ช่วงเวลาที่ดำมืดของดงหลวง….

โดย bangsai เมื่อ ธันวาคม 26, 2009 เวลา 23:03 ในหมวดหมู่ ชนบท, สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย, เรื่องของชีวิต #
อ่าน: 2111

ผมมีงานที่จะต้องทำอยู่ชิ้นหนึ่งกับพี่น้องเครือข่ายไทบรู ดงหลวง คือการพูดคุยกันถึงเรื่องระบบนิเวศเกษตรวัฒนธรรมแบบดงหลวง เมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาเราจึงเชิญสมาชิกเครือข่ายไทบรูประมาณ 35 คนมา โดยเอาเวลาชาวบ้านเป็นหลักและเน้นสบายๆ ไม่มีพิธีรีตองอะไรให้บรรยากาศเกร็งเกินไป


ผมถามชาวบ้านว่าใครอายุมากกว่า 55 ปียกมือขึ้น มี 16 คน นอกนั้นต่ำกว่า จึงให้น้องที่ทำงานแยกกลุ่มชาวบ้านนั้นออกไปนั่งใต้ต้นไม้ ที่มีกองฟาง จึงใช้มารองนั่งได้ น้องจะพูดคุยกับชาวบ้านในหัวข้อ ระบบการปลูกพืชในปัจจุบัน และวัฒนธรรม ประเพณีที่ยังปฏิบัติกันอยู่ โดยเฉพาะส่วนที่เกี่ยวข้องกับการเกษตร


ส่วนผมนั้นอยู่กับกลุ่ม สว. คุยกันเรื่องพัฒนาการไทบรูในอดีตจนถึงปัจจุบัน และลงรายละเอียดแต่ละเรื่องเท่าที่เวลาจะอำนวย ความจริงเรื่องเหล่านี้เรามีข้อมูลอยู่แล้ว แต่การมาจัดพูดคุยกัน เพื่อ ตรวจสอบข้อมูล และเติมเต็มในส่วนที่เราต้องการเจาะลึกลงไป


บุคลากรในรูปนั้น อดีต คือ ทปท. หรือทหารปลดแอกประชาชนไทย บางคนมีตำแหน่งเป็นนายพัน ที่คุมงานสำคัญมาแล้ว บางคนเป็นฝ่ายเสบียง บางคนเป็นฝ่ายสร้างมวลชน บางคนเป็นผู้ผลิต บางคนเป็นหมอ ฯลฯ ล้วนทำหน้าที่เสี่ยงเป็นเสี่ยงตายมาแล้วทั้งสิ้น..

บางตอนที่เราพูดคุยกันนั้น ผมสะอึก เหมือนมีอะไรจุกอยู่ที่ลำคอ

บางทราย: พี่น้องครับ ผมอยากเรียนรู้ว่าสมัยที่ท่านเข้าป่าไปนั้นเป็นอย่างไรบ้าง…


พ่อสำบุญ: พ่อสำบุญพูดออกมาก่อนคนอื่นเลยว่า..อาจารย์ครับ ผมไม่อยากพูด มันยังแค้นอยู่….

บางทราย: ผมสังเกตใบหน้าพ่อสมบุญ นัยน์ตาท่านแดงกล่ำขึ้นมา..ผมตกใจเล็กๆ พยายามอธิบายว่า ผมไม่ต้องการรื้อฟื้น หรือไปสะกิดแผลใดๆให้บรรยากาศชุมชนเราเสียไป แต่เพียงผมอยากเรียนรู้ความเป็นไปของชุมชนนี้ในช่วงเวลาที่ผ่านมา หากพ่อๆไม่สบายใจก็ไม่ต้อเล่าให้ฟังก็ได้ครับ..

พ่อสำบุญ: ผมจะเล่าให้ก็ได้….เราถูกทหารตำรวจกระทำเกินไป ญาติ พี่น้องของพวกเราถูกกระทำเกินไป ใช้อำนาจบาดใหญ่ปฏิบัติกับเราอย่างไม่ใช่คน ชีวิตเราอยู่กับป่า เมื่อว่างจากงานประจำเราก็เข้าป่าไปหาของป่ามากิน มาแบ่งปันกัน ทหารมาตั้งฐานที่อำเภอ แล้วสั่งให้ชาวบ้านทุกคนรายงานตัว แล้วใครจะเข้าป่าต้องไปเอาบัตรที่อำเภอก่อน ซึ่งจะให้บัตรประมาณเวลา เก้าโมงเช้า และจะต้องกลับจากป่าก่อนสี่โมงเย็น มิเช่นนั้นจะถูกสอบสวนและลงโทษรุนแรง

เพราะระยะนั้นมี บุคคลสำคัญของ พคท.มาอาศัยในป่าแล้ว ทหารทราบ และพยายามกันมิให้ชาวบ้านติดต่อ หรือสนับสนุน หากทหารสงสารใครก็จะลากตัวไป ชาวบ้านนั้นตั้งตัวไม่ติด ไม่ชินกับมาตรการต่างๆ ทำตัวไม่ถูก และมีพี่น้องจำนวนมากถูกลากตัวไปลงโทษอย่างรุนแรง ป่าเถื่อน เช่น เตะ เอาท้ายปืนตี หากใครไม่ยอมรับ มีหลายคนถูกจับขึงพืดกางแข้งกางขา โดยไม่มีเสื้อผ้าทั้งชายหญิง เอาไฟลนอวัยวะเพศ….

