สวัสดีสวีเดน (๓)

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 15 May 2011 เวลา 5:02 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1975

สะบัมกลับมาถึงตัยแล๋นด์จากสะด๊กก๊กธม..เอ๊ยสะต๊กโฮมแล้วครับ ตัวดำเมื่อมเป็นขะแมร์เลยผม เพราะตากแดดตากลมหนักอักโขอยู่  ได้ไปเห็นอะไรมามากหลาย นับว่าคุ้มค่าเงินหลวงที่จ่ายให้ไปเที่ยวอยู่  จนเขียนบันทึกไว้นับสิบหน้า วันนี้จะลองเล่าสักสามประเด็นพอสังเขป

 

-ที่น่าสนคือคนสวีเดนพูดอังกฤษเก่งมาก พวกแสกนฯทั้งหมดน่าจะเป็นกลุ่มประเทศอื่นที่พูดอังกฤษเก่งที่สุด เรียกว่าผมฟังอังกฤษจากคนสวีเดนได้ชัดกว่าฟังจากคนอังกฤษเสียอีก เพราะเขาพูดสำเนียงอเมริกันที่ผมคุ้นเคยมากกว่าสำเนียงอังกฤษ ทุกคนพูดอังกฤษได้คล่อง ตั้งแต่คนเก็บขยะยันอาจารย์มหาลัย  สอบถามดูได้ความว่าเริ่มต้นเรียนประกิดกันเมื่อ ป 4 อายุ 10 ขวบ (ของเขาเข้ป. 1 เมื่อ 7 ขวบ หลังเราหนึ่งปี)  ส่วนของเราเริ่มเรียนกันตั้งแต่ออกจากท้องแม่ หรือถ้าโดยทางการก็ตั้งแต่ 3 ขวบ เมื่อเข้าอนุบาล เรียนกันจนจบปริญญาตรี ใช้เวลาเรียนอังกฤษ 2 ปีเต็ม แต่ทำไมพูดอังกฤษไม่กระดิกหู …….จริงอยู่ภาษา Nordic เดิม กับภาษาอังกฤษมีรากร่วมกันอยู่ เพราะต่างก็เป็นสาย Germanic language ด้วยกัน แต่ก็อุปมาได้แบบไทย-เขมร แหละครับ ก็ช่วยได้นิดหน่อยเท่านั้นในการเรียนภาษา …ผมว่าพวกนักการศึกษาไทยน่าจะดจร. ไปดูงานกันหน่อยว่าเขาสอนภาษาอังกฤษกันอย่างไรจึงดีเช่นนี้….ตรงกับแนวคิดเพี้ยนๆของผมที่ได้เคยเขียนเสนอไว้แล้วว่า ตอนเด็กเล็กๆ ต้องให้เรียนภาษาไทย และวัฒนธรรม จนฝักรากลึกเสียก่อน ก่อนให้เรียนอังกฤษ อย่าไปเห่อกันนักเลย พวกไวกิ้งให้เริ่มเรียนที่ 10 ขวบ นับว่าดีมาก เพราะลิ้นยังไม่แข็ง แต่วัฒนธรรมไวกิ้งมั่นคงแล้ว ภาษาอังกฤษไม่อาจมาทำร้ายได้,,,ส่วนของผมเสนอขนาดว่าไม่ต้องเรียนภาษาอังกฤษให้เปลืองเงินและเวลา แต่ถ้าเรียนโท -เอก ให้สอนเป็นภาษาอังกฤษให้รู้แล้วรู้รอดไปเลย

 

-สวีเดนน่าจะเป็นประเทศที่ก้าวหน้าด้านเทคโนโลยีมากที่สุดในโลก ถ้าจะเป็นรองก็แต่เยอรมันเท่านั้นแหละ กิจกรรมทุกอย่างเขาทำเป็นอัตโนมัติไปเสียหมด เช่น โทรศัพท์ก็ใช้เครดิทคาร์ดได้เลย ขึ้นรถเมล์ก็รูดคาร์ด  (จ่ายเงินสดก็ไม่ได้อีกด้วย ทั้งที่เยอรมันยังจ่ายเงินสดได้อยู่เลย) เล่นเน็ตริมถนนก็รูดคาร์ด ใช้ตู้เก็บของที่สถานีรถไฟก็รูดคาร์ด (เยอรมันยังใช้บริกรอยู่)  ทั้งหมดนี้ช่วยตัวเองนะไม่มีบริกรคอยบริการแต่ประการใด เหลือแต่เข้าส้วมที่ยังต้องหยอดเหรียญ (30 บาท..โหดชะมัด รัฐสวัสดิการแท้ๆ ทำไมมันบริการส้วมฟรีไม่ได้หรือไร ทั้งที่เป็นเรื่องจำเป็นต่อชีวิต)

 

-อาหารไทยปอปมากๆ แต่อนิจจา บริษัทที่ทำอาหารสำเร็จไทยขายจนร่ำรวยคือ บ.จากฟินแลนด์ เห็นสินค้าเต็มร้านค้าไปหมด ลองซื้อมากินดูกล่องหนึ่ง แกงพะแนงเนื้อ เอามาเว็ฟที่โรงแรมคนจน (รร. คนจนมักมีห้องครัวให้ ส่วนรร.คนรวยไม่มี) วาว..อร่อยประมาณว่ากินข้าวตังคลุกแป้งเปียกเหยาะผงกะหร่ยังไงยังงั้น ซึ่งผมว่าแบบนี้มันช่วยทำลายชื่อเสียงอาหารไทยเรานะ สมควรที่รัฐบาลโดยกระทรวงวัฒนธรรมน่าคิดทำอะไรสักอย่าง เช่น มีการประทับตรารับรองว่ารสชาติไทยแท้จากกระทรวงฯ แล้วคิดค่าประทับตรามันแพงหน่อย ..รับรองว่าไม่กล้าคิดกล้าทำกันหรอก แต่ที่พวกเขาสั่งให้เราประทับตรา ISOxxxx EuroII และ ฯลฯ เราก็เสียเงินค่าประทับตราให้พวกนั้นกันใหญ่

 

-คนถางทาง


สวัสดีจากสวีเด (๒)

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 10 May 2011 เวลา 6:32 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1335

ลืมเล่าไปครับ ว่ามาประชุมเสนอผลงานวิจัยด้านกังหันลมต่อที่ประชุม World congress on renewable energy (WREC) ..เอ๊ะ ทำไม่ตัวย่อไม่ตรงกับชื่อเต็ม

