ขอเชิญร่วมบริจาคปัญญาฝากไว้ให้ลูกหลาน

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 30 June 2011 เวลา 11:51 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1247

สมัยพศ. ๒๕๔๕ ผมได้มีโอกาสนำคณบดีวิศว และ อธก.บดีจาก ตปท.  ยูดังๆ หลายคนเข้าเยี่ยมชมห้องปฏิบัติการทดลองระดับปอตรีของเรา ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ทันสมัยกว่าที่ม.ของพวกเขาเสียอีก ซึ่งผมว่าเขาด่านะครับ..ไม่ได้ชม เขาบอกว่าของเขาส่วนใหญ่ให้นศ. สร้างเครื่องใช้กันเองตามมีตามเกิด

 

ซึ่งผมเองก็เคยมีแนวคิดแบบนั้นมานานแล้ว แต่ไม่มีโอกาสได้ทำเสียที  ผมว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่เราทำใช้เอง ทำง่ายๆ ใส่ปัญญาให้เยอะ นอกจากประหยัดเงินซื้อของหรูๆ ราคาแพงจากเมืองนอกแล้ว จนเสียดุล ยากจนยั่งยืนแล้ว มันยังช่วยฝึกให้เด็กนศ.เราคิดเป็นทำเป็นด้วย รุ่นนี้ทำทิ้งไว้ รุ่นต่อไปมาต่อยอดให้ดียิ่งขึ้น ก็ยิ่งพัฒนาสมองแบบก้าวหน้า

 

ผมลองคิดการทดลองง่ายๆ ไว้สองสามเรื่อง เช่น

 

  • 1) การทดลองเทอร์โมไดนามิกส์ (ความร้อน) : เทียนต้มน้ำ

-เอาน้ำใส่ถ้วยเหล็กแสตนเลส สัก ¼ แก้ว ห้อยไว้กับเสา เอาเทียนจุดไฟ ไปลนก้น วัดความร้อนพร้อมจับเวลาเป็นระยะ จบ

จากนั้นคำนวณด้วยทฤษฎีว่าความร้อนน้ำเปลี่ยนต่อเวลาอย่างไร แล้วเอามาเทียบกับการวัดจริง  ผลที่ต่างกันเกิดจากปัจจัยอะไรบ้าง จงวิจารณ์มาให้หมด  …ผมรับรองว่าเพียงแค่นี้ให้เด็กมันคิดตลอดชีวิตก็ยังหาข้อสรุปไม่ได้ อย่าว่าแต่ป.ตรี แม้ป.เอกก็เถอะ ผมกล้าท้า

 

เทียนหนึ่งเล่ม น้ำอีก ¼ แก้ว ได้ปัญญามหาศาล ..ทำไมต้องไปซื้อเครื่องมือสำเร็จราคา 2 ล้านจากฝรั่งมาเรียนให้โง่ด้วย ..ยิ่งเรียนยิ่งโง่ ก็สมแล้วกับคำเสียดสีเย้ยหยันที่เขาว่ากันมา

 

