คณิตคิดลับระดับปอสี่

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 9 April 2011 เวลา 7:27 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1606

คณิตคิดลับระดับปอสี่เพื่อทำดี “ไม่เลือกใคร”

ถ้าผมได้มีโอกาสเป็นครูสอนเลขคณิตพื้นฐานให้เด็กปอสี่ ผมจะตั้งโจทย์เลขดังต่อไปนี้:

โจทย์ข้อที่ 1) ในการเลือกตั้งทั่วไปแต่ละครั้ง คนไทยมาออกเสียงเลือกตั้งอย่างมากที่สุดประมาณ 30 ล้านคน ถ้านักเรียนต้องการได้คะแนนเสียงจำนวนร้อยละ 51 เพื่อให้ได้เสียงข้างมากเด็ดขาดในการจัดตั้งรัฐบาลโดยไม่ต้องตั้งรัฐบาลผสม ถามว่าจะต้องใช้เงินสักเท่าใดเพื่อซื้อเสียงเหล่านั้น ถ้าต้องซื้อเสียงเสียงละ 500 บาท

เชื่อว่าเด็กปอสี่ที่ตั้งใจเรียนวิชาเลขสักหน่อยคงตอบได้ไม่ยากนักว่า 3901.5 ล้านบาท ..ถ้าท่านผู้อ่านตอบว่า 7650 ล้านบาท ด้วยการเอา 30 ล้าน คูณ 0.51 คูณ 500 ก็แสดงว่าตอบผิดนะครับ

ตัวเลขจริงๆ จะน้อยกว่า 3901 เสียอีกเพราะในหลายพื้นที่ถ้าได้คะแนนเพียง 30% ก็ชนะแล้ว เนื่องจากมีผู้สมัครมากกว่าสองคนที่แย่งคะแนนเสียงกันอยู่แล้ว

โจทย์ข้อ 2): จำนวนเงินที่ต้องใช้ซื้อเสียงดังกล่าวในข้อที่ 1) คิดเป็นร้อยละเท่าไรของเงินกำไรที่นักเลือกตั้งจะหาได้จากการกุมอำนาจรัฐ 1 ปี ทั้งนี้สมมติว่าพวกเขามีรายได้จากการกินหัวคิว 30% ของงบประมาณชาติซึ่งมีจำนวนประมาณ 1.5 ล้านล้านบาทต่อปี

เด็กปอสี่จะตอบได้ไม่ยากนักว่า..ประมาณ 0.867% ของรายได้ใน 1 ปี (ไม่นับรวมเงินเดือน และ สวัสดิการจากภาษีของพวกเรา รวมทั้งเกียรติ..สายสะพาย)

เมื่อเทียบบัญญัติไตรยางศ์แล้วหมายความว่า ลงทุนซื้อเสียงไป 1 บาท ภายใน 1 ปีได้เงินคืนมา 115.34 บาท ซึ่งถือว่าได้กำไร 114.34 เท่า หรือ 11,400.34 % โอย..จะมีการลงทุนอะไรดีไปกว่านี้

นักธุรกิจทั่วไป ถ้าใครฉลาด..เก่ง..เหนือฟ้าจนทำกำไรจากธุรกิจแบบสุจริตโดยไม่โกงลูกค้า แม้กำไรเพียง 10% ก็จะได้รับการซูฮกก้องวงการแล้วว่าเก่งหนักหนา แต่คนพวกนี้ทำกำไร 11,400 % ..วาว!!

