อุปกรณ์วิทยาศาสตร์ทำด้วยฝาหม้อพิสูจน์ความผิดของวิทยาศาสตร์ในตำราที่เชื่อกันมานาน

5 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 10 March 2011 เวลา 6:43 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1403

เมื่อประมาณ 14 ปีมาแล้ว (ยังไม่มีวิกีปีเดีย) ขณะผมเดินไปโรงเรียน (ไปสอน) ตอนรุ่งเช้า ผมชอบดูใบไม้ ดูไปดูมาผมสังเกตว่าใบหญ้า และ ใบไม้ที่เตี้ยๆติดดินนั้น น้ำค้างใต้ใบมีมากกว่าบนใบ ผมเลยพิสูจน์ด้วยการทดลองง่ายๆของตนเอง คือ เอาฝาหม้อไปคลุมดินไว้ เห็นถนัดว่า ใต้ฝาหม้อมีหยดน้ำค้างมากกว่าบนฝาหม้อมาก ผมจึงสรุปเป็นทฤษฎีว่าน้ำค้างส่วนใหญ่มาจากใต้ดิน ไม่ได้มาจากการควบแน่นของไอน้ำในอากาศ ตามที่เรียนกันมาในหนังสือวิทยาศาสตร์มัธยม …ขณะทดลองนี้หน้าหนาวนะครับ ไม่มีฝนตก

สงสัยว่ามันจะซึมขึ้นมาจากน้ำใต้ดินน่ะแหละ

ถ้าเป็นดังนั้น ผมคิดต่อไปว่า เวลาเราปลูกอะไรหน้าหนาวเราน่าจะคลุมดินไว้ด้วยอะไรสักอย่าง น่าจะเป็นสารสังเคราะห์ที่ไม่ซึมน้ำ เช่น พลาสติก แต่ควรมีรูหายใจด้วยสักเล็กน้อย เพื่อให้น้ำค้างมันควบแน่น แล้วไหลลงกลับสู่ดิน ก็จะช่วยลดการสูญเสียความชื้นของดินได้ ทำให้กล้าต้นอ่อนไม่ตาย และ อาจทำให้ไม่ต้องรดน้ำ หรือ รดน้อยลง

ที่ผมได้สังเกตอีกอย่างคือ ในหน้าแล้ง จะมีหญ้าขึ้นเป็นหย่อมๆ ผมก็ทดลองด้วยการเอาฝาหม้อไปครอบตรงหย่อมนั้น กับอีกใบไปครอบตรงไม่มีหญ้า ปรากฎว่า ตรงมีหญ้ามีหยดน้ำค้างเกาะใต้ฝามากกว่าตรงไม่มีหญ้านับสิบเท่า …นี่แสดงว่าตรงหย่อมหญ้านั้น เป็น “ตาน้ำ” ใต้ดิน ที่ประทุขึ้นมาพอดี อย่างนี้น่าขุดลงไปแล้วต่อท่อ กลั่นน้ำเอามากินมาดื่มก็น่าได้นะ หรือ เอามาทำระบบน้ำหยด เพื่อการเกษตรในบริเวณรอบๆ ก็อาจได้


ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒๖)

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 7 March 2011 เวลา 11:42 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1595

พื้นฐานของความเจริญทางวัตถุของฝรั่งในวันนี้มาจากการวิเคราะห์เป็นส่วนใหญ่ เช่น วิเคราะห์หาระเบียบของดวงดาว ยารักษาโรค โครงสร้างอะตอม และสมมติฐานของธรรมชาติ

ที่ฝรั่งชอบคิดวิเคราะห์เพราะมีพื้นฐานแนวคิดแบบเชิงเส้น (linear thinking) มานานจนนำไปสู่การนับถือศาสนาคริสต์เพราะเข้ากันได้กับแนวคิดเชิงเส้นนั่นเอง

การคิดเชิงเส้นคือการคิดที่เป็นเหตุเป็นผล กล่าวคือ เมื่อมีสิ่งหนึ่งก็ต้องมีสิ่งหนึ่งเกิดมาก่อนหน้านี้ ซึ่งต้องมีสิ่งอื่นอีกสิ่งหนึ่งเกิดมาก่อนหน้านั้นเสียอีก และต่อๆไปจนไปถึง “จุดกำเนิด” ของสรรพสิ่ง ดังนั้นเมื่อมีมนุษย์ก็ต้องมีที่มาว่ามาจากการสร้างของพระเจ้านั่นแล

ส่วนพวกไม่เชื่อพระเจ้าก็คิดว่าเมื่อมีโลกก็ต้องมาจากการระเบิดครั้งยิ่งใหญ่ (the big bang) ออกจากมวลเข้มข้น ในระดับสสารก็วิเคราะห์หาสิ่งกำเนิดแยกย่อยกันไปจนถึงระดับเล็กกว่าอะตอมไปแล้ว

การคิดเชิงเส้นทำให้พัฒนามาเป็นคนมีเหตุผล นำสู่การคิดค้นความรู้ทางวิทยาศาสตร์ได้มาก และการคิดแบบเชิงเส้นนี้สอดคล้องกับนิสัยตรงไปตรงมา (directness) ของฝรั่งดังที่เคยเสนอไว้ในตอนที่ … แล้ว

ส่วนคนไทยเรานั้นมักเก่งในการคิดแบบไม่เชิงเส้น (ไม่ตรงไปตรงมา) โดยเอาเรื่องหลายๆเรื่องมาต่อเป็นเรื่องเดียวกันได้อย่างเหลือเชื่อ เช่น การทอผ้าลวดลายมหัศจรรย์ทั้งหลาย (ผ้าโบราณฝรั่งไม่ค่อยมีลวดลาย) งานจักสานอันวิจิตร การแต่งกลอนที่มีสัมผัสนอกในวุ่นวายหลายตลบ การวาดภาพในงานศิลปะก็งอนไปงอมาเต็มไปหมด และการปรุงอาหารนั้นก็หลากรสมากในอาหารจานเดียวกัน (ส่วนฝรั่งมีรสเค็มรสเดียว) ส่วนหนังไทยเราก็ต้องมีครบทุกรส..บู๊รักโศรกตลกโป๊

ว่าไปแล้ว “การคิด” แบบไทยนั้นใช่ว่าใช้สมองคิดไปเสียหมด แต่อาจถือว่าใช้ระบบองค์รวมของความเป็นคน(ไทย)ช่วยในการคิดด้วย ถือว่าเป็นจุดแข็งสำคัญของชาติที่ผู้วางนโยบายพัฒนาชาติพึงตระหนัก จะได้พัฒนาได้ตรงกับจุดแข็งของเรา จะทำให้เรามีเอกลักษณ์พิเศษในโลก

ไม่ใช่เห็นฝรั่งเขาเจริญเพราะคิดวิเคราะห์เก่ง ก็เฮโลจะเลียนแบบเขาเสียหมด (อย่างนี้เรียกว่า เป็นคนไม่รู้จักคิด หรือ นัยหนึ่ง โง่ นั่นเอง)

เราต่างพากันประณามการสอนแบบเก่าของไทยเราว่าล้มเหลว ที่สอนแต่ให้นักเรียนจำ จำ และจำ โดยไม่สอนให้คิดมากเท่าที่ควร จนไปปฏิรูปการศึกษาให้สอนให้รู้จักคิดมากกว่าจำ โดยหารู้ไม่ว่า ในการจำนั้นถ้าทำให้ดีมันก็สอดแทรกการคิดได้ ส่วนในการคิดนั้นกว่าจะคิดอะไรออกมันต้องจำอะไรไว้มหาศาล (เช่น คนที่คิดเลขได้ไวก็ต้องจำแม่สูตรคูณได้หมดและจำวิธีการคิดลัดได้มากกว่าคนอื่นนั่นเอง) ผมเชื่อเหลือเกินว่าคนที่คิดได้เก่งที่สุดก็ต้องเป็นคนที่จำอะไรได้แม่นและมากที่สุดด้วย จากนั้นจึงเอาความรู้ที่จำไว้มาวิเคราะห์สังเคราะห์ขึ้นให้เป็นข้อวินิจฉัยอันฉลาดปราดเปรื่องเหล่านั้น

น่าเสียดายที่สุดที่บัดนี้เราปฏิรูปการศึกษา ห้าม รร.ไทยท่องอาขยาน (แต่สูตรคูณกลับให้ท่องเหมือนเดิม นี่มันสองมาตรฐานแท้ๆ) เลยทุกวันนี้เด็กไทยเราจำก็ไม่เก่ง คิดก็ไม่เป็น ศิลปะ และความพริ้วแบบไทยก็ไม่เหลือ (เพราะไม่มีอาขยานในใจ) อีกหน่อยก็คงเป็นขี้ข้าเขาได้อย่างเดียว (ตอนนี้ก็เป็นอยู่แล้ว)

