ทวงคืนผืนป่าประเทศไทย

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 13 December 2012 เวลา 4:15 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 884

วันนี้ได้ข่าวดี ที่  นายดำรงค์ พิเดช อดีตอธิบดีกรมอุทยานแห่งชาติ สัตว์ป่าและพันธุ์พืช พร้อมคณะ เข้ายื่นขอจัดตั้งพรรค  “ทวงคืนผืนป่าประเทศไทย”   ต่อสำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.)

โดยการตั้งพรรคนี้ไม่หวังจะได้เสียง สส.  มาก หวังเพียงให้ได้มีสิทธิในการนำเสนอวาระต่อสังคมเท่านั้น

ผมขอปรบมือดังๆ ให้  และสัญญาว่าจะเลือกพรรคนี้หากมีการส่งสส. ลงสมัครในเขตเลือกตั้งของผม

แต่ผมติงนิดว่าชื่อพรรคมันแคบไปหน่อย  ถ้ายังทันอยู่อาจเปลี่ยนมาเป็น …พรรคทวงคืนธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม  (แบบนี้มันกว้างกว่าป่าเสียอีก  เช่น ป่าชายเลน  การปล่อยมลภาวะของโรงงานต่างชาติและในชาติ  การปลูกผักปลอดสารพิษ  สุขภาพของประชาชน…แบบนี้จะได้ฐานเสียงแนวร่วมมากขึ้นอักโข   พูดง่ายๆก็คือพรรคกรีน ของเยอรมันนั่นเอง)

ส่วนการทวงคืนผืนป่าที่ถุกบุกรุกนั้นผมได้ตระเวนมาหลายป่ามาก เช่น สามร้อยยอด  น้ำหนาว  วังน้ำเขียว และอื่นๆ  เห็นว่าถ้ารัฐต้องการทำจริงๆ ก็ไม่ยากเลย  เพราะยังมีประชากรไม่หนาแน่นมาก  (ฐานมวลชนที่จะมาต่อต้านน้อยมาก)  อาจมีมาตรการหนักเด็ดขาดระยะสั้นก็ได้  หรือ มาตรการผ่อนปรนระยะยาวก็ดี

มาตรการระยะยาวที่ผมได้เสนอไว้ในหลายบทความคือ  ให้ออกกฎหมายห้ามโอนถ่ายสิทธิ์ครอบครองที่ดินต่อลูกหลาน (คือให้ตายไปพร้อมเจ้าของในวันนี้)  ซึ่งลูกหลานวันนี้ก็ไม่มีใครอยากเป็นเกษตรกรอีกต่อไปแล้วด้วย   จากนั้นสร้างอุตสาหกรรมริมป่าให้ลูกหลานเขามีงานทำ  สร้างคอนโดให้อยู่ แล้วทำงานในอุตสาหกรรมริมป่านั้น

อุตสาหกรรมที่จะทำนั้นหากหาอะไรไม่ได้ก็อุตสาหกรรมป่าไม้ไงล่ะ โดยการตัดสางไม้ในป่าเดิมและที่ปลูกใหม่มาทำเฟอร์นิเจอร์ขาย  ส่งออก

ถ้าทำแบบนี้ ภายใน ๕๐ ปี ที่คนรุ่นนี้ ที่บุกรุกป่าตายหมด  เราก็ได้ผืนป่าคืน แถมคนมีงานทำ มีรายได้ดี  …ซึ่งผมได้คำนวณให้เห็นไว้แล้วว่า  อุตสาหกรรมป่าไม้นั้นถ้าทำให้ดี มีสมอง รับรองว่าได้ไร่ละล้านเป็นอย่างต่ำ  ในขณะที่ทำนาได้ไร่ละ ๕๐๐๐ เท่านั้น

ดังนั้น อย่าว่าแต่เอาผืนป่าคืนเลยครับ เราควรเอาผืนนาคืนด้วยซ้ำไป ให้เหลือที่นาพอทำกินในประเทศ โดยเลิกส่งออกข้าวกันเสียที  แล้วปลูกป่าแทนผืนนา  จากนั้นเราปลูกมันป่าให้มันพันต้นไม้ขึ้นไปก็ได้มันกินอีก ไม่มีวันอดตายหรอก  โดยผมได้คำนวณแล้วว่ามันป่าหนึ่งไร่ได้สามตันสบายๆ  ส่วนข้าวปลูกกันเหนื่อยยากแทบตายได้แค่ครึ่งตัน

…คนถางทาง (๑๒ ธค. ๕๕)


การวัดความดีของคนและต้นไม้

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 25 November 2012 เวลา 10:56 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1268

การวัดความดีของคนและต้นไม้

ความดี มีนิยามว่ากระไร หลายท่านคงพอทราบ แต่วันนี้ผมจะมากระตุกให้เขวสักหน่อย

บางท่านอาจว่าคนดีคือคนไม่เห็นแก่ตัว แต่ผมขอแย้งว่าคนดีนั้นบันไดขั้นแรกคือ ต้องเห็นแก่ตัวเสียก่อน ธ่อ…ตัวเองยังไม่ห่วง ไม่เห็น แล้วจะมาอ้างว่าห่วงคนอื่น อมพระมาพูดผมก็ไม่เชื่อหรอก

บางท่านว่าคนดีคือคนเสียสละ ยอมทนทุกข์เพื่อคนอื่น เช่น พระพุทธเจ้า แต่ผมว่าพพจ.ท่านไม่ได้เสียสละอะไรนักหรอก ออกบวชก็เพื่อตัวเองหลุดพ้นเป็นหลัก จะได้มีชีวิตอมตะ เพราะกลัวตาย นี่แสดงว่าท่านเห็นแก่ตัวก่อน พอบรรลุแล้ว เอาตัวรอดได้แล้ว จึงเห็นแก่ผู้อื่น (แบบนี้พอทน)

คนดีไม่ขโมย …แล้วถ้าผมไปขโมยปืน m๗๙ ของโจรที่กำลังจะเข้ามายิงถล่มผู้ชุมนุมทางการเมืองโดยสันติล่ะ ผมจะเลวไหม

คนดีชอบทำบุญ…ธ่อ ทำบุญร้อยบาท แต่ขอตายแล้วไปสวรรค์ เกิดเป็นเทวดา แบบนี้ค้ากำไรเกินควรไหม ควรถูกจับติดคุกนรกเสียมากกว่า แผนกคดีอาญานักเศรษฐกิจบุญนิยม

คนดีปิดทองหลังพระ….แค่ปิดทองก็แย่แล้ว ไม่ว่าหน้าพระหรือหลังพระ เพราะมันเปลืองโดยเปล่าประโยชน์ …. โง่ปานนี้แล้วจะดีได้อย่างไร

มองไปแล้ว ต้นไม้เนี่ย มันดีมากเลยนะ มันมีแต่ให้ ไม่เอาเปรียบอะไรใครเลย แดดออกก็ทำงานกลั่นออกซิเจนมาให้เราหายใจฟรีโดยไม่เก็บเงิน (แต่วันนี้พวกอียูมันจ้างให้ต้นไม้หายใจกันแล้ว เรียกว่า carbon credit นี่มันกำลังติดสินบนต้นไม้ เลวได้ใจไหม) ถ้าคนเราดีแบบต้นไม้เนี่ย มันก็น่ากราบแล้ว แต่วันนี้แม้หาคนดีเท่าต้นไม้ยังยากเลย ผักคะน้า ผักกาดขาว ก่อนกินเขา กราบหน่อยก็ดีนะ

ผมเลยแต่งคำขวัญไว้ว่า “ใฝ่รู้ ใฝ่คิด ใฝ่ดี คือวิถีของปัญญาชน” อ้าว..แล้วดีคืออะไร???

