เทคโนโลยีนำความสุขมาให้ได้จริงหรือ

โดย withwit เมื่อ 4 July 2011 เวลา 11:17 pm ในหมวดหมู่ ไม่ได้จัดหมวดหมู่ #
อ่าน: 1890

หัวข้อหนึ่งในบทที่ ๔ ในตำรา “การพัฒนาคุณภาพชีวิต”  บทนี้ผมเป็นผู้เขียน (เป็นวิดวะนอกคอกจนนักสังคมเขาเชิญให้ไปร่วมแจม)  ตัดมาบางหัวข้อย่อยพอให้มาอ่านกันเป็นกระสาย ..เขียนไว้เมื่อปี ๔๗ (เรื่อง “อามิช” นั้นเพิ่งทราบว่า เป็นหัวข้อย่อยหนึ่งของบทนี้นี่เอง) ……….

4.7 เทคโนโลยีนำความสุขมาให้ได้จริงหรือ

               

                เราทั้งหลายต่างพากันปลงใจเชื่อว่าเทคโนโลยีนำความสุข(และคุณภาพชีวิตที่ดี)มาให้มวลมนุษย์  แต่เราเคยฉุกคิดกันบ้างไหมว่าความสุข คืออะไร และ เรามีเวลาเหลือที่จะสร้างความสุขให้ชีวิตมากน้อยเพียงใดจากการเข้ามาของเทคโนโลยี

                คำถามที่ว่า “ความสุขคืออะไร” เป็นคำถามที่ยิ่งใหญ่มาก เพราะหากไม่สามารถให้คำนิยามนี้ได้อย่างปราศจากความกำกวมเสียก่อน ก็ป่วยการที่จะบอกว่า เทคโนโลยีนำความสุข(และคุณภาพชีวิตที่ดี)มาให้

 

คำถาม ขอให้นักศึกษาพยายามให้คำนิยามของ”ความสุข”ตามความนึกคิดของตนที่เคยมีมาแต่อดีต จากนั้นจินตนาการต่อไปว่าเทคโนโลยีต่างๆ สามารถสร้างความสุขดังกล่าวให้แก่ตัวเราได้อย่างไร

 

                หากลองสมมุติว่าเราสามารถให้คำนิยาม “ความสุข” ได้อย่างไม่กำกวมแล้วก็ตาม เช่นอาจนิยามว่า คือ การมีบ้านหรู รถหรู การไปท่องเที่ยวทัศนาจรในสถานที่ใฝ่ฝัน การกินอาหารอร่อยถูกปาก การฟังเพลงที่ชื่นชอบ การมีเสื้อผ้าอย่างดี การมีเกียรติในสังคม การมีเงินจับจ่ายใช้สอยอย่างเหลือเฟือ การมีสุขภาพดี การมีแฟนสวยหรือหล่อ การอยู่ใกล้ชิดกับคนที่เราชื่นชอบ เหล่านี้เป็นต้นที่เราเรียกกันว่าความสุข ซึ่งก็คือคุณภาพชีวิตอันดีของเราด้วยโดยปริยาย แล้วหากถามว่า เราจะได้สิ่งเหล่านี้มาอย่างไร ก็คงต้องตอบว่า ต้องทำงานหนักจึงจะได้มา และในขณะทำงานนั้นส่วนใหญ่แล้วก็เครียดมาก ไม่ค่อยมีความสุขกันสักเท่าไร ยิ่งต้องทำงานในองค์กรที่ต้องทำกำไรด้วยแล้วก็จะยิ่งเครียดกันใหญ่ ตื่นแต่เช้าไปทำงาน รถติด ควันพิษ ทำงานเสร็จ กลับบ้าน รถติด ควันพิษ อีกรอบ ถึงบ้านมืด อาบน้ำอุ่นจากเครื่องทำน้ำอุ่น (เทคโนโลยี) ทำให้เกิดความสุขได้ระดับหนึ่ง กินข้าวร้อนๆ (หุงจากหม้อไฟฟ้าเทคโนโลยีสูง) ก็มีความสุขได้อีกระดับ นั่งดูโทรทัศน์ (เทคโนโลยี) หัวเราะได้สักเล็กน้อยเพราะ หม่ำ จ๊กมก เล่นตลกได้เฉียบคมถูกใจจริงๆ จากนั้นก็เข้านอน แล้วก็เข้าสู่รอบวันใหม่ วนเวียน ซ้ำอยู่ชั่วนาตาปี ปีละครั้งเราก็นัดเพื่อนๆไปทัศนาจรไกลๆ กัน (ด้วยรถยนต์ เทคโนโลยี ) ถ่ายรูปกันมาเป็นที่ระลึก (ด้วยกล้อง เทคโนโลยี) ดูเหมือนว่าเทคโนโลยีก็อำนวยความสุขและเพิ่มคุณภาพชีวิตได้ดีพอสมควรทีเดียว