จุดแข็งของคนไทยเรานั้นคือการ จำ และ การคิดสังเคราะห์ การคิดแบบไม่เชิงเส้น แบบองค์รวม ไม่ใช่การ ”คิดวิเคราะห์” เป็นเชิงเส้นแบบฝรั่ง ดังนั้นผมจึงขอเสนอให้รัฐบาลและผู้รับผิดชอบด้านการบริหารการศึกษาของชาติช่วยกันปฏิรูปการศึกษาเสียใหม่ ให้สอดคล้องกับลักษณะเด่นของเรา คือ ทำให้การ “คิดสังเคราะห์” เก่งเสียก่อน เพื่อเป็นบันไดไปสู่การคิดวิเคราะห์อีกที (เพื่อไปสู่สังเคราะห์อีกรอบ) กล่าวคือใช้การจำ และการคิดสังเคราะห์เป็นกุศโลบายไปสู่การคิดวิเคราะห์

ถ้าเราไปหักด้ามพร้าด้วยเข่า ด้วยการให้คิดวิเคราะห์แบบฝรั่งเลยผมว่าคงไปไม่รอดแน่ และถ้ายิ่งไปตัดตอน “การจำ” ออกไปแบบที่คิดกันผิดๆมาสิบกว่าปีแล้วก็ยิ่งไปกันใหญ่ เพราะการจำนี้เป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทั้งการวิเคราะห์และสังเคราะห์

พระเกจิสอนว่าการปฏิบัติธรรมให้ได้ผลนั้นมีสองวิธีใหญ่คือ สมาธินำปัญญา (เจโตวิมุต) และ ปัญญานำสมาธิ (ปัญญาวิมุต) ถ้าใช้วิธีที่เหมาะกับลักษณะตนก็บรรลุธรรมได้เร็วกว่าที่ใช้อีกวิธีหนึ่ง แต่สุดท้ายก็ได้ผลเท่ากัน ผมว่ามันเหมือนกับการพัฒนาชาติไทย เราจะเอาสังเคราะห์นำวิเคราะห์ หรือวิเคราะห์นำสังเคราะห์ก็ได้ อย่าไปคิดแต่ลอกเลียนวิธีการฝรั่งกันนักเลย

สำหรับการเมืองไทยเราก็สังเคราะห์ (สงเคราะห์) กันไปมาแบบที่ว่า “ไม่มีศัตรูถาวรนั่นเทียว” การโหวตก็โหวตแบบเฉโก ในขณะที่นักการเมืองฝรั่งโหวตแบบตรงไปตรงมา ประเด็นนี้สำคัญมาก มันบอกว่าเราไม่อาจใช้ระบบประชาธิปไตยแบบตะวันตกได้ ต้องปรับระบบให้เข้ากับนิสัย “ไม่เชิงเส้น” ของคนไทยให้ดี ไม่เช่นนั้นประชาธิปไตยไม่มีวันเบ่งบานในผืนแผ่นดินไทย

และถ้าการเมืองไม่เจริญเสียแล้ว ก็คงไม่มีวันที่ประเทศไทยจะเจริญเท่าฝรั่งไปได้


ไก่ปิ้งก่อโรคมะเร็ง

8 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 7 March 2011 เวลา 11:36 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1877

ผมเป็นคนชอบทำอาหาร เลยเอามาประยุกต์กะความเป็นวิดวะ ทำให้ตอนนี้ผมสามารถสร้างเครื่องปิ้งไก่ไร้ควัน (สารก่อมะเร็ง) โดยใช้เวลาปิ้งเพียง 30 นาทีเท่านั้น(ครึ่งหนึ่งของเวลาปกติ)

ยังประหยัดถ่านมากกว่าปกติด 4 เท่าอีกด้วย อีกทั้งเนื้อไก่สุกดีไม่มีเลือดตกค้าง สุกถึงเนื้อใน หนังไก่กรอบ

ที่สำคัญสูตรหม้กไก่ของผม ไม่เหมือนใคร นักนิยมกินไก่ตัวยงหลายคน ต่างร้องเสียงหลงไปตามกันว่าเป็นไก่ย่างที่รสอร่อยที่สุดเท่าที่เคยกินมาในชีวิต (แหม..อดยอตัวเองไม่ได้สักที)

เอ้าใครสนใจเอาไปเปิดแฟรนไชส์ นอกจากจะรวยแล้วยังช่วยทำบุญด้วยนะ เพราะช่วยลดมะเร็งทั้งคนกินและคนขาย

คนขายน่ะน่าสงสารที่สุด เพราะต้องยืนหน้าเตาตลอดเวลา แต่เครื่องปิ้งนี้คนปิ้งพลิกกลับไก่เพียงครั้งเดียวอีกต่างหาก ไม่ต้องคอยพลิก 60 ครั้ง (นาทีละครั้ง ) ซึ่งทำให้ต้องยืนเฝ้าหน้าเตาตลอดเวลา ก็สูดควันพิษกันทั้งปี โดยเฉพาะแม่ค้ากำลังตั้งท้อง ลูกในท้องก็สูดไปด้วย

เอ๊ะ…คล้ายๆว่าเคยเล่าเรื่องนี้มาแล้ว ถ้าใช่ขออภัยด้วย แก่แล้วก็หลงลืมกันบ้าง


(ไม่มีอดีตก็ไม่มีอนาคต)

4 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:05 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1776

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒๒)

คนไทยเราสนใจแต่อนาคต จน นายกฯทุกคน ต่างก็ไม่วายเว้นให้คำขวัญวันเด็กเหมือนๆกัน ทำนองว่า “เด็กคืออนาคตของชาติ” ซึ่งผมว่าผิดถนัด แท้จริงแล้วผมว่า คนแก่ต่างหากเล่าที่คืออนาคตของชาติ

แต่ฝรั่งเขาให้ความสำคัญกับคนแก่ (อดีต) มากกว่าคนหนุ่มสาว และเด็ก (อนาคต)

…ดารา นักร้อง นักข่าว ไทยเรา มักคัดเอาแต่เด็กๆ หน้าตาสวย หล่อ เป็นหลัก พูดจา ท่าทางก็แสนหน่อมเน้ม งี่เง่า…………..ส่วนฝรั่งเอาความสามารถเป็นหลัก ซึ่งส่วนใหญ่เรื่องพวกนี้มักมาตกที่คนแก่

ดาราฝรั่งจะพีค (peak) …แปลว่าได้ค่าตัวสูงสุดเมื่อ…ถ้าเป็นหญิงประมาณอายุ 40 ถ้าเป็นชายประมาณอายุ 50 ส่วนดาราไทย ก็ 20 ถึง 25 ตามลำดับ ถ้าเกินกว่านี้ก็ถดถอยแล้ว ต้องไปเล่นเป็น น้า อา แม่ ลุง ป้า ปู่ ย่า ตามลำดับ

นี่ว่าเฉพาะดารา ที่ยังพอฟังขึ้น ส่วนนักข่าวหน้าจอนี่ ไม่เข้าใจจริงๆ เพราะเป็นอาชีพที่ต้องการสมองมากกว่ารูปร่าง แต่ของไทยเราก็เห็นมีแต่นักข่าวสาว ใส่เสื้อคอลึกกระโปรงสั้นโชนมและขาอ่อนเป็นหลัก ขนาดออกเสียงให้ถูกต้องยังทำไม่เป็น อ่านตามสคริปต์ก็ยังตกหล่น แล้วมันมาเป็นนักข่าวได้อย่างไร น่าไปเป็นไก่ริมถนนเสียมากกว่า ในขณะที่นักข่าวฝรั่งส่วนใหญ่แก่ประมาณ 45 ขึ้นทั้งนั้น จน 70 ก็ยังมี

นี่แสดงให้เห็นชัดว่าฝรั่งเน้นกันที่เนื้อหา ส่วนไทยเน้นกันที่รูปแบบ

ฝรั่งเขานิยมของแก่ ของเก่า (ยกเว้นพวกหัวงูฝรั่ง ก็ชอบเด็กสาวเหมือนหัวงูไทย ) จึงนิยมไปเที่ยวพิพิธภัณฑ์กันมาก เมืองฮัมบูร์ก (เยอรมันนี) เมืองเดียว พลเมืองประมาณ 1 ล้าน มีพิพิธภัณฑ์ 200 แห่ง ในขณะที่กทม. มี 10 ล้านคน กลับมีไม่ถึง 10 แห่งกระมัง คนดูหรอมแหรมอีกต่างหาก พภ.แห่งชาติมีแต่ฝรั่งเข้าชมเป็นส่วนใหญ่ และก็มีเด็กนักเรียนที่ครู (บังคับ) พามาชม ส่วนประชาชนไทยทั่วไปแทบหาไม่เจอ

