ปฏิบัติธรรม ๑๔…พระพุทธเจ้าเป็นอวตารปางที่ ๙ ของพระวิษณุ..อาตมัน กะ อนัตตา

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 6 August 2011 เวลา 2:38 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1657

 

 หลัก “อาตมัน”  กับ “อนัตตา”  นั้นต่างกันมาก แต่อยู่ชิดกันนิดเดียวแบบพลิกฝ่ามือ 

เป้าหมายสูงสุดของศาสนาพราห์มณ์ (หรือ ฮินดู)  คือ อาตมัน  ซึ่งหมายถึง “ตัวตนบริสุทธิ์ที่ปราศจากกิเลส” (แต่นิยามของกิเลสนั้นมีได้หลากหลาย กิเลสหยาบอาจหมดแต่กิเลสละเอียดอาจมากก็เป็นได้)   

 ส่วนเป้าหมายสูงสุดของพุทธศาสนาคือ  นิพพาน (ซึ่งเป็นอนัตตา)  หมายถึง  ”สภาวะบริสุทธิ์ที่ไร้กิเลสที่ไม่ใช่ตัวตน”

 พวกพราห์มณ์โยคีบำเพ็ญธรรมจน”สำเร็จ”  แล้วก็ยึดมั่นในอาตมันนั้น  ส่วน “ว่าที่พระอรหันต์” เข้าไปเยี่ยมชมอาตมันบริสุทธิ์จนหนำใจแล้ว จิตก็ถอยออกมา  ไม่ไปยึดไว้ว่าเราเป็นเจ้าของสิ่งนี้  ก็จบหลักสูตร กลายเป็นพระอรหันต์

 ดังนั้นอาจกล่าวได้ว่า มหาโยคีผู้บรรลุอาตมันนั้น แท้จริงแล้ว คือว่าที่อรหันต์ในศาสนาพุทธนั่นเอง  เพียงอีกก้าวหนึ่งก็จะถึงแล้ว

 นี่คือการ “แซวทางศาสนา”  ที่อยากขอฝากไว้ เพื่อแก้ลำพวกพราหมณ์ที่มากล่าวตู่ว่า พระพุทธเจ้าของเราคืออวตารปางที่ ๙ ของพระวิษณุ ผู้ซึ่งเป็นหนึ่งในสามผู้ยิ่งใหญ่ของพระเจ้าแห่งชาวฮินดู   …เขาทำเช่นนั้นมีเจตนาเพื่อจะกลืนศาสนาพุทธให้เป็นเพียง “สาขาหนึ่ง” ของฮินดู

 เรื่องนี้ผู้นำศาสนาเรามิได้นิ่งนอนใจ รีบแต่งนิยายแก้ลำ ให้พระพรหม พระอินทร์ เสด็จจากสวรรค์ลงมาฟังธรรมของพพจ.  

 ..แต่ในที่นี้เราไม่ต้องแต่งนิยาย แต่เอาปัญญามาโต้กัน  โดยเรากำลังจะบอกว่า ช้าก่อนสหาย เธอนั่นแหละคือ “บันไดขั้นก่อน” ของเรา ดังนั้น จงเดินตามเรามาเถิด มาเห็นอะไรอีกมากมาย ดีกว่ายืนอยู่ขั้นนั้น …ดังนี้หาใช่ว่าเราแซวเอามัน เอาอีโก้เท่านั้น  แต่เราแซวเพื่อฉุดกระตุกเขาให้สูงขึ้น ซึ่งจะทำให้เราได้บุญอีกอักโข …โปรดช่วยกันแซวให้มากๆ ให้ระบาดไปทั่วอินเดีย ..ทั่วโลก…ด้วยเทอญ

 อุปมาดั่งตัวเราผมเผ้าเคราหนวดยาวรุงรัง จึงเข้าไปร้านตัดผมทำการตัดโกนเสียจนสะอาดหมดจรด จากนั้นเราก็ออกมาจากร้าน เป็นคนๆใหม่ที่สะอาดสะอ้าน ถ้าเราไปเกาะอาตมันไว้เราก็อยู่ในร้านตัดผมนั้นโดยไม่ต้องออกมาสิ

 พระอรหันต์นั้นมีความสะอาดของจิตโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องไปยึด  ถ้าจิตยึดว่า “ข้ามีความสะอาด”  เมื่อไร จิตจะตกทันที จะเกิดความถือตน (อัสมิมานะ) ว่าเป็น “ผู้บริสุทธิ์” ซึ่งระดับนี้เป็นเพียงแค่ โสดาบันยังไม่ได้ เพราะพระโสดาบันนั้น หมดอัสมิมานะแล้ว

 พวกพราหมณ์อาตมันใหญ่ฝ่ายฮินดูทั้งหลายมักล้อเลียนศาสนาพุทธเสมอว่า “ถ้าไม่มีตัวตน แล้วใครเล่าตรัสรู้”  ก็คงต้องตอบว่าจิตบริสุทธิ์ตรัสรู้ แต่พอรู้แล้วก็ไม่อาจยึดไว้เป็นของเราได้ ถ้ายังยึดได้ก็แสดงว่ายังไม่รู้จริง หรือยังรู้ไม่หมด

 ตัวตนและกิเลสนั้นอุปมาได้ดั่งแท่งเทียน  การฝึกฝนของเราอุปมาดังเปลวเทียนที่เผาลนเทียนแห่งกิเลสให้มอดไปทีละนิด จนในที่สุดกิเลสหมด ตัวตนของเทียนก็หมดไปพร้อมกันด้วย  ก็ไม่มีตัวตนเหลืออยู่เพื่อรับความบริสุทธิ์ แต่แน่นอนไม่ได้มีแต่ความว่างเปล่าแบบไม่มีอะไรเลย เพราะเนื้อเทียนเดิมนั้นก็แปรสภาพเป็นอนัตตาล่องลอยอยู่ในห้วงอวกาศ ..ไม่ได้สูญหายไปไหน

 ตามหลักการของศาสนาพุทธ ตราบเท่าที่ยังมีกิเลส ก็ยังมีตัวตน กิเลสยิ่งมากตัวตนยิ่งใหญ่มาก ดังนั้นการที่พวกพราหมณ์บอกว่าพอตรัสรู้แล้วก็ได้ “ตัวตนอันยิ่งใหญ่” (ปรมาตมัน=บรม+อาตมัน) นั้น ถ้าว่าตามหลักศาสนาพุทธแบบไม่เกรงใจกันแล้ว ก็เรียกว่า  ยิ่งตรัสรู้มากก็ยิ่งได้กิเลสมาก (เพราะไปยึดเอาความดีนั้นมาเป็นของตัว)

