กรณีฟอร์บจัดอันดับความร่ำรวยในหลวงของเรา

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 February 2012 เวลา 10:43 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1777

 

 

นักวิชาการที่ดีนั้นต้องวางตัวยิ่งกว่าเป็นกลางเสียอีก ผมว่าจะให้ดีที่สุดต้องวางตัว “เหนือกลาง”  คือ ไม่ซ้าย ไม่ขวา และไม่กลางด้วย (แหะๆ ใช่ว่าจะยอตัวเองนะ เพราะนี่คือ คติพจน์ประจำบล็อกผมมาแต่แรก)

 

แต่อนิจจาวันนี้ เราเห็นนักวิชาการที่มีอคติ ที่ตั้งธงไว้ล่วงหน้า แบบนี้มันนักวิชากินเสียมากกว่า

 

เช่น ขณะนี้มีนักวิชาการกลุ่มหนึ่งที่มีอคติต่อสถาบันพระมหากษัตริย์  ก็วิพากษ์วิจารณ์กันอย่างอคติ ซึ่งหลายอย่างเป็นวิชาการอำพราง บอกความจริงเสี้ยวเดียว ตัดตอนเอามาพูด หรือไม่คำนึงถึงบริบทในประวัติศาสตร์ เป็นต้น  ซึ่งการกระทำดังกล่าวนี้ถ้ากระทำไปโดยโฉดเขลาก็ไม่ว่ากันเพราะสี่ตีนยังรู้พลาด แต่บางคนดูออกเลยว่า “แกล้งโง่”

 

 

มาถึงตอนนี้ผมยอมรับผิดอยู่เรื่องหนึ่ง คือ เรื่องทรัพย์สินส่วนพระมหากษัตริย์ (ทสม)  คือเมื่อก่อนผมก็คิดว่าเป็นทรัพย์สิน “ส่วนพระองค์” (ทสอ) แต่ความจริงเป็นคนละส่วนกัน  กล่าวคือ ทสอ. นั้นเป็นทรัพย์สินที่ต้องเสียภาษี ส่วนทสม. ไม่ต้องเสียภาษี ที่ไม่ต้องเสียภาษีนั้นผมเดาว่าเพราะเจตนารมณ์ดั้งเดิมของกฎหมาย (ที่ร่างโดยนักการเมืองในระบอบปชต. ภายหลังการยึดอำนาจของคณะราษฎร์) ก็เพื่อให้ทรงใช้กำไรที่ได้จากการนี้ในกิจการการกุศลต่างๆ “ตามพระราชอัธยาศัย”  

 

สำนักงาน ทสม. เป็นเจ้าของกิจการบางอย่าง เช่น ปูนซีเมนต์ไทย ธนาคารไทยพาณิชย์ (ที่ตอนนี้ดูเหมือนเป็นของสิงคโปร์ไปแล้ว) และ เป็นเจ้าของที่ดินในกทม.และภูมิภาค  กำไรที่ได้จากกิจการเหล่านี้มีผู้ประเมินว่าปีละประมาณหมื่นล้านบาท โดยสนง. ทสม. นั้นมีบอร์ดบริหารห้าคน มีรมว.คลังเป็นประธาน และ กรรมการอีก 4 ท่าน แต่งตั้งโดยพระมหากษัตริย์  กำไรที่ได้จากกิจการให้ใช้ได้ตามพระราชอัธยาศัย

 

แต่คำว่า “ตามพระราชอัธยาศัย” นี้พวกนักวิชาการอคติไปตีความว่าจะเอาไปทำอะไรก็ได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งพวกเขาพยายามชี้นำว่าคงเอาไปเข้าเป็น ทสอ. หมดแน่ๆ  แต่ความจริงแล้วผมว่าเจตนารมณ์ของกฎหมายก็เพื่อให้ทรงเอาไปใช้ในกิจกรรมการกุศลต่าง ๆเพื่อพสกนิกร เช่น บรรเทาทุพภิกขภัยต่างๆ   หรือ เป็นค่าใช้จ่ายเพื่อกระทำหน้าที่ของพระมหากษัตริย์ เช่น การต้อนรับแขกเมือง การเสด็จเยี่ยมพสกนิกร  หรือแม้แต่ค่าใช้สอยจิปาถะเช่น การอุปถัมภ์งานพระราชทานเพลิงศพ ทหารทุพลภาพจากการป้องกันประเทศ   เป็นต้น

 

ซึ่งการเอาไปใช้เป็น ทสอ. นั้นคงยากเนื่องเพราะบอร์ดที่ต้องรับทราบการใช้จ่ายนั้นมี รมว. คลังจากฝ่ายการเมืองเป็นประธานบอร์ด จริงอยู่แม้บอร์ดไม่มีอำนาจในการใช้เงิน แต่เพียงแค่รับทราบการใช้มันก็เป็นการถ่วงดุลที่เพียงพอแล้ว  หากพระมหากษัตริย์น้ำไปใช้เป็น ทสอ. ก็คงจะทำให้พระราชอำนาจเสื่อมถอยเป็นแน่ (จะเกิดการนินทาต่อไปในวงกว้าง)

 

การที่นิตยสารฟอร์บเอาไปจัดอันดับว่าในหลวงของเราเป็นผู้นำที่ “รวย”ที่สุดในโลกก็ผิด 100% เพราะเขาเอา ทสม. ไปรวมเป็น ทสอ. นั่นเอง แต่ทสม. นั้นไม่ใช่ ทสอ. โดยสิ้นเชิง ดังอธิบายแล้ว อีกทั้งถ้าทรงพ้นจากพระราชอำนาจ กษัตริย์องค์ต่อไป ก็มีอำนาจใช้เงินก้อนนี้แทนพระองค์ (แม้นว่ากษัตริย์องค์ต่อไปอาจมีพระนามว่า “ทักษิณมหาราช”ก็ตามที)   ดังนี้แล้วมันเป็นเงินที่มากับตำแหน่งกษัตริย์ ไม่ใช่เงินของกษัตริย์  ถ้าเป็นเงินส่วนพระองค์ก็ต้องตกเป็นมรดกของรัชทายาทสิไม่ว่าใครจะขึ้นมาเป็นกษัตริย์องค์ต่อไปก็ตาม  ดังนั้น ฟอร์บคำนวณผิดแน่นอน ไม่ได้ผิดน้อย แต่ผิดไป 90% โน่นเทียว

 

ว่ากันว่า ตึกที่ประทับของในหลวงที่วังสวนจิตรฯ นั้นเป็นตึกขนาดเล็กๆ ที่เล็กกว่าบ้านคหบดีจำนวนมากเสียอีก น่าจะเป็นตึกที่ประทับของพระเจ้าแผ่นดินที่เล็กที่สุดในโลกก็ว่าได้  ข้อนี้ฟอร์บคงไม่ทราบ ถ้าทราบก็น่าจะจัดอันดับตึกที่ประทับของผู้นำประเทศดูหน่อยสิ

