วัดป่าฮวก ตอนที่ 3

150 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 22:12 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1061

การบูรณะครั้งที่ผ่านมานั้น ได้ปูพื้นหน้าโบสถ์ ซ่อมฝ้าเพดานภายในโบสถ์ เสาหน้าเอนเอียง พื้นโบสถ์และหลังคาบางส่วน ยังต้องการซ่อมแซมอีกมาก โดยเฉพาะหลังคา ภาพภายในและบริเวณรอบๆวัด


มีเรื่องเล่ามากมายเกี่ยวกับโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุนเล่าว่า ช่วงที่มีการบูรณะทางขึ้นวัดภูสี คนงานสตรีหลายท่านถือโอกาสมานอนพักผ่อนในโบสถ์เอาแรง ก่อนที่จะไปทำงานต่อ แต่พอเคลิ้มๆหลับ ก็พบว่ามีคนตัวใหญ่สูงมาขับไล่ออกไป บอกว่าที่นี่เป็นที่ศักดิ์สิทธิ์ไม่ใช่ที่สตรีจะมานอน….!!!??


วัดป่าฮวก สร้างเคียงคู่ภูสี ขนานถนนหน้าพระราชวัง หันหน้าไปทางทิศเหนือ ดังนั้นหากไปยืนหน้าโบสถ์มองไปทางทิศเหนือ ขวามือก็เป็นภูเขามีร่องรอยการสร้างกุฏิพระ เดิมเป็นป่าไผ่รวก หรือไม้ฮวก อันเป็นที่มาของชื่อวัดแห่งนี้ ท่านสมบุน กล่าวว่าในอนาคตหากเป็นไปได้จะสร้างกุฏิพระขึ้นมาในสถานที่เดิม เพื่อจะได้มีพระมาจำพรรษา และจะได้ดูแลโบสถ์อันสำคัญแห่งนี้ด้วย


ผมมองหน้าท่านสมบุน แล้วก็ชื่นชมจิตใจท่านจริงๆ ท่านสมบุนกล่าวต่อไปว่า “…ผมสำนึกในพระกรุณาธิคุณของสมเด็จพระเทพฯที่พระราชทานทุนหลวงให้ไปเรียนที่เชียงใหม่ ทุกวันนี้หากผมจะใช้ความรู้ไปหากินวาดรูปขายที่ตลาดกลางคืนหลวงพระบาง ผมก็จะมีรายได้เพิ่มขึ้น แต่สำนึกผมนั้นต้องการสนองเจตนาของสมเด็จพระเทพฯมาวาดรูปที่โบสถ์นี้ขายเพื่อเอาเงินเข้ากองทุนบูรณะโบสถ์หลังนี้ต่อไป….”


โฮ น้ำตาผมจะไหลเอา เมื่อได้ยินท่านสมบุนกล่าวเช่นนั้น…. ใจผมนึกไปว่าหากมีโอกาสใดๆที่จะหาเงิน หาทองมาทำนุโบสถ์หลังนี้ ผมก็จะทำ…

วันนั้นค่ำเกินไปท่านสมบุนขอตัวกลับไปบ้านพัก ผมขอนัดท่านสมบุนใหม่ในวันถัดไปเพื่อขอสัมภาษณ์ต่อ ผมเดินกลับที่พักผ่านตลาดกลางคืนหลวงพระบางที่เต็มถนนหน้าพระราชวัง ผมเดินลัดเลาะชายภู ริมน้ำคาน ด้วยสมองที่อิ่มเอิบ คิดไปร้อยแปดเกี่ยวกับโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุน และพระกรุณาธิคุณขององค์สมเด็จพระเทพฯ….

บ่ายห้าโมงวันรุ่งขึ้นผมไปพบท่านสมบุนตามนัดหมาย เราคุยกันไปเรื่อยๆโดยผมอัดเทปไว้ด้วย และขออนุญาตเอาไปเขียนที่ลานปัญญา ท่านสมบุนไม่ติดขัดอย่างใด จู่ๆท่านก็ดึงมือผมเดินออกมาหน้าโบสถ์ตรงประตูเข้าด้านซ้ายมือแล้วกล่าวว่า….