แบบนี้น่าช่วยกันเสนอคณะกรรมการพิจารณารางวัลโนเบล ให้ยกรางวัลโนเบลสาขาธุรกิจให้กับนักการเมืองไทยจะดีไหม (..อย่าเพิ่งหัวเราะเยาะ เพราะพวกสวีเดนนี้เขามีอารมณ์ขันแบบเสียดสีที่ลึกล้ำ ถ้าเขาให้รางวัลแบบนี้ รับรองว่าการเมืองไทยเปลี่ยนแปลงแน่นอน การปฏิรูปการเมืองไทยแบบง่ายๆ อาจต้องอาศัยรางวัลโนเบลแบบเสียดสีนี่เอง)

นี่คิดแบบว่า พวกเขาครองประเทศหนึ่งปีนะ แล้วถ้าครอง 2-3-4 ปีล่ะ?? เด็กปอสี่ลองคำนวณดูว่าจะได้กำไรสักเท่าไร (อย่าลืมลบต้นทุน 1 บาทด้วยนะ)

ที่ว่ามานี้ ยังไม่รวมรายได้ทางอ้อมจากเบี้ยใบ้รายทาง เช่น ส่วยจากนักธุรกิจรายใหญ่ กลาง เล็ก และนักธุรกิจข้ามชาติ เช่น บริษัทน้ำมัน อาวุธ เคมี อาหาร เหล้า บุหรี่ รถยนต์ คอมพิวเตอร์ ยาบ้า โทรคม สื่อสาร ที่ต้องมาขอลายเซ็นให้อนุมัติโครงการต่างๆ รวมถึงส่วยจากการโยกย้ายข้าราชการ

ก็รวยกันอื้อซ่าบ้าระห่ำแบบนี้ จึงไม่แปลกเลยว่า ทำไมถึงมีเงินซื้อพวงหรีดไปแจกทุกงานศพ ใส่ซองหนาในทุกงานกฐิน ผ้าป่า ส่วนงานบวชก็ส่งหมากพลูบุหรี่ให้ทุกคนที่มางาน แถมฝากลูกเข้าโรงเรียนได้หมดที่ร้องขอเข้าไป (เพราะใช้เงินและหรืออำนาจซื้อผอ.รร.ไว้ได้หมดแล้ว) เงินเหล่านี้เป็นรายจ่ายของคนพวกนี้ ที่พวกเขาเต็มใจจ่าย เพราะจ่ายให้ตายเพียงใดก็ไม่ถึง 1 บาทของกำไร 114.34 บาทที่ได้มา ขนหน้าแข้งไม่พอร่วง..ว่างั้นเถอะ แต่มันจะส่งผลให้พวกเขาได้ต่อวงจรอุบาทว์อย่างไม่รู้จบถึงลูกหลาน แถมได้บุญคุณจากคนทั้งบางอีกต่างหาก นี่มันเป็นโกงระดับจิตวิญญาณเชียวนะ ซึ่งน่ากลัวมากจริงๆ

คำนวณให้ดูแบบเด็กปอสี่อย่างนี้แล้วยังจะบูชาการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตยตะวันตก..แบบหนึ่งคนหนึ่งเสียง..ตามที่นักวิชาการชี้นำให้พวกเรานิยมชมชื่นกันหนักหนาอีกต่อไปหรือ

คราวหน้านี้ท่านใดกา “ไม่เลือกผู้ใด” เอาใจผมไปเลยหนึ่งดวง

ที่กล่าวมาทั้งหมดนี้คิดเป็นแบบสัดส่วนเงินของงบประมาณประเทศ แล้วถ้าพวกสมาคมนักธุรกิจต่างชาติเขาคิดจะซื้อประเทศไทย ..ผ่านการซื้อนักการเมืองไทย.. ด้วยการรับภาระซื้อเสียงแทนนักการเมืองไปเสียเลยล่ะ ?

ถ้าพวกเขาจะลงขันกัน 3901.5 ล้านบาท เพื่อซื้อนักการเมืองข้างมากของประเทศไทย ผมขอตั้งโจทย์ถามรมว. และ อดีต รมว. กระทรวงการคลัง รวมทั้งนักวิชาการด้านเศรษฐศาสตร์ระดับด๊อกทั้งหลายในหอคอยงาช้างไทยทุกคนว่า พวกเขาต้องใช้เงินร้อยละเท่าไรของรายได้ที่พวกเขาดูดไปจากหยาดเหงื่อแรงงานคนไทยทั้งประเทศ