การขุดค้นทางโบราณคดีไทยเรา ต้องให้ฝรั่งมาขุด และมาสอนเราว่าเราเป็นใครมาจากไหน การอ่านหลักศิลาจารึก ก็ต้องให้ฝรั่งอ่าน ภาษาเราเองแท้ๆ มันหน้าเศร้ามากจริงๆ

ถ้าคนไทยเราศึกษาประวัติศาสตร์ให้ดีจะเกิดความภูมิใจและมั่นใจในตนมากกว่านี้ เพราะในอดีตแม้เพียง 300 ปีที่ผ่านมานี้ชาติไทยเราไม่ได้ด้อยไปกว่าฝรั่งเลย เช่น สมัยสมเด็จพระนารายณ์เรามีปืนใหญ่ไฟใช้แล้ว จนญี่ปุ่นต้องมาขอพึ่งเทคโนโลยีด้วยการส่งเทคโนโลยีการรบบนหลังม้าของซามูไรมาแลกเปลี่ยนหนึ่งกองร้อย (จนทำรายได้ทางอ้อมให้ไทยมาจนวันนี้เพราะดึงดูดนักท่องเที่ยวญี่ปุ่นให้มาชมหมู่บ้านซามูไรในไทย) และเราสร้างเรือเดินสมุทรขนาดใหญ่ที่สามารถบรรทุกช้างได้ 50 เชือก (จะลำโตขนาดไหน) เป็นต้น ก็ในสมัยนั้นยุคเรือปืน ใครมีสองอย่างนี้ก็ครองโลกได้ เช่น ปอร์ตุเกส ฮอร์ลันดา และเสปน ส่วนอังกฤษ เมกา เยอรมันยังเพิ่งตั้งไข่

ยิ่ง 3000 ปีก่อนยิ่งแล้วใหญ่ เราเจริญกว่าฝรั่งมากด้วยซ้ำไป มีหลักฐาน เหตุผล ที่น่าเชื่อได้ว่า ดินแดนขวานทองนี้เป็นต้นกำเนิดของยุคสำคัญของโลก เช่น ยุคเทคโนโลยีสำริด ยุคเหล็ก และยุคจรวด แต่พอถึงยุคอุตสาหกรรมเรากลับตกชั้นอย่างหลุดลุ่ย ต้องถามว่าทำไมเราถูกแซงฉลุยจนถึงทุกวันนี้ ….อาจเป็นเพราะเราไม่ศึกษาอดีต และไม่สืบต่ออารยธรรมดั้งเดิมนั่นเอง

การขุดค้นพบสำริดครั้งแรกที่บ้านเชียงนั้นได้รับการตรวจสอบอายุจาก ม.เพ็นซิลวาเนีย (ไอวีลีคส์ สรอ. ) และม. โอตาโก้ (ม.ชั้นนำสุดของนิวซีแลนด์) ได้ผลตรงกันว่าอายุประมาณหกพันปี ทำให้โลกตะลึงกันไปทั่วว่านี่คือจุดอารยธรรมสำริดเก่าแก่ที่สุดในโลก เก่ากว่าที่เมโสโปเตเมียที่ฝรั่งถือว่าเป็นต้นกำเนิดแห่งอารยธรรมฝรั่ง (และโลก) ถึงหนึ่งพันปี

ต่อมาอายุสำริดบ้านเชียงถูกลดระดับลงเหลือเพียง 4000 ปี เท่านั้น จนอ่อนกว่าที่เมโสฯ ซึ่งผมเชื่อว่าเป็นการทุจริตทางวิชาการของฝรั่ง เพื่อทำให้ฝรั่งยังคงเป็นแชมป์นั่นเอง โดยนักวิชาการไทยเราก็ไม่มีอำนาจต่อรอง (เพราะไม่มีความรู้เรื่องการวัดอายุวัตถุโบราณ …ทั้งที่ก็มีนักฟิสิกส์เก่งๆที่ส่งไปเรียนนอกกลับมากันเต็มเมือง)

ไทยเราน่าจะเป็นชาติแรกในโลกที่คิดค้นจรวด (หลักฐานคือ บั้งไฟ และ ตะไล) แต่พอพูดถึงบั้งไฟคนไทยส่วนใหญ่ก็นึกแต่ดูถูก หาว่าเป็นเรื่องของลาวอีสานที่งี่เง่า ยากจน โดยสูน่ะแหละที่งั่งจนหารู้ไม่ว่านี่แหละคือเทคโนสูงสุดของโลก ไม่เช่นนั้นพวกฝรั่งเขาไม่มีวลีติดปากหรอกว่า “smart like a rocket scientist” (ฉลาดยังกะนักสร้างบั้งไฟ) ส่วนไทยเราไปยกความฉลาดสูงสุดให้เป็นพวกหัวหมอ หัวเสธ ไปโน่น

ยิ่งตะไลยิ่งแล้วใหญ่ เป็นจรวดที่มีทรงคล้ายขนมกง หรือ โดนัท พุ่งทะยานสู่ฟ้าแบบควงสว่าน ที่ภัณฑรักษ์ (curator) แห่ง Smithsonian Aerospace Institute ได้บินลัดฟ้ามาหาผมเพื่อขอดู แล้วสรุปว่าไม่มีที่ไหนในโลก เป็นของไทยอย่างแน่นอน ซึ่งนี่มันเป็นพ่อของ rocket scientist อีกต่อ ที่ผมขอท้าว่าถ้าให้ ดร. ฝรั่งจบป.เอกด้าน aerospace engineering มาทำให้ขึ้น โดยให้เวลาสัก 5 ปี (และห้ามถามหาขอความรู้จากใคร) ผมพนันว่าทำไม่ขึ้นหรอกครับ แต่คนไทยโบราณทำขึ้นมาแล้ว และกำลังจะสูญหาย ไม่มีใครทำเป็นอีกแล้ว

ว่าถึงปีกเครื่องบิน ผมได้ศึกษาค้นคว้าแล้ว สรุปว่า คนไทยเป็นชาติแรกที่คิดค้นปีกเครื่องบิน หลักฐานมีอยู่ในกังหันลมไทยโบราณ (มีจัดแสดงไว้ในพิพิธภัณฑ์เทคโนโลยีไทยโบราณ มทส.) ปีกนี้ใช้หลักการทางอากาศพลศาสตร์ (aerodynamic) ทำให้เกิดแรงยกแบบปีกเครื่องบินเด๊ะเลย โดยเราทำจากไม้กระดาน เอามาเหลาให้อีกด้านหนึ่งโค้งมน ส่วนอีกด้านแบน ทำให้ได้แรงยกเมื่อหมุนไป เพียงแต่ว่าเราเอาแรงยกนี้มาแตกแรง (แน่ะ..รู้จักการแตกแรงอีกด้วย) เพื่อนำแรงมาหมุนใบกังหัน แล้วต่ออาการไปวิดน้ำเข้านา …กังหันนี้มีมาแต่อย่างน้อยสมัยร.๕ ดังที่บันทึกไว้โดยหมอบรัดเลย์ (Bradley?) แต่ฝรั่งเพิ่งรู้จักหลักการนี้เป็นครั้งแรกเมื่อปี คศ. ๑๙๐๓ นี่เอง ที่สองพี่น้องตระกูลไรท์ได้ทดลองการบิน ..ส่วนกังหันของพวกวิลันดาที่เรายกย่องให้เป็นแดนกังหันลมนั้น ใช้หลักการแรงฉุด (drag) ที่ไม่ได้สูงส่งอะไรเลย (ดอกทิวลิปที่คลั่งไคล้กันนั้นก็ไม่ได้วิเศษไปว่าดอกกระเจียวเลย ของเรามีหลายชั้นซับซ้อนกว่าด้วยซ้ำแต่กลับไม่คลั่งไคล้กัน เออ..จิ้มแจ่วกินกันตายก็ได้อีกด้วย)