                แต่หากถามว่าเวลาที่ต้องเสียไปกับความเครียดเพื่อทำงานที่จะให้ได้เงินมาซื้อเทคโนโลยีเหล่านี้คุ้มกันไหมกับความสุขที่ได้รับจากเทคโนโลยี ก็คงต้องถกกันหน่อย เพราะดูเหมือนว่าใช้เวลาไปมากเพื่อมาเสวยสุขเพียงแผล็บเดียวเท่านั้น เช่นในแต่ละวันใช้เวลาเดินทางและทำงานวันละ 12 ชม. เพื่อเสวยสุข 2 ชม. เท่านั้น นอกจากนี้ยังต้องเป็นห่วงว่าเทคโนโลยีต่างๆเช่นรถยนต์ เครื่องอิเล็กทรอนิกส์ต่างๆจะถูกขโมย ชำรุด เสียหาย ตกรุ่น ทำให้เกิดความเครียดมากขึ้นอีกมากโข และที่สำคัญที่ว่า “ความสุข” นั้นก็ยังจับไม่มั่นคั้นไม่ตายว่าเป็นความสุขแน่หรือ ถามว่าเมื่อเห็นเพื่อนบ้านระดับเดียวกันเขาซื้อของรุ่นใหม่มา ในขณะที่เรายังใช้รุ่นเก่าอยู่ (เช่น โทรศัพท์มือถือ) เราจะยังมีความสุขดีดังเดิมอยู่หรือไม่ ทั้งที่ก็ยังมีเทคโนโลยี(รุ่นเก่า)ใช้อยู่ในมือ ดูเหมือนว่าความสุขที่ว่านี้มันช่างรวนเรง่ายเสียเหลือเกิน เพียงแค่คนอื่นเปลี่ยนรุ่นโทรศัพท์มือถือก็อาจทำให้เราสูญเสีย “ความสุข”  ไปเสียแล้ว ไม่ต้องพูดถึงรถยนต์ มอเตอร์ไซค์ กางเกงยีนส์ รุ่นใหม่ก็ยังได้

                ลองจินตนาการว่าเราเป็นชาวนาอยู่ตามบ้านนอก สร้างบ้านอยู่กลางนา มีควายสองตัวสำหรับไถนา ตื่นแต่เช้าเหมือนคนกรุงออกไปทำนา ช้าหน่อย แต่ควายไม่ติด ทำให้ไม่หงุดหงิด และไม่มีมลพิษ (ยกเว้นควายผายลมออกมาพอดี) ขี่ควายไปก็ผิวปากไปด้วย อากาศยามเช้าสดชื่นแสนสบาย นกและจิ้งหรีดส่งเสียงร้องไพเราะอยู่ข้างหู เมื่อถึงนาก็ไถนากันไป ไม่ต้องรีบร้อนมาก เหนื่อยนักก็หยุดพักยังได้ ไม่ต้องมีหัวหน้างานมาคอยเดินกำกับ หรือมีเอกสารกองโตตั้งไว้ข้างหน้า ที่ต้องรีบเคลียร์ออกก่อนสิบโมงเช้า (ไม่งั้นออกของให้ลูกค้าไม่ทัน จะเสียเปรียบคู่แข่ง) ตกกลางวันก็ล้อมวงกินข้าวกันกับเพื่อนไถนาแปลงใกล้เคียง ตกเย็นผิวปากกลับบ้าน แสงอาทิตย์สีทองจับขอบฟ้าสวยงามตา อาบน้ำท่ากินข้าวปลากลางนอกชาน ลมพัดเย็น โพล้เพล้หัวค่ำก็นั่งสนทนา หรือ ร้องรำทำเพลงกัน จากนั้นเข้านอน  หากไม่คิดอะไรมาก หรือ ไม่คิดเปรียบเทียบกับคนกรุง ก็คงจะมีความสุขดี อาจนับเป็นความสุขมากกว่าคนทำงานกินเงินเดือนในเมืองกรุงด้วยซ้ำไป หรือหากคิดเปรียบเทียบอย่างชาญฉลาดก็ยิ่งอาจทำให้มีความสุขมากกว่าเดิมเสียอีก คือคิดเปรียบเทียบว่า เออ..เราไม่ต้องทุกข์ทรมานเหมือนคนกรุงนะ

