ขับไปบ่นไป (๑..ความผิดใคร)

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 29 December 2011 เวลา 7:44 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 974

ขับไปบ่นไป (๑..ความผิดใคร)

 

 

วันนี้ถือได้ว่าเป็นวันเริ่มต้นช่วงเดินทางเข้าสู่เทศกาลปีใหม่พศ. ๒๕๕๕ ทำให้การจราจรบนท้องถนนหนาแน่นกว่าปกติ …ได้ยินข้อมูลจากสื่อทุกระบบว่าจะพยายามช่วยกันลดอุบัติเหตุบนท้องถนนให้ได้มากกว่าทุกปี ซึ่งก็เป็นมาอย่างนี้หลายปีแล้ว แต่ก็เห็นสถิติว่าเลวร้ายลงกว่าปีก่อนๆเสมอ

 

 

ข้อมูลต่างๆที่ระดมกันออกมานั้นร้อยทั้งร้อยอ้างว่าอุบัติเหตุมีต้นเหตุมาจากผู้ขับยานยนต์ที่บกพร่องในด้านต่างๆ เช่น เมา ง่วง ประมาท สภาพรถไม่สมบูรณ์

 

ไม่มีสักรายที่บอกว่าเป็นความผิดของรัฐ เช่น กรมทาง สำนักงานต่างที่เกี่ยวข้อง ตำรวจ อบต. และที่สำคัญที่สุดคือนักการเมืองที่โกงกินโครงการที่เกี่ยวข้องกับถนน

 

สถิติในประเทศอังกฤษ  ระบุว่าอุบัติเหตุของเขาโดยเฉลี่ยหนึ่งปียังน้อยกว่าของเราในหนึ่งสัปดาห์ …ซึ่งผมขอแถมว่า ที่อังกฤษนั้นสถิติคนกินเหล้าเป็นอันดับหนึ่งของโลก และมีประชากรที่ขับรถมากกว่าเราหลายเท่าตัว นี่แสดงว่าอัตราการเกิดอุบัติเหตุต่อหัวผู้ขับรถต่อระยะทางที่ขับของเขาน้อยกว่าเรานับร้อยเท่าทีเดียว (ทั้งที่เขา “เมา” มากกว่าเราเสียอีก)

 

 

จากการที่ผมขับรถรอบประเทศไทยมาสักสิบรอบในรอบสิบปีที่ผ่านมา ได้เห็นได้ยินได้ฟังมามากหลายจากทุกกระแส ผมสรุปว่าอุบัติเหตุบนท้องถนนแห่งประเทศไทเรานั้นน่าจะมีสาเหตุมาจากความผิดของหน่วยงานของรัฐสัก 90% …อีก 10% เป็นความบกพร่องในด้านต่างๆของประชาชนผู้ขับ เช่น เมา ง่วง ประมาท สภาพรถไม่สมบูรณ์

 

แล้วผมจะมาแจงรายละเอียดในตอนต่อๆไป ว่าทำไม ….ในตอนนี้ขอเอาไอ้ที่ง่ายๆและอัดอั้นตันใจมานาน คือ ด่านตำรวจ ….ที่น่าจะมีไม่ต่ำกว่า 7000 ด่านทั่วประเทศ (หนึ่งตำบลหนึ่งด่านโดยเฉลี่ย OTOP วันตำบลวันโปลิศ’s  road obstruction)

 

ด่านพวกนี้อ้างกันง่ายๆตามประสาตำรวจในประเทศด้อยพัฒนาว่า…เอาไว้ตรวจยาเสพติด  แต่เราท่านก็รู้กันดีอยู่ว่าเอาไว้ทำอะไร เอาละไม่อยากเอามะพร้าวห้าวมาขายสวน เพราะรูกันดีอยู่แล้ว เพียงแต่อยากสะกิดว่า ท่านตำรวจผู้พิทักษ์สันติราษฎร์ตาม “จุดบริการประชาชน” ทั้งหลายทราบไหมว่า การทำเช่นนั้นมันผิดพรบ. จราจรในข้อที่ว่า “กีดขวางการจราจร”   (แต่พออ้างยาเสพติด ก็ได้รับการยกเว้น ๕5ห้า)

 

…นอกจากนั้นยังทำให้ปชช. เขาไม่สะดวก เสียเวลาและอารมณ์ แล้วยังก่อเกิดอุบิตเหตุมากหลายตรงจุดตรวจนั่นแหละ (ผมเองเกือบเสยก้นรถคันหน้าหลายครั้งที่เบรกกะทันหันตามด่านต่างๆ และได้เห็นอุบัติเหตุจากกรณีเช่นนี้นี้ก็มากครั้ง  ซึ่งจนท.ก็ชอบเสียอีกเพราะมีรายได้เสริมจากการค้าคดีอุบัติเหตุ )

 

อารยประเทศ เช่น  usa และยุโรปตะวันตก เขามีการขนส่งยาเสพติดมากหลายกว่าเราหลายเท่า แต่ทำไมเขาไม่มีด่านตำรวจสักด่านเดียว ทั่วประเทศ ..ส่วนทีอัฟริกา อินเดีย จีน ลาว เขมร พม่า ก็มีด่านมากหลายเหมือนเรา เลย

 

ทำให้ผมตั้งสูตรคำนวณความเจริญประเทศได้มานานแล้วว่า…. ความเจริญของประเทศใดย่อมแปรผกผันกับจำนวนด่านตำรวจต่อหน่วยระยะทางของถนนในประเทศนั้น

 

…คนถางทาง (๒๘ ธค. ๒๕๕๔)

 


น้ำท่วมแก้ว แล้วล้นไปท่วมโลก

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 19 December 2011 เวลา 6:37 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 995

น้ำแข็งขั้วโลกละลายแล้วน้ำจะท่วมโลกไหม…คำนวณได้ด้วยวิทยาศาสตร์ปอสี่(หลักสูตรกระทรวงศึกษาไทย)

 

ผมได้ฟังอ่านเห็นข้อมูลทำนองว่าโลกกำลังร้อนขึ้นและน้ำจะท่วมโลกเนื่องจากน้ำแข็งขั้วโลกจะละลายหมดมาหลายปีแล้ว

 