 การบำเพ็ญแบบพราห์มณ์นั้นอุปมาดังการหล่อแท่งเทียน ใครหล่อได้ใหญ่ สวยงามมากที่สุดคือผู้ชนะ ก็ได้แท่งบรมเทียนเป็นสมบัติ   ส่วนของพุทธเรานั้นคือการจุดเทียนให้แสงสว่างและเผาแท่งเทียนให้มอดหมด

 มหาเทียนแท่งใหญ่จะมีประโยชน์อันใดเล่า หากไม่จุดไฟให้ติดส่องสว่าง พร้อมเผากิเลสตนให้มอดหมดพร้อมกันไป

 …คนถกธรรม (๖ สค. ๕๔)


นำเสนอระบบการศึกษาของชาติ..แบบกรองป้อนย้อนกลับเชิงบวก

6 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 5 August 2011 เวลา 6:20 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1336

การศึกษาไทยวันนี้ (และโลกนี้ด้วย) เกิดการสูญเสียมากหลายเพราะไม่มีการกรองสิ่งดีๆของความรู้ “ออก” ให้กลับมาเป็นหัวอาหารของความรู้ “เข้า” ที่เพิ่งเริ่มต้น (เป็นระบบ กรอง แล้ว ป้อนย้อนกลับเพื่อให้ได้ผลบวก หรือ  filtered positive  feedback system ว่าเข้านั้น)  

 

หมายความว่า เราปล่อยให้คนแก่ที่สะสมและทรงความรู้มากหลายให้ตายไปพร้อมกับกรรไกรขลิบใบไม้และหนังสือสอนการออกกำลังกายโยคะ ไท้เก้ก   แทนที่จะเอายอดความรู้อันเยี่ยมที่สะสมไว้นั้นมาถ่ายทอดให้เยาวชนหมู่มากในโรงเรียน เพื่อที่พวกเขาจะได้มีความรู้เริ่มต้นที่สูงส่ง ไม่ต้องไต่เต้าลองผิดลองถูกให้เสียเวลาการพัฒนาตนและพัฒนาชาติ

 

แนวทางคือ เอาคนชราที่มีความรู้ความชำนาญสูงเฉพาะทางมาเป็นครูสอน นักเรียน  โดยให้ภาระงานสอนตามความสมัครใจ เช่น ครึ่งเวลา เสี้ยวเวลา จากนั้นให้มีครูผู้ช่วยสอนประกบทำงานช่วยท่านทั้งหมด เช่น ตรวจการบ้าน โดยครูก็ได้เรียนความรู้จากท่านด้วย เป็นการพัฒนาครูแบบฟรีๆ ไม่ต้องมีงบประมาณประชุมโรงแรมหรูริมทะเล (ที่แถมอาจได้วิทยากรมาบรรยายขยายความซังกะบ๊วยอีกต่างหาก)

 

ส่วนเด็กก็ได้ยอดความรู้ที่ดีที่สุดเป็นต้นทุนของสังคมต่อไป

 

คนแก่ผู้ทรงความรู้นี้โดยหลักสถิติแล้วมักทรงคุณธรรมด้วย ท่านจะเป็นต้นแบบที่ดีแก่เยาวชนที่ไปสอน เลยได้สองต่อ อีกทั้งผู้ทรงความรู้ระดับนี้มักมีฐานะดีอยู่แล้ว  ก็ไม่ต้องไปให้เงินเดือนอะไรมากมาย พอเป็นพิธีเท่านั้น เช่น ค่าเดินทาง และเบี้ยเลี้ยงเล็กน้อยก็พอแล้ว แต่ให้เกียรติมากๆ เช่น ถ้าผ่านเกณฑ์ก็อาจให้ตำแหน่งอะไรสักอย่างแล้วแต่จะตั้งชื่อกันมา (เช่น ปราชญ์สังคม)

 

..แบบนี้ถ้าไม่ทำเองเป็นต้นแบบ ก็คงต้องรอกระทรวงศึกษา จับมือกับกระทรวงวัฒนธรรม และกระทรวงแรงงาน และ สาธารณสุข กว่าจะออกพรบ.มาได้ คงต้องรอน้ำท่วมหลังจามรี แหละครับ  อิอิ

 

…คนถางทาง (๕ สค. ๕๔)


เพลง มูนละเมอ..มูนริเวอร์… moon river

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 5 August 2011 เวลา 3:25 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 3115

หลังจากถกกับพี่ชายใหญ่ ที่เป็นทั้งนักร้องและนักดนตรีตัวฉกาจที่ไม่ค่อยมีใครรู้จักมากนัก (น่าเสียดายแทนประเทศไทย ที่ไม่มีบุญได้มีโอกาสฟังเสียงร้องและลีลา พร้อมดนตรี กีตาร์ที่พี่ท่านบรรเลง)  ถกกันอยู่สองสามอีเมล์ ใช้เวลาสักสองปี  ผมก็ได้ข้อสรุป เนื้อร้อง มูนละเมอ  ดังนี้

 

เพลง….มูนละเมอ

คำร้อง… สองเกิด ใจเต็ม, เรืองรุ่ง ใจเต็ม

ทำนอง…(เดียวกันกับ) Moon River

 

 

Moon River, wider than a mile,                       แม่น้ำมูน..ไหลโลมเดือนกว้างไกล              
I’m crossing you in style some day.                 อยากลอยเรือน้อยล่องไป..สักวัน

Oh, dream maker, you heart breaker,            ได้แต่ฝันไป..คงไม่สมใจ                            
wherever you’re going I’m going your way.     พริ้วพรั่งหลั่งสู่ถิ่นไหน  ขอลอยใจ…ตามเธอ

Two drifters off to see the world                    เราสองคน ดั้นด้นยลโลกงาม                      
There’s such a lot of world to see.                  ผ่านพบเรื่องราวจดจำ…มากมาย

We’re after the same rainbow’s end–             เราต่างร่วมจุดหมาย  ณ ปลายสายรุ้ง           
waiting ’round the bend,                                 ริมคุ้ง..เฝ้าคอยเนิ่นนาน

my huckleberry friend,                                    เพื่อนฮัก รักเราผูกพัน                                  
Moon River and me.                                       เธอกับฉัน….และน้ำมูน

 

โดยทำนอง ตามลิงค์นี้

 

 http://www.youtube.com/watch?v=5QaFd59bjCE

 

http://www.youtube.com/watch?v=voNndQGuAt8&feature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=KHG_qryxEeQ&feature=related

 

 http://www.youtube.com/watch?v=Fd_JDrnBMMA&feature=related

 

http://www.youtube.com/watch?v=tmKbUF0SDVI&feature=related

 

  พี่ชายใหญ่ยอมรับว่ารักเพลงนี้มากๆ และเพลงนี้ยากสุดๆ และบอกว่ามันลึกซึ้งมากๆ  ท่านร้องเล่นมาแต่สมัยอยู่มช.