                ดังนี้จะเห็นว่าแม้ไม่มีเทคโนโลยีสมัยใหม่ช่วยมากนัก ก็สามารถมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หากมีแนวคิดที่ถูกต้องเป็นเครื่องนำทาง แนวคิดที่ถูกต้อง (หรือสัมมาทิฐิ) จึงนับว่าสำคัญที่สุดไม่ว่าจะทำอะไรก็ตาม แต่หากมีแนวคิดที่ผิด(มิจฉาทิฐิ)เสียแล้ว แม้นอนอยู่บนกองเงินกองทองก็มีความทุกข์มหันต์ได้ ดังมีนิยายเล่าว่า ขอทานคนหนึ่งนั่งขอทานอยู่หน้าบ้านเศรษฐี แกนั่งขอทานไปก็ผิวปากอย่างมีความสุขไปทั้งวัน อยู่มาวันหนึ่งเศรษฐีเกิดความเมตตาเลยควักกระเป๋าให้เงินไปห้าพันบาท ทำให้ขอทานดีใจมาก แต่ในวันรุ่งขึ้นเศรษฐีเห็นขอทานนั่งซึมไม่ยอมผิวปากเหมือนเดิม ทำให้เศรษฐีนึกสงสัยอยู่ในใจ เพราะเห็นผิวปากได้ทั้งปี พอได้เงินมากน่าจะดีใจกว่านั้นแต่กลับไม่ผิวปาก วันรุ่งขึ้นเศรษฐีก็พบว่าขอทานมาขอเข้าพบ พร้อมกับเอาเงินฟ่อนโตมาคืน โดยบอกว่าผมไม่ขอเก็บไว้หรอกครับ เพราะผมมีความทุกข์มาก กลัวเงินมันจะหายไป เมื่อก่อนบ้านผมไม่มีอะไรไม่ต้องพะวงว่าอะไรจะหาย ตั้งแต่ได้เงินก้อนนี้มาเก็บไว้เกิดความทุกข์มาก เพราะกลัวหาย กลัวโขมย กลัวไฟไหม้ เลยขอนำมาคืนเจ้าของเดิม นิทานนี้สอนให้รู้ว่า มีมากเกินไปก็ทุกข์ได้เหมือนกัน เช่น คนที่รวยที่สุดในโลกก็มีความทุกข์มาก เพราะอย่างน้อยก็คงกลัวคนรวยที่สองในโลกแซงหน้าขึ้นเป็นอันดับหนึ่ง ก็เลยเครียดทำงานหนักมากที่สุดเพื่อคงความเป็นหนึ่งไว้ให้ได้ตลอดการ (ไม่เชื่อลองไปถามท่านบิล เกต ดู และนี่คือเหตุผลหนึ่งว่าทำไมคนที่รวยมากๆแล้วจึงไม่รู้จักพอเสียที)