ก็ต้องใฝ่คิด ใฝ่รู้กันต่อไปสิ

สำหรับผมเห็นว่าความดีสัมบูรณ์นั้นไม่อาจนิยามได้ เพราะความดีต้องเป็นแบบสัมพัทธ์เสมอ ของบางอย่างคนบางคนในบางสังคมว่าดี แต่กลับเป็นการไม่ดีในสังคมอื่น เช่น การพูดจาโผงผาง ตรงไปมา เป็นต้น (ฝรั่งว่าดี ไทยว่าเลว)

…………….อันความดีมีไว้ให้โลกสุข

หมดสิ้นทุกข์เป็นบันไดขั้นแรกหนอ

แต่ดีมากเกินไปอาจล้นคอ

ดีเพียงพอพอดีคงจะดี

………….ดีมากไประวังจะต้องแบก

จนเหงื่อแตกเหนื่อยล้าหน้าดำปี๋

แถมยังต้องเสรแสร้งแกล้งทำดี

ดีแบบนี้ไม่ดีเลยนะคุณ

……………….ดีที่ดีต้องดีแบบดีดี

ไม่ซั้วซี้เห่อดีแบบวุ่นวุ่น

ต้องใฝ่รู้ใฝ่คิดจนจิตละมุน

เลิกหวังผลแห่งบุญของความดี

…คนเรานั้น รบกัน ตายเกลื่อนโลก เพราะยึดติดในความดีมากกว่าความชั่ว

สงครามแทบทุกครั้ง รบกันเพราะฝ่ายหนึ่งอ้างว่า ดีกว่าอีกฝ่ายหนึ่ง เสื้อแดง เหลือง หลากสี ไม่มีสี รบกันวันนี้ ก็อีหรอบเดิม

การรบเพียงครั้งเดียวที่นำสู่ความเศร้าสลดคือ การรบของพระเจ้าอโศก ที่รบชนะ ศพตายเกลื่อน แทนที่จะฉลองชัยชนะเหมือนคนอื่น กลับสลดใจ แล้ววางอาวุธหันมาใฝ่รู้ ใฝ่คิด ค้นหาธรรมะ

แต่การรบกันมันก็จำเป็นนะ เพราะมันเป็น ธรรม นั่นเอง ถ้าไม่รบ อธรรมก็ครองเมือง แล้วธรรมคืออะไร ก็ลองไปหาอ่านเอา ในรามเกียรติ์ หรือ ภควัตคีตา (ดนตรีแห่งพระเจ้า The Dance of Shiva) ก็ได้ โดยเราอาจเอา ธรรม ของเราเข้าไปสวมแทนในบริบทแห่งการรบ

ต้นไม้ที่ว่าดีนั้น มันก็รบกันนะ ได้ยินเสียงดาบอันเงียบกริบไหม

…คนถางทาง (๒๕ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)


สอนลิงให้ขี่ช้าง เอางวงเก็บมะพร้าว

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 24 November 2012 เวลา 10:49 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1167

เศรษฐกิจมะพร้าว..คิดให้แตก รวยระเบิด

ประเทศไทยเรานี้มีดีพร้อมอยู่รอบตัว แต่พวกนักวิชาการไม่มีความรอบรู้พอที่จะแนะให้นักการเมืองคิด ทำ ให้ดี มัวแต่ไปเห่อฝรั่งกันจนจะวอดวายสิ้นชาติกันรอมร่อแล้ว

มองไปทางไหนก็เห็นแต่เงินงอกช่อชูอยู่แทนใบไม้ให้เราเก็บกิน เหมือนยุคพระศรีอารย์ แต่อนิจจา วันนี้เรากลับหันไปถางป่า (ชายเลน) สร้างโรงงานอุตสาหกรรม ขอทานฝรั่งกินกันเป็นแถว รวมทั้งหันไปสร้างคอนโดล่อฝรั่งให้มาเช่าอยู่ เป็นนายตัวเองไม่ชอบ ชอบไปเ็ป็นขี้ข้าฝรั่ง ตั้งแต่หัวจรดหาง

นอกจาก ไผ่ กล้วย ป่าไม้ และอื่นๆ ที่ผมได้เสนอมาเป็นระลอกแล้ว อีกอย่างคือ มะพร้าว ที่วันนี้คนปลูกน้อยลงมาก หันไปปลูกปาล์ม ยางพารากันใหญ่ แม้ในอีสาน ที่แห้งแล้ง (ตามนโยบายรัฐบาลไทยภายใต้การแนะนำของนักวิชาการอีกตามฟอร์ม โดยไม่ได้ศึกษาให้ถึงแก่น)

แต่ผมอยากให้หวนกลับมามองดูมะพร้าว ซึ่งมีผลผลิตน้อยกว่าปาล์มประมาณ สามเท่า (ปาล์มได้น้ำมันไร่ละประมาณ ๓ ตัน ส่วนมะพร้าวประมาณ ๑ ตัน)

แต่ช้าก่อน น้ำมันมะพร้าวมีสารอาหารดีกว่านะ น่าจะขายได้แพงกว่า (เพียงแต่นักวิชาการอาหารไทยไม่ค่อยวิจัยกันให้ดี) เท่าที่ผมทดลองด้านการเผาไหม้ น้ำมันมะพร้าวเป็นน้ำมันพืชที่เผาไหม้ได้ง่ายที่สุด แสดงว่ามีห่วงโซ่สั้นใช่ไหม แสดงว่าย่อยง่ายกว่าใช่ไหม ดูพวกชาวหมู่เกาะทะเลใต้ ล้วนตัวใหญ่ ล่ำสัน แข็งแรง เพราะกินมะพร้าวมาก (เช่น ฮาวาย ) หลายปีมาแล้ว ผมเคยค้นข้อมูลฝรั่ง ทราบว่า น้ำมันมะพร้าวมีห่วงโซ่ เฉลี่ยอยู่ที่ c12 เท่านั้นเอง (ถือว่าเป็นน้ำมันที่มีห่วงโซ่ Carbon ที่สั้นมาก)