 

ผมยังคิดว่าเราบ้าไปแล้วหรือ ที่แปล My Huckleberry friend เป็น เพื่อนฮัก รักเราเพิ่มพูน (แต่พี่ชายใหญ่มาโมว่า เพื่อนฮัก รักเราผูกพัน )  

พี่ชายใหญ่เธอเคยเป็นดรัมเมเยอร์สุดหล่อสวนกุหลาบ จากนั้นดรัมเมเยอร์สุดหล่อจุฬา ฯ หล่อมากไป สาวๆต่างหลงใหล เลยถูกรีไทร์  สอบเอ็นใหม่ไปติดวิทย์มช.  เมเจอร์คณิตศาสตร์ เรียนไปร้องเพลงไป ตั้งวงดนตรี  เดอะสเปโต เล่นในบาร์เชียงใหม่แลกเงินมาสูบกัญชา  เรียน 6 ปีกว่าจะจบด้วยเกรด 2.00 พอดี ทั้งที่ต้องทำ A 10 ตัวในเทอร์มสุดท้าย เพื่อเอามาเกลี่ย F ให้ได้ C

  ตอนเรียนโทคอมพ์ที่จุฬาฯ เมื่ออายุสามสิบกว่า  ก็ยังต้องหาเลี้ยงชีพตน เมีย ลูก ด้วยการเล่นดนตรีหากินตามบาร์ในกทม. เรียนดนตรีเอง เขียนโน้ตเองอยางอุตสาหะ ทำวิทยานิพนธ์เรื่องการใช้คอมพิวเตอร์แต่งเพลง…วนเวียนอยู่กับเสียงดนตรี  วันนี้เป็นรองผจก.ใหญ่บริษัทยักษ์ใหญ่ ก็ยังคงเล่นดนตรีให้น้องๆและเพื่อนร่วมงานฟังเสมอ ..สมัยหนุ่มเคยประกวดร้องเพลงแห่งประเทศไทย เสียดายได้แค่อันดับสอง

 เมื่อเอาเนื้อเพลง “มูนละเมอ” ที่เราเผลอแต่งไปแล้ว ไปให้พี่ท่านวิจารณ์  พี่ท่านอินเสียไม่มีดี รับว่าเพลงนี้เป็นเพลงโปรด เลยปรับแก้กันไปมาสองสามเที่ยว

 

สุดท้ายผมโมก็ได้เวอร์ชั่นสุดท้าย ดังที่โพสต์มานี้แหละ  ผมเองก็อินกะเพลงนี้อยู่ในแนวหน้า ร่วมกับ  Rain, First of May, And I loved you so, My way, Sound of Silence, Homeward bound, Boxer และอื่นๆ เสมอมา …ไม่งั้นไม่บ้าเอามาแปลหรอก ประกอบกับมาอยู่เป็นคนอีสานบ้านนอก ก็อยากทำอะไรบ้าๆ ทิ้งฝากไว้ให้ปี้น่องบ้าง 

เราสองคนพี่น้อง อาจรวมถึงหลานและน้องชายศิลปินอีกคน กำลังจะหาเวลามาซ้อมดนตรีกัน เพื่อเอาไปออก ยูตู๊บ สักวัน พร้อมกับเพลง “เปลี่ยนเปรียบปีบ”  ที่เราได้ร่วมกันประพันธ์ไว้อีกเพลง …เพื่อฝากไว้ให้โลกยิน

 

…คนบ้าเพลง (๔ สค. ๕๔)


คุณสมบัติผู้นำประเทศไทยที่พึงประสงค์..ดี เก่ง กล้า

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 5 August 2011 เวลา 2:21 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1155

 

 

คุณมาร์ค คุณกรณ์ คุณชวน นี้ผมว่ามีอะไรเหมือนกันอยู่อย่างคือ เก่ง ดี

 

แต่ที่ยังขาดพร่องไปคือ “กล้า”  เลยทำให้ไม่ได้ทำอะไรดีๆ ออกมาอีกมากหลาย เพราะกลัวว่าจะไปกระทบไอ้โน่นไอ้นี่

 

ส่วนอีกฝ่ายตรงข้าม เขา เก่ง กล้า แต่ที่ขาดไปคือ “ดี” ก็เลยทำให้เขาทำอะไรไม่ดีออกมาได้มากหลาย โดยไม่กลัวว่าจะกระทบไอ้โน่นไอ้นี่

 

ผู้นำเก่ง กล้า ดี ที่เสียดายมากๆ ในสังคมไทยวันนี้มีสามคนคือ หลวงวิจิตรวาทการ   ปรีดี พนมยงค์ และ จำลอง ศรีเมือง  สามคนนี้ถ้าได้เป็นผู้นำบริหารกิจการบ้านเมืองไทย คงไปโรจน์แน่ (คนแรกนั้นหลายท่านอาจไม่รู้จัก หรือรู้จักก็คงผิวเผิน ทำให้รู้สึกเกลียดท่านไปเสียอีก)

 

ประเทศเราสะสมบุญมาเพียงเท่านี้ ช่วงเข้าพรรษานี้มาร่วมทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้ชาติเราให้มากๆ ดีไหม ..เผื่อจะได้ผู้นำที่ เก่ง กล้า ดี สักทีให้โลกลือ

 

…คนถกธรรม (๕ สค. ๕๔)


โรงเรียนมัธยมทางเลือกใหม่เพื่อพัฒนาเด็กไทยแบบบูรณาการ

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 5 August 2011 เวลา 12:21 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1382

