ของงบประมาณการศึกษา) และนับวันจะมากยิ่งขึ้น เงินนี้อาจเอาไปทำอะไรที่มีประโยชน์ต่อการพัฒนาชาติได้มากกว่านี้ได้มากมายทีเดียว เช่นเอาไปลงทุนในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาให้เท่าเทียมกันทั่วประเทศ  ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่สุดของประเทศ

             ทำไม?..คนญี่ปุ่น เกาหลี อ่อนภาษาอังกฤษกว่าคนไทยหลายขุม เช่นโปรเฟสเซอร์ญี่ปุ่นนับสิบคนที่ผมคุยด้วยในชีวิตนี้ ไม่มีสักคนที่พูดอังกฤษได้ดีเท่าค่าเฉลี่ยของนศ.ระดับโท-เอกของผม (ที่เรียนในเมืองไทย) แต่ทำไมประเทศเขาเจริญจกว่าไทยหลายขุม และทำไม? คน อินเดีย ไนจีเรีย ฟิลิปินส์ เก่งภาษาอังกฤษ แต่ก็ไม่เห็นว่าประเทศจะพัฒนาก้าวหน้าไปได้ถึงไหน ซึ่งน่าจะเป็นเหตุผลชี้ให้เห็นว่าการเก่งภาษาอังกฤษมากไม่ได้เป็นปัจจัยสำคัญที่ก่อให้เกิดความเจริญของชาติตามที่ผู้วางนโยบายการศึกษาของประเทศเราหลงเชื่อกันมานานนักหนาแล้ว                  

แท้จริงแล้ว คนไทยเพียงหยิบมือเดียวเท่านั้นที่ต้องเรียนภาษาอังกฤษ เช่น พวกพ่อค้าที่ติดต่อค้าขายกับพวกฝรั่ง พวกมัคคุเทศน์นำเที่ยว นักวิทยาศาสตร์และนักวิจัยระดับสูง  หรือนักการทูตที่ต้องเจรจาความเมืองกับฝรั่ง แต่ทำไมรัฐถึงต้องลงทุนแบบหว่านแหให้คนไทยทุกคนในประเทศเรียนภาษาอังกฤษ  ที่จบมาก็พูดได้เพียง โคล่า กุชชี วิตอง สองสามคำเท่านี้

            นักวางนโยบายระดับชาติอีกพวกมักชอบกล่าวว่าถ้าคนไทยไม่รู้ภาษาอังกฤษดี พวกฝรั่งจะไม่มาลงทุน ถามว่า..ก็แล้วทำไมพวกเขาถึงไปลงทุนในประเทศจีนและเวียตนามเล่า ทั้งที่คนจีนและคนเวียตนามไม่ประสาภาษาอังกฤษยิ่งกว่าคนไทยหลายเท่า แม้แต่คนระดับอธิการบดีมหาวิทยาลัยของจีนก็ยังต้องให้ล่ามแปลภาษาอังกฤษของคนไทยเป็นภาษาจีนเมื่อคราวเดินทางมาเจรจาวิชาการกับอธิการบดีของมหาวิทยาลัยไทย ส่วนอธิการบดีไทย ใช้อังกฤษกันปร๋อทุกคน

และก็แล้วทำไมพวกเขาถึงไม่แห่กันไปลงทุนในอินเดีย ฟิลิปปินส์ ไนจีเรีย ทั้งที่ประชาชนพูดอังกฤษกันไฟแลบเกือบทุกคนนะนายจ๋า คิดไปมาก็น่าคิดออกว่า นายฝรั่งเขาไม่ได้พูดอังกฤษกับคนงานสักหน่อย เขาก็เพียงพูดเชิงนโยบายผ่านผจก. คนไทยเพียงคนเดียวเท่านั้นเอง และนั่นคือเหตุผลทำไมญี่ปุ่นมาลงทุนในไทยมากทั้งที่คนไทยส่วนใหญ่พูดญี่ปุ่นไม่เป็น และคนญี่ปุ่นก็พูดไทยหรืออังกฤษไม่ได้ดีอีกด้วย

เมื่อประมาณ พศ. ๒๕๔๕ รมว. กระทรวงแรงงานท่านหนึ่ง จบโทมาจากนอกเสียด้วย  ประกาศว่าจะต้องเร่งการสอนอังกฤษให้คนไทยให้มากกว่านี้เพราะขณะนี้ถูกฟิลิปินส์แย่งงานแม่บ้านที่ฮ่องกงไปหมดแล้ว  โอว..คนระดับเสนาบดีของเรามีวิสัยทัศน์แค่นี้เอง คิดไปได้ว่างานดีๆคืองานที่ใช้ภาษาอังกฤษ แม้ต้องไปเป็นคนใช้เขาก็ตาม มีเสนาบดีแบบนี้อนาคตชาติไทยของผมมันจะมีอะไรเหลือนอกจากเศษขนมปังหล่นๆที่พวกเขาโยนให้