ครั้งหนึ่งที่บ้านก้านเหลืองดงมีงานวัด ตามประเพณีท้องถิ่น ทหารสั่งว่าใครจะไปเที่ยวงานกลางคืนต้องเอาไฟที่ทำเป็นคบเพลิงไปด้วย ผมก็ไปกับเพื่อนบ้านกันหลายคน เดินกันเป็นแถว คนเดินนำหน้ามีไฟ แต่คนสุดท้ายไม่มี มันเตะเสียข้อมือหักเลย….

มันอยากกินไก่ กินเป็ดก็เอาไปเฉยๆ กลางคืนมีไฟบนยอดเสาสว่าง มันก็เอาปืนยิงซะแตกละเอียดเลย ส้มสูกลูกไม้ มะละกอ มันก็เอาปืนยิงเอา

ที่ร้าย มันขึ้นบ้านไหน ลูกเมียใครหน้าตาดีดีมันก็เอาไปนอนด้วย สุดที่จะมีใครขัดขืนได้ บางคนมีญาติพี่น้องขัดขืนมันก็ยิงตายไปบ่อยๆ แล้วก็ออกข่าวว่าเป็นสายคอมมิวนิสต์ เวลามันจัดงานมันก็เอาพวกสาวๆในหมู่บ้าน เอาครู มาเสริฟอาหาร เหล้ายาปลาปิ้ง แล้วมันก็เอาไปนอนด้วย….

ใครบางคน: อาจารย์..พวกผมน่ะไม่รู้จักเลยว่าคอมมิวนิสต์มันเป็นอย่างไร แต่ที่เข้าป่าก็เพราะทนไม่ได้ต่อเรื่องเหล่านี้ บุคคลดังๆที่เป็นนักการเมืองทั้งเหลืองทั้งแดงนั้น เคยอยู่กับพวกเรามาแล้ว

พ่อสำบุญ: อาจารย์…. ผมสุดทนอีกต่อไป วันหนึ่งมีงานที่อำเภอ ผมนัดสหายป่าสามคน อาวุธครบมือ ปนมากับชาวบ้านเพื่อมาสังหารนายพันท่านนั้น…แต่แล้วบุญเขายังมีอยู่ วันนั้นเขาไม่มาในงาน…..

……

ช่วงที่เราออกจากป่ามาแล้ว ทางราชการจัดงานใหญ่ แล้วเอานายทหารท่านนั้นมา…เขามาขึ้นเวทีใหญ่ มากล่าวขอโทษ มากล่าวสำนึกการกระทำที่ผิดพลาดไปแล้ว นายทหารท่านนั้นร้องให้กลางเวที…

……

ผมปล่อยให้เวลาผ่านเลยไปจนไม่ได้ควบคุมตามกำหนดการ ปล่อยให้ความพลั่งพรูของพี่น้องปลดปล่อยสิ่งดำมืดในอดีตออกมา

ก่อนที่เราจะหยุดพักกินข้าวกลางวันที่เป็นอาหารพื้นเมืองง่ายๆ ลาบหมู กับต้มไก่บ้าน ส้มตำ ข้าวเหนียวเยอะๆ ชาวบ้านต่างอิ่มหนำสำราญ..

ผมแอบไปนั่งทบทวนสิ่งที่ได้รับมาทั้งหมด.. ใจผมหลุดลอยเหมือนย้อนไปเมื่อสามสิบปีที่ผ่านมา…เห็นใบหน้าพี่น้องที่ดำกร้าน นัยน์ตาแสดงความรู้สึกที่เป็นฝ่ายถูกกระทำ

แต่วันนี้ เขาสลัดสิ่งเหล่านั้นไว้ในหลุมดำหมดแล้ว เขารวมกลุ่มกันใหม่ แต่เป็นกลุ่มเพื่อการพัฒนาเพื่อการพึ่งตนเอง ท่ามกลางกระแสทุนที่ยั่วยวนจิตใจเราให้คล้อยตามไปทุกวินาที

ทุกครั้งที่ผมไปเยี่ยมพี่น้องบรู หรือไทโซ่ดงหลวง ผมมองตาท่านเหล่านั้น ผมสัมผัสเรื่องราวย้อนหลังไปได้มากกว่า 50 ปี…. ค่อยๆก้าวไปกันเถอะ

เราไม่ใช่ผู้วิเศษที่จะมาเนรมิตใดๆ มีแต่ร่วมคิดร่วมทำ เราตระหนักพระราชดำริของในหลวงที่พระราชทานไว้ว่า “เข้าใจ เข้าถึง พัฒนา…”

« « Prev : Tsunami..