 

…คนถางทาง (๒๓ กพ. ๒๕๕๕)


แก้รัฐธรรมนูญ..เพื่อทักษิณเรื่องจ้อย

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 23 February 2012 เวลา 10:40 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1591

 

 

การที่รัฐบาลชุดยิ่งลักษณ์ (พศ. ๒๕๕๕) กำลังวางแผนเพื่อแก้รธน. นั้น หลายฝ่ายเกรงกันว่าจะแก้เพื่อให้พี่ชาย (ทักษิณ) พ้นผิดจากคำพิพากษาของศาล เรื่องนี้ แม้เป็นจริง และทำได้สำเร็จด้วย ผมว่าก็ยังถือเป็นเรื่องเล็กมาก

 

ประเด็นที่สำคัญกว่านั้นมากนักที่เขาซ่อนมาแน่ๆ คือ การปรับให้ สว. มาจาก การเลือกตั้งทั้งหมด ซึ่งผมว่าถ้าทำได้สำเร็จประเทศไทยจะฉิบหายวายป่วงกว่านี้มากมาย (แม้เพียงเท่านี้ก็ฉิบหายมากพอแล้ว)

 

ขณะนี้ยังพอมีสว. สรรหา เป็น “ก้างขวางคอ” ไม่ให้ระบบเผด็จการทุนนิยมในคราบปชต. เข้ากัดกินประเทศได้อย่างเต็มคอหอย หากสิ้นระบบสว. สรรหาเสียแล้ว ลองคิดดูว่าอะไรจะเกิดขึ้น

 

แม้ในอังกฤษซึ่งเป็นต้นแบบปชต. โลก สภาสูงของเขา (house of lords) ยังใช้ระบบแต่งตั้งอยู่เลย มี”เจ้า” ได้รับตำแหน่ง 92 ตำแหน่ง พระอีก 26 ตำแหน่ง ที่เหลือมาจากการสรรหา

 

แล้วเราเป็นใคร ถึงได้ดัดจริตทำเป็น ปชต. จ๋า จะต้องให้ สว. มาจากการเลือกตั้งทั้งหมด

 

ถ้าสว. เป็นระบบเลือกตั้งทั้งหมด ก็แน่นอนว่า สว. จะเป็นลูกน้องสส. โดยปริยายแบบอีแอบ (แม้รธน. จะห้ามสส.สังกัดพรรคก็เถิด)  ทั้งนี้เพราะระบบเลือกตั้งแบบไทยเราจำเป็นต้องอาศัยฐานเสียง ซึ่งสส. เขามีฐานเสียงอยู่แล้ว ถ้าสว.จะได้ฐานเสียงนี้ก็ต้องใช้เงิน “ซื้อ” อย่างมาก และต้องเหนื่อยสร้างหัวคะแนน ดังนั้นระบบแบบไทยๆเรา ผู้สมัคร สว. ก็จะไปกราบ “ขอฐานเสียง” จากสส. ก็กลายเป็นลูกน้องเขา อีกทางหนึ่ง (ซึ่งส่วนใหญ่เป็นทางนี้) คือ สส. จะส่งคนของเขาเข้าสมัครเป็นสว. แล้ว ก็ “สั่ง” ให้ฐานเสียงของตนเลือกผู้สมัครของเขา

 

ตัวอย่าง สว. เป็นลูกกะโล่ สส. ก็มีให้เห็นครึ่งค่อนสภาอยู่ในวันนี้ ถ้าสว. มาจากเลือกตั้งทั้งหมด ก็หมายความว่า พรรคใดได้สส. ข้างมาก ก็จะได้ สว. ข้างมากด้วย ก็หมายความว่าพวกเขาจะกระเดือกชาติไทยเราอย่างไรก็ได้  กฎหมายต่างๆ จะผ่านฉลุยทั้งสองสภา ยังการแต่งตั้งสมาชิกองค์กรอิสระ เช่น ปปช. ปปง.  อีกล่ะ

 

การมีสว. แบบนี้ยิ่งเป็นตรายางตอกย้ำ “ความชอบธรรม” ให้กับระบบเผด็จการทุนนิยมปชต. เข้าไปอีกต่อ

 

…คนถางทาง (๒๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)


เอาดอนเมืองไปทำอะไรดี

4 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 20 February 2012 เวลา 1:18 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1589

ก่อนจะย้ายสนามบินแห่ง่ชาติไปอยู่หนองงู่เห่า พวกต่อต้านมักชอบให้เหตุผล “โง่ๆ” ว่า ย้ายไปไม่ได้เพราะน้ำจะท่วม เนื่องจากเป็น “หนองงูเห่า” ต้องอยู่บนดอนแบบ “ดอนเมือง” สิ

 

ผมเองก็ต่อต้านการย้ายนะ แต่ผมมีเหตุผลมากกว่าวาทกรรมโง่ๆ เรื่องชื่อ ดอน และ หนอง  ดังนั้นผมจึงได้เขียนบทความเสียดสีเรื่องนี้ไว้มาก เช่น หนองผือ ที่อีสาน สูงกว่าน้ำทะเล 300 เมตร กับ ดอนเมือง ที่กทม. สํงกว่าน้ำทะเล 1.5 เมตร ใครจะเสี่ยงต่อน้ำท่วมมากกว่ากัน

 

แล้วเป็นไง ช่วง ตค. ๕๔ ดอนเมืองน้ำท่วมอ่วมอรทัย ส่วน หนองงูเห่าไม่ท่วม  สะใจผมจริงๆ ทหารอากาศขาดรักกันไปตามๆกัน เพราะมัวแต่วิดน้ำจนไม่มีเวลาไปจีบสาว

 

เรื่อง ดอน กับ หนอง นี้ใช่แต่สามัญชนนะ นักวิชาการระดับสูงก็เอาไปอ้างกัน ในการวิจารณ์โครงการหนองงู่เห่า

 

ผมได้ให้เหตุผลในบทความในตอนที่หนึ่งไปแล้วว่า มันไม่จำเป็นเลยที่จะต้องย้ายไปหนองงูเห่า ถ้าเรามีการบริหารจัดการที่มีสมองสักหน่อย …แต่เอาหละเสียค่าโง่ไป(อีก)แล้ว ก็ควรมาคิดกันว่าจะทำอย่างไรให้ดีที่สุด

 

เช่น สนามบินดอนเมืองจะเอาไปทำอะไรดี เช่น

ทำตลาดนัดขายไก่ย่าง กางเกงยีนส์มือสอง และ เสื้อยกทรง (จตุจักร บวก โรงเกลือ หรือ รร.เตรียมทหารพระรามสี่)

ทำลานแข่งรถ ให้พวกเด็กแว้นมาซิ่งกัน

สร้างรัฐสภาแห่งใหม่ พร้อมลานสำหรับเดินขบวน

 