เมื่อสองปีที่แล้ว (พศ. ๒๕๕๒) ผมเริ่มเอะใจ  จึงได้ทำการคิดคำนึงนวณวนรอบไปตามประสาคนว่างงาน ผมสรุปได้ว่า งานนี้ถ้าไม่โง่บริสุทธิ์ก็น่าจะเป็นการแหกตาประชาโลกจากพวกนักอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมจอมเว่ออีกแล้ว  แต่ที่แปลกคือนักวิทยาศาสตร์ระดับโนเบลหลายคนก็นิ่งเฉย ..ซึ่งไม่รู้ว่านิ่งเพราะสมรู้ หรือว่า ไม่รู้ไปกะเขาด้วย

 

ลองทดลองทางวิทยาศาสตร์ง่ายๆกันดูนะครับ  คือ เข้าไปซื้อกาแฟเย็นจากร้านแผงลอยริมทางที่กลังฮิตติตตลาดเมืองไทยราวดอกทอง..เอ๊ยเห็ด  (ราคาแก้วละแพงฉิบ ค่าวัสดุประมาณ 5 บาท แต่มันขายกันได้แก้วละร้อยหน้าตาเฉย แถมรากหญ้าขับรถติดไฟตัดหมอกแยงตาประชาราษฎร์ทั้งน้านที่เข้าไปซิ้อหากันกินเพื่อประกาศสถานะ ส่วนไอ้เราหลงเข้าไปครั้งเดียวเข็ดอุจาระอ่อนแก่และปวารณาว่าจะไม่เข้าไปอีกจนชั่วชีวิต)   …พวกนี้มันขายแบบเอาเปรียบมาก คืออัดน้ำแข็งเสียเต็มแก้ว ส่วนเนื้อกาแฟให้นิดเดียว  แต่นี่แหละ กลายเป็นเครื่องมือทดลองวิทยาศาสตร์เราได้อย่างดีที่สุด

 

เอาหละ ลองเสียสละเพื่อโลกดูสักที ด้วยการไม่ยอมกินกาแฟเย็นแก้วอันแสนแพงนั้น  แต่เอาแก้วมาตั้งทิ้งไว้ในรถที่ปิดกระจกจอดทิ้งไว้กลางแดด  ซึ่งรถมันจะร้อนขึ้นเรื่อยๆ จากพฤติกรรมเรือนกระจก ซึ่งเป็นหลักการเดียวกับการเกิดพฤติกรรมเรือนกระจก (greenhouse effect) ที่โลกได้รับความร้อนจากก๊าซเรือนกระจกยังไงยังงั้นเลย   …. ทิ้งไว้ให้นานๆ จนน้ำแข็งละลายหมดแก้ว …แล้วไปสังเกตดูสิว่า    น้ำแข็งที่ละลายหมดนั้นมันท่วมล้นออกมานอกถ้วยกาแฟ หรือว่า มันลดลงไปจากระดับขอบถ้วยกาแฟ

 

…คำตอบคือ ……ใช่ใช่ใช่ นะคร๊าบ ..มันลดลงไปกว่าเดิมเสียอีก

 

แล้วถามว่า น้ำแข็งขั้วโลกเล่า ถ้ามันละลายหมด น้ำจะท่วมโลกจริงหรือ  หรือว่าจะลดลงไปอีก หรือว่า เท่าเดิม

 

ฝนข้อไหนดีหละ  ข้อสอบปรนัย …ถ้าเฉลยหมด เดี๋ยวหมดสนุก

 

…คนถางทาง (๒๐ ธค. ๒๕๕๔)


เมืองไทยใหม่เอี่ยม (๔ ปชต.ใหม่เอี่ยม)

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 19 December 2011 เวลา 1:09 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1296

 

 

ระบบการเมืองคือต้นธารของการพัฒนาประเทศ ถ้าระบบการเมืองไม่สอดคล้องกับลักษณะสังคมเสียแล้วก็คงเป็นการยากที่ประเทศชาติจะพัฒนาได้  แต่ที่ผ่านมา ๘๐ ปีเราไปลอกระบบการเมืองฝรั่งมาใช้แบบทั้งดุ้น (ที่เราเรียกกันสวยหรูว่าประชาธิปไตย) ทั้งลักษณะนิสัยของตนไทยต่างจากฝรั่งมาก

 

ระบบการเมืองแบบตะวันตก (ปชต.ตต.) นั้นผมวิเคราะห์ว่าเป็นวิวัฒนาการทางสังคม ตามเหตุปัจจัยบีบคั้นโดยธรรมชาติของเขา โดยเฉพาะอย่างยิ่งนิสัยปัจเจกชนนิยม (individualism)  การที่เราไปลอกเขามาใช้ทั้งดุ้นนั้น อุปมาไม่ต่างอะไรกับเอาไปขุดเอาแอปเปิ้ลเขามาปลูกในบ้านเราซึ่งเป็นเมืองร้อน  มันอาจจะพอแตกใบบ้างแต่จะให้ออกดอกผลดกอร่อยให้เรารับประทานนั้นคงยาก เพราะมันไม่สอดคล้องกับภูมิอากาศบ้านเรา ทางที่ดีต้องหาทางปรับปรุงบำรุงพันธุ์เสียก่อน ก่อนเอามาปลูก

 

ว่าแล้วคนไทยเราก็เทิดทูนระบบการเมืองแบบนั้นว่าเป็นสิ่งศักดิ์สิทธิ์ไปเลยก็มี ผู้ใดเสนอระบบอะไรที่ต่างไปจากนี้ก็จะถูกรุมจิกจากหลายฝ่าย

 

ที่ผ่านมา ๒๐ ปีผมได้ลองคิดและเขียนเสนอรูปแบบการเมืองแบบใหม่ออกไปหลายรูป โดยยังยึดหลักการปชต.อยู่ เพียงแต่ว่าวิธีการนั้นได้คิดปรับให้เข้ากับลักษณะสังคมไทย โดยผมพยายามมองแบบบูรณาการครบวงจร ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ

 

ต้นน้ำหมายถึงประชาชนผู้ทำการเลือกตั้งและวิธีการเลือกตั้ง   กลางน้ำหมายถึงวิธีการปฏิบัติงานของนักการเมือง  ปลายน้ำหมายถึงการติดตามตรวจสอบนักการเมือง

 

ทุกวันนี้เราให้สิทธิ์ปชช.เกือบทุกคนที่มีอายุเกิน 18 ปีสามารถออกเสียงเลือกตั้งได้คนละหนึ่งคะแนน (ลอกฝรั่ง)  ซึ่งผมเห็นว่าไม่ดีเพราะคนไทยเรามีนิสัยไม่ใส่ใจเรื่องการเมืองเหมือนฝรั่ง ส่งผลให้ได้คะแนนเสียงที่ไม่มีคุณภาพ ยิ่งกฎหมายไปบังคับว่าการออกเสียงเป็น”หน้าที่” (ลอกฝรั่งอีกแล้ว)  ก็ยิ่งไปกันใหญ่

