ขุมปัญญาของโลกทั้งใบเอามาช่วยไทยให้ครองโลก (แบบเขียวๆ)

โดย withwit เมื่อ 6 March 2011 เวลา 9:22 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1289

เมื่อผมคิดการณ์ใหญ่ ..เพ้อฝันไปเรื่อยๆ..เหนื่อยก็พัก

เรื่อง ขุมปัญญาของโลกทั้งใบเอามาช่วยไทยให้ครองโลก (แบบเขียวๆ)
กราบเรียน ท่านอาจารย์ปราโมทย์ นาครธรรพ พี่ เพื่อน น้อง ผู้ร่วมอุดมการณ์เขียวทุกท่าน
(สำเนาเรียน ….ที่อยากให้รับทราบอีกบางท่าน)

นับเป็นบุญครับที่พวกเราได้มาพบกันที่สถานีวิจัยสิ่งแวดล้อมสะแกราช จ. อังกอราช ณ ริมขอบเขาใหญ่ เพื่อร่วมกันทำงานเพื่อสังคม ชาติ และโลก ซึ่งมันคงไม่ใช่เรื่องบังเอิญอย่างที่ครูบาปราโมทย์ท่านว่า ซึ่งเรื่องเขียวนี้ผมขอ “ร่วมด้วยช่วยคิด ร่วมจิตช่วยทำ” ตามศักยภาพและข้อจำกัดแห่งตน (ขณะนี้ที่ทำได้คือ ร่วมด้วยช่วยกระพือครับ)

เท่าที่ผมฟังออก ท่าน อจ.ปราโมทย์ได้เสนอกิจกรรมในสามประเด็นคือ

1) โครงการ training of the trainers เพื่อนำสู่ รร.สีเขียว (ผมเสนอคำไทยว่า: โครงการฝนผู้ฝึก หรือ ฝึกผู้ฝน)
2) โครงการบุกอเมริกา ยกพลขึ้นบกที่ป่าอดิรอนแด็ก มลรัฐนิวยอร์ค (คิดได้ไง เยี่ยมจริงๆ ครับ แต่คงต้องออกแฮงกันพอควร)
3) โครงการศึกษาด้านชราภาพ (gerontology)

ซึ่งเรื่องทั้งสามนี้ท่านอจ.ได้เปรยให้ผมทราบแบบเสี้ยวๆมาเป็นระยะแล้วในช่วงหนึ่งปีที่ผ่านมา ซึ่งผมก็ยังต่อกระเบื้องแตกจนเห็นภาพรวมได้ไม่ชัดนัก บัดนี้พอเห็นลางๆแล้ว

พอตาเห็นสมองก็เริ่มคิดต่อ (ตามประสาคนชอบคิดแบบผม) ผมจึงได้เสนอโครงการคู่ขนานต่อที่ประชุม (เพิ่งทราบว่าเรื่องนี้ท่านอจ.ปราโมทย์ก็ได้ดำริไว้แล้วในบริบทของ emeritus university)

ผมใคร่ขอเสนอว่าปัจจัยทุกอย่างที่พวกราสนใจนั้นสามารถเชื่อมโยงเข้าด้วยกันได้ คือ: เขียว การศึกษาของเยาวชนไทย ทุนก่อตั้ง ทุนดำเนินการ ความชรา ความเหลื่อมล้ำ ความเป็นสากล

… ด้วยการจัดตั้ง สากลจักรวาลัยแห่งวิถีเขียว = Intusity of Green Tech

(หมายเหตุ Intusity = International + University ..university = จักรวาลัย (น่าแปลกใจว่าทำไมไปแปลกันว่า มหาวิทยาลัย) , international = สากล )

วิธีการคือ…เราจะเชื้อเชิญและคัดเลือกคนแก่เกษียณอายุจากทั่วโลกให้มาใช้ชีวิตช่วงสุดท้ายอยู่ในประเทศไทย ในพื้นที่ของ IGTech ซึ่งเชื่อว่าคนแก่จากมหาประเทศจำนวนนับล้านคนจะสมัครเข้ามา เนื่องเพราะประเทศเรามีสิ่งดึงดูดมากหลาย เช่น ค่าครองชีพต่ำกว่าเขาสิบเท่า ผู้คนมีอารยธรรมสูง(ใจดี) ภูมิอากาศอบอุ่น ธรรมชาติงดงาม อาหารอร่อย เครื่องอำนวยความสะดวกสบายทางเทคโนโลยีก็พร้อมมูล….