ช่วยกันเสนอหน่อยครับ

 

…คนถางทาง (๒๐ กพ. ๒๕๕๕)


ผู้หยั่งรู้ขงเบ้ง

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 20 February 2012 เวลา 1:15 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1318

เล่าปี่หยั่งรู้ขงเบ้ง

 

มหาวรรณกรรมจีนเรื่องสามก๊กนั้น ยกให้ขงเบ้งเป็นผู้หยั่งรู้ดินฟ้ามหาสมุทร ส่วนเล่าปี่นั้นไม่ฉลาดนักในด้านปัญญา แต่มีคุณธรรม

 

แต่ผมมาคิดมุมกลับว่าเล่าปี่นั้นเก่งกว่าขงเบ้งเสียอีก เพราะหลอกเอาขงเบ้งมาเป็น “ลูกน้อง” ได้ ด้วยการไปนอบน้อมคารวะคนเก่ง แบบหมอบราบคาบแก้ว

 

คือมันฉลาดกันคนละแบบ …ขงเบ้งนั้นฉลาดแบบนักคิด ส่วนเล่าปี่นั้นฉลาดแบบนักปกครอง

เล่าปี่หยั่งรู้ว่า คนฉลาดอย่างขงเบ้งนั้น มักหยิ่ง แต่ถ้างอนง้อมากๆ ก็จะเห็นใจ เล่าปี่ก็เลยยอมเสียเกียรติผู้ปกครอง ทำการงอนง้อมากหลาย แม้โดนมึนชาลบหลู่ จนขงเบ้งเห็นใจ

 

เล่าปี่ฉลาดขนาดว่าไม่ยอมเอาขุนนางอำมาตย์ใกล้ตัวยกขึ้นให้เป็นแม่ทัพใหญ่ แต่กลับไปสยบกับเด็กเลี้ยงหม่อนบนยอดเขาโงลังกั๋งที่ไม่ค่อยมีชื่อเสียง แสดงว่าเล่าปี่มีการหาข่าวอย่างละเอียด และมีวิจารณญาณของนักปกครองที่ดีมากด้วย 

 

การได้ขงเบ้งมาเป็นเสนาธิการใหญ่ของกองทัพทำให้นายอำเภอของเมืองเล็กๆอย่างกังจิ๋ว กลายเป็นหนึ่งในผู้ยิ่งใหญ่แห่งสามก๊กได้

 

แม้เล่าปี่จะดี เก่งอย่างไร ในที่สุด ก็พ่ายต่อโจโฉ ผู้ซึ่งไม่ได้มีความฉลาดอะไรมากมายนัก แต่สิ่งที่โจโฉมีคือ ความมุ่งมั่นพยายาม

 

วันนี้ผมสรุปเอาแบบของผมว่า ความสำเร็จนั้นมันต้องมีทั้งสมอง ความดีงาม และ ความมุ่งมั่น ใครมีคะแนนรวมในสามสิ่งนี้สูงกว่าก็ย่อมมีความสำเร็จในชีวิตมากกว่า

 

ความดีงาม หรือ คุณธรรมนั้น มันเป็นพลังที่สำคัญมาก  ที่ทำให้ ธรรม ต้องชนะ อธรรม ในที่สุด ไม่งั้นโลกเราอยู่มาไม่ได้จนทุกวันนี้หรอก

 

…คนถางทาง (๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)


แก้มลิง..วิจารณ์นโยบายแก้น้ำท่วมรัฐบาล ๓

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 20 February 2012 เวลา 12:08 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1390

 

 

รัฐบาลยิ่งลักษณ์ ๒ ได้กำหนดว่า พื้นที่ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบนจะเน้นไปที่ทำแก้มลิง ส่วนภาคกทม.ปริมณฑลเน้นการขุดคลองระบายน้ำ ซึ่งผมไม่เห็นด้วย

 

ผมเห็นว่าภาคกทม.ฯ ต้องทำแก้มลิงให้มากกว่าภาคกลางตอนบนเสียอีก เพราะถ้าฝนไม่ตกที่ภาคอื่น แต่ตกหนักเฉพาะกทม.ฯ ล่ะ มันก็ท่วมหนัก

 

ลองคำนวณดูนะครับ พื้นที่กทม. และปมฑ. นั้น มีพื้นที่อย่างน้อย  10,000 ตร.กม.  ถ้าฝนตกหนักสามวันสามคืน ก็อาจรับน้ำ 1 หมื่นล้านลบ.ม. ถ้าตกเจ็ดวันเจ็ดคืน ก็ 2 หมื่นล้านลบ.ม. แล้วถ้าพื้นที่ด้านในไม่มีแก้มลิงพยุงน้ำเลย คลองที่ว่ามันก็คงระบายน้ำไม่พอ ก็ต้องล้นมาท่วมอยู่ดี

 

ดังนั้นแก้มลิงควรมีกระจาย ที่ภาคกลางตอนบน ตั้งแต่นครสวรรค์ลงมา และที่ควรมีมากคือปมฑ. ด้วยซ้ำไป

 

การเวนคืนที่ดินถ้ายุทธศาสตร์ที่ดีไม่น่าต้องเสียเงินเลย ไม่ว่าการขุดคลอง หรือทำแก้มลิง  เพราะมันจะทำให้ที่ดินขึ้นราคามาก แล้วเราก็เอาค่าที่ดินที่ขึ้นราคานั้นมาชดใช้ค่าเวนคืนสิ  แต่ต้องมีการลงทะเบียนว่าใครเสียพื้นที่และใครได้ทีดินติดแก้มลิงและคลอง  แล้วมีการจัดสรรแบ่งปันรายได้ให้ดี มีคกก. ควบคุมการซื้อขายที่ดินเป็นการเฉพาะ

 

ที่ดินจะขึ้นราคาเพราะพื้นที่รอบๆแก้มลิงนั้นจะสวยงามมาก เพราะเป็นทะเลสาบจำลอง จะมีบ้านจัดสรรไปสร้างกันมาก อีกทั้งการประมงที่ทำได้ก็ให้มีการจัดสรรรายได้มาชดใช้ค่าเวนคืนอีก

 

พื้นที่ริมคลองก็ทำนองเดียวกัน จัดสรรให้ดี คลองจะเป็นเส้นทางคมนาคมที่สำคัญ จะมีโรงงานไปตั้งมาก เพราะสามารถขนสินค้าออกสู่ทะเลและท่าเทียบเรือได้เลย ทุ่นค่าขนส่งไปได้มาก  แล้วอาจทำเป็นคลองด่วน (เก็บค่าผ่านทาง) แล้วเอารายได้มาชดใช้ค่าเวนคืน (อีกแล้ว)

 

…คนถางทาง (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)


รัฐบาลปล้นประชาชนแบบเงียบเชียบ?