ปาล์ม ยางพารา มีข้อด้อยคือ ต้องการน้ำมาก เหลือเกิน ในการปลูก ไม่ว่าสายพันธุ์ใด ผมเคยไปเยี่ยมโรงงานที่ชุมพร เจ้าของบอกว่า น้ำฝนไม่พอ (ขนาดชุมพรนะ ต้องระดับกระบี่ ตรัง พังงา จึงจะพอ ) แต่มะพร้าว มันมหัศจรรย์มาก ขึ้นได้ดีตั้งแต่ดินทรายริมทะเลที่มีฝนแปดแดดสี่ ยันหินแข็งบนภูเขาสูงในที่แห้งแล้งอีสานก็ขึ้นได้หมด (ผมเห็นเพราะขับรถไปรอบหมดแล้ว) (หมากอีกอย่าง ก็น่าทึ่ง)

ที่แตกต่างสำคัญคือ มันมีน้ำมะพร้าว เราก็เอามาเคี่ยวทำน้ำตาล หรือ ถ้าไม่กลัวบาปก็เอามาหมักทำเหล้า เพิ่มมูลค่าสิบเท่าสบายๆ (บาปอาจกลายเป็นบุญ เพราะไงๆ มันก็กินกันอยู่แล้วแต่เราให้เปลี่ยนมากินไวน์มะพร้าวแทน ซึ่งช่วยรักษาโรคได้สารพัด …ฮ่ะ ๆๆๆ )

กะลา เอามาเผาทำเป็นถ่านกัมมันต์ (activated carbon) โลละพันบาท

เปลือก เอามาขวั้นทำเชือก หรือ อัดทำเป็น cardboard แกนเครือ ก็เช่นกัน หรือปลูกเห็ด กล้วยไม้

ทางใบแห้งที่ร่วงหล่น อย่าลืม อย่างน้อยเผาเป็นถ่านกันมันต์ แกนใบ = ไม้จิ้มฟัน

เนื้อที่บีบน้ำมันแล้ว เอามาทำอาหารอื่น เช่น เอามาคั่ว ผสมเป็นอาหารว่าง ข้าวยำ อาหารขบเคี้ยว หรือ อาหารสัตว์

ที่สำคัญที่สุด คือ ต้นมะพร้าว มันโล่งๆ แดดก็รำไรดีมาก เพราะใบมันไม่ทึบมาก ก็ให้ปลูกอะไรพันไปดีไหม เช่น มันอีมู่ (อีกแระ) หรือ มันเลือด (หัวละ ๒๐ โล ปีหนึ่งออกสามหัวได้ ๖๐ โล ต่อต้น หรือ ๖ ตัน ต่อไร่ต่อปี (ปลูกมันสำปะหลังได้เพียง ๓ ตันเท่านั้น )

ข้างพื้นล่าง เลี้ยงห่าน ให้กินหญ้า จะได้ไม่ต้องทำหญ้า ได้ไขห่านขายอีก

สำหรับการเก็บลูก ไม่ต้องไปพึ่งลิงหรอก น่าคิดค้นรถเก็บมะพร้าวได้ไม่ยากเลย วิ่งไปใต้ต้น มีแขน ยกขึ้นไปตัดทะลาย แล้วปล่อยให้ตกไหลตามท่อ ลงมาเก็บในถังใต้ท้องรถ (ผมทำเครื่องปีนต้นมะพร้าวด้วยคนมาสามรุ่นแล้ว ยังไม่สำเร็จสมใจสักที)

ส่วนลิง ตกงาน ไม่เป็นไร เราเอาไปโชว์ฝรั่งหาเงินเข้าประเทศ ในโรงละครลิง (อย่าลืมมอมเหล้าไวน์มะพร้าวให้เมาด้วย จะได้ใช้เงินมือเติบ อิอิ ยกเว้นมาซื้อเมียไทยถูกๆ แบบนี้ไม่เอา (โว้ย) ) ถ้าจะให้ดี ให้สอนลิงขี่ช้าง แล้วให้ช้าง เอางวงไปปลิดทะลายมะพร้าว รับรองว่าเป็นข่าวไปทั่วโลก โฆษณาฟรี

…คนถางทาง (๒๔ พย. ๕๕)


กล้วยดิบ…ปลูกกินแทนข้าว..แล้วยังรวยไม่รู้เรื่องกันทั้งประเทศไทย

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 24 November 2012 เวลา 9:45 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 4094

กล้วยดิบ…ปลูกกินแทนข้าว..แล้วยังรวยไม่รู้เรื่องกันทั้งประเทศไทย

ผมได้เขียนบทความหลากหลายเสนอให้เลิกปลูกข้าวเป็นอาหารหลัก แต่ให้ปลูกอย่างอื่นที่มีผลผลิตสูงกว่า และเหนื่อยยากน้อยกว่า เช่น สาเก มันต่างๆ ฟักทอง หรือแม้แต่ลูกเดือย ข้าวโพด (สาเกนั้นผมว่าน่าสนที่สุด เพราะให้ผลผลิตสูง แต่เหนื่อยน้อยสุด เพราะเป็นไม้ยืนต้น)

มาวันนี้ผมขอเสนอกล้วยอีกอย่าง แต่เป็นกล้วยดิบนะครับ เอามาทำแห้ง เก็บไว้กินแทนข้าวได้ เพราะมีคาร์โบไฮเดรทสูง (และสารอาหารอื่นๆ ที่หาข้อมูลยากจัง ..นักวิชาการอาหารไทยไม่ค่อยสนใจเรื่องนี้) ส่วนใหญ่วันนี้สนใจกันแต่เอามาทำเป็นยา หรือกินสุก (ซึ่งมันเสียง่าย เก็บไ้ว้ได้ไม่นาน) ส่วนกล้วยดิบทำแห้งเก็บไ้ว้ได้หลายปี การกินกล้วยดิบอาจเอามาปิ้ง หรือ ต้ม นึ่ง ได้ทั้งสิ้น ทำเป็นผง เป็น แผ่น เป็นเส้น ได้หมด

การปลูกกล้วยง่ายกว่า เหนื่อยน้อยกว่าปลูกข้าว ๑๐ เท่า โรคภัยก็น้อย แถมให้ความร่มเย็น

ในหนึ่งไร่อาจปลูกสัก ๓๐๐ ต้นได้ต้นละ ๒๐ กก.. ก็ปาเข้าไป ๖ ตัน ในขณะที่ข้าวได้ ครึ่งตัน (อย่างเก่ง) แสดงว่า กล้วยได้ผลผลิตต่อไร่มากกว่า ๑๒ เท่า (แถมเหนื่อยน้อยกว่า ๑๐ เท่า) แถมให้ร่มเงา เย็นสบาย