มากันหลากหลายไปหมด ผมลองถามจนท.ให้ค้นดูว่ามีคนไทยมากี่คน พบว่ามา 11 คน …วาว ประเทศไทยเรารวยแล้ว มามากว่าญี่ป่นแน่ๆ เลย (ผมลองหาอ่านเอาในเอกสาร)

 

วันนี้มีคนมาถามผมว่า “อาร์ยูฟอร์มตัยแล๋นด์” ผมตอบเป็นภาษาไทยว่า “ครับ” เขาก็เข้ามาคุยเป็นพักใหญ่ เป็นนศ.ป.เอกจากอังกิด ได้ทุนพํฒนาคณาจารย์จากม.แห่งหนึ่ง  แล้วบอกว่ามีคนไทยกลุ่มหนึ่ง มากัน 5 คน มาจากบริษัทที่รวยล้น ..ผมเดาว่าพวกนี้คงมาเที่ยว เป็นโบนัสจากบริษัทที่โกยกำไรมหาศาลจากการรีดเลือดปู

 

ส่วนผมนานๆมาที่ เพื่อเป็นยากันหมากัด  คนอื่นๆเขามากันปีละสองครั้ง ส่วนผม 5 ปีมาหนึ่งครั้ง เพราะเสียดายภาษีประชาชนจริงๆ แต่ทำไงได้ ประเทศนี้ไม่ได้เป็นของผมคนเดียวนี่หว่า

คนถางทาง

ปล. นี่คงเป็นบันทึกสุดท้ายในช่วงนี้ จากนี้ไปต้องย้ายไปอยู่ริมป่าแล้ว ไม่มีวายควายต่อเชื่อมซะด้วย แต่รางวัลปลอบใจคือ ราคาถูกพอๆกับ รร.แถวหัวเมืองไทยเลย ไม่น่าเชื่อ มีส้วมในตัวซะด้วย แต่ห้องอาบน้ำรวมนะ…ซึ่งผมคงไม่กล้าไปอาบแน่ๆ กลัวตะละแม่ไวกิ้งทรงอวบจะขวิดผมแล้วเอาไปย่างกินในถ้ำน่ะ ..โอ แต่ละแม่นางอวบอั๋นเกินพรรณาจริงๆ ..ประมาณศรีสละ ทองธารา อดีดดาวยั่วตัวใหญ่แห่งไตแลนด์ซะส่วนใหญ่


แสนคำนึงถึงเมืองไทย…รำพึงที่ริมหาดแม่รำพึง (remixed)

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 7 May 2011 เวลา 4:36 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1399

แสนคำนึงถึงเมืองไทย…รำพึงที่ริมหาดแม่รำพึง
(เวอร์ชั่น เพื่อส่งลง ผจก.ออนไลน์ ในวันที่ ๑๓ นี้)

ปลายเดือนเมษา ๒๕๕๔ ได้ไปเยือนหาดแม่รำพึง จ.ระยอง อีกครั้งหนึ่ง ตอนเช้าตรู่ได้ออกมาเดินเล่นชายหาด ไม่แคล้วเสียใจซ้ำซากที่เห็นชายหาดแสนสวยเต็มไปด้วยขยะ ทั้งที่สร้างรายได้ให้ท้องถิ่นมหาศาล แต่หน่วยบริหารท้องถิ่น (ที่มาจากการเลือกตั้ง) ไม่เคยเหลียวแลทำความสะอาด ..อย่างนี้ยุบทิ้งดีไหม

พบปะชาวประมงรายย่อย คุยกันถูกคอ เลยจ้อกันอยู่เป็นนาน ได้ความว่าเมื่อสองปีก่อนที่หาดแม่รำพึงนี้ยังจับปลาได้ดีอยู่เลย โกยเอาโกยเอา แต่วันนี้ไม่เหลือแล้ว

จำต่อไปได้ว่าเมื่อสองปีก่อนที่มาบตาพุดซึ่งห่างออกไปประมาณ 40 กม. ก็เกิดปัญหาแบบนี้ ชาวประมงที่นั่นจึงได้ชุมนุมเรียกร้องให้โรงงานอุตสาหกรรมต่างชาติลงขันกันเพื่อจ่ายเงินชดเชยรายได้ที่หดหายไปของพวกเขา ทั้งนี้เพราะมลพิษจากโรงงานที่ปล่อยลงทะเลได้ทำลายแพลงค์ตอน ซึ่งเป็นอาหารของลูกกุ้งปลา ให้ล้มหายตายไปอย่างมากหลาย เมื่อมีอาหารกินไม่เพียงพอ ตัวอ่อนเหล่านี้ก็ล้มตายหายสูญไปมากหลาย ส่งผลให้ปลาใหญ่หายหดไปด้วย

ชะรอยมลพิษที่มาบตาพุดเมื่อสองสามปีก่อนได้ขยายผลมาจนถึงหาดแม่รำพึงแล้ว ..แล้วนานวันไปอาการเช่นนี้มันจะไม่ลามไปทั่วอ่าวไทยดอกหรือ

เมื่อก่อนนี้ ในนามีข้าวในอ่าวมีปลา มาบัดนี้ ในอ่าวหมดปลาในนาก็มีแต่สารเคมี

ส่วนปลาที่พอจับได้แล้วเอามาขายให้เรากินในราคาแพงลิบลิ่วนั้นเล่า ก็คงไม่แคล้วว่าเนื้อปลาจะเต็มไปด้วยสารพิษจากโรงงานที่ปล่อยลงทะเลที่ได้ซึมเข้าไปในห่วงโซ่อาหารของสัตว์ทะเลตั้งแต่ยังเป็นตัวอ่อนโน่น

การก่อตั้งนิคมอุตสาหกรรมริมทะเลเอาใจนักลงทุนต่างชาติยังส่งผลทั้งโดยตรงและอ้อมให้เกิดการทำลายป่าชายเลนซึ่งเป็นแหล่งอภิบาลลูกปลาอีกด้วย เช่นก่อเกิดการถมป่าชายเลนเพื่อสร้างบ้านพักให้ผู้บริหารและพนักงาน ซึ่งตามกฎหมายด้านป่าไม้แล้วจะกระทำมิได้ แต่นั่นแหละแข็งเท่าไรก็เอาเงินง้างได้เสมอในอาณาเขตประเทศเรานี้