…ดังนั้น การมาใช้ชีวิตเกษียณในเมืองไทยจะเป็นการอยู่อย่าง “ราชา” กล่าวคือ มีบ้านใหญ่ มีแม่บ้านทำอาหารอย่างดีให้กิน มีคนนวดแขนขาให้

แต่..ในล้านคนที่สมัครมานี้เราอาจรับได้เพียง 1000 คนเท่านั้น (รับยากกว่าเข้าฮาร์วาร์ดประมาณ 77 เท่า) โดยเราคัดเอาแต่คนชั้นดี เช่น ช่างฝีมือ นักคิด ศิลปินโดดเด่น นักปราชญ์อิสระ นักบริหาร อาจารย์มหาลัยหลากหลายสาขาโดยเฉพาะด้านชีววิทยาสิ่งแวดล้อม พฤกษศาสตร์ เศรษฐกิจพอเพียง ….ยกเว้นพวกได้รางวัลโนเบล ไม่ต้องคัด ได้สิทธิพิเศษทันที

คนพวกนี้จะมาเป็นครูสอนใน IGTech ของเรานั่นเอง โดยเราจะให้เงินเดือน “แบบไทยๆ” ด้วย ประมาณเดือนละ 4 หมื่นบาท แต่พวกนี้แก่แล้วให้สอนครึ่งเวลาก็พอ ก็ได้คนละ 2 หมื่น (เงินเก็บเขามีคนละ 10-20 ล้าน ความจริงเขาไม่ต้องการเงินเดือนด้วยซ้ำ แต่เราก็ให้พอเป็นพิธี)

แบบนี้เรียกว่า “ถูกเหมือนได้เปล่า” เพราะคนพวกนี้คือสุดยอดมันสมองจากมหาประเทศที่สะสมความรู้ ความคิดความชำนาญมาจนแก่เต็มที่ (เช่น ท่านครูบาปราโมทย์ของเรานั่นปะไร) แล้วเราเอาท่านมาเป็นอาจารย์ IGT เพื่อให้การศึกษา “ราคาถูก” แก่เยาวชนไทย โดยเราไม่ต้องส่งลูกหลานไปเรียนมหาลัยฝรั่งที่แสนแพง

ด้วยวิธีการนี้ IGT จะกลายเป็น “สกลจักรวาลัย” ที่มีคณาจารย์เก่งที่สุด เก่งกว่าในทุกมหาประเทศด้วยซ้ำไป เนื่องจากสุดยอดสมองทั่วโลกมารวมตัวกันอยู่ รวมทั้งสมองจากไทย ซิมบาบเว และบังคลาเทศด้วย เท่ากับว่าเป็น “ขุมปัญญา” ของโลกทั้งใบเอามารวมกันไว้ ณ ที่นี้ ซึ่งนอกจากสอนเด็กไทยแล้ว พวกเขายังอาจ “รวมหัว” กันคิดอะไรดีๆ ออกมาช่วยโลกได้อีกมาก โดยหากไม่ได้มาอยู่รวมกันแบบนี้พวกเขาอาจคิดไม่ออกก็เป็นได้

กล่าวฝ่ายนักเรียน..เราจะมี “ค่าเทอร์ม” สามระดับคือ ลูกคนรวยขอเก็บแพงหน่อย อาจปีละ 3 แสน (ถ้าไปเรียนในม.ชั้นดีของฝรั่งอาจต้องเสียปีละ 3 ล้าน) ลูกคนชั้นกลาง 1.5 แสน ลูกคนจน ฟรี (แต่ต้องเก่งนะ)