ดังนั้นผมเสนอว่าถ้าอยากให้ไทยสู้เขาได้ในเวทีโลก  ประถม มัธยม ปริญญาตรี ต้องไม่เสียเวลาเรียนอังกฤษ  แต่การเรียนในระดับโท-เอก นั้นไม่ใช่แค่เรียน แต่ให้สอนเป็นภาษาอังกฤษไปเลย โดยต้องมีการสอบผ่านภาษาอังกฤษให้ได้ระดับเสียก่อน (เช่น Toeic)  ถ้าทำได้แบบนี้จะเป็นการหว่านแหตรงจุดที่ปลาชุม เพราะปลาโทเอกนี่แหละที่จะเป็นผู้กุมชะตาชาติต่อไปในอนาคต ต้องเป็นผู้แทนไปเจรจาความกับพวกต่างชาติทั้งหลาย ก็เอาให้มันเก่งอังกฤษเป็นเทพไปเลย

 

 เรื่องภาษานี้เป็นเรื่องสำคัญมาก ผมขอวิงวอนให้ท่านรมว. ชินวรณ์ ตรึกตรองให้หนัก ก่อนจะวางนโยบายให้เป็นภาษาที่สอง  เพราะภาษานั้นถือเป็น “วัฒนธรรม” ที่สำคัญที่สุดของประเทศ  ซึ่งในขณะนี้คนไทยเราไม่มีวัฒนธรรมอะไรเหลือแล้ว ไม่ว่าการแต่งกาย พฤติกรรมสังคม การกิน การนอน บ้านช่องห้องหอ รวมถึงยิ้มสยามก็หดหายไปหมดแล้ว ยังเหลืออยู่ก็แต่ภาษาไทยนี่แหละ

 

คนไทยเราวันนี้จำนวนมาก พูดภาษาไทยยังฟังกันไม่รู้เรื่อง แล้วแค่นจะไปเรียนอังกฤษ

 

…ทวิช จิตรสมบูรณ์  (๗ ตค. ๕๓)

 

 


ลอกฝรั่ง..ระวังตาย (๑)

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 January 2011 เวลา 11:22 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1489

ลอกฝรั่ง..ระวังตาย (๑)

 

วันนี้ ๒๓ มค. ๒๕๕๔  ผมได้พยายามค้นหาบทความเก่าที่เขียนไว้เมื่อสัก ๑๐ ปีก่อนเรื่องประชาธิปไตยไทยที่มันไม่เหมาะสมกับสังคมไทย ก็หาไม่เจอเสียแล้ว เฮ้อ..ต้องมาเสียเวลาพิมพ์ใหม่ (อีกแล้ว)

 

คือผมเห็นว่าปชต. นี้มันถูกสร้างขึ้นมาในบริบทของสังคมฝรั่งที่ต่างจากไทยโดยสิ้นเชิง แต่เราก็ไปลอกเขามาใช้ทั้งดุ้นโดยไม่ปรับเปลี่ยนอะไรเลย

 

ไม่ต่างอะไรกับการกินน้ำวันละ 8 แก้ว และการกินอาหารให้ได้แคลอรี่มากเท่าเขา ทั้งที่เขาตัวใหญ่กว่าเรามาก ก็ต้องกินมากกว่าเราอยู่แล้วตามหลักการเทียบบัญญัติไตรยางศ์ อีกทั้งสภาพภูมิอากาศเขาที่หนาวกว่าและแห้งกว่าเรา ก็ต้องมีการสูญเสียพลังงาน(ความร้อน) ให้กับอากาศมากกว่าเรา ก็ต้องการแคลอรี่และน้ำมากกว่าเราเสียอีก (แม้น้ำหนักตัวเท่ากัน)

 

เรื่องพวกนี้หมอกาย และหมอการเมืองไทยไม่เคยคิดกันออกได้หรอก ได้แต่ลอก ลอก และลอกเขาลูกเดียว จนประเทศจะหายนะกันหมดแล้ว

 

ประชาธิปไตย ที่เห่อกันว่าเสียงประชาชนคือเสียงสวรรค์นี้ ก็เช่นกัน ถ้าเราอ่านประวัติศาสตร์การเมืองฝรั่งแบบไม่จุดเทียนธูปบูชาก่อนอ่าน ก็จะไม่มีม่านควัน จะทำให้เราเห็นอะไรได้มากขึ้นมากมาย

 