บานประตูองค์นี้ถูกขโมยไปขายเพิ่งได้คืนมาเมื่อสามเดือนที่แล้ว..??? ขโมยปีนเข้าทางหน้าต่างแล้วมาถอดบานประตูไปขายให้พ่อค้าคนไทย..!!!!!! เข้าใจว่าเป็นไปตามใบสั่ง… แต่บุญเหลือเกิน..เพราะสถานที่นี้คือสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ เราทราบเรื่องทั้งหมดและได้คืนมาด้วยความสมบูรณ์ มีพ่อค้าคนไทยที่ค้าขายของเก่าสองรายสั่งเอาบานประตูองค์นี้ โชคดีที่พ่อค้าทั้งสองคนทะเลาะกัน คนหนึ่งไปกระซิบบอกตำรวจ เราเลยได้เรื่องทั้งหมดและตามไปจับเอามาได้ กำลังจะลำเลียงเอาออกจากลาว บุญเหลือเกิน…

ผมขนลุกซู่เมื่อทราบรายละเอียดเช่นนั้น ใจนึกว่า ช่างบาปเหลือเกินคนที่ทำ คนที่สั่งซื้อ…เมื่อเอากลับมาและติดตั้งที่เดิมท่านสมบุนจึงต้องลงมาดูแลใกล้ชิดกว่าแต่ก่อน

ใจผมนึกว่า อยากสนับสนุนท่านสมบุนที่จะทำนุบำรุงโบสถ์แห่งนี้ งานที่ผมจะเข้าไปเกี่ยวข้องมากขึ้นนั้นราคาเป็นพันล้าน หมื่นล้าน หากเจ้าของโครงการแบ่งเจียดเศษกะตังมาทำ CSR โดยการอนุรักษ์สมบัติทางประวัติศาสตร์แห่งนี้ก็จะเป็นประโยชน์แก่ทุกฝ่าย….

คนตัวใหญ่แต่สถานภาพกระจอกอย่างผมก็คิดได้แค่นี้แหละในตอนนี้…..


วัดป่าฮวก ตอนที่ 2

244 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 20:33 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 1090

ขอแนะนำท่านผู้ทำหน้าที่เฝ้าโบสถ์หลังนี้ ท่านชื่อ สมบุน บุนทะวง เป็นชาวหลวงพระบางที่ได้รับพระราชทานทุนหลวงจากสมเด็จพระเทพฯพร้อมเพื่อนอีก 4 คน ไปเรียนที่คณะวิจิตรศิลป์ที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่เรื่องการอนุรักษ์งานโบราณโดยตรง เมื่อจบท่านก็มารับราชการกรมศิลป์หลวงพระบาง ซึ่งทั้งกรมมีเจ้าหน้าที่ด้านอนุรักษ์เพียง 2 คน ไม่มีงบประมาณจากรัฐทำการอนุรักษ์ ต้องพึ่งพาการช่วยเหลือจากต่างประเทศ แต่ก็เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ปัจจุบันท่านใช้ฝีมือตัวเองผลิตงานขายแล้วเอารายได้มาทำกองทุนเพื่ออนุรักษ์ต่อไปโดยเฉพาะโบสถ์หลังนี้ ท่านสมบุนจะมานั่งที่โบสถ์นี้หลังจากเลิกงานราชการแล้วและวันหยุดเท่านั้น วันเวลาอื่นๆโบสถ์จึงไม่เปิด และท่านเท่านั้นที่ถือกุญแจ เปิดแต่ผู้เดียว รูปวาดพระพุทธที่ท่านสมบุนถือนั้นผมซื้อและให้ท่านเซ็นด้านหลัง ผู้ใดไปหลวงพระบางต้องการติดต่อท่านก็อนุญาตเอาเบอร์โทรติดต่อท่านได้นะครับ เบอร์นั้นอยู่ที่รูปกลางตัวเลขด้านขวามือล่างนะครับ