  • 2) ไดเป่าผมนศ.หญิง กะลูกปิงปอง …หลักฟิสิกส์ที่รับรองว่านศ.ป.เอก ก็ตอบไม่ถูกอีกแล้ว ถ้าเอาปิงปองไปวางปากได เอาท่อใสครอบ เป่า ลูกปองลอย สูงต่ำมากน้อย บันทึก คำนวณ เปรียบเทียบ วิจารณ์ รับรองว่าใบ้กินไปอีกเรื่อง
  • 3) ขวดพลาสติกลอยน้ำ นิ้วสะกิด แล้วจดสถิติ ..จดการช่วงการแกว่งไปมา เทียบกับเวลา
  • 4) ไม้เสียบไอติมวางพาดบนก้อนหินสองก้อน แล้วเอาเชือกผูกก้อนหินห้อยไว้ที่ตำแหน่งต่างๆ วัดการการโก่งของคาน เทียบกับการคำนวณทางทฤษฎี แล้ววิจารณ์ความแตกต่าง
  • 5) จุดธูป แล้ววิเคราะห์ว่าทำไม ควันธูปที่ใกล้ปลายเป็นแผ่นเรียบดี แต่พอลอยสูงขึ้นกลับแตกกระจาย (ใครคิดออก รางวัลโนเบลอาจรออยู่)
  • 6) น้ำร้อนจากข้อ 1 เอาตั้งทิ้งไว้กลางห้อง ความร้อนลดลงเรื่อยๆ วัดความร้อนเทียบเวลา แล้วคำนวณตามหลักวิศวะ เทียบผลคำนวณกับวัดจริง วิจารณ์ความแตกต่าง
  • 7) ลูกปิงปองผูกเชือกห้อยไว้ ดึงออกจากแนวดิ่ง ปล่อยมือ บันทึกการแกว่ง จนหยุด คำนวณทฤษฎี เทียบการวัดจริง ว่ามันจะตรงกันขนาดไหน อย่างไร (ปัญหานี้ทำวิทยานิพนธ์ปริญญาเอกก็ได้แน่ แต่เอามาสอนป.ตรีแบบแสนถูก)
  • 8) ไม้ไผ่สีกัน ติดไฟได้ (ให้ลองทำดู ผมทำมาแล้ว ตอนกลับมาเมืองไทย หลังจากทำงานอยู่นาซ่า 3 ปี ปรากฏว่าเหนื่อยแฮก แต่ไฟไม่ติด ส่วนคนไทยไม่จบปอสี่เขาทำติด น่าเอาปริญญาผมไปยกให้เขา แล้วปลดผมออกไป มันน่าอายจริงๆ )
  • 9) ใส่รองเท้าแตะเดินบนพื้นปูนเรียบที่แฉะน้ำสบู่ แล้วให้หาทางทำพื้นรองเท้าไม่ให้ลื่น ล้ม หัวฟาด คนแก่ตายแบบนี้มามากแล้ว …แต่นี่มันหลักการฟิสิกส์ที่แสนยาก ใครคิดออก ฉลาดมาก
  • 10) ง่ามศักดิ์สิทธิ์ (divining rod) หาน้ำใต้ดินเจอได้อย่างไร ฝรั่งมันยังเอามาทำเป็นเครื่องมือหาวัตถุระเบิดขายให้ทหารไทยได้ อันละ 1 ล้านบาท ทั้งที่ลงทุน 1000 บาท นี่มันไสยศาสตร์ หรือ วิทยาศาสตร์ กันแน่
  • 11) ให้ลองเป่าขลุ่ยไม้ไผ่ แล้ววิเคราะห์ว่า การปิดรูด้วยนิ้วต่างๆ ทำให้เกิดเสียงดนตรีแหลมทุ้มต่างกันได้อย่างไร จดบันทึกความยาวระหว่างทางเข้าทางออกของลม เทียบกับความแหลมทุ้มดนตรี แล้วหาทฤษฎีฟิสิกส์มาสนับสนุน
  • 12) เอาเกราะไม้มาให้เคาะ บางอันเสียงก้อง บางอันแป้ก ให้วิเคราะห์หาสาเหตุ
  • 13) ท่อไอเสียมอไซค์ ทำไมบางอันดัง บางอันเงียบ
  • 14) ทำไมไปกรุงเทพรู้สึกร้อนมากกว่าบ้านนอก ทั้งที่อุณหภูมิเท่ากัน
  • 15) ทำไมประเทศไทยวันนี้จึงด้อยพัฒนาทั้งที่บรรพชนไทยฉลาดที่สุดในโลก (คิดได้กระทั่งจรวดหลากหลาย เช่น บั้งไฟ ตะไล ที่ถ้าลูกหลานรู้จักต่อยอดให้ดี ป่านนี้เราไปดวงจันทร์ก่อนเมกาแล้ว..ปีกกังหันลมแบบไทยโบราณก็คือต้นแบบของปีกเครื่องบินเพราะใช้หลักแรงยก (lift) เหมือนกัน ..ตะบันไฟก็คือต้นแบบเครื่องยนต์ดีเซล …เครื่องหีบอ้อยก็ต้นแบบ double helical grear…เครื่องสีข้าวมือโยกก็ต้นแบบ crank mechanism..et ce tera )

 

…คนถามทาง (ปลายมิยอห้าสี่)


ไทดำรำพัน (๑๒) …คนบ่มีรากไม่ต้องถากก็แห้งตาย..ซอบ่มีสายแม้สีได้ควายไม่ฟัง

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 29 June 2011 เวลา 8:54 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1180

ต้นไม้ไม่มีรากมันอยู่ได้ฤา ไม่ว่าหญ้า กล้า หรือ ป่า

เมื่อไม่มีอะไรยึดโยง ก็ล่องลอยไปตามกระแส เป็นเหยื่อหอยปูปลา

 

 

รากคือประวัติศาสตร์ชนเผ่า

ที่ดูดอาหารเลี้ยงจิต ดูดชีวิตหล่อใจ

เป็นศูนย์รวมจิต เป็นฮีตรวมใจ

 

คนไม่มีรากคงอยู่ได้ฤา

คงมอดม้วยหมดสิ้นสกุลไวๆ

(โดยเฉพาะถ้ากินแต่มาม่ามากเกินไป)

 

วันนี้คนไทยเราหาสนใจรากเหง้าแห่งตนไม่

เพราะใจแตกไปแหวกหาบ้าฝาหรั่งกันหลาย

 

ส่วนไอ้ที่สนใจก็เจือกขมองเน่า

ถอนเอารากเราไปสับให้หมูหมากินโม๊ด 

ไอ้ผีขโมดเอ๊ย น่าอดสูจริงๆ

 

คนบ่มีราก ไม่ต้องถากก็แห้งตาย

ซอบ่มีสาย สีได้ก็บ่ดัง

ซอด้วงอู้นั้นมันมีสองสาย

เอาไปสีใส่ควาย ควายได๋มันสิฟัง

 

http://www.youtube.com/watch?v=eMjjHhpLZuU

 