Next : ความงามของชนบท » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 Lin Hui ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 ธันวาคม 2009 เวลา 9:22

    ใจที่บอบช้ำ ต้องเยียวยาด้วยใจ ความจริงใจ จริงจัง จวบจนใจ แจ่มแจ้ง จึงจะได้ใจค่ะ ขอให้ความมุ่งมั่นด้วยใจ น้องบางทรายจงประสบความสำเร็จ ดุจแผลที่กลัดหนองควรเปิดแผลขูดเอาหนองและส่วนที่ออกไป เพิ่ใให้เนื้อใหม่งอกออกมา แผลก็จะหายถึงแม้จะมีร่องรอยของแผลเป็น มันแค่เป็นประวัติที่ต้องจดจำ เป็นประวัติศาสตร์ที่ต้องจดจำ เพื่องป้องกันไม่ให้เหตุการเยี่ยงนี้เกิดขึ้นได้ ในสังคมของมนุษย์ที่เจริญแล้ว จิตต้องเป็นดวงจิตที่มีสติค่ะ ขอส่งดอกไม้มาให้กำลังใจพี่น้องเคือข่ายไทบรูผู้กล้า แห่งดงหลวงทุกท่าน ขอให้ปีใหม่เป็นปีที่เปิดมิติใหม่แห่ง การพัฒนาความเจริญก้าวหน้า ในการฟื้นฟูธรรมชาติสิ่งแวดล้อม ที่เป็นธรรมชาติล้ำค่า ให้สมคุณค่ากับเครือข่ายไทบรู ผู้กตัญญูต่อธรรมชาติ สร้างประวัติศาสตร์จารึกในแผ่นดินเกิดค่ะhttp://lanpanya.com/linhui08/files/2008/10/9rosesnote.jpg

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 27 ธันวาคม 2009 เวลา 10:16

    กราบขอบพระคุณพี่หลินครับ

  • #3 สาวตา ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 ธันวาคม 2009 เวลา 18:24

    พี่บู๊ดค่ะ ในบางครั้งคนเราก็ต้องการคนที่เข้าใจและรับฟังสิ่งที่อัดอั้นอยู่ในใจได้ แล้วคนๆนั้นก็เป็นคนที่มีคุณลักษณะพิเศษด้วยนะคะพี่ นั่นก็คือ รับฟังเขาอย่างเข้าใจ ไม่โต้ ไม่แย้ง ไม่สอน แค่ฟังๆๆๆๆๆ โดยที่ในขณะที่ฟังเขาก็รับรู้ว่าฟังเขาด้วยใจจริงๆ 
    พี่บู๊ดคงเป็นคนๆนั้นที่เขาค้นหานะพี่ เขาจึงได้บอกเล่าสิ่งที่อัดอยู่ในใจเขาออกมาอย่างนี้ 
    พี่ได้ช่วยให้สภาวะที่อัดอั้นทางใจเขาดีขึ้นกว่าเดิมนะพี่  แม้สิ่งเหล่านี้จะเป็นอดีตแต่เขาก็อยากให้มีคนรับรู้ค่ะ

    ฟังเรื่องราวแล้วดีใจกับพี่ด้วยค่ะ เห็นความก้าวหน้าที่น่าชื่นชม

    เรื่องนี้สอนให้น้องรู้ว่า เมื่อเราเห็นคนอื่นเป็นมนุษย์เหมือนเรา เราก็ได้ใจของเขามาจริงๆอย่างไม่ยากเย็นเลย  ขอบคุณค่ะสำหรับเรื่องเล่าที่เป็นมุมสอน

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 29 ธันวาคม 2009 เวลา 19:48

    จริงๆครับน้องหมอตา การรับฟังแบบไม่มีเงื่อนไข ฟังอย่างเคารพต่ออารมณ์ความรู้สึกที่เขามีอยู่ รองรับสาระและท่วงทำนองนั้นไว้อย่างร่วมสถานการณ์นั้นๆ เมื่อคนหนึ่งพูด อีกสิบคนก็ตามมา เรื่องราวต่างๆที่เราทั้งเคยและไม่เคยได้ยินมาก่อนก็ไหลหลั่งออกมา

    ในทางบวก เราเข้าใจเบื้องลึกของเขา ดังนั้นจังหวะก้าวในกิจกรรมต่างๆจึงถูกออกแบบใหม่ มิใช่ขับเคลื่อนไปตามหลักการต่างๆ ดัดแปลงเท่าที่จะเห็นว่าสอดคล้องกับสภาวะของเขาเหล่านั้น  น้องหมอตาคงผ่านเรื่องเหล่านี้มามาก จึงเข้าใจดี

    ขอบคุณมากครับ


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.054194211959839 sec
Sidebar: 0.042882919311523 sec