ท่านสมบุนเล่าว่าแต่ก่อนสมัยปฏิวัติที่นี่ใช้เก็บ “ผูกคัมภีร์” ต่างๆของโบราณเต็มไปหมด เมื่อปลดปล่อยแล้วก็ย้ายเอาไปไว้ในพระราชวัง ที่นี่ก็ทิ้งร้างไปเลย

ท่านไม่ทราบว่าสมเด็จพระเทพฯท่านทราบเรื่องวัดนี้ได้อย่างไร สมเด็จพระพี่นางก็เคยเสด็จมา พระองค์เจ้าหม่อมศรีรัตน์ท่านก็มา เจ้านายไทยมากันเยอะครับ ผมเป็นคนต้อนรับท่านเหล่านั้น…สมบุนกล่าว


เมื่อเรียนจบแล้วก็มาร่วมกับช่างศิลป์กรมศิลปากรไทยฟื้นฟูรูปวาดฝาผนังในโบสถ์นี้ที่ชำรุดมากมาย บางรูปแตะไม่ได้เลยเป็นฝุ่นผงร่วงปลิวลงมาเลย ต้องใช้วิชาและความพยายามมาก ใช้เวลามากกว่าจะฟื้นคืนมาได้เท่าที่เห็น ซึ่งที่เสียหายไปไม่สามารถซ่อมได้ก็มีเยอะ


ภาพเหล่านี้นอกจากเป็นพุทธประวัติที่พบเห็นทั่วไปแล้ว หลายภาพสะท้อนวัฒนธรรม ประเพณีท้องถิ่น และสภาพธรรมชาติสมัยนั้น เช่นความบูรณ์ของป่า มีสัตว์ป่ามากมาย มีนกหลายชนิด ที่ปัจจุบันหายไปแล้ว

ในระหว่างที่ผมคุยกับท่านสมบุนนั้นก็มีสองสามี ภรรยา หน้าตาเป็นคนไทยกำลังจะเดินขึ้นไปภูสี เห็นความสูงชันก็คงเปลี่ยนใจเดินเข้ามาที่โบสถ์ที่เราคุยกันอยู่ ผมสอบถามท่านทั้งสอง ก็เดาไม่ผิด ท่านเป็นอดีตข้าราชการศึกษาธิการอำเภอแห่งหนึ่งของจังหวัดกาญจนบุรี ปัจจุบันทำหน้าที่เกี่ยวกับศาสนาให้กับบ้านเมืองยามที่ออกจากราชการแล้ว ท่านให้ชื่อผมไว้ ผมเอาไปเก็บที่ไหนไม่ทราบ ขออภัยท่านด้วย


หลังจากที่ท่านทราบว่าโบสถ์หลังนี้สร้างโดยรัชการที่ 5 ท่านบอกว่า โฮ..ขนลุกเลย เพราะวันนี้พาภรรยาไปกราบพระประธานในโบสถ์ที่หลวงพระบางถึง 8 วัดแล้ว แห่งนี้เป็นแห่งสุดท้าย วัดที่ 9 แล้วมาทราบเช่นนี้ บุญเหลือเกิน ท่านขอตัวเข้าไปกราบพระประธานด้านในพร้อมภรรยาท่าน ส่งเสียงสวดดังลั่นเลย สักครู่ท่านออกมา ท่านไม่พูดอะไรเดินลิ่วๆไปหลังโบสถ์

สักพักใหญ่ๆก็เดินออกมาหน้าพบกับพวกเรา แล้วท่านก็พูดว่า หลักฐานที่น่าจะสนับสนุนได้อีกอย่างคือ องค์พระเจดีย์ด้านหลังโบสถ์หลังนี้ ท่านสันนิฐานเอาเองว่า “น่าจะเป็นที่เก็บอัฐิเจ้าจอมพระองค์โปรด” ของท่านผู้สร้างโบสถ์หลังนี้ เพราะตามคติโบราณ เมื่อเจ้าจอมสิ้นก็จะเอาอัฐิไปบรรจุไว้ที่หลังโบสถ์ที่ทรงสร้าง เมื่อใดที่มีกิจมาทำบุญตามประเพณี หรือวันสำคัญใดๆที่มาวัดนี้ มาที่โบสถ์นี้ ก็จะถือโอกาสมาคารวะอัฐิเจ้าจอมด้านหลังพร้อมกันด้วย