ปลีกล้วย ก็เอาไปทำอะไรได้มาก (อาหารเสริมชั้นเลิศ ทำดีๆ มีเนื้อเยื่อเหมือนเนื้อสัตว์ เช่น ทำห่อหมกหัวปลีอร่อยมาก แกงเลียง หรืออาหารอื่นๆ …ช่วยกันวิจัยหน่อย พวกนัก food science )

ต้นกล้วยก็ทำอะไรได้มากหลาย แกนในกล้วย ก็อาหารชั้นเลิศ ใบตอง นวลกล้วย ก็สารเคมีชั้นยอด วิจัยนิดรับรองว่าไปโรจน์แน่ๆ น้ำมันจากใบตองกล้วย ก็น่าดีนะ รากกล้วย นั้น ว่ากันว่า ทำเป็นอาหารและยาปราบศัตรูพืชชั้นเลิศ

ทำให้ครบทุกอย่าง โอ๊ย …รวยกันตายแน่

ยัง ยังไม่พอ ให้ปลูกพืชที่ชอบแดดรำไร ใบน้อย พันต้นกล้วยขึ้นไปอีก ในที่นี้ขอแนะนำมัน “อีมู่ ” (สำเนียงอ.ปากชม จ.เลย) ที่หัวห้อยกลางอากาศ ชาวบ้านให้การว่า ต้นหนึ่งออกหัวอากาศปีละประมาณถุงปุ๋ย ก็น่าจะ ๓๐ โลเป็นอย่างน้อย ก็ได้อีก ๙ ตัน (ปลูกมันสำปะหลังเหนื่อยแทบตายได้ ๓ ตันเท่านั้น)

ยัง ยังไม่พอ ให้เลี้ยงไก่บ้านแบบธรรมชาติ ให้มันหากินแมลงตามพื้นดิน อึมันก็ช่วยเป็นปุ๋ย อีก

ปลูกเห็ดถุง กล้วยไม้ ห้อยกับกิ่งกล้วยก็น่าดี เพราะกล้วยนั้นเป็นไม้ชุ่มน้ำ มีการคายน้ำสูง ทำให้อากาศชื้น เย็น เห็ด กล้วยไม้ บางชนิดน่าจะชอบ

ปลูกผักใต้ร่มกล้วย (ผักที่ชอบแดดรำไร ความชื้นสูง เช่น วอเตอร์เครส ..แพงด้วย) อาจปลูกแบบถุงห้อย เหมือนเห็ด จะได้ชื้นมาก ป้องกันไก่เข้าจิกกินด้วย

แบบนี้ชาวนากล้วยจะมีรายได้ไร่ละ ๓ แสนบาทต่อปีไม่ยาก  จาก กล้วย มันอีมู่  เห็ด  กล้วยไม้ ผัก  ไก่   ปลี หยวก ใบตอง แกนกล้วย ราก  ..นอกจากนี้ก้านกล้วย ก็เอามาขวั้นเป็นเชือก    ดอกตรงยอดปลีน่าเอามากินได้ สด ผัด หรือดอง  ใบกาบหัวปลีก็เอามาอัดเป็นจานได้ ก้านเครือ ก้านหวี  มันมียางเหนียว เอามาสกัดเป็นกาวธรรมชาติ  …เสียแต่ว่า นักวิชาการไทยเขาไม่ค่อยคิดกัน

เรื่องกล้วยๆ ทำให้สวย รวยไม่รู้เรื่อง แถมช่วยโลก ลดพื้นที่ทำนาลงได้ ๙+๗ หาร ๐.๕ = ๓๒ เท่า คิดเป็นเนื้อที่ประมาณ ๖๐ ล้านไร่ เราก็เอาเนื้อที่นี้ไปปลูกป่าสิครับ ป้องกันน้ำท่วม พร้อมทำอุตสาหกรรมป่าไม้

ซึ่งผมได้คำนวณให้ดูในบทความก่อนๆแล้ว ว่าทำดีๆ ได้เนื้อไม้ปีละ ๓ ตันต่อไร่ต่อปี (ไม้แพงโตช้าเช่นไม้สัก พยุง…) ถ้าเอามาทำเฟอร์นิเจอร์ชั้นดี ขายได้ กก.ละ พันบาทสบายๆ ก็ได้ไร่ละ ๓ ล้านบาท …..๖๐ ล้านไร่ ตัดสางขายปีละ ๕ ล้านไร่ (ใช้เวลาปลูก ๑๒ ปี) ก็ได้เงินปีละ ๑๕ ล้านล้าน บาท ซึ่งสูงกว่ารายได้ประชาชาติไทยเราวันนี้เสียอีก (ที่ได้ประมาณ ๑๐ ล้านล้าน) …อีกทั้งส่วนใหญ่ ๗๐ ปซ. เข้ากระเป๋านายทุนต่างชาติ ตกถึงประเทศไทยจริงๆ เพียงปีละ ๓ ล้านๆ เท่านั้นเอง

นี่ยังไม่รวมจากรายได้ คาร์บอนเครดิท จากการปลูกป่า ๖๐ ล้านไร่    ที่ถ้าไม่กลัวเสียศักดิ์ศรีก็ไปแบมือขอจาก อียูได้อีกไร่ละประมาณ ๕ พันบาท  ๖๐ ล้านไร่ ก็ได้  สามแสนล้านบาทต่อปี

ท่านเสธฯอ้ายครับ มีโอกาสดีๆ ช่วยผมนำไปละลายน้ำแข็งแล้วเอาไปช่วยชาติต่อไปด้วยครับ

….คนถางทาง (๒๔ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)


สัตว์จะทำ คุณธรรม กรรมมารอ

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 13 November 2012 เวลา 10:52 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1591

…..”สัจธรรม” มีไว้ให้คนถือ

ส่วนสัตว์หรือมันจะคิดอะไรได้

กินเกียรติกามกัดกันวอดบรรลัย

มันเป็นไปตามวัตร”สัตว์จะทำ”

…..ส่วนพวกคน”กำมะลอ”ก็มีมาก

คุยถุยขากอวดรู้ดูน่าขำ

ความรู้น้อยแต่ได้ดีเพราะผีนำ

ไอ้พวกนี้ ระยำ “กรรมมารอ”

…..ส่วนคำว่า”คุณธรรม”นั้นล้ำเลิศ

แสนประเสริฐเทิดไว้ในไตรหอ

แต่วันนี้ฉันยังขอรีรอ

ขอบอกต่อช่วยลุ้น “คุณน่ะทำ”

…คนถางทาง (๑๓ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)


ขุดบ่อกลางนา เลี้ยงกบปลาใต้ต้นข้าว กระเพราพริกเมล็ด ห้อยถุงเห็ดใต้ร่มกิ่ง

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 12 November 2012 เวลา 12:12 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2736