 

ผมเห็นว่าคุณภาพของเสียงสำคัญกว่าปริมาณมาก ในเขตเลือกตั้งหนึ่งถ้ามีคะแนนคุณภาพจริงๆ สัก 1000 คะแนนก็เพียงพอแล้วที่จะทำให้ได้สส. สว. ที่ดี ตรงข้ามถ้ามีคะแนนมั่วๆสัก 50,000 คะแนนที่ถูกซื้อมา มันจะมีความหมายอะไรหรือ นอกเสียจากเป็นการสร้างภาพปชต.หลอกตนเองไปวันๆ

 

การจะคัดเอาคะแนนคุณภาพนั้นไม่ยาก มีได้หลากหลายวิธี ลองไปค้นหาอ่านเอาในไฟล์เก่าๆของผมนะครับ (ถ้าหาไม่เจอก็เมล์ไปหาผมได้) …ถ้าต้นน้ำดี ก็จะเลือกเอาสส. สว. ดีๆ เข้าสภา ก็แทบจะจบเกมส์ได้เลย

 

แต่นั่นแหละ สส. สว. ดีๆ ที่เลือกเข้าไปอาจดีแตกในภายหลัง จึงต้องมีระบบคานอำนาจกันเอง ระหว่าง สส. กับ สว. ก็มีได้หลายวิธีอีก วิธีหนึ่งที่ผมคิดเองชอบเองคือ ให้สส. มาจากเลือกตั้งทั่วไป (โดยต้นน้ำที่ดี) ส่วนสว. นั้นมาจากการกำหนดตำแหน่งจากทุกอาชีพสัก 70% และโดยการคัดสรรทั่วไปอีกสัก 30% 

 

ซึ่งวิธีเลือกสว. ดังกล่าวนี้แท้จริงแล้วยังเป็นปชต.อยู่ แต่เป็นปชต. “แบบธรรมชาติ” กล่าวคือ บุคคลเหล่านี้แท้จริงได้รับการคัดสรรโดยธรรมชาติจากสาขาอาชีพของตนมาเป็นเวลานานแล้ว จนได้ขึ้นมาเป็นยอดของสาขาอาชีพนั้นๆ ซึ่งดูให้ดีแล้วเป็นปชต. ยิ่งกว่าการเลือกตั้งทางตรงเสียอีก เพราะต้องใช้เวลานานในการพิสูจน์ตัวเอง ไม่ใช่แค่หาเสียงประชานิยมกันเพียง 2 เดือน ก็ได้แล้ว

 

โดยวิธีนี้ สว. จะเป็นอิสระจากสส. และสามารถคานอำนาจสส.ได้เป็นอย่างดี เช่น ในการอภิปรายไม่ไว้วางใจรัฐบาลนั้น อาจให้สส. ทำหน้าที่อภิปราย แต่การโหวตให้สว.เท่านั้นเป็นผู้โหวต แบบนี้แม้รัฐบาลมีเสียงข้างมากเพียงใด ก็ไม่สามารถเป็นเผด็จการโดยรัฐสภาได้ ตรงข้ามแม้รัฐบาลมีเสียงข้างน้อยแต่หากทำดี ก็ไม่อาจถูกโหวตออกได้โดยพรรคฝ่ายตรงข้าม ก็จะทำให้เกิดการคานอำนาจอย่างบริสุทธิ์ และรัฐบาล(ที่ดี)ก็มีเสถียรภาพ ส่วนรัฐบาลเลวก็ง่อนแง่น (ซึ่งก็ดีแล้ว)

 

หรืออาจปรับใหญ่ ให้สว. ฟอร์มรัฐบาล แต่กลับให้สส. เป็นผู้คอยควบคุมดูแลการทำงานยังได้เลย เพราะสว. มาจากสาขาอาชีพต่างๆ มีความเชี่ยวชาญในอาชีพนั้นๆ ถ้าให้ไปบริหารกระทรวงที่เกี่ยวข้อง คงทำงานได้ดีกว่า สส. เป็นไหน ๆ เพราะสส.เหล่านี้จำนวนมากที่เข้าไปเป็น รมต. โดยไม่มีความรู้เกี่ยวกับงานกระทรวงนั้นๆ เลย เท่ากับเอาประเทศเป็นที่ลองงาน ซึ่งทำความเสียหายกันมานักต่อนักแล้วมิใช่หรือ

 

หรืออาจกำหนดให้สว. ไปทำหน้าที่ “สภากระทรวง” คอยกำกับดูแลการทำงานของรมต.ก็ได้ เพราะการโกงกินนั้นส่วนใหญ่กระทำกันในระดับกระทรวงนี่แหละ

 

เรื่องปลายน้ำนั้นไม่ค่อยน่าเป็นห่วง เพราะขณะนี้ก็มีกฎหมายคอยจัดการหลายชั้น เสียแต่ว่าการคัดสรรบุคคลเข้าไปปฏิบัติงานนั้นยังอาจมีการซ้อนทับกันแบบหลายชั้น

 

หวนกลับมาที่ต้นน้ำใหม่ ..คิดไปแล้วก็ให้รู้สึกสังเวชใจว่า ในวันนี้การประกวดหมาเขาตัดสินโดยกรรมการผู้ชำนาญการด้านหมา แต่ในการประกวดคนเพื่อคัดเลือกให้ชนะเลิศเข้าไปบริหารประเทศเราตัดสินลงคะแนนโดยกรรมการที่ไม่จำเป็นต้องมีความรู้เรื่องการเมืองแม้สักนิดก็ยังได้ … แล้วอย่างนี้อนาคตประเทศไทยจะไปรอดหรือ


แก้ภัยหนาววิถีพุทธ

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 18 December 2011 เวลา 11:59 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1462

วิธีแก้หนาวแบบชาวพุทธ

 

ปีนั้น (น่าจะพศ. ๒๕๔๓)  มันเป็นปีที่หนาวมาก ปีก่อนนั้นผมบวชพระ และเดินธุดงค์เข้าป่าทับลานไปกับหลวงพ่อแคน (นามสมมติ) เป็นเวลาประมาณ ๑ เดือน มันสนุกมากๆ จนติดใจ (กิเลส) มาปีนั้น (๒๕๔๓) ผมสึกแล้ว พอออกพรรษาเข้าหน้าหนาว ก็นึกสนุกไปชวนหลวงพ่อออกธุดงค์กันอีก  (ผมอายุ ๔๕ ท่าน ๖๒)