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 19 February 2012 เวลา 11:40 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1294

 

 

ผมพอเข้าใจได้ว่า ทำไมพลันที่รัฐบาลยิ่งลักษณ์เข้ามาทำงาน สิ่งแรกที่ทำคือ ลดภาษีนิติบุคคลจากร้อยละ 30 ให้เหลือร้อยละ 23 ในปี 2555 และลดลงร้อยละ 20 ในปี 2556 โดยอ้างง่ายๆว่า เพื่อสร้างความสามารถในการแข่งขันของภาคธุรกิจ

 

ที่ว่า “พอเข้าใจได้” ก็คือว่า มันเป็นประโยชน์ต่อกิจการค้าของวงศาคณาญาติของคนในรัฐบาล เท่ากับว่าแต่ละปีบางบริษัทอาจ “ได้กำไร” ภาษีขึ้นมาปีละหลายพันล้านทีเดียว

 

ที่ผมงงมากๆคือ สื่อสารมวลชนมีการวิพากษ์วิจารณ์เรื่องนี้น้อยมาก  แต่ที่งงมากที่สุดคือพรรคฝ่ายค้านเองก็ค้านน้อยมาก

 

วันนี้ผมเริ่มจะหายงง  อ๋อ..ไอ้พวกสื่อสารมวลชนมันก็ทำการค้า มันก็ได้ประโยชน์จากการนี้ด้วย   ส่วนพรรคฝ่ายค้านนั่นเล่า อ๋อ..ก็พวกพ่อค้าเสียมาก อีกทั้งพรรคฝ่ายค้านเองก็ได้รับเงินบริจาคจากพ่อค้ามากหลาย ถ้าไปค้านพรบ.ลดภาษีนี้เข้า พ่อค้าที่บริจาคเงินก้อนเล็กและก้อนโตเขาคงโกรธแน่

 

งานนี้เท่ากับรัฐบาลปล้นเงินชาติ โดยการสมรู้ร่วมคิดของทุกฝ่าย คือ สื่อ และพรรคฝ่ายค้าน ได้ไหม ถ้าได้แบบนี้ฟ้องศาลปกครองได้ไหม ขอให้พรบ.นี้เป็นโมฆะ  เพราะมันเข้าข่ายประโยชน์ซ้อนทับอย่างรุนแรง

 

ถามว่าชาติเสียหายเท่าไร  ผมไปค้นข้อมูลมาทราบว่าขณะนี้ (พศ. ๒๕๕๔) รัฐเก็บภาษีจากนิติบุคคลได้ประมาณปีละ 3.9 แสนล้านบาท ถ้าลดจากปัจจุบันในอัตรา 30 ไปเหลือ 20 รัฐจะสูญเสียรายได้ภาษีส่วนนี้ไปประมาณ 1.3 แสนล้านบาท ซึ่งเป็นเงินไม่น้อย เกือบ 10% ของรายได้รัฐบาลนั่นเทียว  แล้วจะเอาเงินที่ไหนมาทำงบประมาณที่ก็ไม่พอใช้อยู่แล้ว

 

ประเทศไทยมีรายได้ประชาชาติประมาณ 10 ล้านล้านบาท ดังนั้นเท่ากับว่าเรามีรายได้จากภาษี นิติฯ 3.9% ถือว่ามีรายได้ดีทีเดียวเมื่อเทียบกับค่ามาตรฐานโลก ที่จะมีค่าประมาณ 3.5% (ผมไปค้นมาอีก)   ผมเข้าใจว่าภาษีนี้มาจากบริษัทต่างชาติเป็นส่วนใหญ่ เพราะบริษัทพวกนี้มีรายได้ถึง 70% ของรายได้ประชาชาติทั้งหมด (คือ 7 ล้านล้านนั่นเอง)

 

แม้ต่างชาติจะต้องเสียภาษีในส่วนนี้ค่อนข้างสูงแต่พวกเขาก็ไม่บ่นสักกะหน่อย เห็นยังทะลักเข้ามาลงทุนกันจนประเทศไทยจะถล่มอยู่แล้ว

 

ดังนั้นถ้าจะลดภาษีจริงๆ ทำไมไม่ลดเฉพาะบริษัทของคนไทยเท่านั้น ส่วนต่างชาติเก็บเท่าเดิม  ..หรือนี่แสดงว่าทีมงานเศรษฐกิจชุดนี้ของเรามันทึ่ม จนทำให้ชาติเสียหายหลายแสนล้าน

 

อีกทั้งข้ออ้างที่ว่าต้องการให้บริษัทไทยสามารถแข่งขันได้ในตลาดโลก แล้วผมถามว่าสัดส่วนของรายได้ของบริษัทไทย(ไม่นับต่างชาติ)ที่ขายในประเทศกับขายต่างประเทศเป็นเท่าใด ตัวเลขนี้ผมยังไม่ทราบ แต่เดาว่าขายในสัก 80 ส่งนอกสัก 20 โดยเฉพาะพวกอสังหาริมทรัพย์นั้นมันขายในประเทศล้วนๆ ไม่มีส่งออก ดังนั้นถ้าอ้างการแข่งขันกับต่างชาติก็ควรลดให้เฉพาะบริษัทไทยที่ทำการส่งออกเท่านั้นสิ ส่วนบริษัทไทยที่ขายในไทยก็ไม่ต้องลดเพราะแข่งขันกันเองด้วยกติกาที่เท่าเทียมกันอยู่แล้ว

 

 

แต่เอ๊ะ..ถ้าทำแบบที่ผมว่ามา บริษัทไทยที่เป็นวงศาคณาญาติของคนในรัฐบาลก็ไม่ได้รับส่วนลดสิ

 

ผมอยากฝากให้นักเศรษฐศาสตร์ไปทำการวิจัยกันดูหน่อยว่า หลังจากรัฐประกาศลดภาษีนิติฯลงมา สินค้ามีราคาลดลงบ้างไหม (ตามหลักการค้าเสรีมันควรลดลง เพราะเสียภาษีน้อยลง กำไรมากขึ้น ก็เอาส่วนนี้มาตัดราคาลงเพื่อการชนะในการแข่งขัน)  แต่ผมดูจากก๋วยเตี๋ยวมันน่าตกใจว่ามันขึ้นพรวดเอาพรวดเอา ช่วงสองปีที่ผ่านมานี้ก๋วยเตี๋ยวขึ้นจาก 20 บาท เป็น 35 แล้ว คิดเป็น 75% …มันน่าตกใจมากๆ

 

ส่วนบ้านจัดสรร รถยนต์นั้นไม่ทราบ แต่พวกผู้เล่นรายใหญ่ๆแบบนี้เขามักมีสมาคม (ฮั้ว) ผมเดาว่ายากส์ที่ราคาจะลด นอกเสียจากมีกลไปแทรกซ้อนอื่น เช่น น้ำท่วม ทำให้ดีมานด์ลดลง  ซึ่งถ้าเป็นเช่นนั้นเงินกำไรภาษีที่ลดลงนั้นก็ “หวานหมู” ของกลุ่มคนบางกลุ่ม โดยเฉพาะกลุ่มที่ไม่มีคู่แข่งที่แข็งแรง เช่น พวกได้รับสัมปทาน  