ปชต.กรีก ที่เลื่องลือกันหนักหนา แม้ในสังคมตะวันตกนั้น ถ้าศึกษาให้ดีจะเห็นว่าไม่ได้เป็นอุดมคติสูงส่งอะไรเลย เป็นเพียงการหาประโยชน์ใส่ตนอย่างแยบยลที่สุด เพื่อความอยู่รอดเท่านั้นเอง กล่าวคือ ชาวเอเธนส์กำลังจะอดตายจากการที่ไม่มีอาหารกิน เพราะปชช.ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมกันมาก กินแต่ไวน์กันเมาแอ่นทั้งวัน จึงมองเห็นหนทางอยู่รอดแบบง่ายๆว่า พวกคนป่ารอบๆเอเธนส์ทั้งสิบรัฐนั้นอุดมสมบูรณ์มาก เราควรล่อให้มาเป็นพวกด้วยการให้พวกเขาส่งตัวแทนมาร่วมเป็นรัฐบาลกลางแบบประชาธิปไตย..ทริกง่ายๆนี้ทำให้เอเธนส์นั้นแทนที่จะหายสูญไปใน 10 ปีเพราะอดตาย กลับกลายเป็นรัฐที่แข็งแกร่ง ครองโลกต่อมาอีก 400 ปี แต่ในที่สุด พวกคนป่ารอบๆ ก็รู้ทัน และล่มสลายในที่สุด

 

..การวิเคราะห์แบบนี้ท่านคงไม่เคยอ่านที่ไหนมาก่อนหรอก แต่ท่านต้องกล้าคิดต่างนะ แม้มันจะถูกพิสูจน์ว่าผิดในกาลต่อมาก็ตามที เพราะนี่แหละคือพื้นฐานที่แท้จริงของปชต.

 

สำหรับปาเลียเมนต์ (parliament) ของอังกฤษก็เช่นกัน เราไปยกย่องกันสูงส่งว่าเป็นต้นแบบปชต.สมัยใหม่ โดยหาสำเหนียกไม่ว่ามันเริ่มมาจากการคิดค้นของกษัตริย์ที่ต้องการใช้อำนาจสมบูรณาญาสิทธิราชของท่านให้มีประสิทธิภาพกว่าก่อน เพราะเมื่อก่อนมันทำอะไรไม่ทันกาล (โดยเฉพาะการเก็บภาษี) กว่าที่ประกาศเพิ่มภาษีที่นา  หรือการค้าขายจะเป็นที่รับรู้และยอมรับของประชาชนก็กินเวลาหลายปี จึงทรงคิดตั้งปาเลียเมนต์ขึ้นมาประกอบด้วยสมาชิกที่เป็นเจ้าครองเมืองต่างๆ  โดยกำหนดให้มาประชุมกันที่เมืองหลวงเพื่อรับเอาโองการของกษัตริย์ไปบังคับใช้กับประชาชนให้ได้ผลอย่างรวดเร็วนั่นเอง

 

แต่ระบบนี้กลับกลายมาเป็นหอกข้างแคร่ ที่ลดทอนอำนาจกษัตริย์ในที่สุด

 

ผมสรุปว่า ปชต. ฝรั่งถูกสร้างขึ้นมาแบบวิวัฒนาการ มีปัจจัยสำคัญคือนิสัยปัจเจกนิยม (individualism) ของปชช.ฝรั่งที่ไม่ยอมรับอำนาจสั่งการของใครง่ายๆ  นอกจากนี้มันยังถูกทำนุบำรุงรักษาบริบาลไว้ด้วยปัจเจกนิยมอีกด้วย ส่วนคนไทยเราไม่มีนิสัยปัจเจกดังว่า ตรงกันข้ามมีแต่นิสัยก้มน้อมกอมกระดุม ดังนั้นปชต.ของเราจึงเป็นการยัดเยียดให้จากกลุ่มคนที่มีการศึกษาที่ไปลอกเลียนมาจากตะวันตก

 

มันจึงหัวมกุดท้ายมกรอยู่จนวันนี้ ซึ่งผมได้เขียนบทความเตือนมาประมาณ  ๒๐ ปีแล้วว่าถ้าไม่ปรับเปลี่ยนเสียให้ทันการณ์ ปชต.แบบนี้จะนำพาประเทศไทยไปสู่หายนะได้มาก จนถึงกับล่มสลาย  อัตราเร่งสู่การล่มสลายในช่วง ๔๐ ปีที่ผ่านมานี้คือหลักฐานยืนยันการวิเคราะห์นี้

 

เราต้องการ “ปชต. แบบไทย” ที่เข้ากันได้กับลักษณะนิสัยของคนไทย ซึ่งข้าฯได้เสนอมาหลายรูปแบบแล้วในอดีต  รวมทั้งระบบการกินน้ำ และ กินอาหาร ด้วย  แต่งคงไม่มีใครฟัง หรือฟังแต่ก็ตามมาด้วยเสียงหัวเราะเยาะเย้ยของพวกเขา

 

..ทวิช จ. (๒๓ มกราคม ๒๕๕๔)

 

 

 

 

 


ทำไมไทยไม่เจริญเท่าฝรั่ง (๑)

8 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 January 2011 เวลา 10:15 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1836

ทำไมไทยไม่เจริญเท่าฝรั่ง (๑)

