ไปกินฝิ่น..

โดย bangsai เมื่อ กุมภาพันธ 18, 2012 เวลา 21:40 ในหมวดหมู่ ชนบท, ธรรมชาติ และสิ่งแวดล้อม, สังคม บ้านเมือง ประชาธิปไตย #
อ่าน: 3780

ไปขุดเอาภาพที่ไปทำงานในลาวมาเขียนบันทึก ให้เห็นบางมุมของชนบท ที่เหมือนบ้านเราในอดีต สภาพยังต้องการพัฒนาอีกมาก โดยเฉพาะโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ถนน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ

พูดถึงเรื่องนี้มีบางมุมในทฤษฎีทางสังคมที่กล่าวว่า ระดับของการพัฒนานั้นขึ้นกับชุมชนนั้นอยู่ห่างไกลตัวเมืองมากน้อยแค่ไหน แต่ปัจจุบันหลักการนี้อาจจะไม่จริงเสียแล้วเพราะ หลักการนี้จะใช้สภาพถนนเป็นตัวบ่งชี้การเปลี่ยนแปลงชุมชน หากถนนดี ก็จะมีการเดินทางเข้าออกมาก ระบบธุรกิจก็เข้าไปมาก การลงทุนก็มีมาก ก็เกิดการเปลี่ยนแปลงมาก แต่ปัจจุบันมีระบบสื่อสารที่เป็นคลื่น ไม่มีถนน หรือถนนไม่ค่อยดี แต่การรับรู้ข่าวสารทางอื่นมีมากมาย อย่างผมเคยพบ ชุมชนชายป่าห้วยขาแข้งที่นครสวรรค์ โทรศัพท์ติดต่อกับลูกสาวที่ญี่ปุ่นได้..


ดูภาพเหล่านี้สิครับ มันเป็นธรรมชาติของวิถีชนบท พี่เลี้ยงน้อง เพื่อนเด็กชายหญิงเล่นด้วยกัน มีความผูกพัน ใกล้ชิด เห็น สัมผัสชีวิตกันและกัน เหล่านี้คือพื้นฐานแรกๆของแรงเกาะเกี่ยวทางสังคมอันเป็นฐานของ ทุนทางสังคมชุมชน


ที่บ้านนี้ผมตื่นเต้นที่เกือบทุกบ้านปลูกต้นไม้ทำเป็นรั้ว ผมสงสัยว่าต้นอะไร พ่อท่านนี้บอกว่าต้นกฤษณา ที่พ่อค้าซื้อเอาเนื้อไม้ไปกลั่นเป็นน้ำหอม หากต้นที่มีแก่นก็ราคาแพง หากไม่มีแก่นอยากได้เงินก็ตัดขายได้ ชั่งเป็นน้ำหนักขาย ผมไม่ได้ค้นสมุดบันทึกดูว่าราคาเท่าไหร่ แต่ถูกมาก พ่อท่านนี้กล่าว


ผมเดินไปอีกหน่อยก็เห็นกะบะยกพื้นสูงปลูกผักสวนครัว คือหอมแดง แต่มีต้นฝิ่นแซม ดอกฝิ่นสีขาวกำลังชูช่อสวยงามเชียว ผมคุ้นเคยดอกฝิ่นทั้งสีขาวและสีแดง เพราะสมัยทำงานที่สะเมิงที่นั่นเป็นพื้นที่ปลูกฝิ่นเป็นไหล่เขาเลย ผมปีนไปถ่ายรูปบ่อยๆ ต่อมาจึงมีการปราบปรามและเป็นพืชต้องห้าม แต่ที่นี่ปลูกในบ้านเลย


ผมถามพ่อที่เดินมาด้วยกันว่า เขาไม่ห้ามปลูกหรือ และปลูกทำไมในกะบะที่บ้านเช่นนี้ พ่อเขายิ้มๆแล้วตอบผมว่า หากปลูกเล็กน้อยเช่นนี้ไม่เป็นไร ก็ปลูกเอาไว้กินใบอ่อนนั่นไง อร่อยด้วยนะ กรอบ กินสดๆกับน้ำพริก กับลาบ และสารพัดเหมือนผักทั่วไป….

