AAR เฮหก…4 เชียงแสนกับบ่นปนสำนึก

โดย bangsai เมื่อ ธันวาคม 12, 2008 เวลา 11:03 ในหมวดหมู่ เฮฮาศาสตร์ #
อ่าน: 485

ผมเคยมาดูเมืองเก่าเชียงแสนครั้งหนึ่งนานมาแล้ว มาเองโดยไม่มีผู้บรรยาย แต่ก็ชื่นชมว่าเมืองเชียงแสนนั้นน่าสนใจความรุ่งเรืองในอดีต เมื่อได้มาฟังอาจารย์มิติเล่ายิ่งซาบซึ้ง หากฟังเวอร์ชั่นของลุงเอกก็จะยิ่งเห็นคุณค่ามากขึ้นเป็นทวีคูณ

เท่าที่ผมได้ยินเชียงแสนมานั้นก็มาฮือฮาตอนที่ทางราชการ และท้องถิ่นบางส่วนต้องการทำท่าเรือ ธุรกิจแม่น้ำโขงที่นี่ ท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ วัลลิโภดม ท่านออกมาคัดค้านอย่างหนักแต่ก็ไม่เป็นผล มาวันนี้เราสัมผัสท่าเรือที่เชียงแสนแล้ว

มุมมองผมนั้นสนับสนุนท่านอาจารย์ศรีศักดิ์ เพราะว่าตัวเมืองเชียงแสนโบราณนั้นมิควรที่จะเอาใดๆไปแตะต้องกล้ำกลายแม่แต่เสาไฟฟ้าสักต้นก็ไม่ควรด้วยซ้ำไป ปักขอบเขตบริเวณให้เป็นเมืองเก่าล้วนๆ ตัวเมืองใหม่อยู่นอกบริเวณนี้ …..แต่เปล่าเลยสิ่งก่อสร้างต่างๆรุกล้ำเข้าไปจนดูไม่ได้เลย หากเราจะตำหนิรัฐ ก็ไม่ผิด แต่ก็มีข้ออ้างมากมาย เช่นไม่มีคน ไม่มีงบประมาณ.. แต่ต้องตำหนิท้องถิ่นที่ไม่ได้ช่วยกันอนุรักษ์วัตถุโบราณแห่งนี้ (และแห่งไหนๆทั่วประเทศไทย) ดูเหมือนว่านอกจากจะไม่มีมุมทางอนุรักษ์พื้นที่คุณค่าทางประวัติศาสตร์แล้ว ยังทำลายอีกด้วย

ผมไม่ได้ตำหนิคนเชียงแสน แต่ผมตำหนิคนไทย พวกเราทั้งหมดนี่แหละที่มักง่ายเกินไป ผมเห็นชาวบ้านหลายแห่งตื่นขึ้นมาช่วยกันสร้างป่าชุมชนด้วยกันเอง โดยไม่มีราชการเข้ามาช่วยจนเป็นที่ประจักษ์ก็หลายแห่ง อาจเป็นเพราะป่าชุมชนนั้นๆมีประโยชน์โดยตรงต่อวิถีชีวิตชุมชน แต่วัตถุโบราณที่เป็นเมืองอย่างเชียงแสนนั้นก็อยู่ในลักษณะทำนองเดียวกัน แต่อยู่ในรูปแบบใหม่ เพราะสถานที่โบราณที่มีความสำคัญเช่นนี้ คือแหล่งเรียนรู้ อดีตของบรรพบุรุษชาติไทย ที่ลูกหลานสมควนเข้ามาสัมผัสและเข้าใจความเป็นมา ฯลฯ… และเป็นแหล่งท่องเที่ยวที่สำคัญ

ผมมองเลยไปถึงการทำลายวัฒนธรรมตัวเองด้วยวัฒนธรรมใหม่ วิ่งไปข้างหน้าโดยทำลายของเก่า หรือไม่แยแสต่อคุณค่าเดิมที่สร้างให้เป็นเราในวันนี้