อยากเห็น รร. มัธยมทางเลือกแบบนี้ในประเทศไทยจังเลย

 http://www.scattergood.org/

 เรียนเบาๆ แค่ครึ่งวัน อีกครึ่งวันออกไปทำฟาร์ม ปลูกผัก เลี้ยงวัว เพื่อทำอาหารเลี้ยงตนเอง … วาดรูป เล่นดนตรี กีฬา ในขณะนั้นถือเป็นการประยุกต์เอาวิชาที่เรียนในห้องเรียนไปใช้ด้วย ได้เครดิทเป็นวิชาเลือก

 เรียนเบาๆ แบบนี้ แต่เขาเคลมว่าผลสอบเข้ามหาลัยสูงกว่าค่าเฉลี่ยนะ

 งานการทั้งหลายก็ช่วยกันทำ ถูพื้น ทำส้วม ล้างชาม กวาดพื้น ตัดหญ้า  โดยไม่ต้องมีภารโรง

 เขายังไม่รวมการทำอาหาร …ส่วนผมอยากโม ให้รวมการทำอาหารด้วย เพราะการทำอาหารนี้มีวิชาวิศวะ ฟิสิกส์ เคมี ชีวะ เข้มข้นมาก เสียดายโอกาสเรียนรู้อันสำคัญยิ่งนี้  ..ไม่ว่าการทอด อบ ต้ม นึ่ง ปิ้ง ผัด ..ยิ่งการหมักดอง ก็ยิ่งวิชาชีวเคมี เต็มไปหมด

 หมายเหตุ รร. นี้ เป็นรร. ของพวก friends ที่เป็นกลุ่มคริสต์ที่รักสันติมาก ไม่ยอมออกรบตอนสงครามโลก เลยตั้งองค์กรการกุศล ชื่อ American Friends Service เพื่อทำงานบริการในสนามรบแทน  หรือที่เรารู้จักกันในนาม AFS ที่ให้ทุนเด็กมัธยมทั่วโลกไปเรียนในอเมริกาในวันนี้

 สำหรับชื่อสามัญของพวกนี้คือ Quaker ที่คนไทยเห็น Icon อยู่บนกล่องข้าวโอ๊ต ที่เรียกกันว่า ข้าวโอ๊ตตาตาแป๊ะ นั่นแหละ นิกายนี้มีอะไรคล้ายชาวพุทธมากทีเดียว เช่น การทำสมาธิ แล้วพอมีแรงดลใจจากพระเจ้า ก็จะออกมาเทศนากันเอง

แล้วถ้าเราเอานิคมคนแก่มาตั้งอยู่ใกล้ๆ ให้คนแก่ผู้สะสมความรู้ไว้มากหลาย มาเป็นครูสอนเด็กพวกนี้ มันจะมิไปโรจน์ยิ่งหรือ

คนแก่ก็ไม่เหงา มีกิจกรรมทำ ทำให้รู้สึกว่าตนเป็นคนมีคุณค่า

เด็กๆก็ได้รับการสอนจากครูที่มีประสบการณ์สูงสุด

นี่คือการต่อวงจรชีวิตสังคม ที่เราลืมนึกถึงกันไป

ค่าเล่าเรียนก็แสนถูก เพราะคนแก่เหล่านี้มีเงินสะสมเลี้ยงชีพพอเพียงแล้ว หลายคนจะบริจาคการสอนให้ฟรีๆ แถมบริจาคเงินให้รร. เสียอีกนะ โดยเฉพาะเงินพินัยกรรม

วัดก็มาอยู่ใกล้ๆ กัน พอคนแก่ตาย เด็กๆก็ได้เรียนรู้สัจธรรมแห่งความไม่เที่ยงอีกด้วย ว่า สักวันคุณก็ต้องแก่ ต้องตายแบบนี้แหละ ดังนั้นอย่าซ่า บ้ามากไป หัดทำดี เตรียมตัวตายเสียแต่บัดนี้เถิด

นี่คือวงจรของการเรียนรู้ที่สำคัญ ที่ผมเชื่อว่ายังไม่มีใครกล้าคิด อย่าว่าแต่ทำ ส่วนผมกำลังพยายามอยู่ เอาไปขายให้อาจารย์พี่สาว ก็ยังต่อกันไม่ติดนัก เพราะเธอหาว่ามันเป็น”ธุรกิจ”

 …คนถางทาง (๔ สค. ๕๔)


ปฏิบัติธรรม ๑๓….จงค้นแล้วท่านจะพ้น (ทุกข์)

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 4 August 2011 เวลา 11:21 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1390

หลักการศาสนาพุทธนั้นตั้งอยู่บนสมมติฐานว่าชีวิตคือทุกข์  ทำให้ใครต่อหลายคนไม่เข้าใจหาว่ามองโลกในแง่ร้าย  ก็เลยสมาทานเป็นชาวพุทธไม่ไหว

 

ท่านสอนว่าทุกข์มีหลายระดับ ทุกข์ธรรมดาๆที่เรารู้กันดี ก็คือ แก่ เจ็บ ตาย (ส่วนเกิดนั้นก็เป็นต้นตอแห่งทุกข์แหละ เพราะเมื่อเกิดแล้วก็ต้องแก่ เจ็บ ตาย จึงผนวกเอาเกิดเป็นทุกข์ด้วย)  นี่เรียกว่าทุกข์ในขั้นสุกหง่อมแล้ว

 

แต่ยังมีทุกข์ใหญ่ที่เป็นต้นตออีกอันคือ ทุกข์อันเนื่องจากการ “ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้” (ภาษาบาลีลืมไปแล้ว) การที่ทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ก็เป็นเพราะมันมีเหตุปัจจัยปรุ่งแต่งให้มันเปลี่ยนไปอยู่ตลอดเวลานั่นเอง  ทั้งปัจจัยภายนอกและภายใน  อตอมธาตุทุกชนิดในโลกนี้ล้วนทนอยู่สภาพเดิมไม่ได้ แม้วางไว้เฉยมันก็มีปัจจัยภายในของมันทำให้เสื่อมลงเรื่อยๆ (เรียกว่ามี half-life ไงล่ะ ตามที่เรียนมาจากหนังสือวิทยาสาสตร์) ยิ่งถ้ามีปัจจัยภายนอกเข้าแทรกยิ่งไปใหญ่ เช่นเ อาไปทำปฏิกิรยาเคมี หรือ นิวเคลียร์ ดังนี้ก็อาจกล่าวได้ว่าในระดับอนูแล้วทุกสิ่งเป็นทุกข์ทั้งสิ้น