แหม เราทราบดีว่าฝิ่นนั้น ยางที่ผลนั้นมีฤทธิ์เป็นยาแก้ปวด หากกินมากๆก็ติด แต่ใบฝิ่นนี่มีคุณสมบัติทางยาอย่างไรบ้างผมไม่ทราบ และไม่ได้ทดลองชิมด้วยซี แหม….มังสวิรัติแบบผม แบบพ่อครูบาฯ มีพืชที่น่าทดลองเพิ่มขึ้นอีกแล้วซิ

แต่เป็นพืชต้องห้าม อิอิ….


« « Prev : สายภู..

Next : หิมะหมอก.. » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

4 ความคิดเห็น

  • #1 น้ำฟ้าและปรายดาว ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กุมภาพันธ 2012 เวลา 8:36

    ชอบจังค่ะปลูกฝิ่นกินใบ ! นึกถึงโครงการหลวงที่ท่านเข้าไปในช่วงแรกๆ ท่านก็ไม่ห้ามว่าต้องเลิกนะคะ แต่ควบคุมและค่อยๆลดจำนวน เพราะฝิ่นเป็นยาสำหรับเค้า… ไกลหมอไกลยา ถ้าเจ็บป่วยขึ้นมาฝิ่นช่วยได้ เมื่อจำกัดจำนวนปลูกแบบค่อยๆลดลง มีพืชอื่นเข้าไป มีพอสว. มีสอ.ขึ้นมา และมีโรงเรียน แน่นอนว่าถนนและสาธารณูปโภคพื้นฐานคือสิ่งสำคัญ น้ำ-อาหาร-ยา-ที่อยู่อาศัย-เครื่องนุ่งห่ม ดูจะเป็นปัจจัยที่เน้นก่อนเรื่องอื่นๆนะคะพี่บู๊ท

    แต่ทึ่งต้นกฤษณา ปลูกเป็นรั้ว โอย! อยากได้ๆๆๆ รั้วต้นไม้น่ารักเนาะคะ แต่ก่อนรั้วต้นชา ต้นข่อยยังเห็นอยู่เยอะแยะ แต่เดี๋ยวนี้หายไป เคยคิดจะเอาต้นโมกทั้งโมกพวงและโมกซ้อนและต้นแก้วเป็นรั้วเหมือนกันค่ะ ปลูกชิดๆ เอาลวดหนามสะไว้ข้างใน อิอิอิ

    ไปที่เกาะช้าง พาราไดซ์&สปา รีสอร์ท http://www.kohchangparadise.com/content.php?id=2 ของลุงดำ น้ำหยด หรือ “จรวย พงษ์ชีพ” ที่คิดค้นระบบน้ำหยดทั้งๆที่จบป.4 (และตอนนี้เป็นเจ้าของเกาะช้างพาราไดซ์ฯนี่แหละค่ะ) ลุงดำเลือกปลูกต้นเข็มเป็นแนวสวย เพราะผีเสื้อชอบ! หลักการเลือกต้นไม้จัดสวนของลุงดำคือ 1. ไม่กินน้ำ เพราะเกาะช้างหาน้ำยาก น้ำจึงมีไว้สำหรับคนมากกว่าต้นไม้ 2. เข้ากับสภาพดินและอากาศของที่นั่น และ 3. สวนต้องมีชีวิต ถึงปลูกต้นเข็มเป็นแนวเพราะผีเสื้อชอบ ทุกวันจะมีผีเสื้อมาบินว่อนไปหมดเลยค่ะ นักจัดสวนมืออาชีพชิดซ้าย ^ ^ ที่อึ้งคือลุงดำสร้างเกาะช้างรีสอร์ทฯด้วยเงินสดค่ะ ไม่มีกู้เลย โดยเริ่มแรกสร้างแค่ 21 ห้อง พอมีกำไรเก็บเงินได้ ก็ขยายเป็น 42 ไล่ไปเรื่อยๆจนเป็นปัจจุบันนี่แหละค่ะ สุดยอด

    นี่คงเป็นการพัฒนาแบบรู้จักตัว รู้จักพื้นที่ รู้จักดิน น้ำ ลม ไฟ อากาศและรู้จักบริหารความเสี่ยงอย่างผู้รู้จริงๆเนาะคะ…การเป็นนักพัฒนาไม่ง่ายเลย