 

 

…คนถางทาง (๑๙ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)


เหลื่อมล้ำอย่างเท่าเทียม

7 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 18 February 2012 เวลา 10:20 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1654

วันก่อน (ประมาณ ปลายมค. ๒๕๕) ผมเขียนบทความลงบลอกเรื่อง ” ทัวร์อีสาน เยี่ยมหมู่บ้านเสื้อแดง” ..มีท่านผู้อ่านรายหนึ่งเขียนถามในบอร์ดว่า ….อาจารย์คะ ถามจริงๆนะคะ ไม่ได้ลองภูมิหรือกวน..อาจารย์คิดอย่างไรกับคำว่าเท่าเทียมคะ และแท้จริงแล้วคนเราเท่าเทียมกันได้ในเรื่องใด และในเรื่องใดที่ยังไงก็ไม่เท่าเทียม

นานๆ..ผมจะเจอคำถามที่ “กวน” ซักที ..ผมชอบคำถามกวนๆ แบบนี้มาก วันนี้เลยขอตอบ เท่าที่สติปัญญาระดับ “อาจารย์” (อ้วก) จะคิดออก (ธ่อ..ผมอจ.วิดวะนะ ไม่ได้จบปัดยาหรือจิดวิดยามาจากไหน)

ตามหลักวิศวกรรมศาสตร์ ถ้ามี”ความเท่าเทียม” ที่ไหน มันก็ไม่มีการไหล เช่น ถ้าไม่มีความแตกต่างของความสูง น้ำก็ไม่ไหล (จากที่สูงลงสู่ที่ต่ำ)  ถ้าน้ำไม่ไหลมันก็ขัง มันก็เน่าเหม็น

ถ้ามีความเท่าเทียมของอุณหภูมิร่างกายและสิ่งแวดล้อม มันก็ไม่เกิดการไหลของความร้อนจากร่างกายสู่บรรยากาศ คนเราก็จะตาย และเน่า ในที่สุด

ยังมีตัวอย่างอีกมาก…ผมสรุปว่า “ความไม่เท่าเทียม” เป็นสิ่งจำเป็นใน “การไหล”  ซึ่งเป็นพื้นฐานแห่งการดำรงชีวิต

 

เอาอีกตัวอย่างก็ได้ โลกเป็นบริวารของดวงอาทิตย์(แดด)  มีความไม่เท่าเทียมด้านความร้อน ซึ่งทำให้เกิดการให้แสงสวางแก่โลกเราจากดวงแดด  ทำให้เรามีชีวิตอยู่ได้ ถ้าโลกเท่าเทียมดวงแดด เราจะมีชีวิตจนมาคิดเรื่องความเท่าเทียมได้ไหม

 

ระบบ ชั้นวรรณะของอินเดีย ที่คนส่วนใหญ่ดูหมิ่นนั้น ความจริงมีอะไรดีๆมากนัก ส่วนระบบคอมมิวนิสต์ทิ่คิดกันมานั้น (และนิยมกันมากในหมู่ “ปันยาชน” ช่วงหนึ่ง) โดยหวังจะให้เท่าเทียมกันหมด  แล้ววันนี้อยู่รอดไหม  ที่อยู่รอดเห็นมีแต่พวกคณะกรรมการบริหารพรรค ที่อ้วนฉุ ใส่สูตนั่งห้องแอร์เย็นฉ่ำในรถลิมูซีนกันหมด

หมาในกับเสือ ใครจะอยู่รอดได้นานกว่ากัน ในขณะที่หมาไนหากินเป็นหมู่ มีหัวหน้าฝูงที่ได้สิทธิมากกว่าสมาชิกกลุ่มในหลายด้าน (โดยเฉพาะการได้กินก่อนใครจากการล่า)  ส่วนเสือเท่าเทียมกัน ต่างคนต่างหา   มด ผึ้ง ก็มีราชินี มีมดทหาร มดงาน  ส่วนแรม (แพะภูเขา) ตัวผู้ต้องออกกำลังชนกันให้หมด ผู้ชนะเลิศรอบสุดท้ายคือผู้แข็งแรงสุดที่ได้สิทธิในการผสมพันธุ์แพร่เสปิร์มออกไปให้ตัวเมียทุกตัวในฝูง

 

ส่วนต้นหญ้าดูเหมือนมีสิทธิ์เท่าเทียมกันหมดในการถูกแทะเล็มกินโดยกวาง เก้ง ควาย ซึ่งเป็นอาหารของเสืออีกต่อ

 

คนเราจะเลือกใช้โมเดล หญ้า ควาย แรม หรือ เสือ ดีล่ะครับ

 

อาจารย์วิดวะอย่างผมคงคิดได้แค่นี้แหละครับ หึหึ

 

…คนถางทาง (๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)

 

 

 

 

 


ปลูกป่าแก่น้ำท่วม..วิจารณ์นโยบายรัฐบาล๒

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 18 February 2012 เวลา 8:57 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1223

เวลาผมวิจารณ์ใครหรืออะไร ผมไม่วิจารณ์ (และหรือด่า) เปล่าๆ แบบเอามันปาก แต่ผมจะเสนอแนวทางแก้ปัญหาเท่าที่ผมคิดได้ไว้ด้วยเสมอ เรื่องแก้น้ำท่วมนั้น ผมได้วิจารณ์นโยบายรัฐบาลปู ๒ ไปแล้วในยกที่ ๑ ..ตอนนี้มาว่ากันต่อในยกที่ ๒

 

การปลูกป่าเพื่อดูดซับน้ำตามนโยบายนั้นเป็นสิ่งดี (ว่าไปแล้วนโยบายนี้ผมนำเสนอไว้แต่ปี ๒๕๔๓)  แต่การปลูกในภาคเหนือนั้น ผมได้ชี้ไปในตอนที่ ๑ แล้วว่า จะมีประสิทธิผลต่ำกว่าปลูกในภาคกลาง  แต่แม้ต่ำก็ต้องปลูกนะครับ ไม่ใช่ว่าไม่ปลูก อย่างน้อยมันก็ทำให้จำเริญสายตา ว่าเมืองเราเขียวชอุ่มดีจริง  (ช่วยดึงดูด(หลอก)นักท่องเที่ยวฝรั่ง และไทยด้วย อิอิ)

 

ภูเขาทางภาคเหนือนั้นผมคะเนว่า หน้าดินตื้นมาก ไม่เกิน ๑ เมตร เช่นที่ป่าน้ำหนาวเขาค้อเพชรบูรณ์ที่ป่าหายไปหมดแล้วก็มีลักษณะเช่นนั้น ซึ่งหน้าดินที่ตื้นๆนี้มันดูดซับน้ำอะไรไม่ได้มากหรอกครับ