 

 การแก่ การเสื่อมสภาพ หรือ การ(ที่ดูเหมือนว่า)ฟื้นสภาพ นั้นล้วนแต่ผลพวงของการทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้ทั้งสิ้น แม้แต่ในเรื่องของสิ่งไม่มีชีวิตเช่นอะตอม

 

เวลาเราเพ่งลมหายใจวิเคราะห์ธาตุสี่ตามวิธีของหลวงพ่อทิวานั้นหากเอาประเด็นนี้เสริมเข้าไปด้วย ผมว่าน่าจะดีนะครับ คือมองเห็นธาตุสี่แล้วมองเห็นความกำลังเสื่อมเพราะทนอยู่ไม่ได้นี้ให้แตกฉานไปเรื่อยๆ  (ศิษย์มาเสริมครู)

 

ที่ผมนึกแตกหน่อต่อกิ่งออกไปจากทฤษฎีความทุกข์เดิมๆ อีกประการคือ ทุกข์คือความเครียด …เครียดเพราะแรงบีบคั้นนั่นเอง เช่น จิตใจเราถูกแรงแห่งการปรุงแต่งมันบีบคั้น มันก็ต้องเกิดการบิดเบี้ยว เจ็บปวด (บางคนอาจตะแบงว่าบีบเบาๆ เหมือนเป็นการนวดจิตไปซะอีก 55)   แรงรัก โลภ โกรธ หลง ดีใจ เสียใจ หัวเราะ ร้องไห้  พวกนี้บีบคั้นทั้งนั้น บางอันเป็นแรงกด แรงดึง แรงดัน แรงบิด แรงกระแทก แต่ต่างก็ทำให้จิตเราบิดเบี้ยวไปจากสภาพ นิพพาน ซึ่งเป็นสภาพที่ไร้แรงบีบคั้น หรือ หมดทุกข์ พ้นทุกข์นั่นเอง

 

ที่อะตอมต้องเสื่อมก็เพราะแรงบีบคั้นนะครับ คือแรง electromagnetic force ที่เกิดจากอีเล็กตรอนโคจรรอบนิวเคลียส และ แรงนิวเคลียร์ มหาศาลที่ยึดโยงโปรตอนนิวตรอนไว้

 

ที่ว่าสรรพสิ่งเป็นทุกข์ “เพราะทนอยู่ในสภาพเดิมไม่ได้” ก็อาจเพราะแรงบีบคั้นดังที่ว่านี่แหละครับ เพราะพอมีแรงกระทำมันก็ต้องบิดเบี้ยวก็ไม่ใช่สภาพเดิมเสียแล้ว

 

แรงบีบคั้นมีทั้งเชิงรูปธรรม และ เชิงนามธรรม ร่างกายเรานี้โดนแรงบีบทั้งเชิงรูปธรรมและนามธรรมเลยนะครับ เพราะโมเลกุลของร่างกายเราก็ถูกบีบให้เสื่อม ส่วนจิตของเราก็โดนแรงตัณหาอุปาทานต่างๆ บีบคั้นรอบด้านตลอดเวลาเช่นกัน  แม้แต่นอนหลับยังตามไปบีบให้ฝัน

 

ขอทุกท่านจงพยายามลดทอนแรงบีบคั้นแห่งตนให้ได้มากๆ ในช่วงเข้าพรรษานี้นะครับ (ออกพรรษาด้วย)

…คนถามธรรม (๔ สค. ๒๕๕๔)

 

—คนถกธรรม (๔ สค. ๕๔)


การปฏิบัติธรรม ๑๒…วิปัสสนาตามหาอนัตตา

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 4 August 2011 เวลา 6:19 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1316

ศาสนาที่มีพระเจ้านั้นเป้าหมายสูงสุดคือเข้าถึงพระเจ้า ส่วนเราชาวพุทธเป้าหมายสูงสุดคือ อนัตตา  ซึ่งหมายถึงอะไรก็อธิบายแสนยาก จนกระทั่งท่านพุทธทาสภิกขุทำของยากที่สุดให้เป็นของง่ายที่สุด  เช่น ความว่าง จิตว่าง หมดตัวกู-ของกู, ธรรมทั้งหลายไม่ควรยึดมั่นถือมั่น …. พระคัมภีร์ 84,000 ธรรมขันธ์สรุปมาได้เพียงคำเดียวเท่านี้

 

ท่านพุทธทาสสอนต่อว่า อนัตตานั้นไม่ใช่ไม่มีอะไรนะ มันมี…แต่มีแบบไม่มี ..เรื่องนี้ตรงกับคำอธิบายของท่านดาไลละมะแห่งธิเบต ที่ว่าอนัตตานั้นอุปมาได้กับเลขศูนย์  มันไม่มีค่าตัวเลข แต่มันมีอยู่นะ และก็เป็นศูนย์กลางแห่งตัวเลขทั้งหลาย ถ้าไม่มีเลขศูนย์เป็นจุดอ้างอิงเสียแล้ว เลขทั้งหลาย ทั้งเลขบวกเลขลบ จะหมดความหมายทันที  ..โอ ปัญญาท่านช่างคิดอุปมาได้ลึกล้ำปานนั้น

 

วิธีตามหาอนัตตามีหลากหลาย วิธีเร่งรัดวิธีหนึ่งที่นิยมทำกันคือ การทำวิปัสสนา  ซึ่งมีหลายรูปแบบ วิธีอานาปานสติ (เพ่งลมหายใจ) เป็นวิธีที่พพจ. ทรงสรรเสริญมากที่สุด

 

หลวงพ่อทิวา ท่านสอนให้เพ่งลม แยกธาตุดินน้ำลมไฟ ให้ดี จะมีปัญญาญาณเกิดสักวัน

 

ท่านพุทธทาสสอนว่า ปัญญาที่จะมองเห็นอนัตตานั้น เราทุกคนมีเท่ากันหมด เพียงแต่มันถูกปิดบังไว้ด้วยกิเลส บางบ้างหนาบ้างสุดแล้วแต่ละคน  ดังนั้นถ้าเราหมั่นปฏิบัติวิปัสสนาขัดเกลากิเลสไปวันละนิด สักวันหนึ่งกิเลสหมด ปัญญาก็จะเจิดจ้า มองเห็นอนัตตาได้เอง  เรียกว่า ดวงตาเห็นธรรม