ขุดบ่อกลางนา เลี้ยงกบปลาใต้ต้นข้าว กระเพราพริกเมล็ด ห้อยถุงเห็ดใต้ร่มกิ่ง

การทำนานั้นเหนื่อยยากกว่าทำไร่ สวน มากนัก เสี่ยงก็มากกว่า รายได้ก็น้อยกว่า (แล้วจะโง่ทำกันไปทำไม หันมาปลูกป่า ปลูกมันป่าให้มันพันต้นไม้ (เอาไว้กินแทนข้าว) เลี้ยงนกกระทำ บนกิ่งไม้ เลี้ยงวัวใต้ร่มไม้ จะดีกว่ากันไหม ขอ (ทาน) คาร์บอนเครดิทกินจากประเทศอียู ก็ได้ไร่ละหกพันฟรีๆ แล้ว ส่วนทำนาได้กำไรไร่ละเพียง สองพันบาท (มาตรฐานอีสาน ทำนาครั้งเดียว ไม่มีชลประทาน) )

เอาหละ พวกรักเหนื่อยที่จะทำนากันทั้งที ขอเสนอแนวคิดให้ไปสานกันต่อ เพื่อเพิ่มรายได้ พร้อมลดความเหนื่อยไปพร้อมกันดังนี้ (คัดสรรรวบรวมยอดแนวคิดมาจากบทความก่อนๆ ที่ยังคิดแบบสะเกะสะกะ แบบแยกส่วนอยู่พอควร คราวนี้คิดว่าลงตัว คงเปลี่ยนไปจากนี้ไม่มาก แม้ในอนาคต)

วิธีการคือ……….ให้ทำนา “น้ำขัง” ตามปกติ …….แต่เลิกใช้ยา สารเคมี และใส่ปุ๋ยเด็ดขาด (นอกจากแพงแล้วยังโง่ ทำลายสุขภาพตนเอง และผู้อื่น ประการหลังนี้บาปหนักอีกด้วย)

ให้เลี้ยงสาหร่ายน้ำบางชนิดในนาข้าว ลองไปศึกษากันดู อาจเลี้ยงหลายพันธุ์ที่หลากหลาย เช่น พันธุ์ที่มีสารอาหารสูง และพันธุ์ที่มันสามารถตรึงไนโตรเจน และ ฟอสฟอรัสได้ (มันมีพันธุ์เช่นนี้จริงๆ ได้คุยกับนักวิชาการด้านนี้แล้ว) ซึ่งมันน่าจะกลายเป็นปุ๋ยให้ต้นข้าวได้ฟรีๆ (มี N P แล้วขาดแต่เพียง K เท่านั้นซึ่งหามาเติมไม่ยาก เช่น มาจากอึปลาบางสายพันธุ์ที่เลี้ยง ก็ลองทำวิจัยกันให้ครบวงจรดูสิ)

จากนั้นเลี้ยงปลาที่กินสาหร่ายด้วย เช่น ปลาจีน (ปลาเฉา) (แต่มันอาจกินต้นข้าวด้วยนะ) หรือไม่ก็ปลานิล ปลากระดี่ ปลาซิวต่าง ๆ รวมทั้งกุ้งฝอย ซึ่งสัตว์น้ำพวกนี้กินสาหร่ายแล้ว ก็จะถ่ายออกมาทำให้น้ำกลายเป็นปุ๋ยแก่ต้นข้าว ส่วนสัตว์พวกนี้โตแล้วก็ขายได้ อาจได้เงินมากกว่าการปลูกข้าวเสียอีก
เราเลี้ยงแบบธรรมชาติ ไม่หนาแน่น น้ำไม่เน่าหรอก กลายเป็นปุ๋ยธรรมชาติให้ต้นข้าวเสียอีก แต่ถ้าจะเลี้ยงแบนหนาแน่นในนาก็ไม่ยากเลย โดยใช้วิธีบำบัดน้ำแบบง่ายๆ ราคาถูกที่ผมคิดไว้แล้ว ด้วยสูบน้ำ หรือ กังหันลมก็ได้ (เขียนเป็นวิทยาทานไว้แล้ว แต่ไม่ค่อยมีคนอ่าน ทั้งที่ทำฟาร์มกุ้งกุลา เจ๊งกันเป็นแถว เพราะเสียเงินค่าไฟในการบำบัดน้ำเสีย)

การกำจัดวัชพืชทำได้โดยการเลี้ยงเขียดจิ๋ว เขียดเล็ก และ เขียดกลาง อึ่ง (เช่น ขาคำ อีโม่) เขียดจิ๋วกินไร เพลี้ย เขียดเล็ก กลาง กินแมลงเล็ก กลาง อึ่งกินแมลงใหญ่ ซึ่งพวกนี้ถ่ายออกมาก็กลายเป็นปุ๋ย อีก ถ้าไม่รังเกียจก็กินเป็นอาหารได้อีก หรือจับขายได้ เป็นแหล่งโปรตีนที่ดีของคนอีสานมานาน แต่วันนี้มันหมดไปจากนาเพราะชาวนาไปโง่หลงซื้อยามาฉีดจนมันตายหมด

โทษชาวนาโง่กันไป แต่ลึกๆแล้ว นักวิชาการ ด๊อก โง่ ต่างหาก ที่อุตส่าห์ส่งเสียไปเรียนเมืองนอก กลับมา แทนที่จะมาช่วยชาวนา แต่เจือกดันไปผูกไทยใส่สูตนั่งห้องแอร์แบมือรับเงินจากบริษัทหรั่งที่มาหลอกขายปุ๋ย จนมันระบาดไปทั่วประเทศ ไอ้อิ๊บอ๋ายเอ๊ย
คันนา อาจทำใหญ่สักหน่อย ริมคันนาทั้งสองข้าง มีความชื้นจากน้ำในนาอยู่แล้ว ก็สามารถปลูกพืชบกขนาดเล็กได้โดยไม่ต้องรดน้ำเลย เช่น พริกกระเพรา โหระพา ขิง ข่า ตะไคร้ ที่เก็บขายได้ตลอด แถมไม่บังแดดนาข้าว ยังเป็นระบบนิเวศริมนา เพื่อเพิ่มความหลากหลาย เป็นแหล่งพักพิงสัตว์อื่นๆได้อีกมาก

ที่สำคัญที่สุดคือ กลางนาให้ขุดบ่อลึก รูปสี่เหลี่ยม ผนังก้นบ่อเป็นรูปทรงปิรามิดคว่ำเอียง ๔๕ องศาเพื่อกันดินถล่ม (ขอบคุณวิศวะโยธารุ่นพี่ พี่สมชัย กกกำแหง อดีต ผอ. ศูนย์วิจัย กฟผ. ที่ให้ข้อคิดเรื่องดินถล่มจากการขุดคูลึก ผนังตรง ทิ่ริมคันนา ทำให้ผมคิดเรื่องบ่อกลางนาทรงปิรามิดคว่ำได้ในที่สุด ที่ผมเชื่อว่าแก้ปัญหาได้ แถมลดพื้นที่บ่อ เพิ่มพื้นที่ปลูกข้าวด้วย ) ขนาดพื้นที่บ่อประมาณ ๑ ใน ๕ ของพื้นที่นา เพื่อทำการกักเก็บน้ำเอาไว้ใช้ ในการทำนา ปลูกผัก หลังฤดูเก็บเกี่ยว และยังใช้เลี้ยงปลา กบ สัตว์นำอื่นๆได้อีกด้วย