ยังมีอีกมาก เช่น กลไกการเปลี่ยนอาการโยกเป็นอาการหมุน ที่โลกยกย่องให้เป็นการคิดค้นของ james watts เจ้าพ่อเครื่องจักรไอน้ำที่เป็นต้นธารแห่งการปฏิวัติอุตสาหกรรม เมื่อประมาณ 250 ปีมาแล้ว ..แต่เครื่องสีข้าวมือโยกไทยเรามีมานานก่อนหน้านั้นแล้ว แล้วเราก็ได้ทำเครื่อง “ตะบันไฟ” ที่น่าจะทำให้เราต่อยอดเป็นเครื่องยนต์ดีเซลได้ก่อนฝรั่งเสียอีก แต่ทุกวันนี้หาตะบันไฟเข้าพิพิธภัณฑ์ยังแสนยาก ผมขับรถตระเวนหามาห้ารอบประเทศได้มาสองอันเท่านั้นเอง

ฟันเฟืองเป็นการคิดค้นที่สำคัญ จนเป็นสัญลักษณ์ของวิศวกรรมศาสตร์ แต่เฟืองขบแบบฟันปลาพลิกกลับ (double helical gear) เพื่อทดรอบการหมุน ที่วิศวกรฝรั่งคิดค้นกันเร็วๆนี้ ก็มีหลักฐานให้เห็นอยู่ในเครื่องหีบอ้อยไทยโบราณ และ เครื่องคัดเมล็ดฝ้ายโบราณที่เราเรียกกันว่า “อิ้ว” ฯลฯ

คนไทยโบราณเราฉลาดล้ำเลิศปานนั้น แต่ถามว่าทำไมชาติไทยเราวันนี้กลับงี่เง่า คิดและทำอะไรเองไม่เป็น ดีแต่ลอกเขามาใช้ไปวันๆ พัฒนาประเทศก็ต้องไปยืมทุนและสมองเขามาก การศึกษาก็ต้องส่งไปเรียนนอก การเมือง การดนตรี แต่งกาย แม้แต่ส้วมขี้ ก็ไปลอกเขามาหมด

Those who don’t study the history are condemned to repeat it. นั่นคือภาษิตดังอันหนึ่งของฝรั่งเขา แปลว่า “พวกที่ไม่ศึกษาประวัติศาสตร์จะถูกสาปแช่งให้เดินซ้ำรอยเดิม”

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๑๒ พย. ๕๓)


ขุมปัญญาของโลกทั้งใบเอามาช่วยไทยให้ครองโลก (แบบเขียวๆ)

7 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 6 March 2011 เวลา 9:22 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1053

เมื่อผมคิดการณ์ใหญ่ ..เพ้อฝันไปเรื่อยๆ..เหนื่อยก็พัก

เรื่อง ขุมปัญญาของโลกทั้งใบเอามาช่วยไทยให้ครองโลก (แบบเขียวๆ)
กราบเรียน ท่านอาจารย์ปราโมทย์ นาครธรรพ พี่ เพื่อน น้อง ผู้ร่วมอุดมการณ์เขียวทุกท่าน
(สำเนาเรียน ….ที่อยากให้รับทราบอีกบางท่าน)

นับเป็นบุญครับที่พวกเราได้มาพบกันที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จ. อังกอราช ณ ริมขอบเขาใหญ่ เพื่อร่วมกันทำงานเพื่อสังคม ชาติ และโลก ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่ครูบาปราโมทย์ท่านว่า ซึ่งเรื่องเขียวนี้ผมขอ “ร่วมด้วยช่วยคิด ร่วมจิตช่วยทำ” ตามศักยภาพและข้อจำกัดแห่งตน (ขณะนี้ที่ทำได้คือ ร่วมด้วยช่วยกระพือครับ)

เท่าที่ผมฟังออก ท่าน อจ.ปราโมทย์ได้เสนอกิจกรรมในสามประเด็นคือ

1) โครงการ training of the trainers เพื่อนำสู่ รร.สีเขียว (ผมเสนอคำไทยว่า: โครงการฝนผู้ฝึก หรือ ฝึกผู้ฝน)
2) โครงการบุกอเมริกา ยกพลขึ้นบกที่ป่าอดิรอนแด็ก มลรัฐนิวยอร์ค (คิดได้ไง เยี่ยมจริงๆ ครับ แต่คงต้องออกแฮงกันพอควร)
3) โครงการศึกษาด้านชราภาพ (gerontology)

ซึ่งเรื่องทั้งสามนี้ท่านอจ.ได้เปรยให้ผมทราบแบบเสี้ยวๆมาเป็นระยะแล้วในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ยังต่อกระเบื้องแตกจนเห็นภาพรวมได้ไม่ชัดนัก บัดนี้พอเห็นลางๆแล้ว

พอตาเห็นสมองก็เริ่มคิดต่อ (ตามประสาคนชอบคิดแบบผม) ผมจึงได้เสนอโครงการคู่ขนานต่อที่ประชุม (เพิ่งทราบว่าเรื่องนี้ท่านอจ.ปราโมทย์ก็ได้ดำริไว้แล้วในบริบทของ emeritus university)

ผมใคร่ขอเสนอว่าปัจจัยทุกอย่างที่พวกราสนใจนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ คือ: เขียว การศึกษาของเยาวชนไทย ทุนก่อตั้ง ทุนดำเนินการ ความชรา ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นสากล

… ด้วยการจัดตั้ง สากลจักรวาลัยแห่งวิถีเขียว = Intusity of Green Tech

(หมายเหตุ Intusity = International + University ..university = จักรวาลัย (น่าแปลกใจว่าทำไมไปแปลกันว่า มหาวิทยาลัย) , international = สากล )

วิธีการคือ…เราจะเชื้อเชิญและคัดเลือกคนแก่เกษียณอายุจากทั่วโลกให้มาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในประเทศไทย ในพื้นที่ของ IGTech ซึ่งเชื่อว่าคนแก่จากมหาประเทศจำนวนนับล้านคนจะสมัครเข้ามา เนื่องเพราะประเทศเรามีสิ่งดึงดูดมากหลาย เช่น ค่าครองชีพต่ำกว่าเขาสิบเท่า ผู้คนมีอารยธรรมสูง(ใจดี) ภูมิอากาศอบอุ่น ธรรมชาติงดงาม อาหารอร่อย เครื่องอำนวยความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีก็พร้อมมูล….

…ดังนั้น การมาใช้ชีวิตเกษียณในเมืองไทยจะเป็นการอยู่อย่าง “ราชา” กล่าวคือ มีบ้านใหญ่ มีแม่บ้านทำอาหารอย่างดีให้กิน มีคนนวดแขนขาให้

แต่..ในล้านคนที่สมัครมานี้เราอาจรับได้เพียง 1000 คนเท่านั้น (รับยากกว่าเข้าฮาร์วาร์ดประมาณ 77 เท่า) โดยเราคัดเอาแต่คนชั้นดี เช่น ช่างฝีมือ นักคิด ศิลปินโดดเด่น นักปราชญ์อิสระ นักบริหาร อาจารย์มหาลัยหลากหลายสาขาโดยเฉพาะด้านชีววิทยาสิ่งแวดล้อม พฤกษศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง ….ยกเว้นพวกได้รางวัลโนเบล ไม่ต้องคัด ได้สิทธิพิเศษทันที

คนพวกนี้จะมาเป็นครูสอนใน IGTech ของเรานั่นเอง โดยเราจะให้เงินเดือน “แบบไทยๆ” ด้วย ประมาณเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่พวกนี้แก่แล้วให้สอนครึ่งเวลาก็พอ ก็ได้คนละ 2 หมื่น (เงินเก็บเขามีคนละ 10-20 ล้าน ความจริงเขาไม่ต้องการเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่เราก็ให้พอเป็นพิธี)

แบบนี้เรียกว่า “ถูกเหมือนได้เปล่า” เพราะคนพวกนี้คือสุดยอดมันสมองจากมหาประเทศที่สะสมความรู้ ความคิดความชำนาญมาจนแก่เต็มที่ (เช่น ท่านครูบาปราโมทย์ของเรานั่นปะไร) แล้วเราเอาท่านมาเป็นอาจารย์ IGT เพื่อให้การศึกษา “ราคาถูก” แก่เยาวชนไทย โดยเราไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนมหาลัยฝรั่งที่แสนแพง

ด้วยวิธีการนี้ IGT จะกลายเป็น “สกลจักรวาลัย” ที่มีคณาจารย์เก่งที่สุด เก่งกว่าในทุกมหาประเทศด้วยซ้ำไป เนื่องจากสุดยอดสมองทั่วโลกมารวมตัวกันอยู่ รวมทั้งสมองจากไทย ซิมบาบเว และบังคลาเทศด้วย เท่ากับว่าเป็น “ขุมปัญญา” ของโลกทั้งใบเอามารวมกันไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งนอกจากสอนเด็กไทยแล้ว พวกเขายังอาจ “รวมหัว” กันคิดอะไรดีๆ ออกมาช่วยโลกได้อีกมาก โดยหากไม่ได้มาอยู่รวมกันแบบนี้พวกเขาอาจคิดไม่ออกก็เป็นได้