ถ้ารับนศ.สัก 5000 คน นอกจากเราจะเลี้ยงตัวได้แล้วยังแถมจะมีกำไรสุทธิปีละ 500 ล้านบาท ก็สะสมเข้าไปเป็นกองทุนพัฒนามหาลัยไปเรื่อยๆ ทุกปี …ถ้านับรายได้จากโครงการวิจัยอีก อาจได้กำไรสุทธิปีละ 2,000 ล้าน ซึ่งไม่ใช่สิ่งที่เป็นไปไม่ได้ ถ้าเราเอาขุมปัญญามารวมกันไว้ ..ขนาดม.จอห์น ฮอปส์กินส์ มีนศ. 2500 คน ยังมีรายได้จากโครงการวิจัยปีละหมื่นล้านได้เลย ทั้งที่คณาจารย์ยังไม่เก่งเท่า IGT ของเราด้วยซ้ำ

ถ้าทำได้แบบนี้ทุกฝ่ายจะได้ประโยชน์กันหมดเช่น

1) เยาวชนไทยได้การศึกษา “เขียว” ที่ดีที่สุดในโลก จากคณาจารย์ที่เก่งที่สุดในโลก และได้เรียน “ภาษานานาชาติ” ไปในตัว เพราะสอนเป็นภาษาอังกฤษ เยอรมัน ฝรั่งเศส ญี่ปุ่น เสปน รัสเซีย ซิมบาบเว
2) นอกจากได้เรียนดีที่สุดในโลกแล้ว ยังมีราคาถูกเหมือนได้เปล่าอีกด้วย
3) คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตที่สบาย เพราะเงินของเรามีราคาถูกกว่าเขามาก ทำให้สามารถ มีแม่บ้าน คนสวน คนนวด พยาบาลคอยดูแล เท่ากับว่าเราได้บุญที่ช่วยให้คนแก่พวกนี้ได้ใช้ชีวิตบั้นปลายอย่างมีความสุขมากกว่าปกติ
4) สภาพอากาศก็อบอุ่น ไร้หิมะหนาวเย็นหฤโหด ซึ่งเป็นภัยอันตรายต่อผู้ชรา ทั้งในความหนาว และการล้มลื่น
5) นอกจากความสุขกายแล้ว คนแก่จากนานาชาติได้ใช้ชีวิตบั้นปลายที่มีความหมาย (ได้เอาความรู้ที่สะสมไว้มาใช้ประโยชน์) ก็ยิ่งทำให้พวกเขาสุขใจด้วย
6) คนแก่ที่เก่งมากๆ แต่ยากจน (หัวดีแต่ยากจน) เช่น มาจากประเทศยากจน เราก็จะมี “ทุน” ให้มาสอน คือมีบ้าน อาหารฟรีให้ และให้เงิน ให้รถประจำตำแหน่งด้วย
7) ประเทศไทยได้รับการถ่ายทอด “ยอดความรู้” จากต่างชาติ
๘) สิ่งแวดล้อมไทย และ โลกดีขึ้น (หลักสูตรที่สอนจะเน้นไปด้านเขียวหมดสิ้น เช่น เกษตรชีวภาพ เศรษฐศาสตร์เขียว อุตสาหกรรมเขียว)

ทุนประเดิม : น้อยมาก ไม่น่าเกิน 100 ล้านบาท เพื่อหาซื้อที่ดินสัก 1000 ไร่ แม้เครือข่ายพวกเราคนไม่รวยเงินร่วมกันลงขันยังพอไหวเลยครับ อย่างซวยก็แค่เจ๊งหมดตรูด แต่มีปัญญาอยู่กับตัว “แม้หมดตรูดก็ไม่อดตาย” หรอกครับ ชีวิตจะได้มีอะไรทำเล่นสนุกๆ และตื่นเต้นบ้าง