ข้อชวนคัน(และขัน)วันนี้

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 29 June 2011 เวลา 1:06 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1574

ความรัก (และหรือความเกลียดด้วย) ทำให้คนตาบอด …นำสู่การเลือกข้าง–จนวุ่น

ความไม่รัก (และไม่เกลียดด้วย) ทำให้คนตาเบิ่ง… นำสู่การไร้ข้าง–จนวิจารณ์ได้ทุกรุ่น


ไม้คานไทย…เคยคิดภูมิใจกันบ้างไหม

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 June 2011 เวลา 10:14 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1140

ไม้คานไทย…เคยคิดภูมิใจกันบ้างไหม

 

ผมบ้าด่าแหลกมานานว่า บรรพชนคนไทยฉลาดที่สุดในโลก แต่ทำไมประเทศไทยยังด้อยพัฒนา จนวันนี้ทำได้เพียงแค่เป็นลูกหาบแบกเสลี่ยงพาฝรั่งและญี่ปุ่นชมวิวโล”ภา”ภิวัฒน์ เท่านั้น

 

หนึ่งในหลายร้อยหลักฐานว่าบรรพชนคนไทยฉลาดที่สุดในโลกคือ “ไม้คาน” ที่อ่อนยวบๆ แบบไทยๆ ทั้งที่ไม้คานฝรั่ง ญี่ปุ่น อินเดีย จีน ต่างแข็งทื่อด้วยกันหมด

 

ผมได้วิเคราะห์เชิงวิศวะบ้านนอกแบบผมๆว่า ความอ่อนนั้นทำให้มันยวบๆ ขึ้นๆ ลงๆ พอมันยวบลง เนื้อไม้คานมันช่วยแบกรับน้ำหนักเอาไว้ มันดูดซับแรงเข้าไปไว้เป็นพลังเครียด (strain energy..ว่าเข้านั่น)  ทำให้บ่าเราไม่หนักจากแรงกด… ตรงกันข้ามเราจะรู้สึกหนักน้อยลงด้วยซ้ำไป เพราะเมื่อไม้คานมันงอมันก็เพิ่มพื้นที่รับน้ำหนักที่บ่า ทำให้เกิดการเฉลี่ยแรงไปทั่วมากขึ้น ไม่ใช่ไปกดอยู่เฉพาะจุดเล็กๆ

แต่พอเรายกขาจะก้าวเดิน พลังเครียดจะถูกปลดปล่อยออกมาเป็นแรงดีดจากไม้คานทำให้มันยกตัวขึ้นไปหักล้างกันน้ำหนักที่ห้อยไว้ ส่งผลทำให้น้ำหนักที่บ่าเราแบกไว้มันลดลง ทำให้เราเดินได้อย่าง”เบาตัว”กว่าปรกติ

 

 ..นี่มันคนที่ฉลาดที่สุดในโลกเท่านั้นจึงคิดออกอะไรได้ปานนี้  จึงคิดย้อนศรไปได้ปานนี้ (ไอสะตายจะคิดออกไหมหนอ) 

 

..แต่อนิจจา ไม่เคยมีใครทน (ครนไท) คิดสรรเสริญตนเองบ้างเลย  (ยอตัวเองเล่นบางทีมันก็ดีเหมือนกันนะ)

 

สมัยหนุ่มผมเคยไปขอแม่ค้าขายขนมเส้นหาบสาแหรกที่พิดษะโลกริมแม่ยม  เกือบเทกระจาด ..เอามาเล่าให้แม่ฟัง แม่หัวเราะก้าก สอนว่ามันไม่ง่ายน่ะลูก มันต้องลงจังหวะให้ถูก ไม่งั้นล้มคว่ำ อีกทั้งข้อศอกข้างตรงข้ามกับบ่าที่หาบ ก็ต้องชักกระตุกให้เข้าจังหวะ …โห..นี่มันหลักการกฎข้อที่สองของนิวตัน ที่คนไทยคิดได้ก่อนนิวตันตั้งเป็นพันปีเลยนะเนี่ย

 

..พวกคลั่งชาติลูกแม่ค้าหาบเร่แบบผมก็มีขะหมองคิดได้เพียงแค่นี้แหละ

 

…คนแหวกทาง  (๒๘ มิย ๕๔)


พระอัลล่าห์ทำ TOR กับพระพุทธเจ้า

8 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 June 2011 เวลา 8:34 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1530

ผมได้คิด เขียน ทั้งเปิดเผย และลับ ไว้มาก ในการทำกิจกรรมต่างๆ เพื่อแก้ปัญหาความรุนแรงสามจว. ภาคใต้