คนไทยที่ชอบบริโภคอาหารทะเลจะเกิดโรคร้ายจากมลพิษสะสมอย่างไรก็น่าจับตาดูกันต่อไป โดยเฉพาะนักกินเมืองที่ร่ำรวยจากธุรกิจการเมืองจน “กินดีอยู่ดี” กว่าเราทั้งหลาย เพราะคนพวกนี้นิยมบริโภคอาหารทะเลราคาแพงหูฉี่มากกว่าคนไทยทั่วไป..ที่ยากจนจนไม่มีปัญญากินปูทะเลโลละพันบาทแบบพวกเขาได้หรอก ได้แต่กินส้มตำปูดองกันไปตามยถากรรม (ได้ข่าวว่าปูดองก็หายหดจากมลพิษจนต้องนำเข้าจากประเทศเพื่อนบ้านแล้ว)

ผลร้ายของนิคมอุตสาหกรรมต่างด้าวริมทะเลยังมีอีกมากหลาย จะขอยกตัวอย่างอีกสักอย่าง คือ เด็กไทยในชนบท ที่จะเป็นกำลังสำคัญของชาติในอนาคต ขาดพ่อแม่ดูแลและให้ความอบอุ่น จนทำให้กลายเป็นเด็กแว้นไปหมดทั่วชนบทไทย ทั้งนี้เพราะพ่อแม่ของพวกเขา ได้ทิ้งลูกทิ้งเต้าเข้าไปทำงานเป็นขี้ข้าต่างชาติในนิคมอุตสาหกรรมริมทะเลนั่นแล

พ่อแม่เหล่านี้ในหนึ่งปีจะได้กลับมาดูแลลูกเต้าอย่างมากก็เพียงสองครั้งคือ ช่วงปีใหม่ฝรั่ง และช่วงปีใหม่ไทย ที่ต้องฟันฝ่าการจราจรที่แสนคับคั่ง ฝ่าอุบัติเหตุบนท้องถนน และกระไอแดดที่แผดร้อนทั้งวัน ทั้งขาไปและขากลับ เพียงเพื่อได้กลับมากอดลูกเป็นเวลาสองสามชั่วโมงเท่านั้นเอง

คิดไปแล้วให้น่าอนาถใจ ที่ประเทศไทยของเราแสนอุดมสมบูรณ์ ถ้ามีสติฉุกคิดสักนิด จะทำให้เป็นประเทศที่มั่งคั่งที่สุดในโลกก็ย่อมได้ เสียแต่ว่ามีนักเลือกตั้งไทยเข้าไปเป็นผู้บริหารประเทศ ที่ส่วนใหญ่คิดได้แต่เพียงการถอนทุนที่ลงไว้ในการเลือกตั้ง

ผมได้พยายามกระจายแนวคิดมานับสิบปีแล้วว่าประเทศไทยต้องมีศักดิ์ศรีแห่งตน เลิกยืมจมูกนักลงทุนต่างชาติหายใจได้แล้ว หันมายืนบนลำแข้งแรงขาของตนเอง ด้วยการพัฒนาอุตสาหกรรมเกษตรขนาดเล็กให้ขึ้นเป็นดอกเห็ดทั่วทุกท้องถิ่น โดยให้ประชาชนในพื้นที่เป็นเจ้าของร่วม ด้วยการใช้แรงงานเป็นการลงทุนร่วม พร้อมทั้งตั้งสหกรณ์ค้าปลีกเพื่อกักเงินไว้ไม่ให้ไหลออกนอกประเทศผ่านร้านค้าปลีกต่างชาติทั้งหลายที่ตั้งอยู่ตามหัวเมืองใหญ่

ถ้าเราทำได้เช่นนี้ จะมีผลดีตามมาอีกมากหลาย เช่น เพิ่มรายได้ให้ประชาชนในท้องถิ่น จนไม่ต้องทิ้งลูกเต้าไปหากินเป็นขี้ข้าต่างชาติที่ริมทะเล สหกรณ์ค้าปลีกก็จะช่วยเป็นทำนบกักเงินไว้ให้ไหลเวียนหล่อเลี้ยงท้องถิ่นให้อุดม แทนที่จะไหลออกไปเลี้ยงต่างชาติที่เขารวยโขอยู่แล้ว เรียกได้ว่า ประเทศชาติมั่นคง ประชาชนมั่งคั่ง

แนวคิดดังว่านี้ผมได้เขียนและพูดเสนอต่อนักการเมืองและนักวิชาการมากหลายตามศักยภาพอันน้อยนิดแห่งตนเท่าที่มี จนมือหงิกลิ้นห้อย ก็ยังไม่เกิดมรรคผลแต่ประการใด

วันนี้ผมเหนื่อยล้า ท้อถอย แต่ก็ยังไม่หมดหวังเสียทีเดียว เพราะได้เห็นชาวไทยหลากหลายคนที่ยังมีสมอง มีพลัง มีคุณธรรม พอที่จะกอบกู้สังคมได้

หากคนเก่งดีเหล่านี้รวมกันติด ลดอัตตาของแต่ละคนลงมาทำงานร่วมกัน แทนที่จะทะเลาะกันอยู่นั่นแหละ เราคงร่วมมือกันทำงานกู้ชาติให้พ้นจากเงื้อมมือของนักเลือกตั้งได้สักวันหนึ่ง ซึ่งต้องมาถึงในเร็ววันนี้ ก่อนที่ประเทศไทยจะอาการทรุดหนักเกินแก้ไข


กลับตาลปัตร (๑๑) ..อารมณ์นิพพาน(ที่ผ่านไป)

4 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 6 May 2011 เวลา 9:16 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1308

ณ ทีนี้ สะหงบ และเชื่องช้า
ก้อนหินผา คุยกับดิน ยังยินเสียง
จิตที่นิ่ง ดิ่งไป ไม่ลำเอียง
ย่อมเบนเบี่ยง เฉียงลู่ สู่นิพพาน

It’s quiet and slow up here,
Rock talks to earth you can hear,
When the mind is tranquil and clear,
Nirvana is somewhere very near.