 

ส่วนทางภาคกลางนอกจากมีพื้นที่รับน้ำฝนมากกว่าภาคเหนือแล้ว ยังมีหน้าดินลึกมาก อีกทั้งน้ำก็ไหลช้าเพราะความลาดชันต่ำ ทำให้น้ำมีเวลาในการซึมลงใต้ดินมากกว่าทางภาคเหนือ  การปลูกป่าควรเน้นที่ภาคกลางให้มาก ส่วนภาคเหนือและอีสานนั้นก็ควรปลูกนะครับ แต่ปลูกด้วยวัตถุประสงค์คนละอย่าง (ถือโอกาสหลอกชาวบ้าน ตีกินซะเลยก็ได้ เป็นกุศโลบายในการบริหารประเทศ)

 

การปลูกป่าให้ดีต้องสลับกับการทำนาครับ..ผมได้เคยเสนอไปแล้วหลาย คงไม่มีใครอ่าน (ตามเคย)

 

เช่นในหนึ่งหมู่บ้านให้ปลูกป่าพันไร่ (ป่าหมู่บ้าน) ทำนาพันไร่ สลับกันไปเช่นนี้ โดยต้องสำรวจภูมิประเทศตามหลักวิชาการ (โดยเฉพาะด้านความลาดชัน) …ป่า(หรือสวน) ดังกล่าวจะปลูกด้านที่มีความลาดชันสูง ปลูกเป็นแนวขวางตั้งฉากกับทางน้ำไหลแบบสลับฟันปลา (คิดให้ละเอียดขนาดนี้เลยนะ)  มันจะได้ดูดซับน้ำได้ดี …ถัดไป ในบริเวณที่ลาดต่ำ ก็เป็นแนวของนา  ไร่

 

สุดแนวของนาไร่ ที่ด้านต่ำที่สุดของหมู่บ้าน ให้ขุดคลองขวางแนวน้ำไหล แล้วเอาดินที่ขุดได้ไปถมเป็นแนวดินขวางน้ำไว้ (กลายเป็นถนนหมู่บ้านด้วยโดยปริยาย)  ควรมีการขุดสระด้วย เพื่อเป็นแก้มลิงจิ๋ว (การขุดให้ขุดในบริเวณที่มีความต่ำที่สุด ขุดแล้วเอาดินมาทำเป็นคันล้อม(บาราย) โดยอาจต้องมีเครื่องสูบน้ำด้วย (อาจใช้กังหันลม)  จากนั้นให้สร้างประตูน้ำที่ปากคลองเพื่อระบายน้ำเหลือใช้ออกสู่คลองใหญ่ ที่อาจต้องขุดขึ้นมา หรือใช้คลองธรรมชาติในกรณีที่มีอยู่แล้ว  (ดูให้ดี ส่วนใหญ่หมู่บ้านจะมีลำธารธรรมชาติไหลผ่านอยู่แล้วเป็นสวนใหญ่)

 

เพียงแค่นี้เราก็จะได้ระบบป้องกันน้ำท่วมแบบจิ๋วทั่วประเทศ 80,000 แห่ง ที่เชื่อมโยงกันไปหมด  อีกทั้งเราจะได้ 1) ป่า  2) ผลพลอยได้จากป่าแบบยั่งยืน เช่น เนื้อไม้ (ถ้าตัดแบบสาง เอาไปทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงขายทั่วโลก) เห็ด กล้วยไม้ น้ำผึ้ง  ปศุสัตว์ (ใต้ร่มไม้) ปุ๋ย ลดโลกร้อน ฯลฯ ที่สำคัญคือ carbon credit จากโลกที่รวยกว่าเรา 3) ระบบชลประทานหมู่บ้าน ทำให้ทำนาได้ปีละสองครั้ง ทั้งที่พื้นที่ทำนาลดลง แต่จะได้ผลผลิตมากขึ้น  4) การประมง จากสัตว์ในคลองและแก้มลิงจิ๋ว  5)การท่องเที่ยว ..จะมีการท่องเที่ยวเชิงนิเวศ มาชมป่าชุมชน  (อาจกันพท. 1 ไร่ เพื่อการพักแคมพ์ปิ้ง)   6) ฯลฯ (ไม่อยากบอกหมด เดี๋ยวหมดสนุก อิอิ)

 

นี่เป็นระบบน้ำแบบบูรณาการ ที่คิดแบบเชื่อมโยง กันไปหมด ไม่แยกเป็นส่วนๆ แบบภาคเหนือ ภาคกลาง กทม.และปริมณฑล แบบของรัฐบาล

 

การบริหารน้ำแบบนี้ยังใช้ได้ กับทุกภาค คือ อีสาน และ ใต้ ที่น้ำก็ท่วมบ่อยๆนะจ๊ะ โดยเฉพาะอีสานนั้น จะช่วยบรรเทาภัยแล้งไปด้วยในตัว

 

จริงๆ แล้วผมได้เสนอไปนานแล้ว (และหลายครั้งแล้ว) ว่า ไทยเราควรลดพื้นที่ทำนาลงมาให้เหลือเพียง พอกินในประเทศ ที่เหลือ เอามาปลูกป่าเศรษฐกิจแบบยั่งยืนดีกว่า ถ้าทำแบบผมคิด จะทำให้มีรายได้ปีละ 1 ล้านบาทจากพื้นที่ 1 ไร่ ในขณะที่ทำนาได้ 2-5พัน บาทต่อไร่เท่านั้นเอง

 

ถ้าเอาข้อมูลนี้ไปเสนอให้ชาวบ้านเห็น ชาวบ้านก็ย่อมยอม เพราะจะทำให้พวกเขารวยขึ้นกว่าเดิม 20 เท่าสบายๆ โดยไม่ต้องเวนคืนที่ดินแต่ประการใดให้เปลืองเงิน

 

แบบนี้เขาเรียกว่า (ชาย) โย โย โย (หรือ วิน วิน วิน) ด้วยกันทุกฝ่าย คือ ชาวบ้าน รัฐบาล และสังคม

 

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๘ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๕)


ปลูกป่าแก้น้ำท่วม..วิจารณ์นโยบายรัฐบาล๑

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 18 February 2012 เวลา 8:56 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1207

วันนี้  (๑๖ กพ. ๒๕๕๕) ผมได้มีโอกาสดูจอแก้ว (ที่ผมดูวันละเฉลี่ยประมาณ 1 นาทีเห็นจะได้)  พบโดยบังเอิญว่า รัฐบาล (หลังจากระดมสมองนักวิชาการทั่วประเทศแล้ว) มีมติว่า จะวางนโยบายแก้ปัญหาน้ำท่วมโดยแบ่งเขตประเทศไทยออกเป็นสามส่วนคือ ส่วนต้นน้ำ (ภาคเหนือ) ส่วนกลางน้ำ (ภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางตอนบน)  และส่วนรับน้ำ คือ กทม. และปริมณฑล โดยทั้งสามส่วนจะมีวิธีการต่างกัน