(บทความเก่าเขียนไว้นานปีที่เอามาปัดฝุ่นเสนอใหม่ในลานปัญญา)

 

ผมแสวงหาคำตอบต่อคำถามที่ว่า “ทำไมไทยไม่เจริญเท่าฝรั่ง” มานานโขตั้งแต่พศ. ๒๕๑๓ เมื่ออายุได้ ๑๕ กระมัง บัดนี้พศ. ๒๕๔๕  ผมมาฉุกคิดว่า ก่อนอื่นต้องกำหนดกติกากันก่อนว่าคำว่า “เจริญ”  หมายความว่าอะไร มองจากมุมมองไหน ของใคร ซึ่งอย่าคิดว่าเรื่องนี้มันง่ายนะ ผมว่ายากที่สุดด้วยซ้ำไป และถามต่อว่าคำว่าเจริญยังไม่รู้ว่าคืออะไรแน่ แล้วจะไปลงแรงพัฒนาให้ “เจริญ” มันก็น่าหวาดเสียวอยู่นะ เหมือนคนตาบอดจากเชียงแสนจะไปเกาะสมุยโดยสัญญาว่าจะไม่ถามทางใคร แต่จะคลำทางไปเอง

 

…แต่เอาละเรื่องหนักๆขอละไว้ก่อน เอาง่ายๆแบบไทยไทยเราก่อนก็แล้วกัน ถ้าเอากันลวกๆ..แบบนี้ ผมว่า ที่ฝรั่งเจริญกว่าไทยเรานั้นปัจจัยสำคัญประการหนึ่งเพราะเขามี “ความกล้า” มากกว่าเรา

 

ที่ว่ากล้านี้หมายถึง กล้าที่จะเรียนรู้ กล้าที่จะแสวงหา  กล้าถาม นะครับ ไม่ได้หมายถึงกล้าสงคราม (ซึ่งเรื่องนี้ผมว่าคนไทยเราบ้าบิ่นกว่าฝรั่ง เพราะฝรั่งกลัวตาย ใส่เสื้อเกราะหนาเตอะ แต่คนไทยถอดเสื้อรบกัน)

 

ผมเห็นว่าคนไทยเราส่วนใหญ่ไม่ค่อยกล้าที่จะรู้  เช่นสมัยเด็กๆ แค่เรียนในห้องเรียน เวลาสงสัย ไม่เข้าใจ ยังไม่กล้ายกมือถามครูเลย ส่วนนักเรียนฝรั่งเขาจะยกมือถามกันมาก เพียงแค่นี้มันก็มีผลมหาศาล เพราะการช่างซัก ช่างถามเป็นการเปิดประตูไปสู่อะไรอีกร้อยแปดอย่าง

 

ผมสรุปว่าการที่เด็กไม่กล้า มีสาเหตุมาจากครูไม่กล้านั่นเอง มันเป็นเรื่องแม่ปู ลูกปู ง่ายๆนี่เอง

 

ครั้งหนึ่งผมเข้าประชุมผู้บริหารระดับสูงของสถาบันการศึกษาทั่วประเทศ ด๊อกเตอร์ 200 กว่าคน แปรสภาพกลายมาเป็นนักเรียน ให้ดร. ที่เก่งและแก่มากที่สุดคนหนึ่งเป็นวิทยากร ท่านวิทยากรได้พูดคำศัพท์ย่อคำหนึ่งเป็นภาษาปะกิดซ้ำๆอยู่นั่นแหละ จนในที่สุดผมทนไม่ไหว ก็ยกมือถามท่านว่า “คำนี้ย่อมาจากอะไรขอรับ และมีความหมายว่ากระไร” 

 

ปรากฏว่าท่านวิทยากรคิดอยู่นาน แต่ตอบไม่ได้  ในที่สุดท่านแก้สถานการณ์ด้วยการรับปากว่า “แล้วจะไปค้นมาให้” 2 วันต่อมาท่านก็สำเนาความหมายส่งมาให้ผมเสีย 3 หน้ากระดาษ

 

ผมรับรองได้เลยว่าผู้ฟังทุกคนก็ไม่รู้หรอกว่าย่อมาจากอะไร (ขนาดครูที่พูดติดปากมานานยังไม่รู้เลย)  แต่ไม่กล้าถาม กลัวเสียฟอร์มว่าไม่รู้คำย่อภาษาอังกฤษ (ที่คนอื่นๆทุกคนเขาคงรู้ก้นดีหมดแล้ว)

 

ทำให้ต้องถามด้วยความกล้าหาญต่อไปว่า ทำไมฝรั่งกล้าในสิ่งที่เรากลัว

 