–โดย พระสติสัมปันโน ๒๕๔๒


การบริหารองค์กรแบบบิวตัน (Buton)

3 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 5 May 2011 เวลา 11:29 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1284

การบริหารองค์กรแบบบิวตัน (Buton)

ผมได้ศึกษา ครุ่นคิด เกี่ยวกับวิธีการบริหารองค์กรมานานพอสมควร ตั้งแต่ยังไม่ได้เคยเป็นผู้บริหารกะเขา ไม่ใช่ว่ามักใหญ่ใฝ่สูงหรอก แต่เพราะเห็นว่ามันเป็นศาสตร์ศาสตร์หนึ่งที่น่าสนใจ เพราะนิสัยผมนั้นสนใจศาสตร์ทุกเรื่องโดยธรรมชาติอยู่แล้ว โดยเฉพาะศาสตร์ที่เกี่ยวกับมนุษย์ เช่นชาติพันธุ์มนุษย์และสังคมวิทยา เมื่อได้จับพลัดจับผลูเข้ามาสู่วงจรการบริหารการศึกษา ก็เลยยิ่งเป็นแรงดลใจให้ผมได้ใช้ความคิดอย่างหนักมากขึ้นว่าจะใช้ยุทธวิธีการบริหารแบบใด

ผมได้เข้าฟังการบรรยายจากผู้ทรงคุณวุฒิ ได้อ่านหนังสือเกี่ยวกับการบริหาร(ส่วนใหญ่จากต่างประเทศ) ได้สนทนากับผู้รู้ ตลอดจนสังเกตรูปแบบการบริหารของนักบริหารท่านอื่นๆ พอสมควร แต่ผมก็ยังไม่สามารถหารูปแบบการบริหารที่ถูกใจตนเองได้

หลังจากใช้ความคิดอยู่นานจึงได้คิดค้นวิธีการบริหารรูปแบบใหม่ขึ้น โดยการผสมผสานแนวทางวิทยาศาสตร์ ศาสนา และ จิตวิทยามนุษย์เข้าด้วยกัน ผมขอเรียกการบริหารแบบนี้ว่าการบริหารแบบบิวตัน (Buton) ซึ่งเป็นคำทีผสมมาจากคำว่า Buddha, Tao และ Newton ผมได้ทดลองใช้วิธีการบริหารแบบนี้ไว้บ้างแล้ว แต่ยังไม่สามารถเก็บข้อมูลเพื่อหาข้อสรุปได้ว่าเกิดสัมฤทธิผลอย่างไร เพราะคงต้องใช้เวลายาวนานมากในการนี้ แต่ก็อยากจะฝากไว้ให้ท่านนักคิดทั้งหลายได้วิเคราะห์และกรองเอาส่วนที่เห็นว่าดีไปใช้ต่อไป

รูปแบการบริหารอันหลากหลายที่มีอยู่ในปัจจุบันนี้ ซึ่งส่วนใหญ่เราลอกเรียนมาจากตะวันตกนั้น ผมเห็นว่านำมาซึ่งความเครียดของผู้บริหาร หรือผู้ถูกบริหาร หรือ ทั้งสองฝ่าย สุดแล้วแต่เงื่อนไขและลักษณะเฉพาะขององค์กรนั้นๆ ผมเชื่อว่าความเครียดนั้นไม่ว่าในรูปแบบใดจะนำมาซึ่งความด้อยประสิทธิภาพในที่สุด เพราะคนที่มีความเครียดคงจะทำงานอย่างมีประสิทธิภาพไม่ได้โดยเฉพาะในระยะยาว รูปแบบการบริหารที่ดีที่สุดน่าจะคือรูปแบบที่ทำให้ “งานได้ผล คนมีสุข”

คำถามอันยิ่งใหญ่ที่ต้องถามตามมาคือ แล้วจะทำให้คนทำงานมีความสุขได้อย่างไร เพราะการงานไม่ใช่เล่นกอล์ฟหรือร้องคาราโอเกะ ซึ่งเป็นคำถามที่ยากมาก แต่คำตอบมีให้เห็นเป็นตัวอย่างอยู่แล้วมากมาย เช่น นักวิ่งมาราธอนนั้นไม่ว่าจะเป็นสมัครเล่น หรือ อาชีพ ต่างก็มีความสุขกับความเหนื่อยยากด้วยกันทั้งนั้น วันไหนไม่ได้ออกไปโทรมร่างกายให้มันเหงื่อท่วมตัวก็จะหงุดหงิดมากทีเดียว คนที่บ้าทำงาน(ซึ่งมีตัวอย่างให้เห็นน้อยกว่านักวิ่งมาก)ก็มีความสุขเช่นเดียวกัน

เคล็ดลับของการทำงานให้มีความสุขอยู่ที่ไหน หรือ เคล็ดลับของการบริหารองค์กรเพื่อให้คนทำงานหนักอย่างมีความสุขคืออะไร ถ้าทำได้คงจะวิเศษที่สุด

รูปแบบการบริหารองค์กรที่ส่วนใหญ่เราลอกเลียนฝรั่งมานั้น มักไม่หนีพ้นหลักการ วิสัยทัศน์ วางแผน วางมาตรการ และวิธีปฏิบัติ ตั้งเป้าหมาย มอบงาน ควบคุม ตรวจสอบ ประเมิน และการป้อนกลับ ตลอดจนการบริหารความขัดแย้ง

นั่นเป็นระบบการทำงาน ส่วนในระดับพนักงานก็มักจะมีการ สร้างแรงจูงใจให้ทำงานหนักด้วยเครื่องล่อเชิงรูปธรรมในรูปแบบต่างๆ เช่น การขึ้นเงินเดือน โบนัส การเลื่อนตำแหน่ง สวัสดิการ การแข่งขัน การทำงานเป็นทีม เป็นต้น ระบบบริหารแต่ละระบบจะแตกต่างกันบ้างก็แต่เพียงในรายละเอียดของวิธีการเพื่อทำให้ได้มาซึ่งองค์ประกอบต่างๆที่กล่าวมาเท่านั้น

ปัจจุบันนี้ยังมีการเน้นผลงานที่สามารถชี้วัดได้อย่างชัดเจนด้วยตัวชี้วัดต่างๆที่สร้างกันขึ้นมา จึงก่อให้เกิดความเครียดในตัวผู้บริหารสูงสุดซึ่งทยอยลงสู่ระดับล่างจนเกิดการเฉลี่ยความเครียดกันโดยถ้วนหน้า ทำให้งานอาจจะได้หรืออาจจะไม่ได้ผล มากบ้างน้อยบ้างแล้วแต่กรณี แต่คนทำงานนั้นเป็นทุกข์หนักถ้วนหน้าแน่นอน จึงไม่น่าแปลกใจเลยว่าทำไมยาแก้ปวดหัวจึงเป็นยาที่ขายดีที่สุดในตลาดยาทั่วโลกทุกวันนี้

