การส่งต่อทางวัฒนธรรม
(บันทึกผมไม่เป็นชิ้นเป็นอัน พยายามจะทำ แต่เรื่องราวส่วนตัวยังไม่ลงตัวครับ. คอมเกิดมาติดไวรัส TROJAN SPM/LX เข้าอีก หุหุ..)
บันทึกนี้เขียนตอนทำศพแม่ ยังไม่ได้ post เลยเอามาขัดจังหวะไปก่อน
ผมนึกถึงพ่อครูบาที่กล่าวว่า เราต้องทำงานบนความไม่พร้อม..
ความจริงวัดช้างนั้นโอ่อ่ามาก เป็นวัดพัฒนาตัวอย่าง ท่านเจ้าอาวาสท่านเป็นพระพัฒนาในแบบฉบับของท่าน บ้านศาลาดินนั้นเป็นหมู่บ้านใหญ่ จำนวนครัวเรือนมากกว่า 500 ครัวเรือน วัดพัฒนาตัวอย่างแห่งนี้มีส้วมตั้งหน้าวัด โอ่อ่าเสีย….พูดไม่ออก เพราะเป็นวัดที่ยังไม่มีห้องครัว แต่ส้วมสวยสะอาด โอ้อ่าซะ… (ไม่เชื่อถามพ่อครูบา จอมป่วน และน้องครูปู)
การทำครัวในงานศพจึงใช้ระเบียงศาลาที่ตั้งศพนั่นแหละ

ทั้งข้าวปลาอาหาร ขนม นม เนย ถูกผลิตจากตรงนี้ ใช้ “ฝีมือ” หรือชาวบ้านเรียก “สีมือ” ทั้งพระทั้งแขกอาศัยท้องจากมุมนี้ ชาวบ้านจะมีชุดแม่ครัวประจำ เป็นที่รู้กันในระแวกนี้ว่า งานศพ งานอะไรจะหาคนทำอาหารเลี้ยงพระเลี้ยงแขกละก็ ติดต่อได้ ไม่ผิดหวัง แม่ครัวที่หลายรุ่นผสมผสานกัน แน่นอนต้องมีมือเด็ดๆในอาหารชนิดนั้นๆ เช่นน้ำพริกต้องแม่จำเนียร ต้มมะระต้องแม่สวง ขนมทองหยิบทองหยอดฝอยทองต้องแม่สาหร่าย


ผมแอบเฝ้ามองทีมงานทำงาน ระหว่างทำต่างก็คุยกันในเรื่องสารพัด แต่ทุกช่วงก็จะวกมาที่ขนม หรืออาหารที่กำลังช่วยกันปรุงอยู่นี่ ต่างคุยกันว่า ต้องนั่นลงกระทะก่อน นี่ลงหลัง นั่นปิดฝาหม้อ นี่ปิดฝาหม้อไม่ได้ เอาไฟอ่อนๆ หรือเร่งไฟหน่อย..ฯลฯ.. เรื่องราวที่คุยกันนั้นก็จะมีการหยอกล้อ มีแหย่ พูดเล่นพูดจริงให้ครึกครื้น แม้จะเป็นงานศพ


ผมประทับใจมาก และแฝงความเป็นห่วง ที่ประทับใจเพราะเทคนิค เคล็ดลับ หรือจะเรียกกลเม็ดการทำขนมฝอยทอง ทองหยอดนั้นทำอย่างไร แม้ว่าเครื่องไม้เครื่องมือจะไม่ครบถ้วนตามสูตรโบราณ ภายใต้ข้อจำกัดอย่างที่พ่อครูกล่าว แม่ครัวก็ทำผลิตผลงานติดปากแขกเหรื่อกันทั้งนั้น โดยเฉพาะผมเห็นคนต่างวัยเข้ามาช่วยทำ มาเสริม และเรียนรู้เทคนิคต่างๆไปโดยไม่ได้สอน เรียนโดยไม่เรียน สอนโดยไม่สอน แต่สาวรุ่นท่านนั้นได้ไปเต็มๆ
“นี่คือการส่งต่อทางวัฒนธรรม” ด้านอาหาร เคล็ดลับ หากจะพูดในภาษาสมัยใหม่ก็ว่า กระบวนการ ขั้นตอน เทคนิค ครบถ้วน ผมอยากเห็นเด็กสาวรุ่นใหม่เข้ามานั่งตรงนี้บ้าง
สายป่านทางวัฒนธรรมจะขาดหายไปเพราะยุคสมัยใหม่ เพราะมัวไปแข่งขันกันทำงานหาเงินไปซื้อกิน
งานวัดบ้านนอกก็มีคุณค่าซ่อนอยู่ให้เห็น
« « Prev : จากแม่สาครถึงสังคมผู้สูงอายุ..
Next : ดูญี่ปุ่นแก้ปัญหาพลังงานไฟฟ้า » »
2 ความคิดเห็น
ที่ผมเฝ้าถามตนเองมานานคือ ทำไมงานศพต้องมีการ “กินอาหาร” ด้วย
สำหรับผมถ้าไปงานศพ ผมจะไม่ยอมกินเลย เพราะผมว่ามันไม่เข้าบรรยากาศเอาเสียเลย
พูดง่ายๆ ผมกินไม่ลง แม้แต่น้ำ ยังปฏิเสธที่จะรับ
ไปงานศพ ผมจะนั่งทำสมาธิไปในตัว รำลึกถึงผู้วายชนม์ และ เสียงพระสวด
(หลังจากนั้น ก็ไปกินเหล้าต่อ …อิอิ) ..แต่อย่างน้อยผมว่า ผมรู้จักแบ่งเวลานะ
ถ้าเป็นงานแต่ง ก็พอกินได้ เพราะมันงานรื่นเริง
แต่งานศพเป็นงานเศร้า แถมศพก็นอนอยู่ใกล้ๆ กลิ่นก็ไม่ค่อยดี
แล้วกินกันเข้าไปได้อย่างไร..ด้วยความยินดีในกามรสแห่งลิ้นอีกต่างหาก
..เสียใจด้วยกับท่านบางทรายที่สูญเสียคุณแม่ครับ
ผมใคร่ขอบุญแห่งปัญญาที่จะได้จากคำถาม พลีอุทิศถวายแด่ดวงวิญญาณคุณแม่สาครด้วยเทอญ
โฮ มีเรื่องเขียนเยอะเลยครับงานศพ ทั้งเห็นด้วยและที่ไม่เห็นด้วย
งานนี้ผมได้ลงมาเป็นคนจัดงานเองร่วมกับน้องๆ เหมือนขับรถมือใหม่ เก้ๆกังๆ ขาดๆเกินๆ ก็เคยร่วมเคยเห็นแต่ไม่เคยมาเป็นคนจัดการเอง จริงๆแล้วผมมาช่วยจัดการมากกว่า คนจัดการจริงๆคือน้องชายกับน้องสาวที่เหนือยสุดๆ ผมแค่แสดงความกระจ่างในการเตีรยมงานแต่ละวัน สรุปงานแต่ละวัน ปรับเปลี่ยนตามเงื่อนไข ความเหมาะสมตลอดเวลา โฮ งานศพในวัฒนธรรมบ้านนอก ท้องถิ่นวิเศษชัยชาญนี่ เอาเรื่องครับ
ขอบคุณครับอาจารย์