กล่าวฝ่ายนักเรียน..เราจะมี “ค่าเทอร์ม” สามระดับคือ ลูกคนรวยขอเก็บแพงหน่อย อาจปีละ 3 แสน (ถ้าไปเรียนในม.ชั้นดีของฝรั่งอาจต้องเสียปีละ 3 ล้าน) ลูกคนชั้นกลาง 1.5 แสน ลูกคนจน ฟรี (แต่ต้องเก่งนะ)

ถ้ารับนศ.สัก 5000 คน นอกจากเราจะเลี้ยงตัวได้แล้วยังแถมจะมีกำไรสุทธิปีละ 500 ล้านบาท ก็สะสมเข้าไปเป็นกองทุนพัฒนามหาลัยไปเรื่อยๆ ทุกปี …ถ้านับรายได้จากโครงการวิจัยอีก อาจได้กำไรสุทธิปีละ 2,000 ล้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเอาขุมปัญญามารวมกันไว้ ..ขนาดม.จอห์น ฮอปส์กินส์ มีนศ. 2500 คน ยังมีรายได้จากโครงการวิจัยปีละหมื่นล้านได้เลย ทั้งที่คณาจารย์ยังไม่เก่งเท่า IGT ของเราด้วยซ้ำ

ถ้าทำได้แบบนี้ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์กันหมดเช่น

1) เยาวชนไทยได้การศึกษา “เขียว” ที่ดีที่สุดในโลก จากคณาจารย์ที่เก่งที่สุดในโลก และได้เรียน “ภาษานานาชาติ” ไปในตัว เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เสปน รัสเซีย ซิมบาบเว
2) นอกจากได้เรียนดีที่สุดในโลกแล้ว ยังมีราคาถูกเหมือนได้เปล่าอีกด้วย
3) คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตที่สบาย เพราะเงินของเรามีราคาถูกกว่าเขามาก ทำให้สามารถ มีแม่บ้าน คนสวน คนนวด พยาบาลคอยดูแล เท่ากับว่าเราได้บุญที่ช่วยให้คนแก่พวกนี้ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขมากกว่าปกติ
4) สภาพอากาศก็อบอุ่น ไร้หิมะหนาวเย็นหฤโหด ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อผู้ชรา ทั้งในความหนาว และการล้มลื่น
5) นอกจากความสุขกายแล้ว คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตบั้นปลายที่มีความหมาย (ได้เอาความรู้ที่สะสมไว้มาใช้ประโยชน์) ก็ยิ่งทำให้พวกเขาสุขใจด้วย
6) คนแก่ที่เก่งมากๆ แต่ยากจน (หัวดีแต่ยากจน) เช่น มาจากประเทศยากจน เราก็จะมี “ทุน” ให้มาสอน คือมีบ้าน อาหารฟรีให้ และให้เงิน ให้รถประจำตำแหน่งด้วย
7) ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอด “ยอดความรู้” จากต่างชาติ
๘) สิ่งแวดล้อมไทย และ โลกดีขึ้น (หลักสูตรที่สอนจะเน้นไปด้านเขียวหมดสิ้น เช่น เกษตรชีวภาพ เศรษฐศาสตร์เขียว อุตสาหกรรมเขียว)

ทุนประเดิม : น้อยมาก ไม่น่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อหาซื้อที่ดินสัก 1000 ไร่ แม้เครือข่ายพวกเราคนไม่รวยเงินร่วมกันลงขันยังพอไหวเลยครับ อย่างซวยก็แค่เจ๊งหมดตรูด แต่มีปัญญาอยู่กับตัว “แม้หมดตรูดก็ไม่อดตาย” หรอกครับ ชีวิตจะได้มีอะไรทำเล่นสนุกๆ และตื่นเต้นบ้าง

สถานที่..ควรอยู่ในอีสานเป็นแห่งแรก แต่แถววังน้ำเขียวที่ดินแพงมากแล้ว ….. ผมเสนอว่าอยู่แถวสีคิ้วน่าจะดี จุดที่สวยที่สุด คือ ริมลำตะคอง พื้นที่ทหาร ที่ยุคสฤษดิ์ ได้จับที่ไว้นับแสนไร่ ริมถนนมิตรภาพ ส่วนใหญ่ปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ (อ้างว่าเอาไว้ซ้อมรบเสมอมา) … ถ้าเราขอสัก 1000 ไร่ ริมลำตะคอง มีภูเขาด้วย สวยมากๆ เขาคงให้ (โดยเฉพาะถ้าเราบอกด้วยว่า ถ้าได้กำไรปีละ 2000 ล้าน เราจะแบ่งกำไรสุทธิให้ทหารเอาไปทำโครงการเขียวของทหารจำนวน 10% คือปีละ 200 ล้าน ..นี่คือการจับเสือ ทหารเขียว มือเปล่า…เอ๊ะสำนวนพูดผมเหมือนท่านอจ.ปราโมทย์เข้าไปทุกทีแล้ว) แถวจ.ชัยภูมิต่อเพชรบูรณ์ก็น่าสนครับ อากาศดี ภูมิประเทศเป็นลอนเขาเตี้ยๆ เรียกว่า ริมสวิสก็ว่าได้ และที่ดินยังราคาถูกมาก

ที่ผมเสนอว่าพื้นที่เริ่มต้นต้องใหญ่สักหน่อยก็เพื่อทำให้เป็นสวนเกษตร ส่วนป่า สาธิตกิจกรรมเขียวไปด้วย ที่สำคัญ เพื่อความยั่งยืนคือ เราต้องทำให้เป็นโครงการ “เขียวกินได้” ไม่ใช่เขียวที่รอแต่รับเงินบริจาคจากผู้อื่นเสมอไป กล่าวคือ นศ. ที่จบไปแล้วจะมีอาชีพเขียวอันหลากหลาย ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี ป.บัณฑิต โท ถึง เอก ที่สามารถเป็นสัมมาอาชีพได้ พร้อมช่วยนำประเทศไทย และโลกทั้งหมดให้เป็นเขียวไปด้วย อาชีพคือ เป็นครูสีเขียวในรร.สีเขียว เป็นพนักงานในบริษัทเขียว รวมทั้งเป็นเจ้าของกิจการเขียว

เราจะสร้างทั้งนักคิด และ นักทำ รวมทั้งนักบริหาร เพื่อเชื่อมโยงการคิด ไปสู่การทำ ทำเพื่อปฏิวัติโลกให้เป็นสีเขียว ไม่ใช่เขียวเฉพาะทางกาย แต่ใจต้องเขียวด้วย จนในที่สุดเหนือเขียว จนขาวใส โดยเราเอาเขียวมาเป็นอุบายในขั้นแรกๆเท่านั้นเอง

จากนั้นเราเชื่อมกับกำลังเสริมของเราที่ไปยกพลขึ้นบกไปยึดหัวหาดที่ป่าอดิรอนแดก นิวยอร์ค ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ไฟเขียวลามได้เร็วขึ้น ไปถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย โตเกียว โซล ปักกิ่ง …ยึดมาเป็นเมืองขึ้นเราให้หมด อิอิ

ถ้าเราทำสำเร็จจะถือเป็นอาณานิคมลูกที่สาม โดยลูกแรกคืออาณานิคมเรือปืนที่อังกฤษฝรั่งเศสมาทำไว้กับเรา ลูกที่สองนำโดยอเมริกา ญี่ปุ่นที่เอาโล”ภา”ภิวัตน์มาครอบเราให้เป็นทาส ส่วนลูกที่สามนี้เราเอา”บุญนิยม”มาให้โลกโดยใช้พลังความรู้แห่งโลกตะวันตกที่สะสมไว้นั่นแหละมากู้โลกให้รอดจากโลภาภิวัตน์ แบบหนามยอกเอาหนามบ่ง หรือที่ภาษาวิชาการด้านเทคโนโลยีการควบคุมเขาเรียกว่า feedback control system

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๕ มีค. ๕๔)

ปล. คิดแล้วก็ให้สังเวช จะหาสัก 100 ล้าน มาทำโครงการนี้คงแสนยาก ส่วนสนามกอล์ฟมันผุดขึ้นมาเป็นเทือก แต่ละโครงการใช้เงินพันล้าน ..โลกนี้มันแปลกหนอ


สามคนดีที่ช่วยโลก

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 March 2011 เวลา 6:54 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1085