แต่กิจกรรมหนึ่งที่ผมไม่เคยเห็นและอยากเห็นมากที่สุดคือ กลุ่มมุสลิมรักสันติ (ตั้งกันเข้ามาให้มากๆ สิ ตั้งชื่อกันได้หลากหลาย) ออกมาเคลื่อนไหว ประนามการก่อความรุนแรงของมุสลิมด้วยกันเองบ้าง ผมว่ามันจะเป็นพลังกดดัน เชิงบวกที่สำคัญที่สุด แต่นี่พอไม่ทำอะไรไอ้พวกโจรมันก็รับสัญญาณโดยอัตโนมัติว่าชาวมุสลิมส่วนใหญ่ให้การสนับสนุนแล้ว (เพราะขนาดทำอะไรเอี้ยๆ แบบนี้ยังไม่ออกมาต้านสักนิด แม้ในเชิงสัญลักษณ์ก็แสดงว่ารับรองการกระทำโดยปริยายนั่นเอง)

ถ้ามีความจริงใจ และรักสันติจริง มันน่าต้องมีอย่างน้อยสักกลุ่มสองกลุ่ม แต่น่าประหลาดมากว่า มันไม่มีเลยแม้สักกลุ่มเดียว ..แสดงว่าอะไร?

พอถูกสังคมโลกด่ามากๆ ผู้นำมุสลิมก็ร้อนอาสน์ ออกมาแถลงการณ์แบบมุกเดิมๆว่า อิสลามนั้นแท้จริงแล้วแปลว่า สันติ ..ความรุนแรงนั้นเป็นการกระทำของคนกลุ่มน้อย ส่วนใหญ่พวกเรา รักสันติ…มุกเดียวกับตำขวดไทยไม่ผิดเพี้ยน  (ตำรวจดีๆมีมาก ไอ้พวกเลวนั้นมันส่วนน้อย) 

 

 ถ้าพระอัลล่าห์มีจริง ศักดิ์สิทธิ์จริง และรักสันติจริงตามที่พวกมุสลิมกล่าวอ้าง รับรองว่ามุสลิมไทยส่วนใหญ่นั้น ตายไปแล้วตกนรกแน่นอน ไปอยู่กับซาตานหมดแน่นอน เพราะเป็นพวกปากว่าตาขยิบทั้งนั้น (พระอัลล่าห์ทรงตรงไปตรงมา โปร่งใส ตรวจสอบได้เสมอไม่ใช่หรือ ไม่ทรงโปรดพวกปากว่าตาขยิบแน่นอน)

พี่น้องมุสลิมอยากได้ดินแดนคืนจนตัวสั่น ขนาดทำอะไรบัดซบได้ปานนี้เจียวหรือ หนทางขอดินแดนคืนแบบสันติ อย่างมหาตมคานธียังมีอีกมาก ทำไม่คิดไม่ออก  หรือว่าพระอัลล่าห์ประทานอะไรมาให้ทุกอย่างยกเว้นปัญญา?? อังกฤษแท้ๆ มันยังยอมแพ้ สัมมะหาอะไรกับรัฐบาลไทยงีเง่า ลองทำอะไรแบบสันติบ้างสิ รับรองได้ดินแดนคืนแน่นอน

โจรมุสลิมฆ่าชาวพุทธอย่างจงใจไปหลายร้อย อย่างโหดเหี้ยมเหมือนสัตว์นรก เพื่อขับไล่ให้ออกไปจากดินแดน (ส่วนชาวพุทธเราไม่เคยไล่ฆ่ามุสลิมสักคน มีแต่ให้ความรักเหมือนพี่น้องทั้งที่มีนิคมมุสลิมส่วนน้อยกระจายอยู่ทั่วไทย ทุกจังหวัด) ..แต่ ไม่มีมุสลิมดีๆคนไหน หรือกล่มไหน ที่อ้างว่าเป็นส่วนมาก ออกมาประนามการกระทำอันบัดซบนี้กันสักคน  ต่างอ้างแบบตำขวดไทยไปหมดว่าพวกเราคนดีเป็นคนส่วนมาก พวกเลวที่เป็นโจรมีน้อยมาก

 
ส่วนชาวพุทธก็อ้างว่า..เดี๋ยวกฎแห่งกรรมจัดการพวกมันเอง พวกเราไม่ต้องทำอะไรหรอก

ส่วนเมกา มันยังไล่ล่าบินลาเดน แม้นานปีผ่านไป มันไม่เคยลืม ..มันช่วยทำให้ กฎแห่งกรรม สัมฤทธิ์ผลได้ด้วยการทำกรรม (การกระทำ) ในส่วนของตน

 

 ส่วนไทยเรากฎแห่งกรรมจะตกกับคนไทยพุทธนี่แหละ ทีมัวแต่งอมรือและตรีนกันร่ำไป

ผมไม่ได้แค้นมุสลิมส่วนใหญ่ที่เป็นคนดีหรอกนะ แต่อยากฆ่าไอ้ส่วนน้อยๆสัตว์นรกกลับชาติมาเกิดเท่านั้นเอง