พอไขน้ำออกนา เพื่อเก็บเกี่ยวในเดือน ธค. ก็ไขมาเข้าบ่อกลางนานี่แหละ อย่าไปไขทิ้งนะ เสียดายมากๆ น้ำทุกหยดมีค่ามาก อย่าไขทิ้งเด็ดขาด

พอเกี่ยวข้าวเสร็จ ก็ยังมีน้ำเหลือกลางบ่อเต็มบ่อ ปริมาณประมาณ ๕๐๐ ลบ. ม. ต่อไร่ ที่สามารถเอาไปทำอะไรได้มากหลาย เช่น ทำนาหนที่สอง (โดยไม่ต้องมีชลประทานจากรัฐ) หรือ ปลูก ผักฤดูหนาว โดยใช้น้ำจากบ่อกลางนานี้ไปรดผัก
ถ้าปลูกผักฤดูหนาว แนะว่า ต้องเกี่ยวข้าวด้วยมือ ตอซังจะได้ช่วยบังแดดให้รำไร (เกี่ยวไป ทำสมาธิไปพลาง เอากิริยาการเกี่ยวข้าว เป็นอารมณ์สมาธิ ได้ประโยชน์สองต่อ หรือจะฮำเพลงปฏิวัติไปพลางก็ได้ สุดแล้วแต่อารมณ์ อิหิหิ) ซึ่งผักหน้าหนาวเขาชอบร่มเงา แดดรำไร เช่น ผักวอเตอร์เครสชอบแดดเพียง ๒๐% เท่านั้น ขายได้โลละตั้ง ๑๐๐ บาท หนึ่งตารางเมตรได้ หนึ่งโล หนึ่งไร่ได้แสนบาท (เหลือเชื่อ)
แม้มีตอซังช่วยบังแดด แต่อาจไม่พอ ก็ต้องฉลาดในการเเปลี่ยนวิกฤตเป็นโอกาสด้วยการปลูกอะไรที่เลื้อยๆให้มันพันตอซังขึ้นไป เพื่อบังแดด ต้องราคาดีด้วย อะไรดีหนอที่ฝรั่งหรือคนไทยเห่อฝรั่งชอบกิน นึกอะไรไม่ออกก็เอาผักบุ้งนา ตำลึงไว้ก่อนก็ได้ หรือมะระขี้นก จากนั้นปลูกผักหนาวแพงๆ ใต้ร่ม ด้านล่าง …เรื่องปุ๋ยไม่ต้องห่วง เพราะน้ำอึปลา กุ้ง เขาเตรียมดินไว้ให้ล่วงหน้าแล้ว ส่วนการกำจัดแมลง ก็เขียดอึ่งที่ยังดำรงอยู่อย่างสนุกสนานนั่นไง
ปลูกผักที่ตัดแตกได้ เช่น วอเตอร์เครส หนึ่งเดือนตัดขายได้ พอตัดแล้วแตก อีก ๑๒ วันตัดขายได้อีก

ส่วนการปลูกครั้งที่สาม ควรปลูกถั่วลิสง ซึ่งโตไว ใช้น้ำน้อย เริ่มปลูกสักเดือนกุมภาถึงเมษา น้ำในบ่อ ยังพอมีเหลือในการรด พอเดือนมีนา กำลังโตต้องการน้ำมาก จะมีฝนเทมาเสมอ (น่าแปลกแท้ๆ เดือนมีนามีฝนทั่วประเทศ เป็นฝนแรงเสียด้วย ตกประมาณหนึ่งอาทิตย์ น่าคิดว่ามันเกิดจากอะไร นักวิชาการไทยรู้กันบ้างไหม หรือว่าเยี่ยวไฟพญานาค)
ถึงเมษา พฤษภาก็เก็บถั่ว ทีนอกจากได้ผลผลิตแล้ว ว่ากันว่าเขายังช่วยปรับปรุงดินอีกด้วย เพื่อเตรียมการทำนาให้ได้ผลดีในรอบต่อไป

ถึงมิถุนา และแล้ว ก็ได้ฤดูปลูกข้าว พริก เห็ด กันอีกครา วนเวียนกันไปเช่นนี้แล ข้างผักพริกปลา บำรุงชีวาได้ดีจริง โดยไม่ต้องอิงตลาดหุ้น

อ้อ…ตรงหัวคันนาที่ตัดกัน ถ้าทำนาแปลงละงาน หนึ่งไร่ก็สี่งาน ก็จะมีการตัดกัน ๙ จุด ตรงนี้ให้ปลูกไม้ยืนต้นใบบางๆ เช่น แค มะรุม กระถิน (จะได้ไม่บังแดด และยังเก็บกินได้ เหลือเอาไปขาย นอกจากนี้ยังเป็นที่พึ่งของนกกินแมลงหลายชนิด ยังแมงปอ (แมลงที่ช่วยกินแมลง)

กิ่งของไม้เหล่านี้ให้เอาถุงเพาะเห็ดไปห้อย โดยห้อยกับเชือกที่ห้อยกับกิ่งอีกที (ตามบทความ เพาะเห็ดวิธีใหม่ที่ผมได้เสนอไว้แล้วมากหลาย) ถ้าห้อยได้ต้นละเพียง ๕๐๐ ถุง ๙ ต้นก็ได้ ๔๕๐๐ ถุง ขายได้กำไรถุงละ ๕ บาท ก็ได้แล้วไร่ละ ๒๒๕๐๐ บาทต่อไร่
การรดน้ำให้เห็ดก็ไม่ต้องทำ ให้เหนื่อยยาก เพราะไอน้ำจากนา ระเหยให้ความชื้นอยู่แล้ว ส่วนร่มไม้ก็บังแดดให้เห็ด

ทำแบบนี้น่าจะได้ราคาสุทธิต่อไร่ (หักค่าใช้จ่ายแล้ว) ดังนี้
-ข้าว ๕๐๐ กก. ๘๐๐๐ บาท (กำไรล้วนๆ เพราะไม่ต้องใส่สาร ปุ๋ย ใดๆ แถมเป็นข้าวชีวภาพได้ราคาดี โดยไม่ต้องเสียศักดิ์ศรีเอาไป “จำนำ” )
-พริก กระเพราะ โหระพา แค มะรุม กระถิน ริมคันนา …๓๐๐๐ บาท (ไม่ต้องรดน้ำ)
-เห็ดห้อยกิ่ง ๒๐,๐๐๐ (มากกว่าข้าวเสียอีก)
-กุ้ง ปลา กบ เขียด อึ่ง….๑๐,๐๐๐ บาท (มากกว่าข้าวเสียอีก) (สัตว์น้ำชีวภาพอีกต่างหาก น่าจะได้ราคาดีกว่านี้ด้วยซ้ำไป)
-ผักหน้าหนาวราคาแพง…๑๐๐,๐๐๐ บาท (ไม่ได้โม้…. เคยคำนวณไว้แล้ว สนใจลองไปหาอ่านบทความเก่าๆ ดูนะ )
-พืชผลคลุมหลังคาให้ผักหน้าหนาว (๓๐๐๐ บาท)
-ถั่วลิสง (๕๐๐๐ บาท)
รวม ๔๙,๐๐๐ (ไม่รวม ๑ แสนต่อไร่จากการขายผัก) …เออ ก็ยังดี