คนหัวดี (intelligence) : เห็นความง่ายในสิ่งซับซ้อน (นักวิทยาศาสตร์)
คนลึกซึ้ง (wisdom) : เห็นความซับซ้อนในสิ่งง่ายๆ (นักปราชญ์)
คนฉลาด (shrewdness) : เห็นช่องทางทำเงินทั้งที่ง่ายๆและซับซ้อน (นักเซ็งลี้)

คนสามกลุ่มนี้ต้องพึงพากัน และต้องคานอำนาจกัน.. เพื่อนำโลกไปสู่ทางรอด ในลานปัญญานี้ มีคนพวกไหนบ้างหนอ


นอกคอกแต่ไม่นอกกรอบ

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 2 March 2011 เวลา 1:06 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1650

ทำไมฝรั่งเจริญกว่าไทย (๒๑) (นอกกรอบ vs นอกคอก)

คนไทยส่วนใหญ่ ไม่เว้นแม้ตัวผมเอง(ในบางครั้งที่เผลอไผล) มักชอบคิดว่าการที่คนไทยไม่เจริญเท่าที่ควรนั้นส่วนหนึ่งเป็นเพราะคนไทยส่วนใหญ่คิดแต่ในกรอบ ไม่รู้จักคิด “นอกกรอบ” กันบ้างเลย จนวันนี้ใครคิดนอกกรอบเราก็เทิดทูนกันหนักหนาไปแล้ว โดยเราไม่รู้จักแบ่งแยกระหว่างนอกกรอบ กับ นอกคอก เสียบ้างเลย

คนไทยเรามักมีนิสัย “พริ้ว” กว่าฝรั่ง ที่ค่อนข้าง “ตรง” (ทื่อ…ซื่อบื้อ) คนไทยเราชอบ “แซว” กัน ส่วนฝรั่งเรื่องแซวนั้นด้อยพัฒนามาก แต่ฝรั่งชอบเสียดสีลึกๆ ส่วนคนไทยชอบนินทาตื้นๆ มันก็ดี (และเลว) กันคนละอย่าง

ขอยกตัวอย่างเชิงรูปธรรม คือ การแต่งกาย ดนตรี และอาหารการกิน ซึ่งสามเรื่องนี้มันเป็นเรื่องสำคัญที่สุดของมนุษย์ “ปุถุชน” ก็ว่าได้

บทนี้คงมีหน้ากระดาษให้ได้เพียงเรื่องดนตรีเท่านั้น ซึ่งไทยเราก็ว่ากันไปแบบลูกทุ่ง ลูกกรุง เพื่อชีวิต (เพื่อชีวิตของนักร้องเป็นหลัก ) ไทยเดิม (โดย “เดิม” หมายถึง “น่ารังเกียจ” แต่ก็ต้องถนอมไว้เพื่อให้ได้งบประมาณมาบำรุงกายเพราะคนแก่ๆที่อนุมัติงบประมาณ มันก็คนเดิมๆ ที่ยังพอเห็นคุณค่าของของเดิมอยู่บ้าง)

ฝรั่งนั้นเขาให้ความสำคัญเรื่องดนตรีมาก โดยผมเชื่อว่ามันมีรากฐานมาตั้งแต่อริสโตเติ้ล นักปราชญ์เอกแห่งกรีกโบราณเมื่อสองพันกว่าปีก่อน ที่เป็นอาจารย์ของอเล็กซานเดอร์มหาราช ที่เข้ามาสมาทานพุทธศาสนาในระดับหนึ่ง จากการที่บุกอินเดีย โดยอริสโตเติ้ลได้กล่าวไว้ทำนองว่า … ดนตรีอุปมาดังศาสนาที่จะหล่อหลอมจิตวิญญาณของมนุษย์ให้เป็นแบบใดก็ได้

ซึ่งผมเห็นด้วยร้อยปูเซ็ง (ถ้าว่ากันแบบโลกิยะที่ยังไม่ถึงระดับโลกุตระ)

และนี่แหละที่ผมเห็นว่าเป็นรากฐานนำมาสู่ว่าทำไม โบสถ์ฝรั่งจึงนิยมร้องเพลงกันหนักหนา ทะลักล้นมายังเพลงคริสต์มัสต่างๆ ที่คนไทยเราเห่อเลียนแบบจนร้องกันได้ทุกคน เช่น “โจงกระเบน ๆ เป็นของเก่ามานาน” แต่ถ้าให้สวดมนต์ที่บ่งถึงหลักศาสนาพุทธซึ่งเป็นศาสนาประจำชาติแห่งตน กลับร้องไม่เป็น …

..เพลง “หนักแผ่นดิน” (ร้องโดยสันติ ลุนเผ่) ก็ทำให้เลือดไทยเดือดพล่านต้านภัย “แดง” ได้เสมอมา รวมถึงเพลงชาติ (แนวคิดฝรั่ง), เพลง “รักกันไว้เถิด” ที่มีส่วนช่วยให้เราเป็นชาติเรามาได้จนทุกวันนี้ เพลงทั้งหลายนั้นแม้จะด้อยสักหน่อย ก็ยังดีกว่าสิ้นชาติแหละหวา

เพลงไทยเดิมโบราณ ที่คนไทย “รุ่นใหม่” ทุกวันนี้เบื่อกันหนักหนานั้น ถ้ามองแบบ “พุทธอายวิว” แล้ว เราน่าจะเห็นได้ว่า เป็นวิวัฒนาการตามระบบวัฒนธรรมไทย ที่เน้น “ระเบียบ” หรือ “กรอบ” ที่กำหนดจาก เบื้องบน (เช่น พระราชา พระยา หรือ ครูดนตรีก็ตามเถิด) พอกำหนดมาแล้ว ส่วนใหญ่เราก็เชื่อฟัง ไม่กล้า “นอกครู” จนนำมาสู่การใกล้จะสูญพันธุ์ของดนตรีไทยเดิมในที่สุด

ส่วนเพลงฝรั่งแต่งโดยปัจเจก ที่ต้องฟังกระแสสังคมว่าชอบอะไรอย่างไร่ มันก็เลยยืนยงมาได้ เพราะอารมณ์ดนตรีนั้นมันฝังรากลึก ไม่ได้เปลี่ยนกันได้ง่ายๆ เหมือน กกน. หรือ เปลี่ยนนาย ที่ย้ายจากนายคนโน้น ไปสู่นายคนนี้ แบบไทยเรา…ไม่ว่าคุณจะรักทักษิณ หรือ อภิสิทธิ์ หรือ ปรีดี คุณก็ยังกินเผ็ด เค็ม เปรี้ยวเหมือนเดิมใช่ไหม ??? ฟังเพลงก็เดิมๆ อีกต่างหาก

..ดนตรีไทยเดิมเรานี้จะเล่นให้แรง เร่งเร้า ถูกใจวัยโจ๋ อย่างไรก็ได้ หรือจะให้ช้ากว่านี้สักสองเท่า เพื่อให้ถูกใจวัย “กล้วยไม้” อย่างไรก็ได้ แต่เราก็ไม่คิด ไม่ทำกัน ขอลอกฝรั่งอย่างเดียวก็พอแล้ว จนวันนี้เรามีแบงค่อกฟิลฮาร์โมนิคออร์เครสต้าแบบฝรั่งที่กำลังโด่งดัง ออกอากาศเสมอ แต่วงดนตรีไทยเดิมแห่งชาติกลับไม่มี ถึงมีก็ไม่มีใครฟังหรือซื้อเทปไปฟังหรอก (รวมทั้งผมด้วย เพราะโคตรน่าเบื่อ ฟังกี่เพลงก็เหมือนกันหมด ไม่มีการ “นอกกรอบ” บ้างเลย มีแต่ “นอกคอก” เท่านั้นเอง )

เพลงเดียวกัน เช่น ลาวดวงเดือน เขมรไทรโยค พม่ารำขวาญ มอญอ้อยอิ่ง ไปจนถึง แสนคำนึง ราตรีประดับดาว ทยอยนอก ฯลฯ ถ้าเล่นด้วยวงดนตรีต่างๆ จะมีระเบียบเพลงไม่เหมือนกันเลย (ขลุ่ยไปทาง ซอไปทาง ระนาดก็ไปอีกทาง ตามอารมณ์ผู้เล่นขณะนั้น)