พนักงานในองค์กรถูกบีบคั้นให้เกิดความเครียดได้หลายทาง เช่น จากอำนาจบริหารของผู้บริหาร จากกฎระเบียบ (ที่วางโดยผู้บริหาร) จากปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน และแน่นอนจากการงานโดยตรง ทั้งหมดมีมูลเหตุมาจากความกลัว คือ กลัวตกงาน กลัวไม่ก้าวหน้า กลัวคนอื่นจะก้าวหน้ากว่า กลัวเสียหน้า(ที่ทำงานไม่เสร็จทันเวลา)

ผมมาคิดสังเคราะห์แบบสามประสานได้ว่า 1) พระพุทธเจ้าได้ให้หลักการในการทำกิจกรรมใดๆไว้ว่า ควรได้ประโยชน์ตนและประโยชน์ท่านพร้อมกัน 2) เล่าจื้อ (เต๋า) บอกว่าจงปกครองเสมือนหนึ่งว่าไม่มีผู้ปกครอง 3) เซอร์ ไอแซค นิวตัน บอกว่าสรรพสิ่งย่อมนิ่งหรือเคลื่อนไปในทิศทางเดิมด้วยความเร็ว(หรือความช้า)เดิม จนกว่าจะใส่แรงจากภายนอกเข้าไปเพื่อเปลี่ยนแปลง

ระบบการบริหารแบบ Butonian ก็คือการบริหารที่เอาสามหลักการนี้มาบูรณาการให้สอดคล้องกับสภาวะเงื่อนไขขององค์กรในขณะเวลานั้นๆนั่นเอง

หากใช้หลักการทางวิทยาศาสตร์ของท่านนิวตันที่อธิบายการเคลื่อนที่ของวัตถุ (ที่ไร้วิญญาณ) องค์กรเปรียบได้กับวัตถุก้อนหนึ่งที่มีมวล (ขนาด) และ ความเร็วในการเคลื่อนที่ (โมเมนตัม) ซึ่งกำลังเคลื่อนที่ไป(หรือคิดว่าเคลื่อนที่ไป)ในทิศทางหนึ่งเพื่อไปสู่จุดหมายอันหนึ่ง (ถ้ามี)

ก่อนอื่นควรต้องวิเคราะห์ให้ได้เสียก่อนว่ากำลังเดินไปในทิศทางที่มุ่งหวังหรือไม่ ซึ่งคำตอบก็มีได้สองทางคือ ยังไม่ถูกต้อง หรือ ถูกต้องแล้ว ซึ่งจะต้องจัดการเป็นกรณีไปให้เหมาะสม

1. ถูกต้องแล้ว ต้องถามต่อไปว่าแล้วเดินไปด้วยความเร็วที่เหมาะสมหรือยัง ซึ่งอาจเหมาะสมแล้ว หรือ เร็วเกินไป หรือ ช้าเกินไป ก็เป็นได้ ซึ่งก็ต้องจัดการอย่างเหมาะสมต่อไป

2. ไม่ถูกต้อง ต้องถามต่อไปว่าทิศทางเฉไปในทิศใด และ กำลังวิ่งเฉไปด้วยความเร็วมากหรือน้อย เพียงใด ซึ่งก็ต้องการมาตรการเพื่อเปลี่ยนแปลงให้เหมาะสมต่อไป

ในกรณีที่ถูกต้องแล้ว เราต้องใส่แรงในทิศทางเดิมเพิ่มเติม หรือ ลดแรงลง แล้วแต่ว่าจะให้เร็วขึ้นหรือช้าลง ในกรณีที่ผิดทั้งขนาดและทิศทางเราก็ต้องเปลี่ยนทั้งทิศทางและหรือขนาดของแรงที่เหมาะสมต่อไป

แต่การใส่แรงเข้าไปเพื่อปรับระบบนั้น มีได้สามลักษณะคือ
1) การใส่แรงผลักจากภายนอก
2) การใส่แรงดึงจากภายนอก
3) และการสร้างแรงขับเคลื่อนจากภายใน(กำลังภายใน)

การใส่แรงผลักจากภายนอกนั้นมักด้อยประสิทธิภาพและเป็นการเพิ่มความเครียดได้มาก ส่วนการใส่แรงดึงจากภายนอกนั้นได้ประสิทธิภาพมากกว่าและเกิดความเครียดน้อยกว่าด้วย สำหรับการสร้างแรงจากภายในนั้นทำได้ยากที่สุด แต่จะเกิดประสิทธิภาพสูงสุด และยังเป็นการลดความเครียดด้วย

อุปมาดังเช่น การจะทำให้สุนัขเดินไปตามทิศทางที่ต้องการนั้น อาจทำด้วยการผลักดันสุนัขทางก้น ซึ่งเป็นอาการที่ยากลำบากทุลักทุเลมาก ไม่ค่อยได้ประสิทธิภาพ ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือการใช้เชือกผูกดึงหรือจูงสุนัขไป แม้จะทุลักทุเลอยู่บ้าง ก็ยังดีกว่าวิธีผลักมาก นอกจากจูงด้วยเชือกแล้วยังอาจจูงด้วยเครื่องล่อเช่นอาหารขบเคี้ยวเพื่อล่อให้เดินตาม วิธีที่สามคือเรียนรู้นิสัยของสุนัขแล้วปลูกฝังความรักความสัมพันธ์กับสุนัขจนสุนัขเดินตามเราไปทุกทางที่เราไป วิธีนี้ไม่ต้องทำอะไรเลยเพราะเกิดจากแรงดลใจภายในของสุนัขเอง สุนัขเองก็ไม่เครียดด้วยเพาะทำเองตามความสมัครใจ ออกจะไม่ค่อยดีนักที่เอามาเปรียบกันสุนัขแต่ก็คงได้ภาพพจน์ที่ง่ายดี ไม่ต้องอธิบายกันมาก

(นี่เป็นเพียง 3 ใน 13 หน้าของบทความนี้ที่ผมเขียนไว้เมื่อประมาณปีพศ. ๒๕๔๕ เห็นจะได้ เกรงว่าถ้าเอามาลงหมดแล้วจะทำให้ท่านผู้อ่านเครียด ก็ขอเอวังแต่เพียงเท่านี้)


ต้นไม้ก็สอนคนฉลาดได้

8 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 May 2011 เวลา 6:57 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1745

ความโง่ ความฉลาด ในความเห็นผมมันไม่สัมบูรณ์ แต่เป็นสัมพัทธ์เสมอ
เช่นคนโง่มากย่อมเห็นคนโง่น้อยกว่าเป็นคนฉลาด
คนฉลาดมากที่สุดย่อมเห็นคนฉลาดมากเป็นคนโง่เป็นต้น
ทั้งที่คนฉลาดมากนี้อาจโง่น้อยกว่าคนโง่น้อยที่คนโง่มากนิยมว่าฉลาดเสียอีก