ผมเชื่อว่าถ้าทำเรื่องเสนอขอขึ้นไป ผ่านการทำสมาธิ และการละหมาด พระพุทธเจ้าคงลงนามทำ TOR ร่วมกับพระอัลล่าห์ว่า ให้มีบทเฉพาะกาลว่า .. ไม่บาปหรอกกถ้าจะปาณาฯไอ้สัตว์นรกพวกนี้เสียบ้าง หรือ ถ้าทำกรรมด้วยการออกมารณรงค์เดินขบวนต่อต้านพวกมันบ้างก็ยิ่งได้บุญ โดยเฉพาะจากทางฝั่งชาวมุสลิม


(ขอด)เกร็ดประวัติศาสตร์ (๓) หรือ ไทดำรำพัน (๑๐)..กังหันน้ำเทคโนโลยีไทยโบราณ

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 June 2011 เวลา 7:34 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1672

ภาพสืบเนื่องจากเมืองเจ้าเซินหล่า(เวียตนาม)

 http://www.terragalleria.com/vietnam/vietnam.son-la.html

 

เมืองเจ้าเชิญหล้านี้ น่าจะเป็น 1 ใน 16 เจ้า(จุ)ไท ของแคว้น ๑๖ จุไท ที่ไอ้เศษฝรั่งยึดไปจากเรา ก็โสน้าหน้าอยู่หรอก เขาเป็นไทแท้ๆยิ่งกว่าเรา เจือกไปเรียกเขาว่าลาวโซ่ง ไอ้เศษฝรั่งมันเลยว่าเป็นลาว ต้องเอาไปเป็นขี้ข้าพวกมันด้วย

 

โปรดสังเกต กังหันน้ำ ที่เป็นเทคโนโลยีไทยโบราณที่สำคัญยิ่ง ใช้ในการวิดน้ำเข้านา โดยใช้พลังน้ำนั่นแหละ คนเผ่าไทรู้จักใช้เทคโนโลยีกันถ้วนหน้า ในวันนี้ยังมีใช้อยู่ที่อ.สีคิ้ว จ.นม. (บ้านน้ำเมา) ไทล้านนาก็ใช้กันมาก เรียกว่า หลุก ผมไปหามาได้แค่เพลากังหัน มีแสดงอยู่ที่พภ.ไทยโบราณ ที่มทส.

 

เพิ่งรู้ด้วยว่าเมืองเจ้าเชิญหล้านี้ เป็นคุกขังนักโทษการเมืองของฝรั่งเศส ..พวกกระด้างกระเดื่อง มันจับมาขังที่นี่ ส่วนที่จันทบุรี มันเรียกว่า คุกขี้ไก่ พระเจ้าไทยเรามันเตะถีบ แล้วไสหัวไปเข้าคุกเสียก็มาก เพราะไม่ยอมกราบตรีมัน

ก็ยิ่งทำให้เข้าใจเนื้อเพลง ไทดำรำพันได้ลึกซึ้งมากขึ้นว่า ทำไม่ต้องมีวลีท่อน ”เมืองเคาเพ แสนเสียดาย สู่เจ้าเซินหล้า”  ..ไอ้เศษฝรั่งมันต้อนมาเข้าคุกนี่เอง เพราะไทดำไปแข็งเมืองกะมัน (คงถูก “ลุงแก่นตา” ท่านมาเสี้ยม แหงๆ)


(ขอด) เกร็ดประวัติศาสตร์ (๒)…บุคคลควรสำคัญของยูเนสโกที่ถูกคนไทยด่ามากที่สุด

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 28 June 2011 เวลา 6:42 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1118

สังคมไทยเรานี้แปลก ไปเที่ยวเทิดทูนนักคิดนักเขียนฝรั่งกันยกใหญ่ แปลมาเป็นภาษาไทยกันอยู่นั่น แต่เพ็ชรเม็ดงามของไทเราเช่น ท่านหลวงวิจิตรวาทการ ไม่เคยศึกษา และไม่เคยมีใครคิดแปลเป็นอังกฤษเอาไว้อวดภูมิปัญญาไทยบ้างหรือ

คนไทยส่วนใหญ่ไม่รู้จักท่านหลวงด้วยซ้ำไป  กระทรวงศึกษาไม่เคยสนใจให้หนังสือบางเล่มของท่านเป็นหนังสืออ่านประกอบการเรียนวิชาต่างๆ ตั้งแต่ประวัติศาสตร์ยันจิตวิทยา และศาสนา  ทั้งที่ท่านเขียนหนังสือไว้หลายเล่มเกวียนในหลายหลายด้านอย่างเหลือเชื่อ  นับเป็นบรรณบุคคลที่ผลิตงานทั้งด้านปริมาณและคุณภาพสูงสุดในประวัติศาสตร์ชาติไทย

หลายคนไม่ชม ไม่รู้จัก แต่กลับด่าด้วยซ้ำ ด่าตามๆกันมา เพราะเชื่อว่าเป็นคนไม่ดีตามๆกันมาตามหลักกาลมสูตร ผมขอสอนว่า คนอุทิศเวลาทำงานหนักขนาดนี้เขาไม่มีเวลาเหลือเอาไปคิดทำความชั่วได้หรอกครับ