เพื่อนแซ่เฮทุกคนในวันนี้ เดี๋ยวนี้ ตัวตนเป็นๆที่เห็นได้ จับต้องได้วันนี้ มีที่มาที่ไปมามากว่าตั้งแต่ยี่สิบปีไปจนถึง 50-60 ปี มีวันนี้ได้ไม่ใช่โผล่จากดินจากน้ำมาในเมื่อวานนี้ แต่ แต่ละท่านผ่านร้อนผ่านหนาว ผ่านทุกข์ สุข ต่อสู้ ล้มเหลว ชัยชนะ และสารพัดเรื่องราวที่เป็นเบ้าหลอมสร้างให้เรามาเป็นคนแซ่เฮวันนี้ เรานึกย้อนไปแล้วก็บอกว่า ทุกจังหวะก้าวคือคุณค่ามหาศาลที่จ่ายราคามาด้วยชีวิต …นี่คือภูมิหลัง เบื้องหลัง..และพัฒนาการทางประวัติศาสตร์บุคคล ไม่เชื่อลองอ่านดูใน ไผเป็นไผซิ ทึ่งซะไม่เมี๊ยะ


ก้อนอิฐก้อนดิน ลวดลายที่หลงเหลือบนซากปรักหักพังของเมืองเชียงแสนก็เช่นกัน ที่เห็นนั้นเป็นรูปธรรมที่เก็บงำนามธรรม คือพัฒนาการของเมืองทางประวัติศาสตร์ซึ่งก็คือเบ้าหลอมชีวิตของความเป็นคนไทย ชาติไทย เผ่าไทย ราษฎรไทย…ฯลฯ มาจนทุกวันนี้ เราจะสลัดก้อนอิฐแห่งความหลังลงไปโดยไม่สำนึกเลย แล้วมองไปแต่ข้างหน้าเช่นนั้นหรือ… เพื่อนไทย..ช่วยกันไตร่ตรองและมาอนุรักษ์ให้อดีตเรามีคุณค่ากันเถิด.. (ต๊ายย…บ่นซะยาวเลย)


10 ความคิดเห็น

  • #1 สิทธิรักษ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 14:57

    ครับ พี่ ระบอบทุนทำลายได้ทุกเรื่อง แม้แต่ความจริงในชีวิต
    ความที่เป็นตัวตน และ วิถีชีวิต ขนบธรรมเนียม วัฒนธรรม จารีตประเพณี

    เศร้ามากครับ ทุนเข้ามาซื้อแม้กระทั่งจิตวิญญาน ความเป็นคน แบ่งแยกความเป็นจริง

    เอาแค่นี้ก่อนครับ พี่ ขอบคุณมากครับ

  • #2 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 15:05

    ตามมาป่วนเพิ่มเติมค่ะ เราไม่ได้ให้คุณค่ากับอดีต แต่ให้มูลค่ากับมันค่ะ การซื้อขายเปลี่ยนมือ การบุกรุกต่างๆนานาจึงเกิดขึ้นอย่างสม่ำเสมอ อย่าว่าแต่คนอื่นเลย ตัวเบิร์ดเองยังรู้จักประวัติวัดพระแก้วในกทม.มากกว่าวัดในชร.ด้วยซ้ำ(ในสมัยเรียนนะคะ) มาเฉลียวใจเอาตอนโตว่าทำไมเป็นอย่างนั้น ก็พบว่าสิ่งที่เราเรียนรู้นั้นมาจากส่วนกลางทั้งหมดไม่ได้มีขนบธรรมเนียมท้องถิ่นแม้นแต่น้อย แล้วจะให้รู้จักคุณค่าได้อย่างไร?