                หวนกลับมาเรื่องคำนิยามของความสุข ผู้เขียนได้วิเคราะห์ไว้ว่า ความสุขมีด้วยกันสามประเภทคือ สุขกาย สุขใจ(อารมณ์)  และสุขจิต(วิญญาณ) ซึ่งความสุขกายนั้นก็เป็นที่ทราบกันดีว่าหมายถึงการมีพลานามัยที่แข็งแรงสมบูรณ์ ปราศจากโรคเบียดเบียนทั้งปวง รวมตลอดไปจนถึงการไม่ต้องทำงานหนักเพื่อประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น อาบน้ำ หุงข้าว ทำความสะอาดบ้าน เดินทาง ทั้งนี้เพราะอาศัยเทคโนโลยีช่วยผ่อนแรงนั่นเอง สังเกตได้ว่าเทคโนโลยีส่วนใหญ่มาอำนวยความ”สุขกาย”ในส่วนนี้เป็นอันดับแรก  ส่วนความสุขใจนั้นเกิดได้หลายทาง เช่น การได้อยู่ในแวดวงของคนที่รักที่รู้ใจกัน เช่น คนรัก เพื่อนสนิท พ่อแม่พี่น้อง เครือญาติที่รักสามัคคีกัน เป็นต้น  หรือ การได้อ่านหนังสือดีๆ การได้ฟังเพลง ดูรายการโทรทัศน์ที่ชื่นชอบ การได้รับเกียรติคุณต่างๆ เป็นต้น ซึ่งเทคโนโลยีก็มีส่วนทำให้เราได้สุขใจมากขึ้นกว่าอดีต เช่น เครื่องอำนวยความสุขต่างๆ โทรทัศน์ วิทยุ เครื่องเล่นวีดิทัศน์ เป็นต้น จะเห็นได้ว่าความสุขในสองประการแรกนี้ส่วนใหญ่แล้วเป็นความสุขอันเนื่องมากจาก “การยึดติด”  เช่นความสุขทางกายอันเนื่องจากการดื่มกินนั้น แต่ละคนมีรสนิยมไม่เหมือนกัน บางคนชอบเผ็ดแต่บางคนชอบจืด บางคนชอบขมแต่บางคนชอบหวาน บางคนชอบเบียร์แต่บางคนชอบเหล้า บางคนชอบบุหรี่แต่บางคนชอบกันชา  บางคนชอบยาบี(บ้า)แต่บางคนชอบยาอี เป็นต้น ที่แต่ละคนมีนิยามของ”ความสุขกาย”แตกต่างกันนี้เป็นเพราะยึดติดกันคนละแนวใครยึดติดอะไรก็ว่าอันนั้นคือความสุข ส่วนความสุขด้านอารมณ์ก็มีลักษณะเดียวกัน หานิยามที่แน่นอนตายตัวอันใดไม่ได้ เช่น บางคนชอบเพลงเบาๆแต่บางคนชอบหนักๆ บางคนชอบอ่านปรัชญาล้ำลึกแต่บางคนชอบอ่านเรื่องบู๊ล้างผลาญ บางคนชอบลูกกรุงแต่บางคนชอบลูกทุ่ง บางคนชอบแต่งกายสีฉูดฉาดแต่บางคนชอบสีขรึมๆ เป็นต้น ล้วนแต่ขึ้นอยู่กับว่าใครยึดติดกับรูปแบบใดก็จะทำให้ตนรู้สึกเป็นสุขใจ(อารมณ์) เมื่อได้เสพวัตถุทางอารมณ์ที่ตนยึดติด

                ส่วนความสุขประเภทที่สามนั้นคือความสุขทางจิตหรือวิญญาณนั้น ก็มีอยู่หลายหลักการ เช่นหลักการของศาสนาที่อิงพระเจ้า เช่น คริสต์  อิสลาม ฮินดู และ จูดา(ยิว) และหลักการของศาสนาที่ไม่อิงพระเจ้าเช่น พุทธ และ เต๋า เป็นต้น ในศาสนาที่มีพระเจ้านั้นส่วนใหญ่มีหลักการร่วมกันว่าความสุขคือการได้มีชีวิตนิรันดร์โดยอยู่ร่วมกับพระเจ้าในลักษณะใดลักษณะหนึ่ง ทั้งในเชิงรูปธรรมและหรือนามธรรม ทั้งในปัจจุบันและหรืออนาคต(ในปรโลก)  ส่วนศาสนาที่ไม่อิงพระเจ้านั้นมีหลักการของความสุขทางวิญญาณคือการปล่อยวาง ไม่ยึดมั่นถือมั่นในสิ่งใดๆทั้งในเชิงรูปธรรมและนามธรรม และหวังผลในเวลาปัจจุบันเป็นสำคัญ อาจตีความได้ว่า แม้ในศาสนาที่อิงพระเจ้าก็มีนัยของการไม่ยึดมั่นถือมั่นอยู่มาก เพราะมีความเห็นว่าสรรพสิ่งทั้งปวง(รวมทั้งวิญญาณ)เป็นของที่พระเจ้าประทานให้มา เป็นสมบัติของพระเจ้าทั้งนั้น จึงไม่ควรยึดมั่นและทึกทักว่าเป็นตัวเราและหรือของเรา