ตอบ…ประมาณ ร้อยละ 0.055

ถามว่าถ้าคุณมีรายได้ 100 บาท แล้วต้องจ่ายเงินประมาณ “ครึ่งของครึ่งสตางค์” เพื่อซื้อประเทศไทยให้เป็นของคุณ ที่คุณจะบงการให้ซ้ายหันขวาหันได้หมด คุณจะเสียดายเงินนี้ไหม

(หมายเหตุ คำตอบนี้คิดจากสมมติฐานที่ผมได้คำนวณไว้นานแต่ พศ. ๒๕๔๓ แล้วว่ารายได้ประชาชาติไทยจำนวนประมาณ 10 ล้านล้านบาทนั้นเป็นรายได้ของนายทุนต่างชาติถึง 70%..ไม่เชื่อเชิญลบหลู่ได้)

ข้อคิดส่งท้าย:
พรรคการเมืองไทยที่ต้องการชนะการเลือกตั้งควรทำดังนี้
1) ให้ช่องโหว่ในการลดหย่อนภาษีต่อคนรวยให้มากที่สุด
2) ให้ศูนย์การค้าหรูต่อคนชั้นกลางให้มากที่สุด
3) ให้คำมั่นสัญญาต่อคนจนให้มากที่สุด


เมื่อข้าพเจ้า (วิศวกรเครื่องกล) โต้นักวิชาเกรียนไทยในประเด็นการค้าเสรี

5 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 6 April 2011 เวลา 3:28 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 2444

(ตัดมาจากข่าวในแนวหน้า ออนไลน์) 26 ตค. 2549

ดร.นิพนธ์ พวศกร นักวิชาการเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาตร์ กล่าวถึงเรื่องความขัดแย้งในธุรกิจค้าปลีก และแนวคิดของกระทรวงพาณิชย์ที่จะออกกฎหมายมาควบคุมการขยายสาขาของธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ว่า ประเด็นที่จะต้องพิจารณาครอบคลุมหลายๆ ด้าน เพราะขณะนี้เหมือนกับว่าจะเน้นในมุมมองของกฎหมายที่ต้องการการออกกฎหมายสักฉบับเพื่อห้ามไม่ให้ธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ขยายสาขาได้โดยอิสระ โดยยกประเด็นผลกระทบร้านค้าของชำขนาดเล็กมาเป็นประเด็นหลัก ซึ่งตนเห็นว่าเรื่องนี้อย่าเอาเรื่องความชาตินิยมมาใช้กันมากจนลืมมองความเป็นไปของโลก และระบบการค้าเสรีในปัจจุบัน โดยเฉพาะในสภาพที่เป็นรัฐบาลเฉพาะกาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่สมควรที่จะออกกฎหมายอะไรที่ยังมีประเด็นถกเถียงกันมาก มีผลกระทบต่อหลายฝ่าย และยังหาทางออกได้ไม่ชัดเจน ทำให้ไม่เข้าใจว่าทำไมต้องเร่งพิจารณาในเรื่องการออกกฎหมายกันมากขนาดนี้ ทั้งๆ ที่ยังไม่มีการรับฟังข้อมูลความคิดเห็นจากหลายๆ ฝ่ายเลย ทั้งนี้ แนวทางการแก้ปัญหาเรื่องธุรกิจค้าปลีกนี้ ควรจะยึดแนวทางสมานฉันท์ อย่าเอาแต่ฟังความข้างเดียวหรือใช้อารมณ์ในเรื่องของชาตินิยม การอ้างอิงตัวเลขที่ไม่รู้ว่าเป็นข้อเท็จจริงมากน้อยแค่ไหน