ผมเชื่อว่าเป็นเพราะสังคมฝรั่งเป็นสังคมที่มีลักษณะปัจเจกชนนิยม (individualism) ซึ่งค่อยๆพัฒนามาหลายร้อยปี ผิดกับสังคมไทยที่มีลักษณะกลุ่มนิยม ลักษณะปัจเจกฯนี้นักสังคมวิทยาไทยมักเข้าใจกันว่าเป็นลักษณะของ “ตัวใครตัวมัน” “เห็นแก่ตัว” ซึ่งผมว่าก็ไม่ผิด แต่ก็ไม่ถูกเสียหมด ถ้ามองในแง่ดีลักษณะนี้นำมาซึ่ง “การพึ่งตนเอง”(มากกว่าพึ่งกลุ่ม)  ก่อให้เกิด “ความมั่นใจในตนเอง”

 

เมื่อต้องพึ่งตนเอง เขาก็เลยต้องรู้ให้มากพอ(ที่จะพึ่งตนเองได้)  ก็เลยต้องขวนขวายด้วยการกล้าถาม ส่วนของเรา..ไม่เป็นไร ถ้าไม่ถาม ไม่รู้ ก็ยังมีพ่อแม่ พี่น้อง เพื่อน ช่วยกัน ในลักษณะแบบอิงกลุ่ม ยังไงก็คงไม่อดตายหรอก

 

ลองสังเกตดูสิเวลาฝรั่งเที่ยวมักนิยมเที่ยวคนเดียวหรือสองคน ส่วนไทยเราขนกันไปโขยง ไม่งั้นไม่สนุก เรื่องเที่ยวคนเดียวนี้คนไทยทำไม่ได้จริงๆ ส่วนผมมักตะแบงไปเสียหมดทุกเรื่องแหละ ไปคนเดียวรอบประเทศไทยมาหลายครั้งแล้ว ไปคนเดียวก็มีเวลามาก ก็เลยได้สังเกตเห็นแหม่มฝรั่งเดินทางมาเที่ยวเมืองไทยคนเดียวจำนวนมาก บางคนไปมาหลายประเทศมาแล้วด้วย บางคนสาวสวยขนาดนางแบบก็มี แต่(กล้า)มาคนเดียว ไม่ต้องพูดถึงพวกผู้ชายที่มาคนเดียวก็ยิ่งมีจำนวนมากกว่าเสียอีก

 

การแยกออกจากกลุ่มมาอยู่คนเดียวเสียบ้างจะทำให้เราเรียนรู้ได้มาก เพราะมีเวลาคิดมากกว่าเวลาพูดเจื้อยแจ้วกับหมู่คณะ ดังนั้นพระพุทธเจ้าจึงทรงสอนให้ทำการปลีกวิเวก เพราะมีอานิสงส์ยิ่ง

 

แม้นักวิทยาศาสตร์เอกที่คิดค้นศาสตร์และวิทยาการทั้งหลายให้เป็นสมบัติโลกทุกวันนี้ ต่างคิดค้นได้หลังจากปลีกวิเวกในห้องทดลอง กองหนังสือ เป็นเวลาหลายปีด้วยกันทั้งสิ้น แต่อ่านแล้ว คิดแล้ว เขาไม่เชื่อตามนั้นเสมอไปถ้าไม่มีเหตุผลเพียงพอ เขา “กล้า” ที่จะคิดแหกคอกออกไป …ส่วนของเราไม่กล้า เพราะกลัวเป็นการ “นอกคอก” “นอกครู”

 

พอเห็นป่าทึบ ขุนเขาตระหง่าน ต้นไม้ใหญ่ คนไทยเราต่างกราบไหว้ เจ้าป่าเจ้าเขาและรุกขเทวดา  เอาผ้าเหลือง

ไปผูก ส่วนฝรั่งอยากพิชิตให้ได้ด้วยการบุกป่า ปีนเขา ปีนต้นไม้

 

เมื่อเห็นแม่น้ำฝรั่งอยากสำรวจ ไปหาแหล่งต้นน้ำว่ามาจากไหน ส่วนไทยเราบูชาพระแม่คงคา ลอยกระทง

 

ผมไม่ได้กำลังบอกว่าใครดีเลวกว่ากันนะ เพียงแต่ชี้ให้เห็นว่าโลกทัศน์ฝรั่งกับไทยต่างกันมาก

 

ที่น่าขำคือฝรั่งที่ดูเหมือนว่าแสนกล้านั้นในขณะเดียวกันก็ช่างขี้ขลาดเหลือใจ เช่นมาเมืองไทยก็ไม่กล้ากินอาหาร ไม่กล้ากินน้ำ  เพราะกลัวไปหมด เช่นกลัวเชื้อโรค ว่าจะทำให้ท้องเสีย เป็นโรคอะไรร้อยแปดตามที่อ่านมาจากหนังสือนำเที่ยว ส่วนไทยเรานั้นกล้ากว่าฝรั่งร้อยเท่าในประเด็นพวกนี้ เช่น กล้าขายอาหารหน้าห้องส้วม ริมทางที่ฝุ่นปลิวว่อน กลางน้ำครำเฉอะแฉะที่เปี่ยมไปด้วยเชื้อโรค