แต่พอไปฟังเพลงคลาสสิคฝรั่งที่แสนสลับซับซ้อน ทุกวงกลับเล่นเหมือนกันหมด (ตั้งแต่เยอรมันถึงสหรัฐ) ต่างกันแต่ว่าวงไหนใหญ่เล็ก มีอุปกรณ์ต่างกันอย่างไรเท่านั้นเอง แต่ตัวโน๊ต ระดับจังหวะ 1/32 ที่จะต้องแทรกตรงช่วงเวลาไหนอย่างไร มันต้องเป๊ะๆ เสมอแหมือนกันหมด

ส่วนของเรา โน้ตเพลงง่ายๆ ..แอ้อี๋แอ ๆ … ปี่ไปทาง ขลุ่ยไปทาง ซอไปอีกทาง ผู้เล่นคนไหนจะแซกตรงไหน ตอดตรงไหนก็ได้ …เอาอารมณ์คนเล่นเข้าว่า (ยกเว้นกลอง ฉิ่ง ที่เหมือนเดิมทุกเพลง ฟังแล้วแสนน่าเบื่อ ไม่มีนอกกรอบบ้างเลย …โจ๊ติงๆทั่งติ๊งทั่ง ทั่งติงทั่งติงโจ๊ะจ๊ะ อยู่นั่นแหละ)

ยิ่งถ้าคนร้อง คนเป่า คนสี มีอันดับ ก็ยิ่งต้องสะกดให้เราฟังให้เพราะเสียอีกด้วย ดังนั้นเราจะเห็น รมต. นักการเมือง เศรษฐี ไทย มาร้องเพลงออกอากาศหน้าจอโทรทัศน์ระดับชาติบ่อยๆ แต่ฝรั่งไม่มีเลย เพราะคนมีอำนาจนั้น คนไทยเรายอมให้ “ผิด” และ “เสล่อ” ได้เสมอ กลายเป็นความน่ารัก น่าเอ็นดูไปอีกแบบ ซึ่งฝรั่งไม่มีแนวคิดแบบนี้ ที่คนรวยคนจนถ้าผิดก็ “ฟัน” ตามกฎหมาย เท่ากัน

เรื่องดนตรีนี้ ไม่มีในตำรารัฐศาสตร์ แต่มันแสดงให้เห็นว่า ฝรั่งนั้นเขาเคารพกฎกติกา ส่วนไทยเราเอาอารมณ์ตนเองเป็นหลัก ดังนั้นถ้าลอกเอากฎหมายฝรั่งมาใช้กับสังคมไทย ตามที่นักนิติรัฐศาสตร์ไทยเรา “ลอกข้อสอบ” เสมอมา มันก็คงบรรลัยในที่สุด

เรื่องดนตรีนี้ อ๊ะ …ฟังดูเหมือนว่าไทยเรามี “ปัจเจก” สูงกว่าฝรั่งเสียอีกนะ เล่นดนตรีแบบปัจเจก ยิ่งกว่าฝรั่งเสียอีกไปโน่น

เรื่องนี้ผมเคยเถียงกับฝรั่งบางคนมาก่อน ที่เป็นผู้รู้ด้านชาติพันธุ์วิทยา (anthropology) คือเพื่อนฝรั่งเขาหาว่าคนไทยมี ปัจเจกสูงมากกว่าฝรั่งเสียอีก เช่น การแต่งตัวฉูดฉาด มีสีสัน ลายดอกเป็นแบบเฉพาะตัว ในขณะที่ฝรั่งแต่งกายสีเทา สูตสามชิ้นเหมือนกันหมด ซึ่งผมเห็นด้วยในวิธีการ แต่ไม่เห็นด้วยในหลักการ ทำให้ผมเถียงกลับไปว่า ไม่ใช่หรอก คุณกำลังสับสนระหว่างคำว่า individualism กับ individuality ต่างหาก

ผมเห็นว่าคนไทยเรามี individualism (ความเป็นปัจเจกแห่งตน) ต่ำกว่าฝรั่งมาก แต่มี individuality (การแสดงออกเฉพาะตน) สูงกว่าฝรั่ง สองประเด็นนี้มันต่างกันมากยังฟ้ากะเหวก็ว่าได้

ความเป็นปัจเจกทำให้ต้องคิดยาวไกลเกินตัวไปถึงว่า …การกระทำของตนจะไปรบกวนความเป็นปัจเจกของผู้อื่นด้วยหรือไม่ เพราะคนอื่นเขาก็มีปัจเจกเหมือนกัน ถ้าไปละเมิดสิทธิแห่งปัจเจกเขา ก็มีหวังถูกสวนกลับ เช่นการแซงคิว ฝรั่งไม่กล้าทำหรอก ใครขืนทำก็จะถูกประชาทัณฑ์แน่นอน

ส่วนไทยเราไม่สนในเรื่องนี้ ใครแซงคิวเพราะคิดว่าตัวเองกล้ามใหญ่กว่าก็ไม่มีใครว่า (…คิดแต่นินทาในใจ ) ส่วนผมเองเคยด่าคนมาหลายครั้ง รวมทั้งด่าพนักงานคิดเงินด้วยว่าทำไมคุณไม่ด่าไอ้คนที่แซงคิว ทำไมต้องปล่อยให้เป็นหน้าที่ผมด้วย …รอดชีวิตมาเขียนจนบัดนี้ได้ สงสัยว่าชาติก่อนคงทำบุญมาพอควร …เอ้า เชื่อบุญกรรมตามประสาไทยอีกแล้วนะเนี่ย

นั่นว่าเพียงการแซงคิวในร้านค้า แต่ในราชการ การเมือง ธุรกิจ วิชาการ มันก็แซงคิวกันเสมอมา ส่งผลให้คนชั่ว คนแซงคิว มันมากุมอำนาจในทุกระดับจนบัดนี้ และนั่นคือคำตอบว่าทำไมประเทศเราจึงยังเป็นแบบนี้จนทุกวันนี้

ความเป็น individuality นั้นผมเห็นว่ามันเพียงต้องการแสดงออกให้ตนเด่นโดยไม่คำนึงถึงผู้อื่นเสียมากกว่า …เป็นการคิดแบบ “อำนาจนิยม” ไม่โดยตรงก็โดยอ้อม คนรากหญ้าชอบแซงคิวมากที่สุด นี่แสดงว่าเขามีอำนาจทางอ้อม ทั้งที่ยากจน ไม่มีอำนาจทางการเงินแต่ประการใด

ส่วนนิยามคำว่า “อำนาจ” นั้นต้องว่ากันอีกที มันยากมากทีเดียว เพระมันมีอำนาจหลายรูปแบบมาก เช่น พระ จะเทศน์ให้สำเนียงผิดเพี้ยนก็ได้ คนนิยมเสียอีก แต่ต้องเป็นพระที่ “เก๋า” สักหน่อย คือต้องมีอำนาจเชิงสังคมนั่นเอง ..ไม่ใช่ว่าพระจะมีกองกำลังหลายกองพลที่สามารถประกาศกฎอัยการศึกได้ก็เปล่า

สังคมไทยเรานั้นมันไม่อิงตน แต่อิงนาย อิงกลุ่ม ก็คืออิงอำนาจนั่นเอง แต่ถ้าอำนาจนั้นบังเอิญมากองรวมอยู่ที่ตนเอง ก็ไม่ต้องอิงใคร ก็อิงตนเองนั่นแหละ ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ “ลุแก่อำนาจ” อยู่เนืองๆ เพราะคนพวกนี้มันคิดว่า เห็นว่า ไม่มีอำนาจแห่งปัจเจกในสังคม มาคาน “อำนาจ” มันได้นั่นเอง

คนไทยบางคน มันมีเงินและหรืออำนาจแบบฟลุคๆ แบบอิงอำนาจคนอื่น ที่ไม่ได้ไต่เต้ามาด้วยความสามารถแห่งปัจเจกชนของตนเอง มันก็ไม่เข้าใจ ไม่ซาบซึ้งในคุณค่าของหยาดเหงื่อ มันก็เลยใช้เงินไปต่ออำนาจ อำนาจไปต่อเงิน แบบวงจรอุบาทว์ จนมันมีทั้งเงินมาก และอำนาจมากล้นประเทศ

….ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๖ พย. ๕๓)


ไทยเวียตนาม..ใครจะถึงเส้นชัยก่อนกัน

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 March 2011 เวลา 1:40 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1215

เวียตนามกำลังหายใจรดต้นคอเรา……..วลีดังกล่าวนี้มักได้ยินหนาหูขึ้นเรื่อยๆ เพราะคนไทยจำนวนมาก โดยเฉพาะพวกผู้บริหารประเทศชอบเอ่ยให้เราได้ยินอยู่เสมอ เพื่อตอกย้ำว่าเรากะเวียตนามกำลังแข่งขันกันอยู่ ในอดีตเรานำหน้าเขาตั้งเยอะ แต่ตอนนี้เขากำลังจะแซงเราแล้วนะ