นอกจากผลงานมหาศาลคุณภาพเปี่ยมล้นจนเหลือเชื่อว่าคนๆหนึ่งจะทำใด้ในชั่วชีวิตแล้ว ผมว่าท่านยังเป็นแบบอย่างในการดำรงชีวิตอีกด้วย เช่น เกิดมาเป็นไพร่ ยากจน การศึกษาก็ต่ำ แต่ทำงานหนักจนไต่เต้าไปเป็นอำมาตย์ใหญ่ได้ ด้วยความซื่อสัตย์มุ่งมั่น ใช้ความสามารถล้วนๆ โดยไม่ได้ใช้เส้นสายหรือสายเลือดเหมือนคนอื่นๆ พอเป็นอำมาตย์แล้วก็ไม่ถือตัว กลับยิ่งอุทิศตัวทำงานเพื่อสังคมหนักยิ่งๆ ขึ้น

นอกจากเราเป็นหนี้พระพิเรนฯแล้ว ผมว่าสังคมไทยเรายังเป็นหนี้หลวงวิจิตรฯอีกด้วย ควรระลึกบาปและจัดให้มีวันพิเรน และวันวิจิตร ได้แล้ว แม้ไม่เป็นวันหยุดก็เป็นวันรำลึกถึงท่านก็ยังดี

สำหรับหลวงวิจิตรนั้นควรต้องเสนอขอให้เป็นบุคคลสำคัญของโลกในลิสต์ของยูเนสโกได้แล้ว

It’s long overdue นะ my friends


(ขอด)เกร็ดประวัติศาสตร์ (๑)…ดร.ป๋วย VS หลวงวิจิตรวาทการ

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 27 June 2011 เวลา 10:11 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1720

ยังไม่ต้องย้อนยุคไปไกลๆ ให้ปวดหัว เอาเรื่องเร็วๆนี้ก็ยุ่งแล้ว

 

ระหว่างหลวงวิจิตรวาทการ กับ ดร. ป๋วย อึ้งภากรณ์ คุณว่าใครดีหรือเก่งกว่ากัน ในมิติไหน มีอะไรที่เหมือนหรือต่างกันอย่างไรบ้าง หรือใครรักสังคมมากกว่ากัน

 

หลวงวิจิตรฯและดร.ป๋วย มีอะไรที่เหมือนกันคือ ต่างก็ทำงานรับใช้เผด็จการเหมือนกัน คนแรกรับใช้จอมพลป. คนหลังรับใช้จอมพลส.

 

แต่ที่ต่างกันลิบคือ คนแรกถูกพวก”หัวก้าวหน้า”ด่าตรึม แต่คนหลังพวกหัวก้าวหน้า “ชมตรึม”  ทั้งที่ในคห.ผม คนแรกมีผลงานเพื่อสังคมโดดเด่นมากกว่าคนหลังเหลือหลาย

 

คนที่ด่านั้น ถามว่ามีสักกี่คนที่เคยอ่านผลงานเขียนของหลวงวิจิตรเกิน 3 เล่ม ทั้งที่ท่านเขียนผลงานไว้นับร้อยเล่ม ตั้งแต่พงศาวดารไทย นับสิบเล่ม จิตวิทยา พุทธศาสตร์ นิยาย ละครเพลง เพลงปลุกใจให้รักชาติ เพลงด้านวัฒนธรรม ผมเชื่อว่าท่านเป็นคนไทยที่มีผลงาน “มากที่สุด” น่าจะมากกว่ากรมพระยาดำรงราชานุภาพ (ซึ่งท่านนี้น่าจัดอันดับเป็นที่สอง)

 

ผมเห็นว่าคนทำงานหนัก ฝากผลงานไว้ขนาดนี้ ไม่มีวันเป็นคนเลวไปได้

 

คนที่ด่านั้นก่อนด่า ได้ดู “บิรบทสังคม” ในยุคที่ต่างกันไหม ทั้งแรงบีบคั้นจากสังคมโลก ผนวกวิวัฒนาการของสังคมไทย ที่คลี่คลายไปอย่างรวดเร็วในยุคนั้น เงื่อนไข ปัจจัยของการอยู่รอดของประเทศก็ต่างกันมาก

 

ส่วนดร.ป๋วยท่านคงทำบุญแต่ชาติปางก่อนไว้มาก ไม่ต้องทำอะไรมาก แค่เขียนจดหมายสองสามฉบับ จากนายเข้ม เย็นยิ่ง ก็ดังเป็นพลุแตก ได้รับการกล่าวขานถึงยิ่งกว่างานร้อยเล่มเกวียนของหลวงวิจิตรฯเสียอีก

 

การจบการศึกษาและมีคำนำหน้าชื่อเป็น “ดร.” นี้มันเป็นตัวช่วยได้มากจริง ๆ ส่วนหลวงวิจิตร จบแค่ม.๖ เท่านั้นเอง  แถมมี”ศักดินา” เป็น “หลวง” ให้เป็นกาลกินีในหัวใจของคนหัวก้าวหน้าเสียอีก 