 

ส่วนต้นน้ำจะมีนโยบายให้ปลูกป่าต้นน้ำเพื่อดูดซับน้ำ   ส่วนกลางน้ำจะทำแก้มลิงเพื่อชะลอน้ำ  ส่วนกทม.ที่รับน้ำจะขุดคลองระบายน้ำลงทะเล

 

…คนส่วนใหญ่ฟังแล้วก็คงเคลิ้มแล้วอุทาน โอ้โฮ..ดีมากเลย เก่งจริงๆ

 

แต่สำหรับผมผมฟังปุ๊บก็เกิดอาการ “ของขึ้น” ปั๊บ  จนต้องมานั่งจิ้มแป้นปุ๊บทำหน้าที่ประชาชนพิทักษ์ชาติทันที   ก็คนแบบเรามันมีอำนาจวาสนาเพียงแค่นี้แหละ ทำไงได้ ก็ทำหน้าที่ได้เท่าที่ศักยภาพอำนวยไปตามยถากรรม

 

นโยบายนี้คิดกันยังกะว่า ถ้าฝนมันแล้งในต้นน้ำ และกลางน้ำ  แต่ตกหนักที่ปลายน้ำ แล้วน้ำมันจะไม่ท่วมกทม. อย่างนั้นแหละ ปัดธ่อ บ้านผมที่โคราชนี้อยู่กลางโคกแท้ๆ ฝนมันตกเจ็ดวันเจ็ดคืนน้ำยังท่วมได้เลย โดยไม่ต้องมีน้ำป่าหลากไหลมาจากไหนให้ยุ่งยาก  น้ำท่วมโคราชเมื่อปี ๕๓ นั้นก็มาจากน้ำ”ในพื้นที่” ทั้งสิ้น ไม่ได้มาจากน้ำป่าไหลหลากแต่ประการใด…ไม่มีปัญญาคิดกันออกบ้างหรือไร

 

สมมติฐานที่มาของนโยบายรัฐบาล (ต้นตอมาจากนักวิชาการน้ำ) มีข้อบกพร่องอยู่ตรงที่คิดกันแบบผิดๆว่า ภาคเหนือคือต้นตอของน้ำ (ท่วม) … แต่ความจริงแล้ว ต้นตอของน้ำมาจากทุกภาคแหละครับ

 

 ถ้าให้ผมเดาแบบเร็วๆ โดยไม่ต้องมีข้อมูลราคาแพงประกอบ ผมว่า ภาค “กลางน้ำ” นี่แหละ ที่รับน้ำ(ท่วม)มากที่สุด ส่วนภาคเหนือนั้นมีส่วนร่วมในการน้ำท่วมไม่น่าถึง 20%  เพราะ 1) พื้นที่รับน้ำภาคเหนือมีน้อยกว่าภาคกลางประมาณ 1 ต่อ 3  2) น้ำภาคเหนือที่รับมา(จากฝน)ก็ถูกแบ่งออกไปอิรวะดี และ แม่โขง เสียสองส่วน ออกมาเจ้าพระยาเพียงส่วนเดียวเท่านั้นเอง …..  แต่น้ำจากภาคเหนือตอนล่างและภาคกลางอันกว้างใหญ่นั้น ร้อยละร้อยส่งต่อมายังส่วนปลายน้ำโดยตรง …แต่อนิจจา นักวิชาการราคาแพง ที่รัฐบาลจ้างมาหาได้ตระหนักไม่

 

อีกทั้งการปลูกป่าเพื่อดูดซับน้ำในภาคเหนือตามนโยบายรัฐบาลนั้น ผมว่ามันมีประสิทธิผลน้อย เพราะพื้นที่ภาคเหนือมันมีความชันสูง ทำให้น้ำไหลเร็ว ดังนั้นน้ำมันไม่มีเวลาที่จะให้ดินดูดซับมากนักหรอก

 

มันต้องมาที่กลางน้ำต่างหากที่ความเร็วน้ำลดลง ทำให้มีเวลาดูดซับ…. ดังนั้นถ้าจะปลูกป่า ต้องปลูกหนักที่ “กลางน้ำ” ครับ ไม่ใช่ที่ต้นน้ำ ดังที่พวกท่านคิดกัน แต่ต้องยอมรับว่าจะต้องลดพื้นที่ทำนาลง แล้วปลูกป่าให้มากขึ้น ซึ่งผมก็ได้เสนอไว้แต่แรกแล้วว่า ปลูกป่าให้ดีจะมีรายได้มากกว่าทำนา 20 เท่า (แล้วได้การป้องกันน้ำท่วมเป็นของแถมฟรี ๆ)  แต่ดูเหมือนว่าไม่มีใครอ่านและฟังอย่างมีโยนิโสมนสิการ

 

ส่วนที่ปลายน้ำ ผมก็ได้เขียนไว้มาก ก็ดูเหมือนว่าไม่มีใครสนใจอีกตามเคย เช่น ใน บอร์ด “ไปเรียนรู้” ก็มีคนอ่านไม่ถึง ๕๐ คน

 

โอ๊ยเหนื่อย ไปนอนก่อนละ

 

….คนถางทาง (๑๖ กพ. ๒๕๕๕)

 

 

ปล…

ผมได้แสดงความเห็นไว้ในบทความจำนวนมากในการแก้ปัญหาน้ำท่วมตั้งแต่น้ำประมาณปีพศ. ๒๕๔๓ ก่อนที่น้ำจะท่วมใหญ่โคราช (บ้านอยู่ผม) และหาดใหญ่ ในปีเดียวกัน  (๒๕๕๓ หรือไงเนี่ย)  ยิ่งน้ำท่วมใหญ่ทั่วประเทศ ๒๕๕๔ ผมก็ยิ่งเขียนอีกหลายบทความ

 

ในปี ๒๕๔๓ ผมน่าจะเป็นคนแรกในที่ตั้งคำถามว่า ทำไมถนนต้องยกให้สูง เพราะผมเห็นว่าถ้าสร้างไม่ดีมันจะกั้นทางน้ำ ยิ่งทำให้น้ำท่วมเมือง และยังเกิดปัญหาด้านนิเวศอีกด้วย เช่นดินเค็ม ..ผลคือผมถูกเสียดสี ด่าหยาบคาย จากหลายคน คนชมผมมีเพียงสองสามคนเท่านั้น

 

 แต่วันนี้ทุกคนพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ถนนสูงทำให้น้ำท่วมมากขึ้น   (โดยไม่มีใครรู้ว่าคนจุดประเด็นคือผมนี่แหละ..เอ้าวันนี้รู้แล้วนะ ขอเป่าแตรให้ตัวเองหน่อยนะ)