ท่านยกตัวอย่างวัดสวนดอกที่เชียงใหม่…นั่นคือวัดหลวงชั้นเอก ด้านหลังวัดมีเจดีย์หลายพระองค์ ล้วนแต่เป็นที่บรรจุอัฐิเจ้านายชั้นสูงฝ่ายเหนือทั้งสิ้น รวมทั้งเจ้าจอมด้วย…

เจดีย์ด้านหลังรูปทรงมิใช่ธรรมดา และมีการหุ้มด้วยทองแดงที่องค์พระเจดีย์ด้วย ด้านหน้ามีสถานที่สำหรับวางดอกไม้ ธูปเทียน เครื่องบูชา ท่านสันนิฐานไว้เช่นนั้น สำคัญจริงๆโบสถ์หลังนี้

เป็นบุญเหลือเกินที่ได้มากราบเป็นวัดที่ 9 ท่านอดีตศึกษาธิการอำเภอตื่นเต้นไม่หาย….


วัดป่าฮวก ตอนที่ 1

3 ความคิดเห็น โดย bangsai เมื่อ 10 พฤษภาคม 2011 เวลา 16:18 ในหมวดหมู่ เรื่องทั่วไป #
อ่าน: 586

ถ้าไม่บันทึกเรื่องนี้คงนอนไม่หลับ เพราะติดค้างมาหลายวัน แผนที่ยุ่งๆนี่คือหลวงพระบาง ผมต้องการชี้ให้เห็นที่ตั้งของ “วัดป่าฮวก” ที่ผมเกริ่นไว้แล้วนั้น ย้ำว่าอยู่ตรงฐานภูสี ตรงข้ามพระมหาราชวังเจ้ามหาชีวิต อยู่ทางขวามือของบันไดขึ้นภูสี


เนื่องจากวัดนี้ไม่ได้อยู่ในโปรแกรมทัวร์ จึงมีน้อยคนนักที่จะแวะเข้าไป และหากชายคนนั้นไม่เขียนป้ายบอกถึงความสำคัญของวัดนี้ ก็คงจะยิ่งน้อยไปอีกที่จะมีคนแวะเข้าไป เพราะ เป็นโบสถ์ หรือสิมเก่า ดูภายนอกก็งั้นๆ ไม่เห็นจะน่าเดินเข้าไปใช้เวลาอะไรเลย แค่เห็นก็เพียงพอแล้ว อะไรทำนองนั้น


ผมเองก็คิดเช่นนั้น ยิ่งมากับทัวร์เขาก็จะเร่งเวลาที่จะต้องไปดูโน่นดูนี่ตามโปรแกรม

แต่วันนั้นผมมีเวลาจึงเดินเข้าไปก็ต้องตะลึง และขนลุกที่ทราบว่าสร้างโดยรัชการที่ 5 ของประเทศไทย สภาพที่เห็นนี้ได้รับการบูรณะแบบง่ายๆมาแล้วครั้งหนึ่งโดยสมเด็จพระเทพฯท่านทรงพระดำริ โดยให้ทุนการศึกษากับคนหลวงพระบางไปเรียนปริญญาเรื่องการอนุรักษ์โดยตรงที่ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ จำนวน 5 ทุน แล้วให้กลับมาสะสมเงินบริจาคแล้วทำนุบำรุง ท่านทรงพระปรีชามากจริงๆ ผมนึกเองในใจ ทำไมไม่ตีปีบขอรับการบริจาคแล้วแห่ ยกโขยงกันมาซ่อมแซม ประกาศให้ครึกโครม ผมเดาเอาว่า ก็เพราะโบสถ์หลังนี้อยู่ที่หลวงพระบาง อยู่ตรงหน้ามหาราชวัง อยู่ในเมืองมรดกโลก หากทำเช่นนั้น ผลดีก็มี แต่ผลไม่ดีก็อาจจะมีมากกว่า สู้ทำเงียบๆ แต่ทำแบบยั่งยืนคือสนับสนุนให้คนหลวงพระบางไปเรียนเอาความรู้มาและมาทำนุบำรุงกันไป เงียบๆดีกว่า