 

คราวนี้ง่ายหน่อยเพราะผมเป็นฆราวาสแล้ว ไม่ต้องถือศีล ๒๒๗  ข้อ ก็สามารถหุงหาอาหารได้ในกลางป่า หุงเสร็จก็ตักบาตรให้หลวงพ่อฉันวันละมื้อ

 

ธุดงค์คราวนี้เราหนึ่งรูปหนึ่งคนดั้นด้นตัดวนอุทยานปางสีดา โดยออกจากอ.ครบุรี โคราช เดินตัดป่าไปออกที่สระแก้ว ระยะทางสั้นเพียงประมาณ 100 กม. เท่านั้น โดยเดินบนถนน (ร้าง) ที่เคยตัดผ่านป่าแห่งนี้

 

คืนวันหนึ่ง เรามาปักกลดพักแรมบนยอดเขาสูง พอตกดึก มันหนาวเหน็บเอามากๆ ใส่เสื้อผ้าที่เตรียมมานับได้ ๕ ชั้นก็ยังไม่หายหนาว นอนขดอย่างไรก็หนาวทรมานเป็นที่สุด พลิกไปพลิกมาหลายรอบเป็นเวลานาน จนหมดหนทาง

 

แต่ในที่สุดก็คิดได้ว่า น่าจะแก้หนาวได้ด้วยการนั่งสมาธิ ว่าแล้วก็ขัดสมาธ แล้วเพ่งสมาธิ ทำใจให้สงบ เพ่งเอาความหนาวนั่นแหละให้เป็นอารมณ์สมาธิ

 

พอจิตนิ่งดิ่งลงลึก พลันความหนาวก็หายไปเป็นปลิดทิ้ง อย่างเหลือเชื่อ …ทำอย่างนั้นจนรุ่งสาง จึงออกไปก่อกองไฟ เพื่อหุงต้มอาหารเพื่อถวายหลวงพ่อและตนเอง  ได้เห็นกับตาว่าใบไม้โดยรอบมีน้ำค้างแข็งเกาะโดยรอบ

 

พอดีหลวงพ่อก็ออกมาจากกลดของท่าน ก็ถามท่านว่าหนาวมากไหมครับ คิดสงสารท่านในใจที่มีเพียงจีวรหนึ่งผืนและผ้าสังฆาฏิ (ผ้าพาดบ่า ที่พระพุทธเจ้ากำหนดมาให้เอาไว้ห่มกันหนาว แต่เมืองไทยเรามันร้อนก็เลยผันเอามาเป็นผ้าพาดบ่า) …ท่านว่าหนาวมากเลย แต่ก็แก้อาการหนาวด้วยการทำสมาธิ…อ้าว…ลูกศิษย์และอาจารย์ใช้วิธีแก้หนาวแบบเดียวกันโดยมิได้นัดหมาย

 

ประเด็นนี้ผมเชื่อว่ามันไม่ใช่เรื่องอัศจรรย์พันลึกอะไรหรอก แต่เป็นหลักวิทยาศาสตร์ทางจิตที่คนไทยโบราณรู้มานานแล้ว แต่พวกฝรั่งยังไม่รู้เรื่องอะไรมากนัก (ฝรั่งเขาเก่งวิทยาศาสตร์ แต่จิตศาสตร์เขายังล้าหลังเรามาก)  กล่าวคือ ผมเชื่อว่าเมื่อจิตนิ่งมันจะเกิดการ “ผ่อนคลาย” (ไม่เครียด) มันจะส่งผลให้เซลร่างกายผ่อนคลายไปด้วย

 

การผ่อนคลายในระดับ”ไมโคร”ของเซลนี้ส่งผลให้มีความต้องการความร้อนเพื่อเอามาเป็นพลังงานน้อยลงกว่าปกติ  (ซึ่งผมอธิบายตามหลักการทางเทอร์โมไดนามิกส์ที่ฝรั่งคิดค้นไว้นั่นเอง คือหลักการอนุรักษ์พลังงานนี่เอง)  ซึ่งทำให้เซล “คายความร้อน” ออกน้อยกว่าปกติอีกด้วย จึงทำให้ร่างกายอบอุ่น เพราะ “ความรู้สึกหนาว” นั้นแท้จริงแล้วก็สัมพันธ์กับอัตราการคายความร้อนของร่างกายนั่นเอง กล่าวคือ ถ้าคายความร้อนมากกว่าปกติก็จะรู้สึกหนาว ตรงกันข้ามถ้าคายความร้อนได้น้อยกว่าปกติก็จะรู้สึกร้อน

 

สัตว์เดรัจฉานบางจำพวกมีสัญชาตญาณรู้ความลับนี้ได้ด้วยตนเอง จึงทำการจำศีลในฤดูหนาว เช่น หมี กบ ปลาไหล เพราะฤดูหนาวหาอาหารกินยาก ต้องใช้พลังงานมาก ดังนั้น จำศีลดีกว่า เพระการจำศีลนั้นอัตราการเต้นหัวใจ และอัตราการเผาผลาญพลังงาน (metabolic rate) ลดลงมาก ส่งผลให้อุณหภูมิร่างกายลดลงด้วย

 

พระธิเบตจำนวนมากฝึกสมาธิแบบเข้าเงียบจนเก่งกาจ มีการบันทึกโดยนักวิทยาศาสตร์ฝรั่งว่า พระเหล่านี้สามารถนั่งสมาธิเปลือยกายได้ตลอดคืนบนหิมะที่แสนหนาวเย็นของฤดูหนาว

 

หนาวนี้ พศ. ๒๕๕๔  ก็ทำท่าว่าจะรุนแรงพอควร นอกจากจะใส่เสื้อกันหนาว หรือ เอาตะเกียงมาเผาหินในกระถางน้ำใจแก้ภัยหนาวแล้ว (ที่ผมได้นำเสนอไว้)  หรืออยู่ใกล้ไออุ่นของคนที่รู้ใจกัน แล้ว  ถ้านึกสนุกก็ควรลองทำสมาธิภาวนาดูบ้างนะครับ

 

ฟลุกๆได้นิพพานเป็นของแถมก็ขอนิมนต์ไว้ล่วงหน้าให้มาเทศน์โปรดกันบ้างนะครับ

 

…คนถางทาง (๑๘ ธค. ๒๕๕๔)