….คนเราถ้าไม่ชาตินิยมแล้วจะนิยมอะไรไม่ทราบครับ นิยมต่างชาติให้เขามาครอบครองประเทศเราหรือฯ พวกฝรั่งนั้นเขาชาติยมกว่าเราเยอะ แล้วมาหลอกเราว่าชาตินิยมไม่ได้ เพื่อให้เราหลงคารม ผมฟังธงมานานแล้วว่า ใครที่ไม่ชาตินิยมก็ไม่มีทางที่จะรักตัวเอง ครอบครับ และไม่มีทางรักคนอื่นได้เลย การจะรักคนอื่นได้นั้น ต้องรักตัวเองเสียก่อน ท่านนักวิชาการท่านอย่าตะแบงทำเป็นเสรีนิยมเลยครับ มันไม่โก้นักหรอก ในสายตาของคนที่เขารู้ทัน

ด้าน ดร.พัชรี สิโรรส อาจารย์ประจำคณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวว่า ต้องมองที่ประโยชน์ของผู้บริโภคเป็นหลัก ส่วนความขัดแย้งของผู้ค้านั้น ต้องแยกก่อนว่า ใครบ้างที่มีส่วนได้เสียเกี่ยวกับกรณีนี้ และใช้แนวทางสมานฉันท์เข้าแก้ปัญหา คือ หาทางประนีประนอมให้ทุกฝ่ายมีที่ยืน ไม่ใช่ใช้วิธีออกกฎหมายมาบังคับฝ่ายเดียว ซึ่งจะทำให้เกิดปัญหาและความขัดแย้งที่ไม่รู้จบ โดยเฉพาะรัฐบาลที่ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง ไม่ควรรีบร้อนออกกฎหมาย หรือกฎอะไรมาบังคับภาคธุรกิจที่เป็นที่ทราบดีว่า ทุกเรื่องมีผลประโยชน์เข้ามาเกี่ยวข้องตามธรรมชาติของการประกอบธุรกิจ

…บังคับภาคธุรกิจ? อ้อ…ท่านต้องการให้ออกกฎหมายมาเพื่อทำลายภาคธุรกิจไทยอย่างนั้นหรือ อืมม์ อย่างนี้ควรบัญญัติว่าเป็นระบบ อชาตินิยม แห่งแรกและแห่งเดียวในโลก

ขณะที่ นายปริญญา ธรรมวัฒนะ เจ้าของตลาดสดยิ่งเจริญ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีธุรกิจค้าปลีกขนาดใหญ่ แต่เชื่อว่าโชห่วยที่มีการพัฒนาและปรับปรุงตัวเองจะไม่มีวันเจ๊ง เหมือนที่ตลาดสดยิ่งเจริญที่มีการรองรับการแข่งขันนี้มาตลอด และปัจจุบันผู้ค้ารายย่อยก็สามารถสู้กับธุรกิจค้าปลีกรายใหญ่ได้ ด้วยการรวมตัวกันในการสั่งซื้อสินค้าจากผู้ผลิต ซึ่งวิธีนี้จะเป็นแนวทางที่ดีกว่า การออกกฎหมายมาบังคับ เพราะหากต่างฝ่ายต่างมุ่งแต่จะเป็นผู้ได้ประโยชน์เพียงฝ่ายเดียว ความขัดแย้งก็จะไม่รู้จบ

…แหมท่านครับ กำลังวางแผนเปิดร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ หรือ กำลังจะไปร่วมทุนกะเขาหรือเปล่าครับ เพราะที่ท่านพูดมานี้มองไม่เห็นเลยว่าท่านจะได้ประโยชน์อะไรกะเขาด้วย เพราะถ้าห้ามค้าปลีกข้ามชาติ ยังไงคนก็จะมาซื้อของในตลาดของท่านมากขึ้นอยู่แล้ว แต่ทำไมทำทีว่าไม่มีผลกระทบ อืมม์…หรือว่าท่านคือพระโพธิสัตว์ที่เห็นใจคนรวยคนจนเท่าเทียมกันหมด ถ้างั้นข้าน้อย ขออภัยที่ก้าวล่วงท่าน


ประชาธิปไตย (ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทยตอนที่ ?+1)

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 April 2011 เวลา 4:05 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1819

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (ตอนที่ มั่ว ๑) …อิงตน vs อิงนาย