 

..เออ มันก็กล้ากันคนละอย่างเนาะ เรากล้าโง่ ส่วนเขากล้าฉลาด (ซึ่งผมว่าเรากล้ามากกว่าเขานะ และถ้าเรากล้าที่จะผันความกล้าเชิงลบให้มาเป็นความกล้าเชิงบวกเมื่อไร เราคงไปโรจน์ (โลด) แน่ๆ)

 

…ทวิช จ (๒๓ มกราคม ๒๕๕๔)

 

ปล. วันนี้ ๒๓ มค. ๕๔ ผมเขียนไว้ได้ประมาณ ๓๐ ตอนแล้ว ถ้าไม่ลืมหรือเบื่อเสียก่อน ผมจะทยอยลงให้ครบนะครับ เอาเป็นว่าทุกวันอาทิตย์ก็แล้วกันนะครับ

 


ข้อควรคิดก่อนไปเที่ยววังน้ำเขียว

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 January 2011 เวลา 9:37 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1406

ข้อควรคิดก่อนไปเที่ยววังน้ำเขียว

 

สวิตเซอแลนด์แดนอีสาน..เว่อเห่อฝรั่งกันไปโน่น ว่าแล้วรีสอร์ทต่างๆก็ผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด นักการเมืองไปกว้านซื้อที่เอาไว้ “พักผ่อน” นายทุนก็กว้านซื้อเพื่อเก็งกำไร ngoก็ไปอยู่กันมาก ไม่เว้นแม้แต่พระและวัด  ส่วนประชากรไทยก็ไปเที่ยวกันสนุกสนาน ได้ความรู้สึกดีๆกลับมา หลายคนคิดว่าไปช่วยอนุรักษ์ธรรมชาติด้วยซ้ำไป

 

แต่หารู้ไม่ว่าพื้นที่แห่งนี้คือคอขวดที่เป็นรอยเชื่อมต่อระหว่างป่าใหญ่สามป่า คือ เขาใหญ่ ทับลาน และปางสีดา  ถ้าทำคอขวดนี้ให้เป็นป่าขึ้นมาได้ เราจะได้ป่าผืนใหญ่มหาศาลที่ต่อเชื่อมกัน ที่จะช่วยเสริมสร้างระบบนิเวศของเราให้ดีขึ้นอย่างมาก  แต่ถ้ายิ่งไปลงทุน ไปเที่ยวกันมากเท่าไร ก็ยิ่งไปช่วยทำลายระบบนิเวศอันเปราะบางนี้มากเท่านั้น

 

ความฝันผมคือ รัฐออกพรบ.พิเศษมาจัดการปัญหาวังน้ำเขียวด้วยการเวนคืนที่ดิน ซึ่งทำได้ไม่ยากนักหรอกเนื่องเพราะการถือครองยังมีประชากรน้อยมาก และส่วนใหญ่ถือแบบผิดกฎหมายอีกต่างหาก  สำหรับประชาชนในพื้นที่จริงๆ ที่ทำเกษตรมาแต่เดิมก่อนพศ. ๒๕๓๐ เชื่อว่ามีไม่มากเกิน 1 พันครัวเรือน รัฐสามารถจัดการได้ด้วยมาตรการชดเชยทางเศรษฐกิจ ทั้งแบบให้เงินและให้งานทดแทน  ส่วนปชช.ชั้นสูงที่เข้าไปภายหลังก็มีอีกมาตรการหนึ่งในการแก้ปัญหา

 

สำหรับถนนสาย 304 ที่ตัดพาดผ่านเชื่อมระหว่างปักธงชัยและกบินทร์บุรีนั้น ก็ให้ทำการยกระดับขึ้นเป็นถนนลอยฟ้า เป็นช่วงๆ โดยเฉพาะช่วงที่ผ่านหุบเขา ส่วนช่วงผ่านภูเขาก็ทำรั้วกั้น ทั้งนี้เพื่อให้สัตว์ป่าเดินทางเชื่อมต่อระหว่างป่าทั้งสามได้ งานนี้อาจลงทุนประมาณ 1 หมื่นล้านบาทเท่านั้น

 

ผมเชื่อว่าป่าในเมืองไทยอีกจำนวนมากยังสามารถฟื้นฟูได้ด้วยมาตรการดังที่เสนอมานี้ เช่น ป่าสามร้อยยอด ซึ่งผมเห็นว่าเป็นวนอุทยานที่มีความหลากหลายทางธรรมชาติมากที่สุดในประเทศ มีทั้งชายหาด ป่าชายเลน ป่าดิบแล้ง ป่าดิบภูเขา และป่าดิบชื้น แต่อนิจจาวันนี้มันถูกรุกล้ำเกือบหมดแล้ว ทั้งที่จำนวนครัวเรือนที่รุกล้ำน้อยมาก แต่รัฐก็ไม่มีน้ำยาทำอะไรได้ เนื่องเพราะขาดจิตสาธารณะและคิดไม่เป็น