 

การทำวิปัสสนาที่ครบถ้วนนั้นต้องทำทั้งในรูปแบบและนอกรูปแบบ  นอกรูปแบบคือทำวิปัสสนาในทุกอิริยาบถ เช่น ทำงานทั้งวัน นั่งอึ  กินข้าว อ่านหนังสือพิมพ์  เล่นเน็ต เหล่านี้ทำวิปัสสนาได้เสมอ (แม้แต่กินเหล้า เข้าซ่องก็ทำได้นะ อย่าหาว่าล้อเล่น)  ส่วนในรูปแบบคือติวเข้ม นั่งสมาธิ เดินจงกรม เป็นต้น

 

ทำวิปัสสนาในขณะทำงานคือมีสติ กำหนดรู้อิริยาบถ และหรือ รู้เวทนาอารมณ์ที่กระทบจิต แล้วพิจารณาปรุงแต่งให้เกิดแต่สิ่งดีๆ พยายามตัดตัณหาที่จะเกิดตามมาจากอารมณ์ คือ รัก โลภ โกรธ หลง 

 

การประคองจิตให้อยู่ในวิธีแห่งวิปัสสนานั้นยากยิ่งในสังคมไทยวันนี้ เพราะเรามักนิยมสุงสิง คลุกคลีหมู่คณะ หยอกล้อกัน  จิตวิปัสสนาที่ได้สร้างสมไว้จะตกได้ง่ายจากการนี้

 

 ส่วนพวกฝรั่งนั้นวิถีชีวิตพวกเขาที่ไม่ค่อยสุงสิง คลุกคลี หยอกล้อ ว่าไปแล้วเหมาะแก่วิถีแห่งวิปัสสนามากทีเดียว

 

…คนถกธรรม (๔ สค. ๕๔)


ปฏิบัติธรรม ๑๑…จะบรรลุธรรมต้องฟันฉับที่ the weakest link ของห่วงโซ่ปฏิจจสมุปบาท

ไม่มีความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 August 2011 เวลา 8:23 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1312

ท่านพุทธทาสสอนว่า จะตัดกิเลสให้ง่ายที่สุด ต้องตัดที่ “เวทนา”  กล่าวคือ  พอเวทนาเกิดก็ให้มีสติรู้ แล้วเอา “สัมปชัญญะ” มากำหนดให้ทันกาล ไม่ให้ปรุงเวทนาไปเป็น “ตัณหา”  ก็จบ ไม่ต้องเกิดผลพวงเลวร้ายตามมา แต่ส่วนใหญ่เรามันช้า  สติไปดึงสัมปชัญญะมาไม่ทัน (ถ้ามี… ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องพูดถึง) ก็แพ้กิเลสร่ำไป

 

 ผมเอามาคิดแตกหน่อว่า เวทนา นี้เป็นองค์ประกอบแห่งวงจรปฏิจจสมุปบาท ซึ่งอุปมาได้ดั่งห่วงโซ่ 12 ข้อของสังสารวัฎฎ์ การที่เราจะตัดสังสารวัฎฎ์ให้ขาดได้ง่ายที่สุด ก็ต้องตัดในห่วงโซ่ข้อที่อ่อนที่สุด (the weakest link) ซึ่งข้อเวทนานี้มันคือข้ออ่อนที่สุด ก็มาตัดเอาที่ข้อนี้ก็จะง่ายที่สุด   (ปฏิจจฯคือทฤษฎีแห่งการเกิดทุกข์ที่สำคัญที่สุด ที่ชาวพุทธทุกคนควรเรียนรู้  ท่านที่ยังไม่รู้จัก ควรไปคลิกหาอ่านกันเสีย  ไม่งั้นถือว่าเสียโอกาสำคัญที่เกิดมาเป็นชาวพุทธทั้งที)

 

 

ดังนั้นเวลาผมนั่งสมาธิก็เลยเอาอุบายนี้มาใช้ด้วย โดยการกำหนดดู “เวทนา” ที่ลมหายใจสัมผัสรูจมูก สัมผัสเข้า บริกรรม เกิดขึ้น จังหวะนิ่งกำลังจะไหลออก บริกรรมว่า ตั้งอยู่ จังหวะสัมผัสออก บริกรรมว่า  ดับไป

 

ดังนี้ การนั่งสมาธิ กับการเดินจงกรม ตามวิธีของผม  ก็เสริมพลังกัน เพื่อให้เล็งเห็นสภาพการเกิดดับของสรรพสิ่ง โดยเฉพาะเวทนาของเรา

 

โลกนี้ทั้งรูปธรรม นามธรรม ต่างเกิดขึ้นมาด้วยผลพวงของเวทนาทั้งสิ้น เช่น การวัดทางปรมณู พวก โปรตรอน นิวตรอน คว๊ากซ์ ต่างก็ต้องมี sensor เพื่อรับเวทนา (เวทนา น่าแปลว่าเป็นอังกฤษว่า  sense  ฝรั่งบางคนว่า sensual pleasure ด้วยซ้ำ ทั้งที่เวทนาแบบไม่ทุกข์ไม่สุขก็มีนะ)  จากนั้นเครื่องมือ sense ทางวิทยาศาสตร์ ก็ส่งเวทนาของมันมาสู่เวทนาแห่งจิตของมนุษย์ให้รับรู้โดยอ้อมว่ามีนั่นมีนี่เกิดขึ้น

 

เวทนา เย็น ร้อน อ่อน แข็ง มีได้ แต่ท่านว่าไม่พึงเอาไปทำปฏิกิริยาปรุงแต่งด้วยกิเลส เพราะมันจะเกิดผลเป็นตัณหา นำสู่ทุกข์หนาสาหัสต่อไป

 

แต่ปรุงแต่งด้วยปัญญานั้นได้นะ  ซึ่งจะนำสู่ประโยชน์ตนประโยชน์ท่านตามมาอีกมากหลาย

 

…คนถามธรรม (๓ สค. ๕๔)

 


ปฏิบัติธรรม ๑๐…การเดินจงกรม (my way)

6 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 August 2011 เวลา 7:59 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1567

 

 

สำหรับนักปฏิบัติธรรมนั้น นั่งสมาธินานๆแล้วมันเมื่อย เหน็บชา หรือ เบื่อ จิตตก  ก็อาจเปลี่ยนอิริยาบถ มาเดินสมาธิบ้างก็ได้  