ชาวอีสานยากจนโดยเฉลี่ยมีที่นาเพียงครัวละ ๕ ไร่ ก็พอมีรายได้สุทธิ (หักค่าใช้จ่ายในการผลิตแล้ว) ปีละ ๔๙๐๐๐ x ๕ = ๒ แสน ๕ หย่อนๆ (ยังไม่รวมขายผัก ที่อาจได้มากถึงไร่ละแสน หรืออย่างน้อยก็ไร่ละหมื่น) ถ้ารวมรายได้จากการขายผักฤดูหนาวด้วยอย่างน้อยปีละ สามแสน หรือ อย่างมากอาจถึง ๗ แสน ๕
ปกติชาวนาอีสานมีรายได้สุทธิเพียง ๑ หมื่นบาทเท่านั้นจากที่นา ๕ ไร่

เรื่องนี้เรื่องใหญ่ แต่เชื่อว่าคงไม่มีนักวิชาการเกษตรสนใจ เพราะมันไม่โก้ ตีพิมพ์เอาไปขอตำแหน่งวิชาการก็ไม่ได้อีกตะหาก

ส่วนรัฐบาลก็คงยิ่งยากส์ เพราะระบบนี้มันไม่ต้องลงทุน (ยกเว้นลงทุนทางปัญญา) มันก็เลยไม่มีค่าหัวคิวให้กิน แถมถ้าชาวนาอีสานร่ำรวยกันหมดจากการนี้ แล้วใครมันจะมาขายเสียงให้พวกเขาเข้าไปลอยหน้าในสภาล่ะ
…คนถางทาง (๑๒ พฤศจิกายน ๒๕๕๕)


คิดถึงทุกคน แ่ต่โพสท์ และอ่านไม่ได้

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 2 November 2012 เวลา 7:58 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1816

แม้จะจากไป แต่หัวใจก็คิดถึงเสมอ นานๆ มีเวลา ก็ไม่วายแ่ว่บมาอ่าน

แต่ว่าระบบมันโพสต์ และ อ่่่านก็ไม่ได้    ก็เลยทำใจ (ยกเว้นวันนี้ลองแอบโพสต์ผ่าน แด๊ชบอร์ด เผื่อฟลุก)

ช่วงสองเดือนผ่านมา ไปเหนือ  เชียงราย  เชียงใหม่ สองครั้ง  ติดต่อไป ก็ไม่มีใครว่าง  เลยเที่ียวเคว้งคว้าง ไปคนเดียว  ..ก็ดีไปอย่าง

คราวหน้า ต้องลงใต้ เพืื่อไปรับเรือกอและ และ หนวน

คงมีใครรอรับบ้างหรอกนะ  อย่างน้อยก็ได้คนกล้าเสี่ยงจากสามจังหวัดชายแดนอันโหดร้าย ที่เป็นธุระจัดการให้ทุกอย่าง

…คนถางทาง


นิทาน..ปรองดองเสือสิงห์กระทิงแรด

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 May 2012 เวลา 6:25 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2342

กาลครั้งหนึ่งเสือและสิงห์ต่างแข่งแย่งกันหากิน  ด้วยการวิ่งไล่จับกวางกิน  เกิดการกระทบกระทั่งกันเนืองๆ อีกทั้งกว่าจะจับกวางกินได้แต่ละตัวก็แสนยาก เพราะกวางนั้นปราดเปรียวยิ่งนัก หากินเป็นหมู่เพื่อเป็นหูเป็นตาแทนกัน และคอยคุ้มภัยให้กันและกันอีกด้วย เช่นช่วยกันใช้ขาหลังดีดถีบ  ขวิดด้วยเขา จนหน้าเสือเยินยับไปก็หลายครั้ง

เสือและสิงห์หากินฝืดเคืองมาก ทำให้ท้องหิว  แต่ความหิวทำให้เกิดปัญญา อยู่มาวันหนึ่งเสือและสิงห์จึงส่งสัญญาณนัดหมายกันมาประชุมลับที่ถ้ำแห่งหนึ่ง

เสือ..ไอ้สิงห์ กวางมีมากหลาย เราอย่ามาผิดใจกันเรื่องแย่งกวางกันเลย เพียงแต่ว่าวันนี้พวกมันสามัคคีกันดีมาก ทำให้เราจับพวกมันกินลำบาก  ดังนั้น เรามารวมหัวกันเพื่อหาวิธีจับพวกมันกินง่ายๆดีกว่า

สิงห์…เข้าท่าว่ะไอ้เสือ ว่าแต่ว่าทำไงดีล่ะ เอ็งช่วยไขหน่อยสิว่าจะจับมันง่ายๆได้ยังไง ทุ่งหญ้าฝั่งข้ามันไม่อุดมเหมือนฝั่งเอง มีแต่กวางผอมๆให้จับกิน สารอาหารน้อย สมองข้าเลยไม่ค่อยดีเหมือนเอ็ง

เสือ…เอ็งจงไปป่าวประกาศให้ก้องป่าว่า ถ้ากวางตัวใดไปคลุกฝุ่นให้ตัวแดงให้หมด เราพญาสิงห์จะไม่จับกินเพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับเรา  ส่วนข้าจะไปประกาศทั่วว่าถ้ากวางตัวใดไปคลุกโคลนให้ตัวเหลืองให้หมด เราพญาเสือจะไม่จับกินเพราะถือว่าเป็นพวกเดียวกันกับเรา