 

ตัวผมเองน่าจะเป็นคนแรกที่หาทางยกยอดร.ป๋วย ว่าเป็นต้นคิดในการสร้างมหาวิทยาลัยภูมิภาค (ผมเดาเอาเอง ไม่มีหลักฐานอะไรเลย ซึ่งผมไม่เคยได้ยินใครยกยอท่านในเรื่องนี้มาก่อน) เช่น ม.สงขลานครินทร์ ม. เชียงใหม่ ม. ขอนแก่น  มาวันนี้ผมว่าผมเฟอะฟะมากจริงๆ เพราะผมจำผิดคิดว่าท่านเป็น รมว. ศึกษาสมัยสฤษดิ์ แต่แท้จริงแล้วท่านเป็น ผอ.สนง. งบประมาณ และผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทยต่างหาก  ควบตำแหน่งคณบดีเศรษฐศาสตร์ธรรมศาสตร์อีกด้วย ต่อมาก็เป็นอธิการบดี

 

อ้าว..แล้วมีอำนาจด้านเศรษฐกิจปานนั้น ทำไมไม่ใช้อิทธิพลโน้มน้าวเผด็จการทหารเพื่อทำให้ประเทศไทยเป็น สังคมนิยมดี ๆ แบบที่ท่านปรีดีประสงค์บ้างเล่า

 

สรุปคือ ผลงานท่านดร.ป๋วยมีอะไรบ้างที่เป็นชิ้นเป็นอัน  นอกจากจดหมายของนายเข้ม เย็นยิ่ง สองสามฉบับ จะมีความกล้าหาญทางจริยธรรมที่ออกมาชี้นำอะไรให้พวกเผด็จการสมัยนั้นได้คิดแบบหูผึ่งบ้างแบบอจ.สุลักษณ์ ศิวลักษณ์ก็ไม่เห็น ชีวิตของท่านนั้นผมต้องขอวิจารณ์แรงๆว่า “โด่งดังเกินจริง”

 

อ.สุลักษณ์เองก็วิจารณ์หลวงวิจิตรฯเชิงลบเอามากๆ และนิยมดร.ป๋วยเอามากๆ ทั้งที่ผมว่า ท่านหลวงมีอะไรเหมือนอ.สุลักษณ์มากกว่าดร.ป๋วยเสียอีก (อย่างน้อยก็ความเลื่อมใสในพุทธศาสนา และการรักในงานเขียน นักอนุรักษ์นิยมเชิงก้าวหน้า)

 

สิ่งที่คนไทยไม่รู้เกี่ยวกับท่านหลวงฯ คือ ท่านหัวก้าวหน้ามากๆ ในกรณีของสิทธิสตรี เพราะผมสังเกตจากนิยายของท่าน แทบทุกเรื่อง ตัวเอกคือผู้หญิง และมักมีหลายผัว นี่ท่านสอนกลายๆอย่างลึกซึ้งว่า ผู้หญิงก็มีสิทธิเท่าเทียมกับชายที่มีหลายเมียได้  (ในห้วงรักเหวลึก ..นิยายยาว 10 เล่มจบ..นางเอก ประพิมพรรณ (ชื่อพ้องกับภรรยาท่าน ประภาพรรณ) มีผัวสัก 5 คนเห็นจะได้ )  ต้องไม่ลืมบริบทด้วยว่าในสมัยท่านนั้นมันตรงข้ามเลยนะ

 

นี่ถ้าหลวงวิจิตรฯไปจบดร.มาจากม.ดังๆของอังกฤษแบบดร.ป๋วย ป่านนี้ประเทศไทยเราจะเป็นอย่างไรหนอ เพราะท่านมีอิทธิพลต่อจอมพลป.มาก

 

…คนคลำทาง (๒๘ มิย ๕๔)


ลาว ลั๊ว ละโว้ ขอม คือพวกเดียวกัน

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 27 June 2011 เวลา 5:06 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1737

หรือว่าลาวคือ ละโว้

 

คำว่าลาว มายังไง ผมเดาไปเดามาเห็นว่ามาจาก ลว (ละวะ) หรือ ละพะ หรือ ลพบุรีนี่เอง (เพราะ ว กับ พ แทนกันได้เสมอ เช่น วิเศษ พิเศษ ฯลฯ)  และ ลว+อุทัย ก็เป็น ละโวทัยไปด้วย (เช่นเดียวกับ สุข+อุทัย ก็เป็น สุโขทัย)  ดังนั้น “ละโว้” มาจากคำนี้ ไม่ใช่ดังที่ จิตร ภูมิศักดิ์เดาว่า เป็นคำมอญ ลูโว แปลว่า ภูเขา ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นที่นักวิชาการไทยเชื่อกันมา ๕๐ ปีแล้ว

 