สถานที่..ควรอยู่ในอีสานเป็นแห่งแรก แต่แถววังน้ำเขียวที่ดินแพงมากแล้ว ….. ผมเสนอว่าอยู่แถวสีคิ้วน่าจะดี จุดที่สวยที่สุด คือ ริมลำตะคอง พื้นที่ทหาร ที่ยุคสฤษดิ์ ได้จับที่ไว้นับแสนไร่ ริมถนนมิตรภาพ ส่วนใหญ่ปล่อยทิ้งร้างไม่ทำประโยชน์ (อ้างว่าเอาไว้ซ้อมรบเสมอมา) … ถ้าเราขอสัก 1000 ไร่ ริมลำตะคอง มีภูเขาด้วย สวยมากๆ เขาคงให้ (โดยเฉพาะถ้าเราบอกด้วยว่า ถ้าได้กำไรปีละ 2000 ล้าน เราจะแบ่งกำไรสุทธิให้ทหารเอาไปทำโครงการเขียวของทหารจำนวน 10% คือปีละ 200 ล้าน ..นี่คือการจับเสือ ทหารเขียว มือเปล่า…เอ๊ะสำนวนพูดผมเหมือนท่านอจ.ปราโมทย์เข้าไปทุกทีแล้ว) แถวจ.ชัยภูมิต่อเพชรบูรณ์ก็น่าสนครับ อากาศดี ภูมิประเทศเป็นลอนเขาเตี้ยๆ เรียกว่า ริมสวิสก็ว่าได้ และที่ดินยังราคาถูกมาก

ที่ผมเสนอว่าพื้นที่เริ่มต้นต้องใหญ่สักหน่อยก็เพื่อทำให้เป็นสวนเกษตร ส่วนป่า สาธิตกิจกรรมเขียวไปด้วย ที่สำคัญ เพื่อความยั่งยืนคือ เราต้องทำให้เป็นโครงการ “เขียวกินได้” ไม่ใช่เขียวที่รอแต่รับเงินบริจาคจากผู้อื่นเสมอไป กล่าวคือ นศ. ที่จบไปแล้วจะมีอาชีพเขียวอันหลากหลาย ตั้งแต่ ปวช. ปวส. ป.ตรี ป.บัณฑิต โท ถึง เอก ที่สามารถเป็นสัมมาอาชีพได้ พร้อมช่วยนำประเทศไทย และโลกทั้งหมดให้เป็นเขียวไปด้วย อาชีพคือ เป็นครูสีเขียวในรร.สีเขียว เป็นพนักงานในบริษัทเขียว รวมทั้งเป็นเจ้าของกิจการเขียว

เราจะสร้างทั้งนักคิด และ นักทำ รวมทั้งนักบริหาร เพื่อเชื่อมโยงการคิด ไปสู่การทำ ทำเพื่อปฏิวัติโลกให้เป็นสีเขียว ไม่ใช่เขียวเฉพาะทางกาย แต่ใจต้องเขียวด้วย จนในที่สุดเหนือเขียว จนขาวใส โดยเราเอาเขียวมาเป็นอุบายในขั้นแรกๆเท่านั้นเอง

จากนั้นเราเชื่อมกับกำลังเสริมของเราที่ไปยกพลขึ้นบกไปยึดหัวหาดที่ป่าอดิรอนแดก นิวยอร์ค ก็ยิ่งไปกันใหญ่ ทำให้ไฟเขียวลามได้เร็วขึ้น ไปถึงอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน รัสเซีย โตเกียว โซล ปักกิ่ง …ยึดมาเป็นเมืองขึ้นเราให้หมด อิอิ

ถ้าเราทำสำเร็จจะถือเป็นอาณานิคมลูกที่สาม โดยลูกแรกคืออาณานิคมเรือปืนที่อังกฤษฝรั่งเศสมาทำไว้กับเรา ลูกที่สองนำโดยอเมริกา ญี่ปุ่นที่เอาโล”ภา”ภิวัตน์มาครอบเราให้เป็นทาส ส่วนลูกที่สามนี้เราเอา”บุญนิยม”มาให้โลกโดยใช้พลังความรู้แห่งโลกตะวันตกที่สะสมไว้นั่นแหละมากู้โลกให้รอดจากโลภาภิวัตน์ แบบหนามยอกเอาหนามบ่ง หรือที่ภาษาวิชาการด้านเทคโนโลยีการควบคุมเขาเรียกว่า feedback control system