                โดยหลักการทางจิตวิญญาณนั้น เมื่อไม่ยึดมั่นในสิ่งใดๆเหมือนกัน นิยามของความสุขทางวิญญาณจึงน่าจะเหมือนกัน คือเป็นความปล่อยวางอย่างใดอย่างหนึ่งในระดับใดระดับหนึ่งที่สอดคล้องกับหลักการของศาสนานั้นๆ และหากเป็นการปล่อยวาง(ไม่ยึดติด)อย่างสมบูรณ์ที่สุดแล้วไซร้ก็คงจินตนาการได้ว่านิยามของความสุขต้องเหมือนกันทุกคนด้วย กล่าวคือ เป็นความสุขที่มีความชัดเจนแน่นอน ไม่รวนเรไปตามความยึดมั่นถือมั่นหรือตามรสนิยมของปัจเจกชน เมื่อเป็นดังนี้จึงน่าจะอนุมานได้ว่าความสุขชนิดนี้เป็นความสุขที่ดีที่สุด และน่าแสวงหาที่สุด  เพราะมีความชัดเจนที่สุด มั่นคงที่สุด และรวนเรน้อยที่สุด

                สำหรับตามแนวทางของศาสนาพุทธนั้นการปล่อยวางอย่างสมบูรณ์ถือเป็นการเข้าถึง”นิพพาน” ซึ่งนิยามกันด้วยภาษาของชาวโลกว่า เป็น”บรมสุข” ดังคำบาลีที่ออกเสียงว่า นิพพานัง ปรมัง สุขขัง (นิพพานคือยอดแห่งความสุข) แต่ผู้น่าเชื่อถือบางท่าน (เช่น ท่านพุทธทาสภิกขุ) ได้เคยกล่าวว่า นั่นเป็นเพียงภาษาพูดของมนุษย์เพื่อให้ดูน่าสนใจใฝ่หา แต่ความจริงแล้ว นิพพานอยู่เหนือความสุขขึ้นไปอีก เพราะการไม่ยึดมั่นถือมั่นนั้นหมายรวมถึงว่าไม่ยึดมั่นอยู่ใน(รสแห่ง)นิพพานด้วย

                สังคมไทยและสังคมโลกโดยรวมควรจะต้องสัมมนากันให้มากว่า ความสุข และ คุณภาพชีวิตที่แท้จริง มีความหมายอย่างไรกันแน่ และมีองค์ประกอบใดแน่ หากยังไม่ถูกต้องเต็มที่และชัดเจนเต็มที่ การเดินทางไปตามเส้นทางเก่าๆเพื่อแสวงหาแคุณภาพชีวิตของมนุษย์ตามที่เชื่อกันหรือถูกทำให้เชื่อกันในปัจจุบันนี้นั้นอาจกลายเป็นเส้นทางที่นำพาสังคมไทยและมวลมนุษย์ทั้งผองในโลกไปสู่วันโลกาวินาศก็เป็นได้ และเมื่อนั้นน้องนุ่งลูกหลานของเรา หรือ แม้แต่ตัวเราเองในชั่วชีวิตนี่ก็อาจจะไม่เหลือแม้แต่ชีวิต มิใยจะต้องเอ่ยถึงคุณภาพชีวิต

« « Prev : เศรษฐกิจและเทคโนโลยีพอเพียง : กรณีศึกษาชาวอามิช

Next : เทคโนโลยี เศรษฐกิจ และ วัฒนธรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ยั่งยืน » »


ผู้ใช้ Facebook สามารถให้ความเห็นที่นี่ได้ โดยกด Like เพื่อแสดงตัว

2 ความคิดเห็น

  • #1 bangsai ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 July 2011 เวลา 12:08 pm