จาก ละวะ ก็เป็น ลาวะ เป็น ลาว (รวมทั้งลั๊ว)  ในที่สุด ดังเช่น มังรายา เป็น มังราย กาละ เป็น กาล ..การตัด อะ อา ออก แล้วเอาอักษรท้ายเป็นแม่คำสะกดนี้เป็นนิสัยคนไทยแถบนี้ เช่น  รามา ก็เป็น ราม ราชา ก็เป็น ราช อาหารา ก็เป็นอาหาร เป็นต้น

 

อย่าลืมด้วยว่าลโวทยฺปุระนั้นเป็นขอม ..ดังนั้นทฤษฎีผมที่ว่าไทยเราวันนี้คือ ขอมปนไท นั้นก็น่าฟังขึ้นด้วยประการฉะนี้แล

 

..คนคลำทาง (มิย ๕๔)


พิเรนได้ใจ..พระพุทธเจ้าทรงเป็นคนไทย

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 27 June 2011 เวลา 4:55 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2091

เพื่อนรุ่นพี่ผมคนหนึ่ง ขอเอ่ยชื่อ ศ.ดร. ชัยยงค์ พรหมวงศ์ ผมว่าผมเพี้ยนแล้ว มาเจอท่าน ผมหงายหลัง เพราะท่านเสนอว่า พระพุทธเจ้าทรงเป็นคนไทย เกิดที่พระธาตุศรีสองรัก  โดยท่านมีเหตุผล หลักฐานทางประวัติศาสตร์ และตรรกกะ พร้อมมูล

 

แน่นอนว่า คนด่ากันตรึม หยาบคาย แม้แต่เด็กเมื่อวานซืน สมองอมหัวแม่ตรีนระดับ IQ ต่ำร้อย

 

แต่ผมชอบมาก เพราะมันเพี้ยนดี จนอาจเป็นแรงบันดาลใจให้ผมเสนอว่า ขอมคือสยาม ที่คนก็ด่ากันตรึมไม่ต่างกัน ..ลองไปอ่านกันดูนะครับ ที่ท่านเขียนนี้ท่านเล่าให้ผมฟังด้วยวาจาหมดแล้ว

 

http://www.buddhabirthplace.com/

 

แถมหน่อยว่า ท่านฤาษีลิงดำก็ว่าพพจ. เป็นไทอาหม อยู่แถวอัสสัม

หลวงปู่มั่นก็ว่า พพจ. เป็นไทย (เพราะพวกแขกอพยพหนีตายมาอยู่เมืองไทย )

ที่สำคัญที่สุด ไม่มีใครรู้ ท่านพุทธทาสก็ว่าเป็นคนเผ่าไทย โดยท่านวิเคราะห์จากลักษณะ 32 ประการ เช่น ผิวเหลือ ผมเหยียด (ไม่หยักแบบแขก) ผิวละเอียด ดวงตา และอื่นๆ  ท่านไม่ได้ว่าเป็นไทยตรงๆ แต่ท่านว่าเป็นมองโกลอยด์เหมือนกับคนไทยนี่แหละ ไม่ใช่คอเคซอยด์ หรือ ดราวิเดียน (มิลักขะ ..คนพื้นเมืองเดิมของอินเดียก่อนแต่พวกอารยันอพยพเข้ามาทางตอนเหนือ)

 

ผมคุยกับพี่ชัยยงค์วันหนึ่ง เล่าให้ท่านฟังว่า มีคนไทยคำตี่อยู่ริมน้ำโลหิต ในแคว้นอัสสัม  แปลกมาก เป็นพุทธเถรวาท แบบไทย แสดงว่าเป็นไทยแล้วอพยพไปนานแล้ว แล้วเอาพุทธเถรวาทไปด้วย แสดงว่าไทยเราเป็นพุทธเถรวาทมานานแล้ว ซึ่งสนับสนุนทฤษฎีของพี่

 

พี่บอกใช่แล้ว แต่จริงๆ แล้วที่ไปน่ะ ไม่ได้อพยพหรอก แต่ไปส่งเสด็จพพจ.ให้เข้าไปอินเดีย พอถึงพรมแดน ก็เลยตั้งรกรากอยู่ที่นั้นเสียเลย เพราะน้ำดี วิวสวย

 

ผมแถมอีกเรื่อง  คือ ถ้าตำนานที่ว่าพระธาตุพนมบรรจุอัฐิอุระพพจ. เป็นจริง ก็แสดงว่า ที่พพจ.ทรงส่งให้พระมหากัสสปะนำมาไว้ที่นี่ เพราะที่นี่คือ หัวใจ ของท่าน ที่สำคัญที่สุด จึงต้องเอากระดูกที่ใกล้หัวใจมาไว้ที่นี่  หรือว่าท่านตรัสรู้ณ ที่นี้ แม่น้ำเนรัญชลา ก็คือแม่น้ำโขงนี่เอง

 

..คนคลำทาง (มิย ๕๔)



Main: 0.49705600738525 sec
Sidebar: 0.033728122711182 sec