บางทีคนฉลาดมากที่สุดกลับถูกคนโง่มากหาว่าโง่เพราะไม่เข้าใจในสิ่งที่เขาบอก
(ความจริงไม่บางทีแต่บ่อยๆ ดังเช่นที่พระพุทธเจ้าท่านโดนมามากที่สุด)

ส่วนต้นไม้ และสัตว์นั้นถ้ามันพูดได้ โพสต์เป็น คงสนุก
เพราะมันฉลาดแต่เกิดโดยไม่ต้องเข้าโรงเรียน
ส่วนมนุษย์หลายคนเรียนจนเป็นหมอ วิศวะ ดร.
แต่ทำกังหันลมยังสู้ลูกยางที่หล่นจากต้นไม้ไม่ได้เลย

ต้นไม้ฉลาดขนาดหากินเอากับดิน น้ำลม ไฟ รอบๆ ตัว
ไม่ต้องไปเข้ารร.หาวิชา เพื่อไปหากินให้ยุ่งยาก
แถมไม่ลำบากใคร
ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม (แต่เป็นสิ่งแวดล้อมเสียเอง)

มนุษย์เราบังอาจไปเรียกพวกเขาว่าเป็นสิ่งแวดล้อม
โดยเย่อหยิ่งคิดเอาตัวเองเป็น “ศูนย์กลาง”
ทั้งที่พวกเขาเป็นศูนย์กลางมาก่อนเราหลายพันล้านปี
สูเราต่างหากที่เป็น สิ่งแวดล้อมของเขา

น่าพิศวง คนบางคนคล้ายต้นไม้ คือฉลาดแต่กำเนิดโดยไม่มีใครสอน
สอนตัวเอง และวิวัฒน์ตนเองไปได้เรื่อยๆ
ตัวอย่างเช่นเด็กอายุ 7 ขวบสำเร็จอรหันต์
คนแบบนี้เขาเรียกว่า “เนื้อนาบุญ” ของโลก

ประเทศไทเรามีคนแบบนี้มาก
แต่ท่านมักไม่แสดงตัว มักหลบลี้หนีหน้า
ถ้าควานหาเจอ
ต้องรีบช่วยกันใช้ประโยชน์จากท่านให้มากที่สุด


ตลกแดก..แหวกม่านประเพณี

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 3 May 2011 เวลา 6:29 am ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1380

ตลกแดก

ผมไม่ได้ดูรายการทีวีแบบบันเทิงมาประมาณ 15 ปีเห็นจะได้แล้ว (ส่วนหนังเทศและไทย ไม่ได้ดูมาประมาณ 20 ปีแล้ว ไม่ว่าจะโด่งดังอย่างไร) แต่นานๆระหว่างพักโฆษณา ก็กดแว่บๆ ไปดูรายการบันเทิงต่างๆ สัก 20 วิ พอรับรู้และดมกลิ่น จากนั้นกลับไปดูข่าวหรือสารคดีต่อ

อย่าหาว่ากระแดแม้แต่ข่าวก็ดู CNN หรือ BBC เป็นหลัก เพราะทนน้ำเน่าข่าวไทยไม่ไหวจริงๆ ที่มีแต่น้ำ แถมเน่าเสียอีก เช่น ข่าวดารายาวกว่าข่าวการเมือง แถมมีตลกต่อท้ายทำนองสะเก็ดข่าว ที่ลอกเลียนแบบกันไปหมด ข่าวไทยส่วนใหญ่วันนี้ผมอ่านเอาจากนสพ.ออนไลน์

แม้เพียงโฉบแว่บๆไประหว่างพักโฆษณาแค่นั้น ผมยังเห็นภาพบาดตาบาดใจเนืองๆ คือ รายการตลกของไอ้พวกหน้าเดิมๆ ที่บัดนี้มันลามปามมาถึงการทำท้องเรื่องให้เป็น ผู้หญิงแก่อีสาน (ที่เล่นบทโดยผู้ชาย) แต่งตัวเปิ่นๆ ปะหน้าทาแป้งแบบเว่อๆ ทำผมกระเซิง และเล่นบทพูด ทำท่าทางแบบหยาบคาย รายการแบบนี้เห็นบ่อยมาก มานานสัก 2-3 ปีได้แล้ว มันคงฮิตกระมังถึงอยู่ยั้งยืนยงมาปานนี้

ผมคงเป็นคนซีเรียสที่คิดเชิงอนุรักษ์จนเว่อเกินไปกระมัง ที่เห็นว่าทำแบบนี้มันเป็นการย่ำยีศักดิ์ศรีหญิงอีสาน หรืออย่างน้อยก็เป็นการสร้างค่านิยมที่ผิดๆ ซึ่งจะนำสู่การกร่อนทำลายภาพลักษณ์ของสตรีอีสานในที่สุด

สมาคมสตรีอีสานมีไหม โปรดทำอะไรสักอย่าง (เช่นออกมาด่าผมว่าเว่อไปแล้วก็ยังดี จะได้รู้ว่าผมมันเว่อจริงๆแล้วด้วย สมควรไปพักผ่อนยาว)

กระทรวงวัฒนธรรม มันตั้งไว้หาตะหวักกระบวยอะไรก็ไม่รู้

อีสานคือวัฒนธรรมสำคัญของไทยเรา วัดดีๆ อยู่อีสานทั้งนั้น ที่อีสานมีวัดดีๆ เป็นเพราะผู้หญิงแก่ แม่ใหญ่คอยค้ำจุนเป็นหลักมิใช่หรือ ทั้งทำบุญ ตักบาตร ทำสมาธิ บวชชีพราห์มณ์

แล้วไอ้พวกตลกแดกพวกนี้มันเป็นใคร ถึงได้บังอาจกล้าหาญย่ำยี่จิตวิญญาณผู้หญิงอีสานได้ถึงปานนั้น


กลับตาลปัตร (…) …ทางรอด ทางเลือก

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 May 2011 เวลา 5:06 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1473