  • #3 น้องจิ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 19:01

    คิดถึงจัง แวะมาเก็บความรู้อีกนิด อิอิ รักษาสุขภาพด้วยนะเจ้าค่ะ…หนูจิ

  • #4 nning ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 22:52

    ที่บ่นมาทั้งหมด ขออีกรอบหนึ่งค่ะ ต่อมสำนึกจะได้กระตุก

    ค่านิยมคนไทยแปลกๆ หลายอย่าง นิยมสะสมของเก่า เอามาเก็บงำเป็นของตนเองทั้งๆ ที่เป็นสมบัติของคนไทยทุกคน นิยมความทันสมัยจนลืมรากเหง้าของตัวเอง

    ทำไปทำมาก็มาช่วยบ่นอีกคนหนึ่งค่ะ

  • #5 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 23:22

    อาเหลียงครับ

    นั่นแหละ ดูเหมือนเราไม่ชอบแต่เราก็อยู่กับมัน
    เราวิภาควิจารณ์สารพัด แต่เราก็เดินในสายพานนี้ที่หมุนไป

    จริงๆเราไม่รังเกียจ หากเขามีคุณธรรม
    เถอะ..อยู่อย่างรู้ดีกว่าอยู่แบบไหลตามจนไม่เหลือสำนึก..

    อาเหลียงก็เป็นคนหนึ่งใช่ไหมครับที่เห็นมุมนี้

  • #6 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 23:40

    น้องเบิร์ดครับ

    สิ่งที่บอกดูเหมือนเป็นเรื่องปกติที่เกิดขึ้นกับทุกคนครับ ไม่เรื่องใดก็เรื่องหนึ่ง หรือมากกว่าหนึ่งเรื่อง

    การมาเชียงรายครั้งนี้มาแบบเลาะมุมลึกของเชียงรายจึงรู้จักความยิ่งใหญ่ของดินแดนเชียงรายและภูมิภาค ท้องถิ่นแถบนี้ทั้งอดีต และปัจจุบัน หากมีกระบวนการใดๆที่จะสร้างให้คนสัมผัสกับประวัติศาสตร์อย่างต่อเนื่องและเข้าด้านลึก อย่างมีสำนึกความเป็นลูกหลาน เชื่อว่าพี่น้องจะลุกขึ้นมาทำอะไรหลายๆอย่างเพื่อรากเหง้าของสายเลือดของเผ่าพันธ์

    สักวันหนึ่ง..จะมา

  • #7 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 23:41

    รับทราบจ่ะหลานจิคนเก่ง คิดถึงเช่นกันจ่ะ

  • #8 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 12 ธันวาคม 2008 เวลา 23:42

    น้องหนิงมาช่วยกันบ่นได้นะ อิอิ

  • #9 หมอเจ๊ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 ธันวาคม 2008 เวลา 19:26

    มาร่วมฟังคำบ่นด้วยคน…บ่นแล้วคิด…แล้ววววววววววววววววว..ยังไงดีน้า

  • #10 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 13 ธันวาคม 2008 เวลา 23:34

    โดยศักยภาพแล้ว เรายังไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะยังไม่มีเงื่อนไขที่จะก้าวไปแตะต้องได้

    เพียงแต่แสดงคำบ่นออกมา เบื้องต้นอาจจะมีใครฟัง ใครได้ยินแล้วเอาไปคิดต่อ หากบังเอิญมีใครที่มีบทบาทหน้าที่ ทีอำนาจ และเห็นด้วยก็อาจจะสานต่อ หากไม่มีก็ไม่เป็นไร แต่การเปิดประเด็นไว้ก่อนนั้น เท่ากับเรา พัดลูกกอล์ฟให้เลยหลุมไว้ก่อนจึงมีโอกาศลงหลุมได้ หากพัดไม่ถึงหลุ่มนั้นไม่มีสิทธิลงหลุมอยู่แล้ว

    เอ…..ไปเกี่ยวอะไรกับกอล์ฟเนี๊ยะ อิอิ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
เพื่อป้องกันสแปมกรุณาป้อนรหัสคำในภาพด้วยครับ คลิกบนภาพเพื่อฟังเีสียงของรหัสคำ
คลิกเพื่อฟังเสียงของรหัสป้องกันสแปม


Main: 0.302356958389 sec
Sidebar: 0.160078048706 sec