 

ถ้าทำอย่างเป็นทางการก็เรียกว่าเดินจงกรม (ไม่รู้ว่ารากศัพท์มายังไงเหมือนกัน) เป็นการเดินกลับไปกลับมา ระยะทางยาวประมาณ 10 เมตร (จริงๆ มีกำหนดว่ายาวเท่าไรอย่างเป็นทางการแต่จำไม่ได้แล้ว)

 

วิธีเดินก็คือถอดรองเท้า มือประสานกันไว้ที่หน้าท้อง ตามองพื้นห่างจากปลายเท้าสักสองสามเมตร เดินไปสุดทาง เดินกลับ วนเวียนซ้ำอยู่แบบนี้ จะเรียกว่าเป็น พลสมาธิก็ได้ (dynamic meditation)

 

การเดินก็มีกันหลายรูปแบบ บางวิธีให้เดินช้ามาก  บางวิธีให้เดินช้า   บ้างให้เดินเร็วแบบเดินถนนธรรมดา

 

การเดินแบบช้ามากมักมาพร้อมกับสมาธิวิธี “ยุบหนอ พองหนอ”  พอเดินไปก็บริกรรม ยกหนอ ย่างหนอ เหยียบหนอ

 

ส่วนผมไม่มีครู (ก็ดีไปอย่าง) จึงคิดวิธีเอาเอง (my way ..แบบฉัน) เป็นวิธีแบบเดินช้า (แต่ไม่ช้ามาก)  พอส้นเท้าจรดพื้น บริกรรมว่า  ”เกิดขึ้น”   พอลงเต็มฝ่าเท้า ก็บริกรรมว่า “ตั้งอยู่”  พอยกเท้าขึ้นตอนปลายนิ้วจะยกพ้นพื้น บริกรรมว่า “ดับไป”

 

 …เท้าซ้ายบริกรรม ..เท้าขวาบริกรรม…ทำไปเรื่อยๆ

 

เห็นว่า ทำแบบนี้จะเป็นการทำสมาธิและวิปัสสนาอ่อนๆพร้อมกันไป ที่ว่าเกิดขึ้นนั้นคือ เวทนา เกิด (เวทนา แปลว่าการรับรู้อารมณ์ ในที่นี้คืออารมณ์ที่เกิดจากการที่เท้าสัมผัสพื้นนั่นเอง เป็นอารมณ์กลางๆ ที่เรียกว่าอทุกขมสุข คือ ไม่ทุกข์ไม่สุข)  ตั้งอยู่ ก็เวทนาตั้งอยู่ ดับไป ก็เวทนาดับไป เพราะเท้าไม่สัมผัสแล้ว ก็ไม่มีเวทนา

 

พอเอนดอร์ฟินหลั่ง จะมีความสุขจากการเดิน จนลืมวันเวลาไปก็มี เหมือนนักกรีฑาลู่ วันไหนไม่ได้ออกมาวิ่งซ้อมก็หงุดหงิด มันเหมือนกับการขาดอะไรไปสักอย่าง ..อันนี้เรียกว่า วิปัสสนูกิเลส (กิเลสจากการทำวิปัสสนา)  ความจริงแล้วไม่น่าเรียกชื่อนี้ ควรเรียกว่า “สมถะกิเลส” เสียมากกว่า เพราะการทำวิปัสสนานั้นเป็นการฝึกปัญญาไม่น่ามีกิเลสนี้ แต่การฝึกสมถะ (เอาแต่สติ ความสงบ ไม่ฝึกปัญญา) มักจะเกิดความสุขประหลาดเหล่านี้

 

 

…คนถามธรรม (๓ สค. ๕๔)

 


ปฏิบัติธรรม ๙…กลเม็ดเพื่อทำสมาธิให้ได้ผลเร็ว

1 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 August 2011 เวลา 7:06 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 3302

(ช่วงเข้าพรรษานี้ตั้งใจว่าจะทำบุญด้วยการเอาประสบการณ์เท่าที่มีของตนมาบอกกล่าว อาจเป็นประโยชน์บ้าง เรื่องนี้ได้โพสต์ไว้แล้ว แต่สำรวจว่าหายไป ก็เลยเอามาโพสต์ใหม่ ท่านที่ไม่ได้อ่านแล้ว ก็อ่านอีกก็ได้นะครับ :-)

 

การทำสมาธิให้เกิดเร็วนั้น (หรืออย่างน้อยก็เกิดบ้างนานๆครั้งก็ยังดี)  มีกลเม็ดเล็กๆน้อยๆที่ค้นพบ จากการลองผิดลองถูกเอาด้วยตนเอง (เพราะส่วนใหญ่เราไม่มีอาจารย์สมาธิเป็นตัวตน อีกทั้งในตำราส่วนใหญ่ก็ไม่มีเขียนไว้ในเรื่องเหล่านี้)  จึงขอฝากไว้ให้สหายธรรมผู้สนใจลองนำไปปฏิบัติดู

 

  • 1) ฐานการนั่งต้องมั่นเสถียร (ไม่เอียงโอน) ดังนั้นผมไม่เอาทั้งขาขวาทับซ้ายหรือซ้ายทับขวาทั้งสิ้น แต่เอาขาทั้งสองข้างวางกับพื้น โดยซ้ายหลังขวา หรือ ขวาหลังซ้ายก็มั่นพอกัน ขาในขดเอาฝ่าเท้ามาแนบขาอ่อนของขาอีกข้างหนึ่ง ขานอกแนบขาในอีกที พบว่าฐานมั่นมาก ไม่เอียง และไม่ค่อยเกิดเหน็บชา ทำให้นั่งได้ทนนาน (แต่ถ้าเอาขาทับกัน ฐานจะเอียงซ้ายขวา นน.ตัวลงที่แก้มก้นข้างใดข้างหนึ่งมากกว่าอีกข้างหนึ่ง แถมเกิดเหน็บชาได้ง่าย เพราะขาบนไปทับเส้นเลือดเส้นประสาทของขาล่าง)

 