ทางรอด ทางเลือก

บ้าวัต ถุกัน ทั้งเมือง… วาดฝัน ฟุ้งเฟื่อง
รุ่งเรื่อง เฟื่องฟู เงินทอง

กู้หนี้ ยืมสิน เป็นกอง… สร้างทุกข์ ทั้งผอง
จำนอง จำนำ จำทน

โลกา ภิวัฒน์ หมุนวน… วุ่นวาย สับสน
ต้องทน รับทุกข์ คางเหลือง

ถูกไอ- เอ็มเอฟ ครองเมือง… มีชื่อ กระเดื่อง
ลือเลื่อง ว่าเขื่อง เกินตัว

พระเณร ก็ชอบ เมามัว … ชอบทำ มั่วมั่ว
เคาะหัว ใบ้หวย เวทย์มนต์

ผูกดวง เสกเป่า กันจน … พระรวย มากล้น
ต้องขน ปัจจัย ถวายเบนซ์

ชาวบ้าน ชาววัด ล้วนเป็น … โรคภัย ลำเค็ญ
ทุกข์เข็ญ โลภโม โทสัน

หากปล่อย เช่นนี้ นานวัน … ต้องรับ ทุกข์ทัณฑ์
โศกัน จะครอง โลกา

ทางรอด มีอยู่ ดอกหนา … ถ้านำ ธรรมมา
กลับมา ครองโลก ดูที

สะหนับ สะหนุน พระชี … ที่ปฏิ บัติดี
ให้มี เงินทอง กองทุน

ตั้งใจ ละบาป ทำบุญ … เมตตา การุณย์
เกื้อหนุน พระศาส สะดา

เกิดมา พบพุทธ ศาสนา … ควรรีบ เร่งหา
นิพพา นะก่อน ตายเอยฯ

–โดย พระสติสัมปันโน ๒๕๔๒


ธุดงค์ (๖)

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 May 2011 เวลา 4:22 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1297

ธุดงค์ดั้น ด้นไป ในไพรสนท์
ตามเขตชน บทไทย ในอีสาน
เพื่อศึกษา ธรรมะ ตามตำนาน
เพื่อสืบสาน ควานหา ค่าของคน

ทุกเหยียบย่าง ที่เท้า ก้าวล่วงไป
กำหนดใจ มุ่งมั่น หมั่นฝึกฝน
ได้สติ กำลังกาย ความอดทน
เกิดเป็นคน ได้ลองเดิน เพลินลืมตาย


ธุดงค์ (๔)

2 ความคิดเห็น โดย withwit เมื่อ 1 May 2011 เวลา 3:57 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 3153

หลวงพ่อคำ(นามสมมุติ พี่ชายหลวงพ่อแคน)เล่าให้ฟังว่าสมัยท่านเดินธุดงค์เพื่อตามหาพระอรหันต์อยู่สามปี เมื่อราวพศ. ๒๔๙๕) จนจีวรขาดวิ่นไปหมด ต้องปะแล้วปะอีกจนเต็มไปด้วยรอยปะดูหยักรั้งน่าทุเรศมาก

วันหนึ่งเดินไปบิณฑบาตรในหมู่บ้านก็โดนหมาดุไล่เห่าเพราะมันคงเห็นจีวรที่น่าเกลียด ท่านประหม่าจนทำฝาบาตรหล่น ชาวบ้านเขาถือเคล็ดไม่ยอมให้ท่านจากไป เพราะเขาว่าถ้าพระทำฝาบาตรหล่นพวกตนจะต้องถึงแก่ความฉิบหายวายวอด นอกเสียจากว่าพระจะต้องแก้เคล็ดด้วยการสวดธรรมจักรกัปปวัตนสูตร108 จบ (จบหนึ่งก็กินเวลาอย่างน้อยสิบนาทีถ้าสวดเร็วๆ)

หลวงพ่อท่านตอนนั้นก็เพิ่งบวชใหม่ธรรมจักรฯก็ยังสวดไม่เป็นและไม่รู้ว่าคืออะไร เขาต้องการให้สวดก็ยืนสวดอยู่ตรงนั้นโดยออกเสียงว่า “ธรรมจักรกัปปวัตตนสูตร” ทำอยู่อย่างนั้น108 ครั้งจึงรอดไปได้

สงสัยตงิดว่าหมามันคงจะไม่ค่อยชอบสีเหลืองพระ มันคงบาดตากระมังถึงได้รุมเห่ากันแบบนี้ ควายก็เป็นสัตว์อีกประเภท เห็นคนห่มเหลืองเป็นไม่ได้ มักจะวิ่งเข้ามาเพื่อไล่ขวิด เผอิญธุดงค์ครั้งนี้ไม่ได้เผชิญประสบการณ์นี้เลย เสียดาย

เผชิญงูร้าย
สิ่งที่คนเดินป่าไม่ว่าจะเป็นพราน เป็นโจร หรือเป็นพระธุดงค์กลัวกันมากเป็นพิเศษก็คือ ง งูใจกล้า นั่นเอง เพราะการถูกงูพิษกัดอยู่กลางป่า น่าจะเป็นการตายที่น่าหวาดเสียวและทรมานไม่แพ้การตายด้วยมลพิษในกรุงเทพเลย

พวกนักเลงเดินป่าบ้านนอกก็เลยมีกลวิธีกันและแก้งูกัดกันมากมายหลายขนาน มีตั้งแต่มนตราต่างๆที่ว่าเมื่อท่องแล้วจะแคล้วคลาด ส่วนใหญ่เวลาต้องลุยกันจริงๆ เช่น ลุยพงหญ้าที่มองไม่เห็นพื้นดิน ผู้เขียนก็จะว่าตำราเดิม คือ แผ่เมตตา เช่นว่า…โอม ท่านปวงสัตว์ทั้งหลาย..เราเป็นผู้ทรงศีลที่กำลังแสวงหาพระธรรมเพื่อช่วยเหลือสัตว์โลกให้พ้นทุกข์ ขอท่านสัตว์ร้ายทั้งหลายจงอย่าได้ทำบาปกรรมตัดตอนการแสวงหาอันประเสริฐของเราเลย จงมาร่วมกันสร้างบุญบารมีกับเราเถิด เกิดชาติหน้าขอให้ท่านได้เกิดเป็นคน ได้พบพระพุทธศาสนาเทอญ ขอท่านพญางูและสัตว์อันมีเขี้ยวแหลมคมและพิษร้ายทั้งหลายจงมีชีวิตอยู่อย่างเป็นสุขเถิด อย่าเบียดเบียนเราผู้แสงธรรมแห่งองค์พระสัมมาฯเลย….