    ชอบใจบันทึกนี้ครับ
    - เป็นจุดเด่นของอาจารย์ที่เป็นคนที่มีหลายมิติในตัวคนเดียว ระบบการศึกษาสร้างคนเรามีความรู้ด้านเดียว จริงๆเราจำเป็นต้องมีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้าน แต่ก็ต้องเพรียบพร้อมในการบูรณาการความรู้อื่นๆเข้าไปด้วย
    - มีเพื่อน ญาติพี่น้อง ครูบาอาจารย์เป็นวิศวะหลายคนคุยกันแล้วเราก็รู้ว่าท่านเหล่านั้นเก่งในเรื่องของวิศวะมาก บางคนมีตำแหน่งหน้าที่การงานสูง แต่ผิดหวังในเรื่องมุมมองทางสังคม มิติของความพอดี มิติของสมดุล ฯลฯ อย่างผมเคยบันทึกไว้ว่า กรมทางหลวงส้รางซุปเปอร์ไฮเวย์ชั้นหนึ่งลากยาวจากกรุงเทพฯไปทุกทิศทุกทาง เกิดความสดวกสบายมากมายเพื่อคนกลุ่มหนึ่ง อาชีพหนึ่งหรือหลายอาชีพ แต่ก็ไปขวางกั้นวัฒนธรรม ประเพณี ความเชื่อ วิถีปฏิบัติของคนอีกกลุ่มหนึ่งในบางพื้นที่ เช่น ระบบเกาะกลางถนนที่ลากยาวบนถนนไฮเวย์กว่าจะเลี้ยวรถกลับได้ โน่น อีกกิโล สองกิโลเมตร เพื่อความปลอดภัยของระบบจราจร แต่ไปขวาง ไปทำลายระบบความเชื่อของชาวบ้านในภาคเหนือ เมื่อมีศพ เอาศพไปป่าแฮ่ว ห้ามหันหัวกลับเข้าสู่บ้าน แต่ไฮเวย์ขวางบ้านคนมีศพกับป่าแฮ่ว จึงต้องลากศพไปอ้อม ยูเทิน ก็ทำให้เกิดการหันหัวกลับเข้าบ้าน ประชาชนเดินขบวนให้ทำลายเกาะกลางถนน ก็ไปขัดกับหลักความปลอดภัยของกรมทาง สร้างระบบหนึ่ง ไปขวาง ไปทำลายอีกระบบหนึ่ง นี่คือปัญหาของการพัฒนาประเทศในปัจจุบัน กรณีนี้สู้กันนาน ในที่สุด กรมทางหลวงยอมชาวบ้าน….

    แต่ผมก็มีเพื่อนชาวแคนาดาคนหนึ่งจบวิศวะแล้วไปสอบเข้าเรียนแพทย์ใหม่….ไม่ได้ติดต่อกันนานแล้ว ไม่รู้ว่าไปอยู่ไหน

    อาจารย์มีความพิเศษตรงที่ได้บวชเรียนและสนใจหลักธรรม สนใจในเรื่องคุณค่าของดั้งเดิม ฯลฯ ในตัวอาจารย์จึงผสมผสานกันไปหมด ดีมากครับ เพราะในชีวิตจริงเรานั้นเรามีชีวิตด้วยศาสตร์ทุกศาสตร์ ไม่ใช่เพียงศาสตรในเพียงศาสตร์เดียว การนำศาสตร์ต่างๆมาผสมผสานก็เป็นอีกศาสตร์หนึ่งซึ่งคนโบราณทรงคุณสมบัตินี้ไว้จริงๆ

  • #2 withwit ให้ความคิดเห็นเมื่อ 5 July 2011 เวลา 6:22 pm

    ขอบคุณพี่บางทรายมากครับที่ให้กำลังใจว่า “หลายมิติ” (น้ำมันอ๊อกเทนสูงแม้มาที่ละน้อยก็ให้พลังได้มาก)

    ผมรู้ตัวดีว่าเป็นจับฉ่าย ตอนแรกอยู่โอเคเนชั่นผมเรียกบลอกตัวเองว่า “จับฉ่ายไร้สาร”


แสดงความคิดเห็น

ท่านอยากจะเข้าระบบหรือไม่


*
To prove you're a person (not a spam script), type the security word shown in the picture. Click on the picture to hear an audio file of the word.
Click to hear an audio file of the anti-spam word


Main: 1.0176959037781 sec
Sidebar: 0.015493154525757 sec