 

แต่ช้าก่อน ..ที่ว่ามามันก็ผิด เพราะผมได้เขียนไว้แต่ต้นแล้วว่า ถนนสูงนั้นถ้าสร้างให้ดี ที่สอดคล้องกับสภาพภูมิเทศด้วย มันก็สามารถช่วยลดน้ำท่วมได้นะ มันขึ้นอยู่กับ “สมอง” ของผู้ออกแบบ

 

แต่ส่วนใหญ่ที่ผ่านมา สร้างกันตามใจชอบ ฟลุกๆ มันก็ช่วยได้เหมือนกัน แต่ส่วนใหญ่มันช่วยทำให้ท่วมมากขึ้นเสียมากกว่า

 

วันนี้รัฐบาลจะให้สร้างถนน ปรับถนน เพื่อแก้น้ำท่วม  งบประมาณเป็นหมื่นล้าน โดยไม่คิดจะปรึกษา “คนต้นน้ำทางความคิด” บ้างเลย  หึหึ

 

…คนถางทาง (๑๘ กพ. ๒๕๕๕)


ทัวร์อีสาน เยี่ยมหมู่บ้านเสื้อแดง

4 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 30 January 2012 เวลา 12:05 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1411

ช่วงวันเสาว์อาทิตย์ ๒๙-๓๐ มค. ๒๕๕๕ ที่ผ่านมา ผมขับรถเที่ยวตระเวนหาของเก่าไปในเส้นทาง โคราช ขอนแก่น อุดร สกล กาฬสินธ์ สารคาม โคราช …. ดินแดนใจกลางอีสานบ้านเฮา ผมขับไปตามถนนเล็กๆ ลดเลี้ยวเลื้อยไปเรื่อย

 

 ได้พบ “หมู่บ้านเสื้อแดง” หลายหมู่ …บางบ้านติดแต่ธงแดง แต่บางบ้านก็โจ่งแจ้งกว่านั้น โดยมีป้ายติดประกาศเลยว่า “หมู่บ้านเสื้อแดง” พร้อมรูปผู้นำยิ้มหราชูนิ้วเป็นสัญลักษณ์เฉพาะตน (อดีตอำมาตย์ใหญ่แห่งสยามประเทศที่เมื่อปี ๒๕๔๓ เคยลงทุนมหาศาลพิมพ์รูปโปสเตอร์ตนเองแต่งชุดอำมาตย์ใหญ่เต็มยศไปติดไว้ทั่วประเทศ โดยไม่แจ้งมูลเหตุว่าทำแบบนั้นไปเพื่ออะไร)

 

 

บางหมู่บ้านไม่ติดธงอะไร แต่บางหมู่บ้านก็ติดธงเหลืองระนาว โดยมีตราสัญลักษณ์ ภปร. ติดอยู่กลางธงด้วย ไม่ทราบเป็นเพียงความบังเอิญหรือประสงค์ต้องการสื่ออะไรให้มันดูค้านกัน

 

ผมไปถึง “หมู่บ้านพังโคน” (ที่วันนี้กลายเป็นอำเภอใหญ่ มีไก่ย่างขายระนาว) ไปสั่งไก่ย่างกินที่แผงริมทาง สั่งเสร็จแล้วจึงได้เห็นป้ายติดไว้ว่า “ไก่ย่างป้า…”  ”ไก่ย่างเสื้อแดง นปช.”   …ฮ่วย ถ้าเห็นเสียก่อนคงไม่ซื้อกินหรอก เพราะไม่อยากมีส่วนในการนี้ 

 

จากนั้นขับเลี้ยวขวาไปอ. วาริชภูมิ   เห็นป้าย “อนุสรณ์สถาน จิตร ภูมิศักดิ์” เลยต้องเลี้ยวเข้าไปเยี่ยมสักหน่อย  ปรากฏว่ามีผมไปอยู่รายเดียว เลยเอาไก่ปิ้งนปช.ไปกินกะส้มตำ ริมตำแหน่งที่ท่านจิตร (เสื้อแดงตัวจริง) ถูกยิงตาย

 

กินอยู่ประมาณ ๑ ชม. ก็ไม่มีใครมาคารวะ อีกทั้งสถานที่ก็ทรุดโทรมมาก  ห้องน้ำก็ไม่มีน้ำ สภาพทั่วไปเหมือนกะว่า ไม่มีคนมาเที่ยวชมเลย แต่คงมีคนทำความสะอาดเดือนละครั้ง

 

ผมเสียดาย จิตร มาก ผมว่าเป็นเด็กหนุ่มที่ฉลาด และกล้าหาญ (โดยเฉพาะกล้าหาญนี้ยกนิ้วให้) แต่ผมวิจารณ์ว่าจิตรมีอคติครอบงำจิตใจมากเกินไป ทำให้ตีความอะไรผิดพลาดไปได้โข โดยเฉพาะประเด็น “ศักดินา” ผมจึงได้เขียนบทความโต้จิตไว้ ซึ่งก็ถูกพวกแดงจ๋า ด่าทอหยาบคายกลับมา

 

ถึงอย่างไร จิตรก็เป็นนักอุดมคติ “เสื้อแดง” ที่จริงใจ ไม่มีวาระซ่อนเร้น นอกเสียจากอยากเห็นความเท่าเทียมกันของสังคมอย่างแท้จริง แต่เขาไม่มีเวทีแสดงออก เลยต้องเข้าป่าจับปืนต่อสู้กับอำนาจรัฐ

 

 แต่วันนี้อนิจจา เห็นพฤติกรรมแกนนำเสื้อแดงที่มาหลอกคนจนๆบ้านนอกคอกนา ที่ด้อยข้อมูล  เอาเงินน้อยนิดมาล่อ เพื่อใช้เป็นฐานบันไดให้ตนเหยียบหัวปีนป่ายไปสู่ความร่ำรวย ฟุ้งเฟ้อ แล้ว ให้รู้สึกสะอึดสะเอียนยิ่งนัก

 

วันนี้แม้เราจะเห็นต่างกัน แต่ขอคารวะดวงวิญญาณของ จิตร ภูมิศักดิ์  ที่ใช้ชีวิตอย่างสมถะในป่าเขา จนถูกปลิดชีวิตอย่างแสนน่าสงสาร กลางป่าใหญ่ที่อ้างว้าง

 

จาก จิตร ภูมิศักดิ์  ถึง แกนนำเสื้อแดงวันนี้ …จากของจริง ถึงของ เก๊ ….อยากเห็นจริงว่า คนพวกหลังนี้พอตายแล้ว จะมีใครมีกะใจเลี้ยวรถเข้าไปกินไก่ย่างหน้าอนุสรณ์สถานของพวกเขาบ้างไหม

 

…คนถางทาง (๓๐ มกราคม ๒๕๕๕)  



Main: 0.41307210922241 sec
Sidebar: 0.018273830413818 sec