…ทวิช จิตรสมบูรณ์ (๕ มีค. ๕๔)

ปล. คิดแล้วก็ให้สังเวช จะหาสัก 100 ล้าน มาทำโครงการนี้คงแสนยาก ส่วนสนามกอล์ฟมันผุดขึ้นมาเป็นเทือก แต่ละโครงการใช้เงินพันล้าน ..โลกนี้มันแปลกหนอ

« « Prev : สามคนดีที่ช่วยโลก

Next : (ไม่มีอดีตก็ไม่มีอนาคต) » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

7 ความคิดเห็น

  • #1 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:01 am

    แนวคิดนี้น่าสนใจมาก
    มีความเป็นไปได้สูง
    ขอเอาไปคิดเป็นการบ้านนะครับ
    แล้วจะนัดวันมา “เป่ายิงฉุบ”
    หรือถ้าโครงการทำนองนี้ยังไม่เกิดสักที
    ผมก็เอาแนวคิดนี้ไปทำอยู่แล้วตามประสา “โก๋แก่”
    ของดีๆสดๆซิงจะชักช้าไปใย
    มีสลึงพึงบรรจบให้ครบบาท
    ที่ยังขาด 199,999,999 บาท ก็บ่เป็นหยัง
    ผมจะไปขอให้หลวงพ่อดังๆที่ล่วงลับไปแล้วมาเข้าฝัน
    อาจจะมีโชคมิดีมิร้ายเป็นทองหลายๆแท่งก็ได้
    แคว๊กๆ

  • #2 ทวิช จิตรสมบูรณ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:07 am

    ผมเองก็อยากคุยกับบาท่านมากในเรื่องนี้ครับ คิดมานานแล้ว
    ไม่มีใครเอา เรามาทำกันสองคนก็ได้ครับ สนุกก่อนตาย

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:12 am

    ผมลุยแล้วนะครับ แต่อาจจะเก้งก้างไปหน่อย ถ้ามีที่ปรึกษาอย่างท่านจอหงวนกระจุยแน่

  • #4 ทวิช จิตรสมบูรณ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:29 am

    เอาโลดบาท่าน ส่วนผมนั้นแม้จะเป็นหนูน้อย แต่เชื่อว่าพอมีปัญญาที่จะเสริมช่วยบาท่านได้แน่ อีกทั้งหลากหลายกัลญานมิตรในบอร์ดนี้ และบอร์ดอื่นๆที่บาท่านมีสายระโยงอยู่ (ทั้งบอร์ดจริงและ e-บอร์ด)

    จุดประกายเล็กๆ ที่จะทำนี้จะลามไปทั่วโลกในที่สุด

    ความจริง 100 ล้านที่ว่านี้ผมตั้งเป็นกระทู้ให้มันดูฉูดฉาดไปอย่างนั้นเอง มะกะโท มีแค่น้ำลาย ยังเอานิ้วไปอมมาจิ้มเม็ดผัก จนตั้งตัวเป็นมหาราชาได้ ฉันใด บัดนี้เรามียิ่งกว่ามะกะโท 100 เท่า เราทำได้แน่ครับ ผมได้คิดนำร่องไว้บ้างแล้ว ..แล้วค่อยมาวินิจฉัยแนวทางกันต่อไปครับบาท่าน

  • #5 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:45 am

    การบ้าน

    1 หาที่ดิน 1,000 ไร่
    2 หาเงินกองทุน 100 ล้าน
    3 เพี๊ยงๆๆๆ

  • #6 ทวิช จิตรสมบูรณ์ ให้ความคิดเห็นเมื่อ 6 March 2011 เวลา 10:49 am

    เพี้ยงของบาท่านศักดิ์สิทธิ์แน่ครับ
    เพี้ยงละ 100
    สี่เพี้ยง ก็สี่ร้อยล้านแล้ว
    สาธุ มหาโมทามิ

  • #7 Logos ให้ความคิดเห็นเมื่อ 7 March 2011 เวลา 4:56 pm

    ปูทะเลย์มหาวิชชาลัย


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.09653902053833 sec
Sidebar: 0.090987920761108 sec