เมื่อได้สวดท่องทำนองนี้แล้ว อย่างน้อยที่สุดก็ช่วยได้ในด้านจิตใจ หลวงพ่อท่านก็เป็นนักสถิติตัวยงมักจะบอกเสมอว่า โอกาสที่จะถูกงูกัดน่ะมันมีน้อยยิ่งกว่าการได้ตรัสรู้ในขณะที่กำลังอร่อยอยู่กับอาหารคำแรกของบิณฑบาตรเสียอีก ต้องเดินซุ่มซ่ามไปเหยียบมันเข้าน่ะแหละมันถึงจะง่ำเอา

บ้างก็ให้พกเครื่องลางต่างๆ เช่น เครื่องลางสมุนไพร ประเภทหัวกลิ้งกลางดง ซึ่งมีขนาดสักเท่าหัวแม่มือและมีลักษณะเป็นปุ่มๆที่ผิว เล่าขานกันว่าชะงัดนักแล งู หมู หมา แม้แต่หมี ก็ขบกัดไม่เข้า

….กาฝากมะนาวก็ว่ากันว่าดีนัก ตัวนี้นอกจากจะแคล้วคลาดแล้วหากโดนกัดเข้าจริงๆยังสามารถเอาฝนกับน้ำมะนาว(ที่เก็บจากต้นโดยไม่ได้ดม)ดื่มกินถอนพิษงูได้ดีนัก

และก็ยังมีรากมะนาวป่า ที่ว่ากันว่าแม้กระทั่งสิ้นลมแล้ว แต่หากถอนรากผมดูรากผมยังมีสีขาวอยู่ก็ยังสามารถทำให้ฟื้นคืนชีพได้ ส่วนพวกที่ได้ยินกันมากก็คือ เสลดพังพอนฝนกับเหล้า ทั้งกินทั้งทาหายดี

โอ๊ย ยังมีอีกหลายขนานที่ได้ยินชาวป่าเขาเล่าลือกล่าวขานกันไว้ น่าจะได้มีการศึกษากันอย่างจริงจังตามหลักวิทยาศาสตร์ว่าตัวยาเหล่านี้มีสรรพคุณจริงดังคำล่ำลือหรือเปล่า (แต่หากไม่มีจริงก็อย่าเพิ่งด่วนสรุปนะว่า มันไม่จริง เพราะบริบทมันต่างกัน วิทยาศาสตร์มันงมงายอยู่ในเหตุผลเสมอ…แต่ไสยศาสตร์มันหลับอยู่ในความเชื่อ ทั้งสองอย่างผิดและถูกพอกันแหละ พุทธศาสตร์นั้นสายกลาง เชื่อและไม่เชื่อทั้งสองอย่างพอกัน แต่ทุกวันนี้คนไทยเราก็บ้าและเห่อวิทยาศาสตร์แบบฝรั่งจนเกินพอดี)

ผู้เขียนได้สังเกตมาอย่างหนึ่งว่าตัวยาส่วนใหญ่จะฝนกับเหล้าขาวแทบทั้งนั้น จนกระทั่งว่าหมองูคนหนึ่งที่ผู้เขียนเคยไปดูเขารักษาเพื่อนที่ถูกงูสามเหลี่ยมกัดในขณะส่องกบ ใช้เหล้าขาวเพียวๆอมเข้าปากแล้วก็เป่าพรวดๆลงไปบริเวณปากแผล พร้อมกับท่องมนต์สำทับ (เป็นภาษาเขมร) ก็เล่าลือกันว่าหมอคนนี้รักษาคนมา 20 กว่าปีแล้ว รอดตายมาได้หลายร้อยคน ไม่มีตายสักราย สัมภาษณ์หมอได้ความว่าเคยแก้มาทุกงูยกเว้นจงอาง

ผู้เขียนมาฉุกคิดว่า เหล้าขาว น่าจะเป็นเหตุผลสำคัญที่แก้พิษงูได้แม้แต่เพียงการทาที่ผิวหนัง เพราะเหล้าขาวนั้นเป็นแอลกอฮอที่ระเหยได้ง่าย เมื่อเกิดการระเหยที่ผิวหนังการระเหยก็อาจระเหยพาเอาพิษงูติดออกไปด้วยก็เป็นได้ น่าจะได้มีการทำวิจัยเรื่องนี้ดูที ถ้าจะใช้หลักวิทยาศาสตร์ก็พอฟังได้อยู่เพราะเคยได้อ่านพบมาในตำราฝรั่งว่าพิษงูนั้นจะเคลื่อนเข้าสู่ร่างกายผ่านท่อลำเลียงน้ำเหลือง(ไม่ใช่เส้นเลือดอย่างที่เรามักเข้าใจกัน) ซึ่งท่อเหล่านี้ฝังตัวอยู่ชิดผิวหนังมาก ดังนั้นท่านจึงบอกว่าการใช้เชือกรัดแขนขาเมื่อถูกงูกัดนั้นให้รัดแต่เพียงเบาๆ เพื่อให้เลือดไปหล่อเลี้ยงร่างกายได้ แต่พิษงูที่ปนไปกับน้ำเหลืองไหลไปไม่ได้ หากเป็นเช่นนั้นจริงก็พออนุมานได้ว่าการทาด้วยแอลกอฮอจะทำให้เกิดการระเหยอย่างรวดเร็วที่ผิวหนัง และการระเหยนี้อาจช่วยดูดซับพิษงูที่กำลังไหลผ่านเยื่อใต้ผิวหนังให้ระเหยตามไปด้วย

จึงอยากเสนอแนะเป็นสูตรของหลวงเฮียว่าหากเข้าป่าแล้วถูกงูกัด หาอะไรไม่ได้จริงๆ ก็ให้ใช้น้ำธรรมดาลูบทาบริเวณแผลพอหมาดๆแล้วพัดให้แห้ง ทำเช่นนี่อยู่เรื่อยๆโดยตลอดจนกว่าจะถึงมือหมอ คิดว่าไม่น่ามีผลเสียเกินไปกว่าการไม่ทำอะไรเลย

หากหาน้ำไม่ได้ก็ใช้น้ำลายหรือปัสสาวะก็ได้ สูตรยาของพระพุทธเจ้าในการแก้พิษงูตามที่ได้มีกล่าวกันไว้คือ การให้ดื่มน้ำปัสสาวะ หรือ แม้กระทั่งอุจจาระ (มูตรและคูถ)

ตรงนี้ผู้รู้บางท่านบอกว่าแท้จริงแล้วเป็นอุบายเพื่อทำให้สะอิดสะเอียนจนอาเจียร ซึ่งการอาเจียรจะทำให้อาการทุเลาลงเพราะพิษงูจะออกมาด้วยในบางส่วน



Main: 0.26626491546631 sec
Sidebar: 0.011462926864624 sec