การทำความสะอาดร่างกายในฤดูหนาวอย่างประหยัด

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 14 December 2011 เวลา 11:54 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 974

การทำความสะอาดร่างกายในฤดูหนาวอย่างประหยัดให้ทำดังนี้

 

  • 1) อุปกรณ์: ขันบรรจุน้ำสะอาด 1 ใบ หม้อขนาดเล็ก 1 ใบ ถังใส่น้ำสะอาด 1 ถัง ผ้าขนหนูขนาดเล็ก 2 ผืน เตาถ่านหรือเตาแก๊ส 1 เตา (หรือตะเกียง หรือ เทียน แทนเตาก็ได้ก็ได้)
  • 2) นำผ้าขนหนูทั้งสองผืนไปจุ่มน้ำในขัน บิดพอหมาด แล้วเอา ๑ ผืนไปบรรจุไว้ที่ก้นหม้อโดยขยุ้มและคลี่ให้เต็มพื้นหม้อ แล้วนำไปตั้งเตาไฟอ่อน
  • 3) สังเกตว่าพอผ้ามีไอน้ำร้อนลอยขึ้นก็เอามาเช็ดตัวได้ พร้อมกันนั้นก็เอาผ้าอีกผืนลงไปนึ่งแทนที่
  • 4) พอเช็ดตัวจนพอใจแล้ว ก็เอาไปซักในถังน้ำให้สะอาด แล้วเอาไปจุ่มน้ำสะอาดในขัน บิดพอหมาด แล้วเอาไปนึ่งแทนที่ผ้าอีกผืน โดยเอาผ้าอีกผืนนั้นมาเช็ดตัวในรอบต่อไป
  • 5) ทำวนรอบไปเช่นนี้เรื่อยๆ จนกว่าจะพอใจในความสะอาด

 

วิธีนี้ประหยัดทั้งน้ำและไฟ  สะอาด  และรวดเร็ว  ซึ่งจะนำไปใช้ในฤดูกาลปกติก็ย่อมได้

 

ถ้าไม่มีเตาแก๊สหรือเตาถ่าน จะใช้ตะเกียงนึ่งผ้าแทนก็ได้ หรือทำตะเกียงขึ้นใช้เองแบบง่ายๆ ก็ได้ เช่น เอาถ้วยน้ำพริกมาใส่น้ำพืชลงไป แล้วเอาก้อนถ่านหรือไม้ผุๆ ชุบน้ำมันเพื่อล่อน้ำมันแล้วเอาไปวางไว้ตรงกลางถ้วย ทำการจุดไฟให้ติด ก็จะได้เปลวเพลิง ให้ทำการทดลองปรับขนาดและรูปทรงของก้อนไม้หรือก้อนถ่านจนกว่าจะได้เปลวเพลิงที่ปราศจากควัน การจุดก้อนถ่านชุบน้ำมันนั้นให้ใช้ตะเกียบคีบก้อนถ่านไว้แล้วจุดไฟ จากนั้นคีบเอาไปวางไว้ตรงกลางถ้วยน้ำพริก  อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้เทียน ก้อนหุ้มโลหะ (tea candle) ซึ่งถ้าเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นสารชั้นดี ตัวหนึ่งราคาประมาณ 1 บาท จะเผาไหม้ได้นานถึง 4 ชม. และไม่มีควันอีกด้วย

 

ประดิษฐ์คิดค้นโดย

นายทวิช จิตรสมบูรณ์

อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล

มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีสุรนารี

อ.เมือง จ. นครราชสีมา


อุปกรณ์ราคาถูกช่วยแก้ภัยหนาว

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 14 December 2011 เวลา 8:18 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 994

ภัยหนาวมักมาหลังน้ำท่วมเสมอ โดยเฉพาะปีนี้นอกจากน้ำท่วมใหญ่ในประเทศไทยแล้วยังท่วมใหญ่ในประเทศจีนและเวียตนามอีกด้วย ซึ่งสองประเทศนี้นับเป็นประเทศ”ต้นลมหนาว”ของไทยเรา

 

 

“ประเด็นอากาศประเทศไทยปีนี้จะหนาวผิดปกตินั้น ผมได้ออกประกาศเตือนไปยังเว็บไซต์ต่างๆ และส่งอีเมล์ไปยังเครือข่ายของผมตั้งแต่ต้นเดือนพฤศจิกายนในขณะที่น้ำกำลังท่วมประเทศ  เช่นที่  http://www.gotoknow.org/blogs/posts/467190    http://lanpanya.com/withwit/archives/747  แต่ดูเหมือนว่ามีคนสนใจอ่านหรือเห็นความสำคัญน้อยมาก”  รศ.ดร.ทวิช จิตรสมบูรณ์ อาจารย์ประจำสาขาวิชาวิศวกรรมเครื่องกล ม.เทคโนโลยีสุรนารี อ.เมือง จ.นครราชสีมา ให้การอธิบาย พร้อมให้เหตุผลว่า ” เมื่อเกิดน้ำท่วม ดินจะอุ้มน้ำไว้ได้มาก พอลมหนาวพัดผ่าน ไอน้ำจากดินจะระเหยสู่อากาศ ทำให้เกิดการดูดความร้อนแฝงจากอากาศ ทำให้อากาศเย็นลงได้มากกว่าปกติ”

 

เมื่อได้เล็งเห็นภัยหนาวรุนแรงล่วงหน้า อาจารย์ทวิชจึงได้คิดค้น ประดิษฐ์ และทดลองอุปกรณ์ช่วยบรรเทาภัยหนาวราคาถูกไว้แต่เนิ่นๆ โดยมีเป้าหมายเพื่อช่วยเด็กนักเรียนและประชาชนในท้องถิ่นห่างไกลความเจริญและมีรายได้น้อย ปรากฏผลจากการทดลองว่าได้ผลดีมากทีเดียว อีกทั้งเป็นระบบราคาถูกที่ง่ายจนผู้คนส่วนใหญ่สามารถสร้างใช้ได้เอง

 