  • #2 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 19 กุมภาพันธ 2012 เวลา 10:53

    กรณีของลุงดำน้ำหยดนั้น โด่งดังมานาน และหายไป มาได้ยินก็เบิร์ดมาเล่าให้ฟังนี่แหละ การทำธุรกิจแบบลุงดำ อาจจะเรียกว่าขยายธูรกิจจากการประเมินและขยายด้วยประสบการณ์ตรง แต่นักวิชาการการลงทุนนั้น มีหลักคิดมากมาย คำนวนบนกระดาษกันเป็นเล่มๆ ก่อนตัดสินใจลงทุนโดยกู้มา ที่สำเร็จก็มี ที่ล้มเหลวก็เยอะ แต่การทำธูรกิจแบบมีประสบการณ์และเดินไปทีละก้าวแบบลุดำนั้นดูจะปลอดภัยที่สุด

    ฝิ่นนั้น เป็นยาแก้ปวดที่ได้ผลมากๆ น้องนักพัฒนาชนบทคนหนึ่งเขาเรียนพิเศษทางแพทย์แผนไทย และเอาดีทางด้านนี้จนโด่งดัง เป็นอาจารย์พิเศษในหลายสถาบัน และทำงานพัฒนาชนบทด้านการรวบรวมองค์ความรู้แพทย์แผนไทยในอีสานขึ้นมา ต่อมาเขาเป็นมะเร็งตับ และรักษาตัวเอง ไม่ใช้แพทย์แผนปัจจุบัน แต่ก็รู้ตัวว่า “เอาไม่อยู่” พี่ไปเยี่ยมเขา พบว่าเขาระงับการปวดด้วยกินฝิ่น ซึ่งสั่งตรงมาจากภาคเหนือจากเครือข่ายหมอพื้นบ้านนี่แหละ ตอนนี้น้องคนนี้เสียชีวิตไปหลายปีแล้วครับ

    กฤษณานั้นในธรรมชาติมีที่น้ำหนาว ภูเขียว เขาใหญ่ และฯลฯ จากธรรมชาติมีอายุหลายปีก็จะมีแก่นมากราคาแพงมากเพราะแก่นเมื่อเอามาจุดไฟควันของเขาหอมมากๆ พี่ไม่มีความรู้เรื่องนี้ รู้เพียงว่ามีการส่งเสริมการปลูกกันพักหนึ่งในอีสาน แต่ก็เงียบไป เพราะมันต้องใช้เวลานานมากกว่าจะได้แก่น ใครมีที่ดินมากๆก็น่าสนใจนะครับ

  • #3 sutthinun ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2012 เวลา 17:10

    ใครส่งเมล็ดฝิ่นมาให้ปลูกจริงๆด้วย จะกินใบไล่พยาธิสักหน่อย

  • #4 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 22 กุมภาพันธ 2012 เวลา 20:23

    น่าลองนะครับ หากไม่ผิดกฏหมาย โธ่ดูใบก็เหมือนคะน้า หากปลูกแบบปลอดสารพิษ ก็จะมีสารอาหารเต็มที่ มันจะเป็นเมนูที่ใครๆอิจฉา “สลัดยอดฝิ่น” “เมี่ยงใบฝิ่น” วาวววว สวนป่าบันไดไม่แห้งเลยหละครับ ที่เชียงใหม่เขาปลูกเมี่ยง เมี่ยงที่เอามาอมตามพฤติกรรมของคนภาคเหนือนั้น ยอดอ่อนนั้นยำ สุดยอดเลยครับ อร่อยมาก ผมขึ้นเหนือก็ต้องขับรถไปกินตรงทางแม่แตงไปปาย เมี่ยงเป็นพืชต้องการร่วมเงาไม้ใหญ่ น่าจะเอามาลองปลูกใรสวนป่าอีกชนิดหนึ่งครับ เมื่อเอามายำได้ ก็กินสดๆเป็น “สลัดใบเมี่ยง” เมนูเทวดาเลยหละครับ พ่อครู


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 0.21986413002014 sec
Sidebar: 0.17989993095398 sec