สิงห์…ข้าไม่เข้าใจ แล้วงัยต่อวะ

เสือ….จากนั้นเราก็ไปเสี้ยมสอนให้ไอ้พวกกวางสองสีนี้มันรบกันสิ  ทุ่งหญ้าทางฝั่งถ้ำข้านี้แม้มีพื้นที่น้อยกว่าแต่มีหญ้าอุดมสมบูรณ์กว่าถ้ำเอ็งตรงฝั่งโน้น   ข้าจะประกาศว่าพวกกวางเหลืองให้มากินหญ้าฝั่งนี้ได้ ข้าจะไม่จับพวกเจ้ากิน  แต่ถ้าหากว่าพวกกวางแดงพลัดเข้ามาในถิ่นนี้ขอให้พวกกวางเหลืองขับไล่ออกไปให้หมดด้วย  หรือจับตัวมาให้ข้ากินก็ได้ ..  ต่อไปไม่นานพวกกวางแดงที่มีจำนวนมากก็จะหมดหญ้ากินด้วยความแห้งแล้ง  จะเดือดร้อนหนัก  ผอมแห้ง จนเกิดความเหลื่อมล้ำในสังคมกวาง …พวกกวางแดงพอหิวโซ ก็จะทนหิวไม่ไหว ก็ต้องรุกล้ำแดนเข้ามาแย่งหญ้าจะพวกกวางเหลืองแน่นอน ยิ่งถ้าเอ็งยุหน่อยว่ามันสองมาตรฐานนี่หว่า ก็จะยิ่งดี  ….แล้วไอ้พวกกวางโง่สองสีก็จะทำสงครามแย่งหญ้ากัน  จนอ่อนเพลียหมดแรง ล้มตาย  ..หลังจากนั้นเราสองตัวก็ออกไปจับพวกมันมากินได้โดยง่าย โดยไม่ต้องออกแรงอะไรให้มากเลย

สิงห์…ไอ้เสือ เอ็งนี่มันหัวเสนาธิการทหารหมอจริงๆ นับถือ นับถือ….แต่ว่าช้าก่อน…ข้ากลัวไอ้พวกกระทิงกับพวกไอ้พวกแรดน่ะ   เพราะมันพวกกินหญ้าเหมือนกัน มันอาจสงสารเพื่อนกวางกินหญ้าด้วยกัน  แล้วยกโขยงมาปกป้องกวาง มาไล่ขวิดเรา แบบนี้ก็แย่เหมือนกันนะโว้ย ไอ้พวกนี้มันกินหญ้าก็จริง แต่ร่างกายมันกำยำ ดุร้ายเอาการอยู่

เสือ…เฮ่ย..ไม่ยาก..เชื่อหัวไอ้เหลืองเถิด..ข้าจะไปเจรจากับไอ้ทิงไอ้แรดให้ร่วมมือกะเรา   ก็แค่ไปกระซิบเบาๆ ว่า ..ถ้ากวางโง่ต่อสู้กันตายลงไปมากเท่าไรตามแผนของเรา  ก็จะมีหญ้าเหลือให้ไอ้ทิงไอ้แรดกินมากเท่านั้น ดังนั้นพวกมันก็ได้ประโยชน์ด้วยนะ รับรองว่าไอ้สองตัวนี้มันต้องร่วมมือกับเราแน่ๆ เพราะไอ้พวกนี้ก็เห็นแก่กินเหมือนเราแหละหวา

เสือสิงห์…(ร้องพร้อมกัน)  ชายยย….ยอ  (โฮก)

แผนการของเสือสิงห์ (บวกกระทิงและแรด) จะสำเร็จหรือไม่คงต้องมารอดูกันว่า กวางคลุกฝุ่นสีจะเรียนรู้ได้เร็วแค่ไหน  จะแก้ไขสถานการณ์ได้ทันกาลหรือไม่ …ถ้าไม่ก็คงสูญพันธุ์แน่ๆ

แล้วถามต่อว่า เมื่อกวางรบกันตายและหรือถูกเสือสิงห์กินหมดแล้ว ต่อไปเสือสิงห์จะกินอะไร  (ห้ามตอบว่ากินหญ้านะ)

…คนถางทาง (๒๓ พค. ๒๕๕๕)


ลาก่อนลานปัญญา

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 21 April 2012 เวลา 8:28 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2114

ผมมาเขียนที่ลานปัญญา นานพอดู

แต่วันนี้ขอลาพี่น้อง ไปก่อน เพราะ

 

1) มีคนสนใจอ่านน้อยมาก …ส่วนใหญ่ชอบเรื่องเจ๊าะแจ๊ะ  (เรื่องหนักๆ แบบผมคงไม่เหมาะสำหรับที่นี่)

 

2) ส่วนผู้ที่พออ่านบ้าง ก็ไม่สนใจ ในการเสนอคห. อะไร ให้เป็นการสานต่อ  ทั้งที่เรื่องที่ผมนำเสนอ ส่วนใหญ่เป็นเรื่องท้าทาย “ปัญญา”   (หรือว่าปัญญาผมมันน้อยเกินกว่าที่จะน่าสนใจก็เป็นได้)

 

3) ถ้ายังสนใจอ่านบทความผม ไปเจอกันที่ โกทูโนว ได้นะครับ ผมไปสิงอยู่ที่นั้นหลายเดือนแล้ว  …บทความบางส่วนผมก็ก็อปไปจาก ที่เคยเขียนในลานปัญญานี่แหละ…แต่กลับมีคนอ่าน คนวิจารณ์มากขึ้นประมาณ ล้าน%  (หมายความว่าเมื่อก่อนมี 0 คน แต่คราวนี้มีตั้ง 1 คน แน่ะ เฮ่อๆ)

 

ยินดีที่ได้รู้จักทุกท่านในลานนี้  ผมจะแวะมาเยี่ยมเป็นครั้งคราวครับ เท่าที่ใจอยากมา

 

ขอได้รับการอโหสิกรรมจากทุกท่านที่ผมอาจได้ล่วงเกิน ทั้งโดยตรง อ้อม ทั้งที่ตั้งใจและไม่ตั้งใจ

 

…คนถางทาง (๒๑ เมษ. ๒๕๕๕)


ทำจานจากหยวกกล้วย

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 12 April 2012 เวลา 4:46 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2418

ผมใช้เวลาอยู่หนึ่งปีเต็ม เคี่ยวเข็ญให้เด็กโง่และขี้เกียจสองคน (มันโง่+ขี้เกียจจนน่าเขกกระโหลกจริงๆ) ทำโครงงานวิศวกรรม เพื่อผลิตจาน (กินข้าว) จากหยวกกล้วย

 

ในที่สุด หลังจากลองไปลองมานับร้อยปัจจัย ก็ได้จานออกมา มันสวยงามมากอย่างเหลือเชื่อ และเป็นวัสดุชีวภาพ 100% อีกต่างหาก ไม่มีสารเคมีเลยสักนิด

 

ถ้าทำออกมาเป็นการค้า คงขายได้ทั่วโลก เพราะม้นกำลังเป็น trend คงเป็นธุรกิจมหาศาล

 

แต่เราก็ทำได้เพียงแค่นี้แหละ ทำเอามันเพื่อความสะใจไปงั้นเอง  เพราะทำธุรกิจอะไร ค้าขายกะใครเขาก็ไม่เป็นหรอก จะให้ไปจดสิทธิบัตร ก็ขี้เกียจ  แถมกลัวรวยง่ะ

 

 



Main: 0.24257183074951 sec
Sidebar: 0.015503168106079 sec