  • 2) กายตรง…หมายถึงหลังตรง (ไม่นั่งหลังงอ) กระดูกสันหลังทุกข้อต่ออาการกันเต็มหน้าตัดกระดูก อันนี้เป็นหลักวิทยาศาสตร์ เพราะถ้าข้อกระดูกสันหลังต่อไม่ตรง จะทำให้เกิดจุดสัมผัส จะทำให้ล้าที่จุดนั้นได้ เพราะรับแรงมาก ซึ่งการล้ากายจะส่งผลต่อจิตทำให้จิตถูกกระทบ ก็เกิดสมาธิได้ยาก (ลองคิดดูว่าการยืนเต็มฝ่าเท้า กับยืนแบบเขย่ง (เป็นจุด) อย่างไหนเมื่อยเร็วกว่ากัน) การนั่งแบบขาทับกันนั้น กระดูกสันหลังไม่ตรงโดยธรรมชาติอยู่แล้ว เพราะฐานเอียง

 

  • 3) หัวแม่โป้งมือชนกัน…หมายถึงมือทั้งสองที่ประสานกันอยู่บนหน้าตักน่ะครับ …เรื่องนี้เลียนแบบท่านอาจารย์ชา มา ท่านไม่ได้สอน แต่เห็นรูปถ่ายท่านนั่งท่านี้ หัวแม่โป้งชนกัน นิ้วเรียงชิดติดกันเป็นระเบียบแบบทหารอีกต่างหาก ก็เลยลองเอามาทำดู เอ..ดีแฮะ สงสัยมันมีหลักการอะไรสักอย่าง เช่น ต่อเชื่อมวงจรจิตประสาทให้เป็นวงจรปิด (ปกติผมไม่ชอบอะไรที่เป็นระเบียบมากนัก ชอบนอกคอก แต่กลเม็ดระเบียบตรงนี้รับรองว่าดีครับ)

 

  • 4) ไม่เกร็งกล้ามเนื้ออวัยวะต่างๆ: เวลาเริ่มนั่ง ตั้งจิตไว้แรงกล้ามาก ว่าเอาหละหวาวันนี้คงได้เห็นดำเห็นแดงกัน พอตั้งใจมาก สังเกตว่าธรรมชาติมักจะทำให้มีอาการ”เกร็ง” แบบไม่รู้ตัว เช่น กล้ามเนื้อ ขา แขน ซึ่งในช่วง “วอรม์อัพ” ก่อนเล่นธรรมกีฬานั้น ก็ควรเอาจิตกวาดไปทั่งสรรพกาย พร้อมกับสำรวจดูว่าเราเกร็งตรงไหนไหม ถ้ามีก็ผ่อนเสีย รอบสอง รอบสาม ตามดูไป …ที่เกร็งมากโดยอาจไม่รู้ตัวก็ที่ หน้าท้องครับ ดูให้มาก ต่อมาก็หน้าผาก และ หนังตา ที่จับตัวยากที่สุดน่าเป็นลิ้น (เช่นห่อลิ้น หรือเอาไปดันเพดานไว้) วิธีแก้เกร็งหนังตาคือแทนที่จะหลับตา ให้หรี่ตาแทน พอมันหายเกร็งแล้วจึงหลับ ความจริงหรี่ตาตลอดก็ดีเหมือนกันนะ เคยลองทำดู สนุกดีเหมือนกัน แต่อันนี้แล้วแต่จริตก็แล้วกัน เคยพิเรนลองเอาจิตไล่เข้าไปในปอดตับม้าม หัวใจ แล้วบอกให้มันเลิกเกร็งด้วย อาจเป็นวิถีแห่งจิตบำบัดต่อไปก็เป็นได้นะ (แต่อันนี้ต้องไปดูหนังสืออนาโตมีมาก่อน 55)

 

  • 5) ปราบลิงจ๋อ: ขวากหนามสำคัญที่สุดของนักเล่นธรรมกีฬาก็คือ ลูกมันออกสนามบ่อยๆ ต้องวิ่งไปเก็บลูก อ้าว ดอกไม้ริมสนามมันสวย ก็ไปชมดอกไม้เสียอีก กลับมา อ้าว หมดเวลาแล้ว ถูกจับแพ้ฟาล์วอีกนัด กล่าวคือ จิตมันว่อกแว่กเหมือนลิงจ๋อ ไม่อยู่กับที่ คิดโน่นคิดนี่จนเพลินไป ก็ไม่เกิดสมาธิ อาจารย์วิปัสสนาส่วนใหญ่ก็จะสอนทำนองว่า “ถ้ามันวิ่งออกไปเราก็มีสติเรียกมันกลับมาคืน…จบ” วิธีที่ผมคิดเองในการปราบลิงจ๋อให้หงอคือ ใช้การกลั้นหายใจ คือหายใจลึกๆ แล้วกักลมไว้ในปอดนานๆ ให้นานที่สุด จะบริกรรมคำอะไรด้วยก็ได้เช่น จากนี้ไปจิตเราจะไม่วอกแวกอีกหนอๆๆๆๆ กลั้นไว้จนแทบว่าจะหมดลมตาย แล้วปล่อยออก แล้วสูดเข้าเต็มปอดใหม่ทันที กลั้นอีก ..ทำแบบนี้สัก 3-10 เที่ยว พบว่าปราบพยศได้ดีนักแล

 

  • 6) ถ้าฝึกอยู่บ้านก็พอโอ..แต่บางคนไปฝึกแบบเข้าคอร์สเป็นกลุ่ม พอออกจากสมาธิก็เม้าท์แตกกันใหญ่ แบบนี้กำลังสมาธิที่สะสมไว้ก็มลายหายหมด ..ดังนั้นพอออกสมาธิแล้ว จิตต้องสำรวมต่อ เพื่อสะสม “โมเมนธรรม” เอาไว้ไปเป็นแรงเริ่มต้นในการฝึกครั้งต่อไป ดังนั้นในครั้งต่อไปเราก็ไม่ต้องเริ่มต้นจากศูนย์ และในครั้งต่อๆ ไปก็ยิ่งเริ่มต้นแรงขึ้นเรื่อยๆ ..สมัยบวชสามเดือนผมเคยฝึกแบบนี้จนกระทั่งว่า พอนั่งปึ๊บสมาธิก็มาปั๊บภายใน สองสามวิ แต่วันนี้เสียดาย โมเมนธรรม มันหดหายไปมากแล้ว ชีวิตนี้จะสะสมคืนได้ทันก่อนกายแตกไหมหนอ

 

…คนตามธรรม (๒๓ กรกฎาคม ๒๕๕๔)

 



Main: 0.47905397415161 sec
Sidebar: 0.024624824523926 sec