การแข่งขันที่ว่านี้ก็คือการแข่งขันกันแบกเสลี่ยงให้ญี่ปุ่นและฝรั่งนั่งชมวิวโลกาภิวัตน์นั่นเอง ผมว่าถ้าเวียตนามจะแซงเราก็ปล่อยเขาไปเถอะ เพราะมันเป็นชัยชนะที่ไม่ได้น่าชื่นชมอะไรเลย

ในอดีต 50 ปีที่ผ่านมาคนไทยไม่ได้สร้างชาติด้วยมือของตัวเองเลย ทำกันง่ายๆด้วยการเปิดเสรีให้ต่างชาติมาลงทุนเท่านั้นเอง โดยคนไทยประมาณ 10 ตระกูลคอยร่วมลงทุนด้วย รายได้ประชาชาติสูงขึ้นแต่คนส่วนใหญ่ของประเทศ”จนลง” บ้านแตกสาแหรกขาดกันไปหมดเพราะพ่อแม่ต้องทิ้งลูกเต้ามาหาเช้ากินค่ำอยู่ตามนิคมอุตสาหกรรมอันแออัด ความพอเพียงที่เคยมีในอดีตกลายเป็นความไม่พอทั้งที่รายได้มีมากขึ้น

ผมอุปมาการกระทำแบบดังที่กล่าวนี้ว่าเป็นการแบกเสลี่ยงให้ฝรั่งและญี่ปุ่นนั่งชมวิวโลกาภิวัตน์ โดยเราได้ค่าจากแบกเสลี่ยงเล็กน้อยก็ภูมิใจกันหนักหนาว่ารวยแล้ว รวยกว่าไอ้พวกโน้นที่มันยังไม่รู้จักทำเสลี่ยงและยังไม่รู้จักพูดจาหวานๆเป็นภาษาต่างด้าวเอาใจนายต่างชาติ

และในระหว่าง 50 ปีที่ผ่านมานั้นเวียตนามต้องทำสงครามกับมหาอำนาจ โดยเราได้ส่งทหารไปร่วมบดขยี้เวียตกงกะเขาด้วย รวมทั้งเป็นฐานให้ทหารอเมริกันเข้ามาพักผ่อนนอนนวด (RR = rest and relaxation) จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของสถานบันเทิงต่างๆมาจนทุกวันนี้ ในช่วงนั้นเวียตนามก็เลย “ไล่” เราไม่ทัน ทั้งที่ในอดีตแต่สมัยโบราณมาสองประเทศนี้ก็เคียงบ่าเคียงไหล่กันมาตลอด

ประกอบกับรัสเซียลูกพี่เบิ้มสายสังคมนิยมก็ตะบะแตกกลายเป็นทุนนิยมไปแล้ว ก็เลยหมดที่ยึดเหนี่ยวทางใจ ก็เลยใจแตก คิดไปคิดมาให้ว้าเหว่ก็เลยยึดเงินเป็นสรณะไปกะเขาด้วย และถ้าจะรวยได้เร็วเหมือนเขาก็หมดปัญญา ต้องยอมมาแบกเสลี่ยงแข่งกัน ก็เท่านั้นเอง ใครชนะใครก็ไม่เห็นจะเป็นเรื่องน่าภูมิใจตรงไหนเลย

ถ้ารู้จักฉลาดมองแล้ว การที่เวียตนามมาแย่งอาชีพแบกเสลี่ยงนี้ นับเป็นการดีเสียอีก เราจะได้ตื่นตัวคิดกันได้เสียทีว่า อาชีพที่ไม่ได้ใช้สมองแบบนี้ ใครๆมันก็ทำได้ง่ายๆ ถ้าไม่เลิกตอนนี้อีกหน่อยก็ต้องแข่งกับเขมร ไนจีเรีย แลเะอื่นๆต่อไปไม่สิ้นสุด ก็ตัดราคาค่าแบกเสลี่ยงกันเอง ดังนั้น เราควรถือโอกาสนี้มาสะท้อนคิดเพื่อเปลี่ยนอาชีพเป็นอย่างอื่นที่ใช้ปัญญามากกว่านี้ได้แล้ว

ดังนั้น อย่าไปอิจฉาตาร้อนอะไรกะเวียตนามเขาเลย ต้องอนุโมทนาเขา และขอบคุณเขาด้วยซ้ำไปที่ทำให้เราได้คิด

เอ้า..ไม่แบกเสลี่ยง ก็คงต้องพัฒนาไปเป็นคนนั่งเสลี่ยงสิ…นั่นมันก็เกินไป ขอไอ้ที่มันสายกลาง มีอยู่พอใช้เหลือกิน มีเวลาว่างแสวงหาความสุขทางปัญญากันให้พอเพียงตามระดับชีวิตได้ไหม


อยากรวยเร็วให้เปิดร้านขายแว่นตา

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 March 2011 เวลา 1:05 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 9676

สังเกตไหมครับว่า 20 ปีที่ผ่านมา ธุรกิจที่เบ่งบานมากเป็นที่สองรองจากร้านขายมือถือ คือ ร้านตัดแว่น

หลงดีใจนึกว่าคนอ่านหนังสือกันมากจนตาสั้นกันหมด แต่เออ่านหนังสือทำไมมันโง่กันมากกว่าสมัยโบราณหว่า

ในที่สุด ก็พบตัวเชื่อม คือ บริษัทผลิตชิ้นส่วนอีเล็กทรอนิกส์ของต่างชาติ ที่มาลงทุนกันมากมาย จ้างคนงานนับแสนนับล้านคน จนอุตสาหกรรมนี้กลายเป็นอุตสาหกรรมที่ทำรายได้ส่งออกให้ประเทศมากที่สุด…จนนักวิชาการ นักการเมืองหลงใหลได้ปลื้ม กำลังวางนโยบายให้ประเทศไทยเลิกทำเกษตรกรรม เพราะรายได้น้อยมาก แต่งั่งพวกนี้คิดอย่างไรก็ไม่ออกว่ารายได้กรรมมารอพวกนี้ 90% อยู่ในกระเป๋านายทุนต่างชาติ

ผมไปสืบถามมา จากญาติพนักงานหลายคน ต่างให้การตรงกันว่าบริษัทพวกนี้มักจะให้ลองงาน 3 เดือน พอลองงานเสร็จก็ตาสั้นพอดี เพราะต้องทำงานใช้สายตามากในการประกอบชิ้นส่วนเล็กๆ (ก็มันอีเล็กฯ) จากนั้นก็ไม่ได้รับการบรรจุ ปล่อยลอยแพ ต้องไปตัดแว่นสายตาใส่กันมาก ค่าตัดแว่นพอๆกับเงินเดือนลองงานสามเดือน เท่ากับว่าไปรับใช้พวกมันฟรีๆ แถมเป็นคนกึ่งพิการทางสายตาไปตลอดชีวิต

ส่วนพวกตาแข็งแรงทำงานสามเดือนแล้วตาไม่สั้น ก็ได้บรรจุ ซึ่งทำให้ชิ้นงานพวกมันมีคุณภาพดีกว่าจ้างพวกใส่แว่น เพราะงานพวกนี้สายตาสำคัญมาก ส่วนสมองใช้น้อยมาก เข้าใจไหม

นี่แหละพี่น้องเอ๋ย นโยบายอันโฉดเขลาของรัฐบาลเรา ที่คิดกันง่ายๆ ได้เพียงแค่การขายแรงงานราคาถูกรับใช้นายทุนต่างชาติ ไม่เคยคิดสร้างชาติด้วยมือของคนไทยเราเอง ก็ต้องถูกเขาข่มขืนแล้วลอยแพเอาอย่างนี้แหละ และอีกหน่อยพอเขาสูบเลือดชาติเราหมดแล้ว เขาก็จะลอยแพชาติเราอีกต่างหาก พวกเราก็เหลือแต่ซากประเทศเอาไว้ตั้งต้นกันต่อไป

ท่านนัยกอ ท่านรอมอตอ ผู้ทรงเกลียดทั้งหลาย ท่านสำเหนียกภัยที่ว่ามานี้บ้างไหม หรือว่า ท่านสบายแล้ว ได้สายสะพายถ่ายรูปติดห้องรับแขกแล้ว ลูกเต้าก็ไปเรียนนอกกันหมดแล้ว ท่านก็เลยไม่ต้องคิดอะไรให้ไกลตัวไปกว่านี้แล้วใช่ไหม



Main: 0.32569599151611 sec
Sidebar: 0.016505002975464 sec