(เขียนไว้นานแล้ว …หวังว่าเอามาโพสต์วันนี้ มีนาคม ๒๕๕๔ ..คงไม่ซ้ำของเดิม สมองวันนี้จำอะไรไม่ค่อยได้ ขออภัยหากซ้ำ และขอโทษหากทำให้ระคายเคือง และขอลาพักหายหน้าไปสัก 3-4 วันครับ)

นอกจากลักษณะทางกายภาพ (ลักษณะภายนอก) ที่ฝรั่งตัวใหญ่กว่าเรา สีผิว สีผมอ่อนกว่า ตาโตกว่า ผิวหยาบกว่า และ..ที่ไม่ค่อยรู้กันคือ…ขี้ฝรั่งก็เหม็นกว่าขี้ไทยด้วย (เพราะกินแต่เนื้อสัตว์และเนยเน่ามากกว่า …ที่ไทยเราก็กำลังเอาอย่าง)

นอกจากนี้ แนวคิด (ลักษณะภายใน) และวัฒนธรรมของฝรั่ง ก็ต่างจากแนวคิดของไทยเรามากอีกด้วยมากมายนับร้อยเรื่อง (ถ้ามีเวลาและ มีกินมีใช้พอเพียง จะมาเล่าให้ฟังอีกร้อยตอน แต่ตอนนี้มีเวลาน้อยและคิดไปว่าอาจไม่พอกินในอนาคต (ไม่รู้เท่าไรจะพอ …ขอสัก 76K ก็น่าพอนะ) ก็เอาพอหอมปากคอแล้วกันนะ)

เอ้า…เอาเรื่องสำคัญสำคัญ เช่น การเมืองก่อนก็แล้วกัน เพราะการเมืองนั้นมันเป็นต้นธารที่สังเกตเห็นได้ง่ายที่สุด (ก็น้ำเน่าท่วมประเทศแบบนี้ นอกจากเห็นแล้วยังได้กลิ่นอีกด้วย)

คนไทยเราบูชาการเมืองฝรั่งกันหนักหนา เพราะเห็นว่าเป็นประชาธิปไตย (ปชต) ตามที่นักวิชาการะดับด๊อกชี้นำเรามาแต่บุราณกาล แต่หารู้ไม่ว่าปชตตะวันตก (ปชต.ตต.) .นี้มีต้นเหตุมาจากการ “เห็นแก่ตัว” ของฝรั่ง

…ส่วนไทยเรานั้นอยู่เย็นเป็นสุขกันมานานจากการ “เห็นแก่ส่วนรวม” มาโดยตลอด ตั้งแต่สุโขทัย ยันสมัยร.๖ แห่ง รศ. แต่เรากลับทอดทิ้ง หันไปหา ปชต.ตต. เหมือนเด็กแว้นโง่เง่า ที่ไม่สนใจคำสอนของพ่อแม่ผู้แก่เฒ่า หันไปหาแต่ “แฟชั่น” ตามกระแส เท่านั้นเอง

ปัจจัยสำคัญหลักที่บีบให้ฝรั่งคิดค้นระบบปชต. ขึ้นมาได้ก็คือ ปัจเจกชนนิยม (individualism) นี่เอง เพราะนิสัยฝรั่งที่บ่มเพาะกันมานาน นั้นก็คือ ระบบ “ข้านี้เก่ง ไม่ต้องฟังเอ็งก็ได้” ก็เลยต่างคนต่างแยกกันอยู่ เพราะถ้าอยู่ร่วมกันเมื่อไร ก็บรรลัยเมื่อนั้น ..แต่นี่แหละที่มันกลับทำให้ฝรั่งมาอยู่ร่วมกันแบบปชต.ตต.ได้

…เอ้า พักครึ่ง เวลา ไปหาซื้อถั่วต้ม อ้อยควั่น กินกันก่อนนะครับ เดี๋ยวยืดนิ้วแล้วจะมาพิมพ์ให้อ่านกันต่อ

..