วิธีการประดิษฐ์และหลักการทำงานอุปกรณ์แก้หนาวนี้  เป็นดังนี้

  • 1) หากระถางดอกไม้ดินเผาที่มีการเจาะรูระบายน้ำไว้ที่ก้น ขนาดสักสองลิตรมาหนึ่งใบ
  • 2) เอากระถางกล้วยไม้ขนาดเล็กกว่าที่มีการเจาะรูโดยรอบครอบลงไปที่ก้น โดยเอาปากกระถางเล็กไปครอบรูที่ก้นกระถางใหญ่
  • 3) เอาหินขนาดก้อนใหญ่สักเท่าหัวแม่มือเทลงไปสักสองลิตร ให้เต็มกระถาง
  • 4) นำกระถางบรรจุหินนี้ไปวางตั้งไว้บนกระถางกล้วยไม้คว่ำหน้าที่มีการเจาะรูโดยรอบอีกใบหนึ่ง (ก้นกระถางกล้วยไม้นี้ก็ต้องมีการเจาะรูด้วย) โดยที่กระถางกล้วยไม้นี้ก็วางคร่อมตะเกียงน้ำมันไว้ด้วย
  • 5) ทำการจุดตะเกียง (ซึ่งอาจเป็นตะเกียงน้ำมันก๊าดหรือน้ำมันพืชก็ได้ ..โดยเฉพาะน้ำมันพืชใช้แล้วจะทำให้ประหยัดได้มาก) ความร้อนจากเปลวไฟตะเกียงจะรอดผ่านรูที่ก้นกระถางเข้าไปในโพรงกระถางกล้วยไม้ที่คว่ำหน้าอยู่ด้านในของกระถางใหญ่ แล้วส่งความร้อนซึมผ่านชั้นหินขึ้นไป ทำให้หินร้อนขึ้นเรื่อยๆ ควรปรับแต่งตะเกียงให้ไม่มีควัน แต่ถ้ามีควันเล็กน้อย ควันจะถูกกรองโดยชั้นหินได้เกือบหมด
  • 6) ในเวลาประมาณ 15 นาที หินทั้งหมดจะร้อนมากจนสัมผัสไม่ได้ ณ จุดนี้สามารถยกเอาระบบทั้งหมดไปวางไว้ใต้เก้าอี้นั่ง เช่น เก้าอี้นักเรียน เพื่อทำความอุ่นให้แก่ผู้นั่ง ในระหว่างการทำอุ่นนั้นอาจดับไฟตะเกียงหรือจุดติดทิ้งไว้ก็ได้ (ขอแนะนำให้จุดติดทิ้งไว้เพื่อความอุ่นต่อเนื่องแต่หากดับไฟจะอยู่ได้ประมาณ 1 ชม.)
  • 7) สำหรับผู้นั่งนั้นให้สวมเสื้อกันฝนพลาสติกทับด้วย โดยเปิดคอเสื้อพอหลวมๆ แล้วปิดชายขอบเสื้อด้านข้างให้มิดชิด เช่น โดยการพับตะเข็บแล้วใช้คลิปหนีบกระดาษมาหนีบไว้เป็นระยะ ทั้งนี้เพื่อกันลมอุ่นจากภายในรั่วออกด้านข้างลำตัวเสียหมดก่อนที่จะทำความอบอุ่นให้แก่ลำตัว ชายขอบเสื้อกันฝนให้คลุมตัวเก้าอี้ไว้

 

(ถ้าไม่มีกระถางดอกไม้ให้หากระป๋องโลหะ หรือภาชนะอื่นใดมาดัดแปลงทดแทน โดยคำนึงให้ได้หลักการทำงานเดียวกัน โดยเฉพาะการระบายอากาศเย็นอากาศร้อน การเผาไหม้)

 

ระบบนี้เป็นระบบ “การเผาช้า” ทำให้สิ้นเปลืองเชื้อเพลิงน้อยมากเมื่อเทียบกับการก่อไฟผิง อีกทั้งยังสะอาดกว่ากันมาก กล่าวคือมีควันและก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ คาร์บอนมอนนอกไซด์น้อยมาก (ตัวหลังนี้เป็นก๊าซที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพด้วย)  ทำให้สามารถใช้งานในห้องเรียนหรือห้องทำงานได้อีกด้วย

 

อาจารย์ทวิช อธิบายว่า การคายความร้อนออกจากร่างกายของคนเราถือเป็นสิ่งจำเป็นด้านสรีระ  การคายความร้อนในอัตราและปริมาณที่เหมาะสม นอกจากจะทำให้ร่างกายรู้สึกสบายแล้ว ยังช่วยเสริมสุขภาพอีกด้วย แต่การคายความร้อนน้อยเกินไปจะทำให้รู้สึกร้อน ตรงกันข้าม..การคายมากเกินไปก็ทำให้รู้สึกหนาว คนไทยโดยเฉลี่ยและโดยปกติต้องการคายความร้อนออกจากร่างกายประมาณ  1 ล้านจูลส์ต่อวัน

 

ความรู้สึกหนาวจากการคายความร้อนมากกว่าปกตินั้นอาจบรรเทาได้ด้วยการทำให้อุณหภูมิแวดล้อมผิวกายให้สูงขึ้นเพื่อลดการสูญเสีย (หรือคาย) ความร้อน 

 

ระบบตะเกียงน้ำมันอุ่นหินเพื่อให้หินดูดซับความร้อนจากการเผาไหม้แล้วส่งความร้อนต่อให้แก่อากาศภายในเสื้อกันฝนพลาสติกนี้จะใช้เชื้อเพลิงน้อยมาก เพราะน้ำมันพืชใช้แล้ว 1 ขีด มีพลังงานความร้อนถึงประมาณ 4 ล้านจูลส์ ดังนั้นถ้านำความร้อนที่ได้จากการเผาไหม้ทั้งหมดมาปลดปล่อยแบบช้าๆ เพื่อชดเชยการสูญเสียความร้อนของร่างกายได้อย่างหมดจรด ในเวลาหนึ่งวันเราจะต้องการน้ำมันเพียงหนี่งในสี่ของหนึ่งขีดเท่านั้นเอง ถ้าน้ำมันพืชใช้แล้วราคากิโลละ 5 บาท ก็เท่ากับว่าเราจะเสียค่าเชื้อเพลิงในการอบอุ่นร่างกายด้วยวิธีนี้เพียง ครึ่งสลึงต่อวันเท่านั้นเอง

 

สำหรับการเผาไหม้ทั่วไป (เช่น การก่อกองฟืน) เป็นการเผาแบบเร็ว ทำให้สิ้นเปลืองพลังงานมาก โดยที่พลังงานส่วนใหญ่เป็นการสูญเสียไปสู่บรรยากาศ ไม่ได้นำมาช่วยลดการสูญเสียความร้อนให้แก่ร่างกาย

 