 

ผมได้เสนอมานานนับสิบปีแล้วว่า ให้เสนอมาตรการทางเศรษฐกิจ เช่น เอานิคมอุตสาหกรรม (ประมง อาหารกระป๋อง) ไปตั้งไว้ริมป่า  ให้สิทธิการจ้างงานเหนือคนอื่นทั่วไปถ้าอพยพออกไปทำงาน มีบ้านให้อยู่ราคาถูก  ถ้าไม่ออกก็กำหนดโทษแล้วรอลงอาญา ตัดน้ำ ตัดไฟ และให้มีสิทธิรอลงอาญาเฉพาะรุ่นนี้เท่านั้น ส่วนรุ่นลูกจะจัดการเด็ดขาด  ทำแบบนี้พวกลูกๆ ก็จะออกกันไปหางานทำกันหมด ส่วนพ่อแม่อย่างมาก 50 ปีก็ตายกันหมดแล้ว ประเทศก็ได้ป่าคืน เป็นการวินๆ ที่ไม่มีใครเดือดร้อน  (มากนัก)

 

…ทวิช จ. (๒๓ มกราคม ๒๕๕๔)


ภูมิปัญญาแมวที่น่าเลียนแบบ?

4 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 January 2011 เวลา 8:42 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1954

ภูมิปัญญาแมวที่น่าเลียนแบบ?

 

น่าแปลกนะครับที่แมวมันชอบนอนสั้นๆ แล้วตื่น แล้วนอน สลับกันทั้งวัน ไม่นอนรวดเดียวแบบคน  (หรือนี่ทำให้มันมีเก้าชีวิต)

 

นิสัยนอนแบบนี้เหมือนลีโอนาโด ดา วินชี (ที่ฝรั่งเรียกว่า  da vinci nap)  ที่นอนสั้นๆ ถี่ๆ บ่อยๆ ทั้งวัน  แต่ไม่นอนยาวตอนกลางคืน เล่ากันว่าดาวินซีนอนทุกชั่วโมง ๆ ละ ๑๕ นาที หลายคนเชื่อว่า พฤติกรรมการนอนแบบนี้เสิรมการเป็นอัจฉริยะของดาวินชี จนทำให้เป็นคนที่เก่งกาจมากที่สุดคนหนึ่งของโลก คือเก่งทั้งด้านศิลปะ และด้านวิทยาศาสตร์

 

ส่วนแมวนั้นผมว่ามันก็ประหลาดมาก คือ เก่งทั้งบู๊และบุ๋น เรื่องการจับสัตว์นั้นผมคำนวณว่าแมวเป็นสัตว์ที่ดุร้ายที่สุด เมื่อวัดกันต่อน้ำหนักตัว กล่าวคือ ถ้าแมวตัวใหญ่เท่าเสือ แล้วมีความเก่งแบบเทียบบัญญัติไตรยางศ์ตามน้ำหนักตัว แล้วเอาแมวมาสู้กับเสือ แมวจะขย้ำเสือตายในพริบตาเลย (แต่มดอาจเก่งกว่าแมวก็เป็นได้นะ)

 

แต่ไม่น่าเชื่อว่าสัตว์ดุร้ายปานนั้น มันรู้จัก “เลียแข้งเลียขา” แบบเชื่องสุดๆ  และรักความสะอาดมาก เลียขนตัวเองอยู่นั่นแหละ จนมันไม่มีกลิ่นตัวเลย ต่างจากหมาที่กลิ่นตัวแรงชะมัด เพราะไม่ค่อยสนใจแต่งตัว ยกเว้นคันจากการที่หมัดกัดจนทนไม่ไหว

 

สิ่งหนึ่งที่ผมเรียนรู้จากแมวคือ เวลามันตาย เราไม่เคยเห็นศพมันเลย ซึ่งผมเองก็อยากเป็นอย่างนั้นบ้าง จะได้ไม่ต้องเป็นภาระอะไรให้ใครต้องมาวางพวงหรีด และแสดงหน้าเศร้าตอนยื่นซองต่อเจ้าภาพ แต่พอตอนฟังพระสวดอภิธรรมกลับไม่สำรวม..หันหน้าคุยกันหัวเราะต่อกระซิกตลอดเวลา

 

…ทวิช จ. (๒๓ มกราคม ๒๕๕๔)

 

 


นอนท่าไหนทำให้อายุยืนที่สุด

7 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 21 January 2011 เวลา 4:57 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2290