ภาพขวามือคือพระมหาราชวังที่ผมยืนถ่ายรูปจากหน้าวัดป่าฮวก ภาพซ้ายมือคือวัดในบริเวณมหาราชวัง ที่สง่า โอฬาร สวยงามมากๆ ความรู้สึกของคนธรรมดาอย่างผมรู้สึกได้ว่าสิ่งสมควรทำกับวัดป่าฮวกนั้นคืออะไร ทำนุบำรุงแบบเงียบๆ


สิ่งที่ผมบันทึกนี้เป็นเพียงประวัติศาสตร์บอกเล่า ไม่สามารถยืนยันว่าถูกต้องแค่ไหน เพราะผมสอบถามจากท่านผู้มาเฝ้าโบสถ์วัดป่าฮวกซึ่งได้รับทุนจากสมเด็จพระเทพฯ ว่า หลายสิบปีก่อนนั้นวัดป่าฮวกมี “หน้าบัน”ที่เป็นรูปครุฑแล้วตัวครุฑหลุดหายไปเหลือแต่ฐาน ต่อมาคนหลวงพระบางเอารูปแกะช้างสามเศียรมาติดแทนที่ครุฑบนฐานเดิม

สิ่งที่เป็นหลักฐานยืนยันว่ารัชการที่ 5 มาทรงสร้างไว้นั่นก็คือ หลักฐานครุฑนี่เองเพราะครุฑคือสัญลักษณ์ของพระมหากษัตริย์ไทย แล้วที่หายไปนั้นแน่ใจหรือว่าเป็นครุฑ คำถามนี้ตอบว่า หนึ่งฐานที่คงเหลือนั้นคือฐานครุฑที่มีอยู่ทั่วไปในกรุงเทพฯ และท่านผู้เฝ้าโบสถ์กล่าวว่า “เจ้านายไทย” มาถ่ายรูปอย่างละเอียดไปแล้วไปตรวจสอบหลักฐานที่หอสมุดแห่งชาติ พบว่ามีภาพเก่า โบราณของหน้าบันโบสถ์หลังนี้ และปรากฏรูปครุฑจริงๆ…!!!!????


มากกว่านี้ ภาพบนฝาผนังในโบสถ์เป็นภาพที่มีทั่วไปในโบสถ์ของกรุงเทพฯมหานคร ซึ่งไม่มีภาพเหล่านี้ในโบสถ์ของวัดที่หลวงพระบางเลยสักแห่งเดียว ท่านผู้เฝ้าโบสถ์ยังมีความเห็นแย้งบ้างว่า ความจริงภาพในโบสถ์ในเมืองไทยปัจจุบันนั้น บางแห่งก็เป็นฝีมือช่างลาว เช่นภาพที่วัดในทางภาคเหนือเป็นต้น..


ผมไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์ศิลปะจึงไม่มีความรู้เรื่องนี้เลย แต่ท่านผู้เฝ้ากล่าวต่อไปว่า กรมศิลปากรไทยส่งนักวิชาการมาหลายครั้ง และกล่าวยืนยันข้อมูลเช่นนั้น

สวยงามเหลือเกิน และยิ่งทราบว่านี่คือโบสถ์ที่พระมหากษัตริย์ไทยมาทรงสร้างไว้ ก็ยิ่งตื่นเต้น

มีตอนต่อไป..




Main: 0.031518936157227 sec
Sidebar: 0.054876089096069 sec