“จากการที่ผมได้ทำการทดลองด้วยตัวเอง พบว่าระบบการเผาช้า แล้วหน่วงความร้อนด้วยหินนี้ ให้ความอบอุ่นได้ดี โดยใช้เชื้อเพลิงประมาณ 2 ช้อนโต๊ะต่อชั่วโมง ซึ่งแม้จะมากกว่าค่าการคำนวณทางทฤษฎีไปมาก ก็ยังน้อยกว่าการก่อกองฟืนนับพันเท่า อีกทั้งยังสะดวกกว่า และสะอาดว่ามากอีกด้วย”

 

สำหรับการนอนหลับในช่วงกลางคืน อาจารย์แนะนำให้เอาอุปกรณ์นี้ตั้งไว้ใต้เตียงนอน จากนั้นทำการคลุมผู้นอนด้วยผ้าพลาสติกก่อนที่จะคลุมด้วยผ้าห่มที่ชั้นด้านนอก อย่าลืมด้วยว่าต้องเปิดรูเล็กให้อากาศบริสุทธิ์ซึมเข้าไปใต้เตียงได้ด้วย เพื่อความจำเป็นในการเผาไหม้ของตะเกียง โดยที่ผ้าพลาสติกจะทำหน้าที่เป็นฉนวนกันความอุ่นรั่วออกด้านนอกผ่านรูพรุนของผ้าห่มไปเสียก่อน

 

ถ้าไม่มีตะเกียงจะใช้เทียนขนาดใหญ่ เช่น เทียนพรรษาที่เอามาหั่นเป็นแว่น แทนก็ได้ ส่วนตะเกียงนั้นอาจหาซื้อมา หรือทำขึ้นเองแบบง่ายๆ ก็ได้ เช่น เอาถ้วยน้ำพริกมาใส่น้ำพืชลงไป แล้วเอาก้อนถ่านหรือไม้ผุๆ ชุบน้ำมันเพื่อล่อน้ำมันแล้วเอาไปวางไว้ตรงกลางถ้วย ทำการจุดไฟให้ติด ก็จะได้เปลวเพลิง ให้ทำการทดลองปรับขนาดและรูปทรงของก้อนไม้หรือก้อนถ่านจนกว่าจะได้เปลวเพลิงที่ปราศจากควัน การจุดก้อนถ่านชุบน้ำมันนั้นให้ใช้ตะเกียบคีบก้อนถ่านไว้แล้วจุดไฟ จากนั้นคีบเอาไปวางไว้ตรงกลางถ้วยน้ำพริก  อีกทางเลือกหนึ่งคือการใช้เทียน ก้อนหุ้มโลหะ (tea candle) ซึ่งถ้าเป็นเชื้อเพลิงที่เป็นสารชั้นดี ตัวหนึ่งราคาประมาณ 1 บาท จะเผาไหม้ได้นานถึง 4 ชม. และไม่มีควันอีกด้วย

 

“วิธีการอุ่นอากาศเช่นนี้อาจดูเหมือนว่าเป็นเรื่องง่ายๆ แต่ความจริงแล้วมีหลักการทางฟิสิกส์ วิศวกรรมศาสตร์ และสรีรวิทยา ที่ซับซ้อนอยู่เบื้องหลัง ซึ่งครูอาจารย์ที่สอนวิชาวิทยาศาสตร์ในระหว่างช่วงหน้าหนาวนี้อาจใช้เป็นหัวข้อการสอนให้นักเรียนที่กำลังนั่งคร่อมเตาอยู่ได้อย่างดีทีเดียว พร้อมทั้งให้นักเรียนคิดค้นหาทางปรับปรุงอุปกรณ์ให้ดีขึ้นด้วย”   อาจารย์ทวิช กล่าวในที่สุด


เมืองไทยใหม่เอี่ยม๓ (นิวไทยแลนด์ ตอน แก้น้ำท่วมแบบเหนื่อยใจ)

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 December 2011 เวลา 6:44 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1266

เมืองไทยใหม่เอี่ยม๓ (แก้น้ำท่วมแบบเชื่อมโยงทั่วประเทศ)

ผมได้นำเสนอแนวคิดต่อปัจเจกและสาธารณะชนในเวทีต่างๆอย่างต่อเนื่องมายาวนานนับสิบปี ในเรื่องแก้น้ำท่วมอย่างถาวรที่เชื่อมโยงทั่วประเทศ (ไม่แต่เฉพาะกทม. ..เมืองคนรวย เท่านั้น) แต่ความคิดของผมไม่ดังเป็นพลุแตกเหมือนของท่านอื่นๆ

อาจเพราะผมเป็นเพียง “ครูบ้านนอก…ดร.รากหญ้า” ที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักในวงกว้าง ซึ่งทำให้การนำเสนอไม่น่าเชื่อถือไปโดยปริยาย ..แม้ในวงแคบๆที่พอมีเวทีอยู่บ้าง

ผมได้สังเกตมานานแล้ว เห็นว่าเมืองไทยเรา form สำคัญกว่า substance เสมอ (ดจร. ออกอุงกิดกะเขาซะหน่อย เด๋วจะหาว่าพูดเป็นแต่ไทย ลาว และขอมโบราณ ดังที่ชอบศึกษา)

แนวคิดหลักในการป้องกันน้ำท่วมในอดีตดังกล่าวเหล่านั้นผมคิดเอาเองทั้งสิ้น ไม่ได้ลอกหรือเลียนแบบผู้ใดมา แต่ในวันนี้ได้อ่านฟังซ้ำแนวคิดของ “ผู้เชี่ยวชาญด้านน้ำ” หลายท่านในสื่อต่างๆ ก็จำได้ว่ามันคล้ายกับความคิดเก่าของเรา เพียงแต่มันเป็นมุมมองย่อยเฉพาะช่องของท่าน ที่ผมได้เสนอแบบเชื่อมโยงกันไว้หมดแล้ว (บุคคลระดับท่านเหล่านั้นคงไม่ลอกเลียนแนวคิด”ครูบ้านนอก”อย่างผมหรอก มันคงเป็นเรื่องบังเอิญเสียมากกว่า)  

แนวคิดป้องกันน้ำท่วมที่ผมได้นำเสนอมานานดังกล่าว วนเวียนอยู่สามสี่ห้าหกประเด็น ..เช่น

1) ขุดคลองก้างปลาเชื่อมแม่น้ำลำคลองสายสำคัญทั่วประเทศเข้าด้วยกัน เพื่อการผันน้ำซึ่งกันและกัน  (น้ำท่วมลุ่มน้ำใด ก็ผันออกไปสู่ลุ่มน้ำอื่นได้ แถมเป็นเส้นทางคมนาคมทางน้ำและการชลประทานไปในตัว)