พอต่างคนต่างอยู่ ก็ค่อยๆเพาะบ่มให้ฝรั่งเขาเรียนรู้มานานว่า ถ้าต่างคนต่างอยู่ก็ตายกันหมด (เพราะข้าศึกนับพันหมื่นแสนมันจะมาจับไปเป็นทาสเสียหมด) แต่ถ้าอยู่รวมกัน มีนายใหญ่ (กษัตริย์) สั่งการคนเดียว ก็ยอมรับไม่ได้ เพราะเราก็เก่งปานกัน สุดท้ายมันก็มาลงตัวที่ระบบ ปชต. นี่แหละ …มันเป็นระบบที่พบกันครึ่งทางนั่นแล

ปชต. เป็นหนทางเดียวที่จะทำให้เผ่าพันธุ์ที่มีนิสัยแบบฝรั่งอยู่รอดได้ เป็นการประนีประนอม เหตุและปัจจัยโดยธรรมชาติ ไม่ต่างอะไรกับการอยู่รอดของฝูงหมาป่า เสือ กวาง ผึ้ง ปลวก ที่ต่างก็มีวิธีเฉพาะแห่งตนทั้งสิ้น

เช่นเสือหากินเดี่ยว หมาไนหากินหมู่ มดหากินเป็นรัง นกกระเรียนสมสู่คู่เดียว ส่วนแพะภูเขาสมสู่ด้วยหัวหน้าฝูงตัวเดียวกับตัวเมียทั้งฝูง ….ทั้งหลายทั้งปวง ก็เพื่อความอยู่รอดแห่งเผ่าพันธุ์

แต่อนิจจา..วันนี้คนไทยเรากำลังโง่กว่าปลวก หมาใน และเดรัจฉานทั้งหลาย ที่ไปลอกระบบการเมืองฝรั่งมาใช้ทั้งดุ้น แล้วนิยมบูชากันหนักหนา ว่าศักดิ์สิทธิ์ ที่ผู้ใดจะละเมิดมิได้ …ที่ต้องมีสส. สว. มาจากการเลือกตั้งแบบหนึ่งคน หนึ่งเสียง (มีสิทธิ์เลือกตั้งแบบปัจเจกที่เท่าเทียมแบบฝรั่ง)

ทุกคนต้องมีสิทธิเท่าเทียมกันแบบฝรั่ง โดยดักดานไม่ศึกษาประวัติศาสตร์บ้างเลยว่า ผู้หญิงฝรั่งนั้น แม้เมื่อสัก 70 ปีมานี้ยังไม่มีสิทธิ์โหวตเลย เมื่อสัก 100 ปีมานี้ยังห้ามสูบบุหรี่ (เมียใครแอบสูบแล้วถูกจับได้ จะถูกลงโทษด้วยการเอามานั่งกลางเมือง หอนาฬิกา แล้วถูกผู้ชายทั้งเมืองเอาน้ำเย็นมาราดรด ในหน้าหนาวที่อุณหภูมิประมาณ 5 องศา โดยผัวตัวเองเป็นเจ้าภาพ) ส่วนผู้หญิงที่เก่งกาจด้านศาสนา ก็ถูกจับเผาทั้งเป็นไปหลายหมื่นคน ทั้งในอเมริกาและยุโรป

ส่วนไทยเราเป็นปชต.ครั้งแรก หญิงก็โหวตได้เท่าชาย (ล้ำหน้าฝรั่ง usa เสียอีก) กินหมากพลูบุหรี่ เหล้า ก็เท่าเทียมชายมาแต่กาลก่อนแล้ว ถ้าเก่งศาสนาก็กลายเป็นเจ้าแม่ มีศาลให้เห็นอยู่เต็มประเทศ แทนที่จะถูกประณามว่าเป็นแม่มด (witch) จนถูกไล่ล่าจับมาเผาทั้งเป็นนับหมื่นแสน

อย่างนี้แล้วยังจะเห่อ ปชต. ตต. ฝรั่งอีกต่อไปหรือ

…สองชาติ ใจเต็ม (๑ พย. ๕๓)



Main: 0.27805685997009 sec
Sidebar: 0.022443056106567 sec