นอนท่าไหนทำให้อายุยืนที่สุด

คนเราโดยทั่วไปใช้เวลาประมาณ 1 ใน 3 ของชีวิตไปกับการนอน ในเวลานี้หัวใจต้องทำงานด้วย ดังนั้นท่านอนที่ทำให้หัวใจทำงานเบาที่สุด ก็น่าจะทำให้บุคคลมีชีวิตยืนยาวที่สุดด้วย  การนอนมีด้วยกัน 4 ท่าหลักด้วยกันคือ คว่ำ หงาย ตะแคงขวา ตะแคงซ้าย

 

พระพุทธเจ้าทรงสอนให้นอนตะแคงขวา แต่ผมไม่ทราบว่าทรงให้เหตุผลอะไรหรือไม่ (คิดว่าไม่)  ผมก็มาคิดวิเคราะห์เอาด้วยหลักวิศวว่า หัวใจเราอยู่ด้านซ้ายดังนั้นหัวใจจะอยู่ด้านบน การนอนท่านี้หัวใจจะออกแรงสูบเลือดขึ้นมากกว่าปกติ แต่ออกแรงดันเลือดออกน้อยกว่าปกติ (เพราะอยู่สูงอยู่แล้ว)

 

ส่วนการนอนตะแคงซ้ายจะเป็นตรงข้าม คือหัวใจออกแรงสูบน้อย แต่ออกแรงดันมาก การนอนหงายและนอนคว่ำนั้นหัวใจทำงานแบบสมดุลดีทั้งด้านสูบและด้านอัด เพราะหัวใจอยู่ในแนวระนาบ  แต่การนอนหงายอาจมีปัญหาด้านลิ้นหลอดลมตกไปแปะ ทำให้เกิดการกรน (เดาเอา หมอๆ ช่วยอธิบาย) ส่วนการนอนคว่ำลิ้นหลอดลมไม่มีปัญหาอะไร (เดาอีกแล้ว)

 

หรือว่าเป็นด้วยเหตุนี้ที่เด็กทารกเกิดใหม่จึงเลือกนอนท่านี้โดยธรรมชาติ?? น่าคิดนะครับ

 

ถ้าคิดว่าทางสายกลางดีที่สุด การนอนหงายและคว่ำก็น่าจะดีที่สุดสำหรับหัวใจ เพราะท่านี้หัวใจทำงานทั้งดูดและส่งเฉลี่ยกัน ไม่สุดโต่งแบบนอนตะแคง

 

ทั้งนี้ไม่คิดผลกระทบโดยอ้อม เช่น การนอนคว่ำหงายอาจทำให้นน.ร่างกายไปทับเส้นเลือดไว้มาก ทำให้เลือดเดินได้ลำบาก จนหัวใจต้องทำงานหนักกว่าการนอนตะแคงเสียอีก เพราะนอนตะแคงทับเส้นเลือดน้อยกว่า

 

การนอนขดตัวงอ (โดยเฉพาะหน้าหนาว) จะมีผลทำให้เส้นเลือดคด ทำให้หัวใจต้องออกแรงดันมากกว่าปกติ เพื่อส่งเลือดผ่านรอยคด จะตายไวกว่า เรื่องนี้หมอทั้งหลายสามารถเอาไปทำงานวิจัยได้นะครับ โดยสัมภาษณ์เอากับคนไข้ว่าชอบนอนท่าไหน แล้วเอามา สัมพันธ์กับโรคหัวใจ และความยืนของอายุขัย

 

การที่พระธุดงค์ฉันมื้อเดียวมักมีอายุเป็นร้อย ผมก็เดาว่ามาจากเหตุที่หัวใจทำงานเบานี่แหละ เพราะกินน้อยก็มีธาตุอาหารน้อย หัวใจก็ไม่ต้องสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงร่างกายมากเป็นเงาตามตัว ส่วนคนกินมาก หัวใจก็ทำงานหนักมากขึ้น ก็ตายไวขึ้น แถมท่านมักทำสมาธิ ไม่เครียดมาก ร่างกายก็เผาผลาญน้อย หัวใจก็ยิ่งเต้นช้า และหรือ เต้นเบามาก   จนนักทำสมาธิมือใหม่บางคนตกใจที่พอเข้าไปได้ลึกๆจนนิ่ง  แต่แล้วก็ตกใจถอนตัวออกมา เพราะกลัวจะตายจากการที่ไม่รู้สึกว่าหัวใจมันเต้นเลย

 

บางคนลุกขึ้นมากลางดึกเหงื่อแตกพลั่กเพราะฝันโลดโผนบ่อย ๆ พวกนี้คงตายไวเหมือนกัน เพราะหัวใจเต้นเร็ว  ทั้งที่เขาให้พักผ่อน เพื่อให้มันเต้นช้า

 

การโพสต์บ่อยๆ เนี่ย ไม่รู้ว่าจะทำให้อายุยืนหรือนั่งกันแน่

 

ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๒๐ มค. ๕๓)

 



Main: 1.13924908638 sec
Sidebar: 0.037945032119751 sec