2) วางแผนให้คลองก้างปลาเหล่านี้ไหลผ่านแอ่งน้ำธรรมชาตินับหมื่นแห่งที่กระจายตัวอยู่ตามภูมิประเทศ ซึ่งอาจเป็นแอ่งน้ำขัง หรือ แอ่งน้ำแห้งก็เป็นได้ (ส่วนใหญ่เป็นแอ่งน้ำแห้งที่ถูกล้อมด้วยขอบสูง…ซึ่งต้องทำการเจาะระยะสั้นอ้อมเข้าไปหา)  จะเท่ากับว่าเรามีอ่างกักเก็บน้ำนับหมื่นแอ่งทั่วประเทศ ที่จะคอยซับน้ำท่วมยามวิกฤต ส่วนยามปกติก็เป็นแอ่งชลประทาน และป้อนอุตสาหกรรมท้องถิ่น

3) ก่อนสร้างถนนสูง ต้องศึกษาเส้นทางน้ำ และความลาดเอียงของภูมิประเทศในภาพรวม ถ้าไม่คิดล่วงหน้า ถนนยิ่งสูงน้ำจะยิ่งท่วมถนน ช่วยให้น้ำท่วมบ้านเมืองมากขึ้น และยังดัดแปลงเชิงทำลายสิ่งแวดล้อมได้มากหลายด้าน เช่น แล้งกว่าปกติ ดินเค็มกว่าปกติ (ทำให้นักวิชาการถนนและนักเสียดสีอาชีพเย้ยหยันผมหลายคน แต่วันนี้เริ่มพัฒนาสมองมาฟังกันบ้างแล้ว เพราะเห็นตัวอย่างจะๆกันมากครั้ง)  แต่การดัดแปลงให้ดีขึ้นกว่าเดิมก็ย่อมทำได้..ถ้ารู้จักคิดสักหน่อย

4) ลดพื้นที่ทำไร่นาลงให้เหลือเพียงพอกินในประเทศ (ก็ถูกนักเกษตรด่าเอาอีก) แล้วเอาพื้นที่มาปลูกสวนผลไม้หรือป่าไม้พรรณหลากหลาย โดยเฉพาะตามแหล่งพื้นที่รับและซับน้ำ ทำแบบนี้นอกจากกันน้ำท่วมได้มากแล้วยังลดสภาวะโลกร้อน ได้คาร์บอนเครดิท และมีรายได้มากขึ้นด้วย (ทำนาได้กำไรไร่ละ 2000 บาท (ในอีสาน) แต่ปลูกป่า แล้วตัดขายแบบตัดสาง ทำให้ดีจะได้กำไรไร่ละ 100,000 บาท…ทำให้ดีที่สุดจะได้เป็นล้านบาทก็ยังได้ ซึ่งประเด็นนี้ผมก็ได้นำเสนอไว้ในรายละเอียดมามากหลายและยาวนาน ..แล้วอย่างนี้เราจะไปทำนาแข่งกับเพื่อนบ้านประชิดอยู่ทำไม ..ประกันราคาหรือจำนาดี เถียงกันได้อยู่แค่นั้นแหละ)  

ยังมีอีกมากนับร้อยข้อ สงสารท่านผู้อ่าน ขอพอก่อน  

เพิ่งได้รับรู้ว่ามีการเสนอให้สร้างอุโมงค์น้ำยาว 100 ม. เพื่อผันน้ำหลากจากด้านนอกกทม. ไปลงทะเล ซึ่งแนวคิดนี้มาจากสภาวิศวกรเสียด้วย

ในฐานะเพื่อนร่วมอาชีพเดียวกันผมเลยต้องขอค้านแนวคิดดังกล่าวเป็นกรณีพิเศษ ผมถามว่า..นักการเมืองไทยเราใช้ภาษีราษฎรจนๆเดินทางไปท่องเที่ยว เอ๊ย ดูงานต่างประเทศกันมามากหลาย..เคยเห็นประเทศรวยๆเขาสร้างอุโมงค์ในพื้นที่รอบนอกๆมหานครบ้างไหม (นอกจากจำเป็นจริงๆ เช่นลอดภูเขา หรือ แม่น้ำ ทะเล ในช่วงสั้นๆ) ..เขาไม่ทำกันหรอกครับ เพราะคิดสารตะรอบด้านแล้วมันไม่คุ้ม แต่ในมหานครอาจคุ้มก็เป็นได้เพราะเงื่อนไขปัจจัยมันต่างกันฟ้ากะเหว

พื้นที่รอบกทม. ไร่ละสามแสน..เทียบกับสีลม 300 ล้าน ..มันต่างกัน 1000 เท่า แต่ราคาการขุดอุโมงค์ที่รอบนอกกะที่สีลมเท่ากัน นอกจากนี้การขุดคลองรอบนอกยังมีผลดีอีกมากหลายตามมา (ดังที่ผมได้เสนอไว้ใน “เมืองไทยใหม่เอี่ยม” ตอนก่อนๆ แล้ว)

ส่วนการเวนคืนที่ดินยาว 100 กม.กว้าง 300 เมตร เพื่อสร้างคลองยกคันคูสูง 10 เมตร (หรือ “บาราย” ตามภาษาขอมโบราณ )  จะใช้เงินเวนคืนที่ดินเพียงประมาณ 6 พันล้านเท่านั้นเอง (เงินจำนวนนี้สร้างอุโมงค์ขนาดเดียวกันได้สักสอง กม. กระมัง)

การเมือง (และมหาวิทยาลัย) คือ ต้นธารแห่งการพัฒนา ดังนั้น เมืองไทยใหม่เอี่ยม (หรือนิวไทยแลนด์..ตามสำเนียงเห่อฝรั่งที่ปั้นกันมาตามค่านิยม)  ต้องเริ่มที่ การเมืองใหม่ (มหา‘ลัยใหม่)  

ถ้าการเมืองและการมหา‘ลัย ยังเป็นระบบเก่า ที่อิงอำนาจมากกว่าปัญญา ก็คงไม่พ้นวงจรเก่าน้ำเน่าเดิมไปได้หรอก ดังนั้น “น้ำเน่าทางการเมืองและการศึกษา” ก็คงจะยังท่วมประเทศไทยไปอีกนาน แม้อุทกภัยจากธรรมชาติจะแห้งไปหมดแล้วก็ตาม

 



Main: 0.23403096199036 sec
Sidebar: 0.012737035751343 sec